Archive | 23/12/2012

ผิวขาวด้วยกลูต้าไธโอน…จริงหรือ?

ที่มา  :  Kapook.com 

ผิวขาว

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ความงามกับผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่คู่กันอย่างไม่อาจแยกได้ ผิวที่ขาว สวย เนียน อมชมพู ก็คือกระแสความงามของหญิงสาวในยุคนี้ ซึ่งหลายคนได้พยายามไขว้คว้าหนทางและทำทุกวิถีทางที่จะนำไปสู่การได้มีผิวที่สวยงามตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวนานาชนิด การใช้ยาเพื่อทา ฉีด หรือกิน

สำหรับในตอนนี้ กลูต้าไธโอน (Glutathione) ได้กลายมาเป็นสารที่รู้จักกันดีในเรื่องสรรพคุณที่ทำผิวให้ขาว หญิงสาวหลายคนได้หาข้อมูลและสรรหา กลูต้าไธโอน มากินด้วยความเชื่อว่าผิวของตัวเองจะขาวขึ้น ตามที่ผู้จัดจำหน่ายทั้งหลายโฆษณาไว้ แต่ความเชื่อนั้นจะจริงหรือไม่ การกินยากลูต้าไธโอน จะสามารถทำให้ขาวขึ้นได้จริงหรือ และมีผลข้างเคียงอันตรายหรือไม่อย่างไร วันนี้ เรามีคำตอบให้คุณค่ะ

จริง ๆ แล้ว กลูต้าไธโอน เป็นสารที่แพทย์นำมาใช้ในการรักษากลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางด้านประสาท และรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาตับอักเสบ ทั้งยังใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยที่ฆ่าตัวตายด้วยการกินพาราเซตามอล เนื่องจาก กลูต้าไธโอน เป็นสารโปรตีนเบื้องต้น ที่ช่วยเพิ่มการทำงานของตับในการฟอกพิษ ขจัดสารพิษ แต่เมื่อพบว่า กลุ่มคนไข้ที่แพทย์ใช้สาร กลูต้าไธโอน มีผิวที่ขาวขึ้น กลูต้าไธโอน จึงถูกนำมาใช้ประยุกต์เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขาวต่าง ๆ มากมาย 

หลายคนคงเคยเห็นว่า ยาเม็ดกลูต้าไธโอน มีการขายอยู่เกลื่อนตามเว็บไซต์ โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท มีการแนะนำวิธีการกิน และอวดอ้างสรรพคุณของ กลูต้าไธโอน ว่าสามารถบำรุงผิวให้ขาวได้ แต่แทบจะไม่มีผู้ผลิตที่ออกมาเตือนผู้บริโภคถึงผลข้างเคียงของการกิน กลูต้าไธโอน เลย ซึ่งสิ่งที่หญิงสาวหลายคนไม่เคยรู้มาก่อนคือ เพราะ กลูต้าไธโอน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำให้มันสลายไปทันทีเมื่อโดนกรดในกระเพาะ ดังนั้นจึงทำให้การกิน กลูต้าไธโอน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น! และไม่ทำให้ผิวขาวขึ้นแม้แต่น้อย

ที่สำคัญ การกิน กลูต้าไธโอน นั้น เป็นเรื่องผิดพลาดที่นอกจากจะไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้นแล้ว ยังนำมาซึ่งผลข้างเคียงอันเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งผลข้างเคียงต่าง ๆ จากการกิน กลูต้าไธโอน ก็มีหลายประการ ดังนี้

 1. ความดันต่ำ

 2. อาจทำให้เกิดอาการหอบหืดเฉียบพลันได้

 3. ส่งผลกระทบต่อตาโดยตรง อาจะทำให้เกิดอาการตาอักเสบได้

 4. หากผู้ป่วยมะเร็ง กินยากลูต้าไธโอน จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดลดลง

 5. เมื่อกินกลูต้าไธโอน เป็นเวลานาน จะทำให้ร่างกายได้รับกลูต้าไธโอน ในปริมาณมาก และอาจทำให้เป็นมะเร็งได้

 6. หลังหยุดกินกลูต้าไธโอน ผิวอาจจะกลับมาดำคล้ำยิ่งกว่าก่อนกิน หรือในผู้ที่ผิวขาวยู่แล้ว เมื่อหยุดกินก็จะทำให้ดำง่ายขึ้น

แม้จะมีข้อเสียและผลข้างเคียงมากมาย แต่ กลูต้าไธโอน ก็ยังเป็นสารที่มีประโยชน์ ซึ่งตามปกติร่างกายจะสามารถสร้างกลูต้าไธโอน ได้เอง จากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทานเข้าไป เนื่องจากมันมีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ หรือสารพิษต่าง ๆ จากร่างกาย ทั้งยังป้องกันความเสื่อมและเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายอีกด้วย ดังนั้น สำหรับหญิงสาวคนไหนที่อยากสร้าง กลูต้าไธโอน ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งการกินยาที่ทำให้ผลข้างเคียง เราขอแนะนำให้สร้างเสริม กลูต้าไธโอน ให้ร่างกายด้วยการรับประทานอาหารประเภท นม ไข่ ผลอะโวคาโด สตรอเบอร์รี มะเขือเทศ ผักบรอคโคลี ส้มเกรปฟรุต และผักโขม

นอกจากนั้นสำหรับคนที่อยากมีผิวพรรณสวยงาม นายแพทย์จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้แนะนำให้ทำตามวิธีการดังต่อไปนี้

 1. ให้ดูแลรักษาร่างกายให้สะอาด

 2. กินอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มการกินผักและผลไม้ที่รสไม่หวานมาก ให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม เนื่องจากในผักผลไม้จะมีวิตามินซีช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส

 3. ออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที

 4. ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

 5. ถ้ามีความต้องการดูแลผิวให้สุขภาพดีด้วยสามารถใช้ครีมบำรุงที่ผสมสารกันแดด เพราะแสงแดดก็เป็นตัวการทำลายผิวได้

สุดยอด สตรีทอาร์ทแห่งปี 2012

ที่มา  :  Kapook.com

 

รูป สตรีทอาร์ทสวยๆ รวมสุดยอด สตรีทอาร์ทแห่งปี 2012 ที่คุณไม่ควรพลาด เซตนี้เอาคอลเลคชั่น งานอาร์ต แบบสตรีทอาร์ทสวยๆ ที่เขายกให้เป็นสุดยอดสตรีทอาร์ตแห่งปี 2012 จากทั่วทุกมุมโลก มาฝากกันครับ งานของเขาแต่ละอัน ยกนิ้วให้ 20 นิ้วเลย สวยแปลก อาร์ตสุดตีนเลยครับ ลองไปดูกัน

เฟซบุ๊กสรุปที่ ‘Year in Review 2012′

ที่มา  :  Kapook.com
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Facebook

เฟซบุ๊ก Year in Review 2012 สรุปเหตุการณ์เด่น ๆ ในปีที่ผ่านมา

เนื่องในโอกาสที่ใกล้จะถึงวันสิ้นปี 2012 แล้ว ทางเฟซบุ๊ก (Facebook) จึงได้เปิดหน้าเว็บ Year in Review 2012 ที่ได้รวบรวมสรุปเรื่องราวและเหตุการณ์เด่น ๆ ในปีที่ผ่านมา โดยมีแยกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญ, ภาพยนตร์, เพลง, เทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งเรื่องเด่น ๆ ของแต่ละประเทศให้ทุกคนได้เข้าไปชม หากสนใจสามารถเข้าไปชมได้ที่นี่เลยจ้า Year in Review 2012

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังได้เพิ่มฟีเจอร์ให้ทุกคนสามารถดู Year in Review ของตัวเองได้ ซึ่งเป็นการสรุปเหตุการณ์เด่น ๆ บนไทม์ไลน์ (Timeline) ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สำคัญ, โพสต์เด่น ๆ , โพสต์ที่มีคนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ โดยสามารถเข้าไปดู Year in Review ได้ที่ลิ้งก์นี้ หรือหากต้องการดู Year in Review ของเพื่อนคนอื่น ๆ ในเฟซบุ๊กก็สามารถดูได้ด้วยการใส่ลิงก์ http://facebook.com/yearinreview/xxx (ใส่ username ของเพื่อนแทนที่ xxx) โดยสามารถดูชื่อ username ของเพื่อนเราได้ด้วยเข้าไปที่หน้าไทม์ไลน์ของเพื่อนเรา จะเห็น username ของเพื่อนเราอยู่ที่ลิงก์ https://www.facebook.com/xxx (xxx คือ username) นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์หน้า Year in Review ของเราบนไทม์ไลน์ให้เพื่อน ๆ สามารถเข้ามาดูได้สะดวกด้วยนะจ๊ะ

เฟซบุ๊ก Year in Review 2012 สรุปเหตุการณ์เด่น ๆ ในปีที่ผ่านมา

เอแบคโพลล์ข่าวในหลวง 5ธค.สุดยอด2555

ที่มา  : Kapook.com  

คำพูดสุดซึ้ง! ยายไม่ได้มาดูในหลวงหรอก แต่ยายมาให้ในหลวงดู

คำพูดสุดซึ้ง! ยายไม่ได้มาดูในหลวงหรอก แต่ยายมาให้ในหลวงดู

ABACโพลคนยกข่าวในหลวงเสด็จฯ5ธค.สุดยอดแห่งปี55 (ไอเอ็นเอ็น) 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP      

          เอแบคโพลล์ เผยประชาชนยกให้ข่าวในหลวง เสด็จออกมหาสมาคม 5 ธ.ค. เป็นที่สุดแห่งปี ขณะที่ DSI ตั้งข้อหา อภิสิทธิ์ – สุเทพ เป็นที่สุดข่าวการเมือง  

          สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ที่สุดของ “ข่าว” แห่งปี 2555 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,216 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18 – 22 ธันวาคม 2555 ผลสำรวจดังนี้

ที่สุดข่าวเหตุการณ์ที่ทำให้มีความสุขที่สุด  2555 

ร้อยละ 36.2 ยกให้ข่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม เป็นข่าวเหตุการณ์ที่ทำให้มีความสุขที่สุด

ที่สุดข่าวที่ทำให้รู้สึกสลดใจมากที่สุด 2555 

ร้อยละ 37.3 ยกให้ข่าวความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นข่าวที่ทำให้รู้สึกสลดใจมากที่สุด

ที่สุดของข่าวการเมือง 2555 คือ 

อันดับ 1 ร้อยละ 20.1 ยกให้ข่าวดีเอสไอ ตั้งข้อหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนา

อันดับ 2 ร้อยละ 19.3 ยกให้ข่าวช่อง 11 ถ่ายทอดสด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดงานมวยไทยที่มาเก๊า และปลดล็อกนักการเมือง บ้านเลขที่ 111

ที่สุดของข่าวอาชญากรรม 2555 คือ 

ร้อยละ 23.5  ยกให้ข่าวขุดพบโครงกระดูกในไร่ น.พ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ เป็นที่สุดของข่าวอาชญากรรม

ที่สุดของข่าวเศรษฐกิจ 2555 คือ 

ร้อยละ 30.6 ยกให้ข่าวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง และอีกจังหวัดที่เหลือขึ้นอีก 40% เป็นที่สุดของข่าวเศรษฐกิจ

10 สุดยอดนักคิดของโลกปี2012

ที่มา  :  Kapook.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก anushayspoint.comtheprophecyblog.com,leschroniquesderorschach.blogspot.comkatalusis.blogspot.com,respesshaleighedm310.blogspot.comeloquenceinc.blogspot.com,pakistancyberforce.blogspot.comluispaulorodrigues.blogspot.com,chatterbusy.blogspot.comtowleroad.com

เปิดโผ 10 สุดยอดนักคิดของโลกปี 2012

นิตยสารฟอเรนจ์ โพลิซี (Foreign Policy) จัดอันดับ 100 สุดยอดนักคิดของโลกประจำปี 2012 โดยจัดอันดับจากบทบาทของการเป็นนักคิดที่เห็นชัดเจนตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่า นางอองซาน ซูจี และ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของพม่า ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดนักคิดของโลก

โดยการจัดอันดับดังกล่าว ถูกเปิดเผยออกมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซต์ ForeignPolicy.com ระบุว่า นางอองซาน ซูจี ได้รับตำแหน่งสุดยอดนักคิดของโลกร่วมกันกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ก็ติดโผอยู่อันดับที่ 7 ส่วนสุดยอดนักคิดของโลก 10 อันดับแรก ได้แก่บุคคลต่อไปนี้

นางอองซาน ซูจี
นางอองซาน ซูจี

ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง
ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง

1. นางอองซาน ซูจี และประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ผู้มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงในประเทศพม่า

ประธานาธิบดีมอนเซฟ มาร์ซูกี

2. ประธานาธิบดีมอนเซฟ มาร์ซูกี แห่งตูนิเซีย ผู้นำด้านความคิดปลุกกระแสต่อต้านในโลกอาหรับ

บิล คลินตัน

3. บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นผู้มีความคิดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

เซบาสเตียน เธิร์น

4. เซบาสเตียน เธิร์น นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากเยอรมนี ผู้พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ

บิล เกตต์ส

5. บิล เกตต์ส และเมลินดา เกตต์ส มหาเศรษฐีเจ้าของไมโครซอฟท์

มาลาลา ยูซุฟไซ

6. มาลาลา ยูซุฟไซ เด็กสาววัย 15 ปี ที่ต่อสู้กับกลุ่มตอลีบัน เพื่อให้เด็กหญิงได้มีการศึกษา

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา

7. ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ในฐานะที่มีความคิดเปลี่ยนแปลงอเมริกาไปในทางที่ดี

พอล ไรอัน

8. พอล ไรอัน สมาชิกสภาผู้แทนจากรัฐวิสคอนซิล สหรัฐฯ นำเสนอแผนงบประมาณที่จะสามารถลดงบประมาณได้ 8 ล้านล้านบาทภายใน 10 ปี

เฉิน กวงเฉิง

9. เฉิน กวงเฉิง นักเคลื่อนไหวผู้พิการทางสายตาชาวจีน มีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในจีน

เดวิด แบลงเคนฮอร์น
เดวิด แบลงเคนฮอร์น

นารายานา โคเชอร์ลาโกตา

นารายานา โคเชอร์ลาโกตา

ริชาร์ด เอ มุลเลอร์
ริชาร์ด เอ มุลเลอร์

10. เดวิด แบลงเคนฮอร์น นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน, นารายานา โคเชอร์ลาโกตา นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน และ ริชาร์ด เอ มุลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ในฐานะผู้ที่มีแนวคิดใหม่จนสามารถเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนได้

10 ภัยธรรมชาติรุนแรงปี2012

ที่มา  :  Kapook.com

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก hindustantimes.com

          อินเดียจัดอันดับให้ มหันตภัยเฮอริเคนแซนดี้ สหรัฐอเมริกา ครองที่ 1 ใน 10 อันดับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แห่งปี 2012 ขณะที่พายุไซโคลนที่พัดถล่มอินเดีย เป็นอันดับที่ 2 

          เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์ฮินดัสแตนไทม์ ประเทศอินเดีย ได้ประกาศผลจัดอันดับ 10 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2012 เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าโลกอาจจะใกล้ถึงจุดจบ ตามคำทำนายของปฏิทินของชนเผ่ามายา ในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมาก็คือ มหัตภัยเฮอริเคนแซนดี้ ที่พัดถล่มสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ชาวนิวยอร์กต้องดิ้นรนในการฟื้นฟูสาธารณูปโภคพื้นฐานและเก็บกวาดซากปรักหักพังทั้งหมด อีกทั้งบ้านเรือนและภาคธุรกิจว่า 8 ล้านแห่งในแคโรไลน่าก็ต้องเผชิญกับภาวะไฟดับและขาดแคลนอาหาร

          ส่วนภัยพิบัติที่รุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ก็คือ พายุไซโคลนนิลาม ที่เพิ่งพัดเข้าถล่มประเทศอินเดีย เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและไฟฟ้าดับในเมืองเชนไน รัฐบาลท้องถิ่นต้องสั่งปิดสถานศึกษา และหยุดการบริการขนส่งสินค้าที่ท่าเรือ นอกจากนนี้ยังทำให้เรือบรรทุกน้ำมัน “ประทีป โคธาวารี” ต้องอับปางลงและคร่าชีวิตลูกเรือไป 5 ชีวิตอีกด้วย

          ทั้งนี้ ภัยธรรมชาติทั้ง 10 อันดับ มีดังนี้

 
10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012
 
             1. เฮอริเคนแซนดี้ พัดถล่มประเทศสหรัฐอเมริกา

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             2. พายุไซโคลนนิลาม พัดเข้าถล่มประเทศอินเดีย

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             3. พายุไต้ฝุ่นบูพา พัดถล่มหมู่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             4. แผ่นดินไหว 7.1 ริกเตอร์ ในประเทศอินโดนีเซีย

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             5. แผ่นดินไหว ในประเทศพม่า

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             6. อุทกภัย ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ประเทศอินเดีย

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             7. แผ่นดินไหวในประเทศอิหร่าน

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             8. อุทกภัยในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


 9. อุทกภัยในปักกิ่ง ประเทศจีน

10 อันดับ ภัยธรรมชาติรุนแรงแห่งปี 2012


             10. อุทกภัยในประเทศปากีสถาน

10 เมนูสุขภาพรับปี2556 สไตล์อายุรวัฒน์

ที่มา  :  มติชนออนไลน์ คอลัมน์ ส่องโรคไขสุขภาพ  ชีวิตคุณภาพ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:23:39 น.

t0000000

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำ 10 เมนูสุขภาพ รับปี 2556 สไตล์อายุรวัฒน์ 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า ในช่วงเทศกาลแห่งความสุข หลายคนอาจหลงลืมเรื่องอาหารการกิน จนเป็นผลเสียต่อสุขภาพดี จึงขอแนะนำอาหารต้านชราใน 10 เมนู ได้แก่ 

1.  ส้มตำไก่ย่าง ที่สุดของอาหารต้านชรา เพราะมีสุดยอดวิตามินอย่าง “มะเขือเทศ” ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม “มะละกอ” ช่วยล้างพิษให้ลำไส้ ในมะละกอยังมีน้ำย่อย “ปาเปน” ช่วยล้างลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ “ไก่ย่าง” ช่วยให้ไม่ขาดโปรตีน

2.  แกงเขียวหวานไก่  น้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์อุดมวิตามิน น้ำแกงมีทั้งวิตามินเอ,ดี,อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ เนื้อไก่มีวิตามินบีบำรุงสมอง พริกในเครื่องแกงมี “กรดแคปไซซิน” กับ “เบต้าแคโรทีน” บำรุงสายตา

3.  เมี่ยงปลาทู  ได้ทั้ง “ซัลโฟราเฟน” เป็นกลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยงใส่ “มะเขือเทศราชินี” หั่นเสี้ยวจะช่วยให้ผิวพรรณสวยเนื้อปลาทูมีทั้งกรดไขมันดี และ “แอสตาแซนทิน” 

4.  ผัดไทย   มี”ถั่วงอก”อาหารมงคล ซึ่งมี “วิตามินซี” ถั่วและเต้าหู้อุดมด้วยวิตามินอี,แคลเซียม และสาร “พฤกษฮอร์โมน” ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน แต่อย่าหนักเส้น

5.  ข้าวหอมนิล  มีสาร “พฤกษเคมี” มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกัน ข้าวหอม 

6.  ข้าวตอกน้ำกะทิ   ในข้าวตอกเองมี “เส้นใย” ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์

7.  ข้าวต้มมัด หรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้   ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ในกล้วยยังมีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอลชื่อ “กรดเอลลาจิก” ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้

 8.  ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ   มีธัญพืชเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง ช่วยขัดล้างหลอดอาหารไปถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำมี “วิตามินอี” และ “ธาตุเหล็ก” สูง รวมถึง “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย (OPCs)” 

9.  ข้าวโพดม่วง   มีวิตามินบำรุงตา “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน”

10.  น้ำสมุนไพร  เช่น น้ำอัญชัน, น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก ฯลฯ ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ ให้วิตามินซีและเอช่วยบำรุงไต มี “คลอโรฟิลล์” และ “กลูต้าไทโอน” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ