คลังเก็บ

ONET แนวปฏิรูปข้อสอบยุคทักษะ

รายงาน: ONET และอื่นๆ แนวทางปฏิรูปข้อสอบไทยในยุค‘ทักษะแห่งศตวรรษ21’

ที่มา   :   ประชาไืท  Fri, 2013-02-22 00:48   ธีร์ อาจชายแดน

เรามักได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอว่า “ระบบการศึกษาของไทยสอนให้เด็กท่องจำ” หรือ “ระบบการศึกษาของไทยทำให้เด็กคิดไม่เป็น” แต่ก็ยังไม่เป็นที่ชัดแจ้งว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่า “คิดเป็น” และเราจะหลุดพ้นจากการเรียนการสอนที่เรียกว่า “ท่องจำ” ได้อย่างไร

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นักการศึกษาสมัยใหม่ เป็นอีกคนหนึ่งพยายามจะหาคำตอบในเรื่องนี้

 

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค

ภูมิศรัณย์ จบปริญญาเอกทางด้านการศึกษา จากมหาวิทยาลัย Stanford ประเทศสหรัฐอเมริกา  นอกเหนือจากเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์แล้ว เขายังทำวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาในหลายมิติ โดยเขาเน้นในส่วนของระบบข้อสอบ สิ่งที่นักเรียนทุกคนในยุคนี้ต้องเผชิญปีละหลายครั้ง และที่โด่งดังมากคงหนีไม่พ้น O-NET

O-NET เป็นข้อสอบวัดผล “การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ของระดับชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 มีทั้งหมด 8 วิชาคือ 1.ภาษาไทย 2.สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.ภาษาอังกฤษ 4.คณิตศาสตร์ 5.วิทยาศาสตร์ 6.สุขศึกษาและพลศึกษา 7.การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8.ศิลปะ และในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คะแนนสอบ O-NET ต้องใช้ยื่นเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาผ่านระบบ Admission ด้วย ซึ่งระบบนี้จะนำคะแนนจากส่วนต่างๆ คือ เกรด (GPA) + คะแนนสอบ O-NET + คะแนน Gat, Pat มารวมกันเป็นคะแนนเต็ม 30,000 คะแนน โดยแบ่งสัดส่วนถึง 30% หรือ 9,000 คะแนนให้กับ O-NET

นอกจากระบบ Admission แล้วยังมีระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ โดยต้องสอบวิชาสามัญ 7 วิชา คือ 1.วิชาภาษาไทย 2.วิชาสังคมศึกษา 3.วิชาภาษาอังกฤษ 4.วิชาคณิตศาสตร์ 5.วิชาฟิสิกส์ 6.วิชาเคมี 7.วิชาชีววิทยา เพื่อใช้คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อตามเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมระบบเคลียริ่งเฮาส์อีกต่างหาก

ในการพูดคุยกับภูมิศรัณย์ เขาเริ่มต้นเท้าความว่า ข้อสอบนั้นเป็นปลายทางส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างเยาวชนแบบที่สังคมต้องการ ซึ่งในยุคปัจจุบัน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21″ เป็นแนวคิดของนักการศึกษาในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับกันแล้วว่าเป็นทักษะสำคัญสำหรับเยาวชน การประเมินความสามารถในการทำข้อสอบหรือความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวเหมือนในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไป แต่เด็กต้องมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์ได้ ที่เรียกว่า Critical Thinking และต้องมี Non-Cognitive Skills อื่นๆ ด้วย มี EQ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงมีความรู้ทั่วไปที่สำคัญในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่อง Financial Literacy (ความสามารถในการเข้าใจความรู้พื้นฐานในเรื่องการเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ความเสี่ยงทางการเงิน – เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) เรื่องทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ข้อสรุปของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องพัฒนาการเรียนในห้องเรียนเพื่อนำไปสู่ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” และหากเราต้องการให้การเรียนการสอนเป็นไปในแนวทาง “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” เราต้องออกแบบข้อสอบให้มันสอดคล้อง ทำให้ครูไม่ใช้วิธีการสอนให้ท่องจำเหมือนเดิม

แนวคิดนี้อาจยังดูห่างไกลนักเมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า อย่างข้อสอบ O-NET ที่เป็นประเด็นโด่งดังแทบทุกปี เช่นเดียวกันกับปีนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาเกี่ยวกับเนื้อหาของข้อสอบ

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

“เหตุผลของการปรับเปลี่ยนข้อสอบ เพื่อให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์มากขึ้น ลดการเดาข้อสอบ แต่ สทศ. มีคำอธิบายไหมว่า ข้อสอบที่ออกมาใช้หลักอะไรในการคิดวิเคราะห์ แล้วการคิดวิเคราะห์นี้ตายตัวจนสามารถออกมาเป็นข้อสอบแบบช้อยส์ได้เลยหรือ ยกตัวอย่างที่ว่าปลูกฝังความเป็นไทยควรดูละครเรื่องใด? คนหนึ่งคนอาจตีความหมายของคำว่าความเป็นไทยต่างกัน มีกรอบความคิดและจินตนาการของคำว่า “ความเป็นไทย” ต่างกัน เมื่อมีกรอบความคิดที่ต่างกันหรือทัศนะที่แตกต่างกัน เหตุผลในการเลือกคำตอบนั้นๆ ย่อมแตกต่างกันไปด้วย บางคนอาจจะเลือกกี่เพ้าก็ได้ หากเขามองว่าความเป็นไทยของเขาคือความหลากหลายทางวัฒนธรรม”

ณัฎฐณิชา เหล็กกล้า นักเรียน ชั้น ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี แสดงความเห็นถึงตัวอย่างข้อสอบโอเน็ตอันเป็นที่โด่งดังใน social network

 

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

สอดรับกับความเห็นของภูมิศรัณย์ว่า มาตรฐานข้อสอบที่ยังไม่ดีมากนักอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านบุคลากร

“จริงๆ การออกข้อสอบค่อนข้างเป็นศาสตร์ที่ต้องมีความรู้ในระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ดีก็จะควรจบด้านนี้โดยตรง คือด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา”

ภูมิศรัณย์กล่าวว่า ข้อสอบที่ดีควรเป็นในลักษณะที่เรียกว่า Literacy-Based Test หรือ ข้อสอบที่เน้นวัดความเข้าใจ ซึ่งสามารถทำเป็นข้อสอบช้อยส์หรือข้อสอบแบบตอบบรรยายก็ได้ แต่การทำสอบจะต้องใช้ความเข้าใจในเนื้อหาและอาจต้องประยุกต์กับหลายๆ ศาสตร์ ไม่ใช่ข้อสอบแบบ Content-Based อีกต่อไป ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์ หากเป็นข้อสอบแบบ Content-Based จะมีลักษณะที่ถามตรงตัว บทนี้สูตรเป็นอย่างไร ใส่ตัวแปรแล้วตอบ ตามสูตรเลย แต่ Literacy-Based ก็อาจจะประยุกต์เข้ากับเรื่องราวในสถานการณ์จริงเลย เช่น พิซซ่า 2 ชิ้น เส้นผ่านศูนย์กลางต่างกัน ราคาต่างกัน  ซื้อชิ้นไหนถึงจะคุ้มกับเงินที่เสียไปมากที่สุด หรืออย่างข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้อ่านบทความวิทยาศาสตร์ มีการผสมผสานความรู้ในเรื่องต่างๆ แล้วให้นักเรียนทำความเข้าใจเพื่อตอบคำถาม ตัวอย่างข้อสอบแบบนี้ในระดับสากล คือ ข้อสอบ PISA ทำโดย OECD อ่านแล้วรู้สึกว่า ต้องใช้ทั้งความรู้และความคิด

 

ตัวเลขอื่นๆ บอกอะไรได้มากกว่า คะแนนสอบ

ภูมิศรัณย์ ยังกล่าวถึงภาพรวม “คะแนน” สอบด้วยว่า ตัวเลขคะแนนสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้บอกอะไรมากนัก และไม่สามารถทำให้เกิดการวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนของแต่ละพื้นที่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บข้อมูลอื่นๆ ของนักเรียน ครู หรือโรงเรียนด้วย เพื่อที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการศึกษาของประเทศ

เช่น อาจจะให้นักเรียนทำแบบสอบถามว่ามีพื้นเพมาอย่างไร ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร ใช้เวลาอ่านหนังสือกี่ชั่วโมง ที่บ้านมีหนังสือกี่เล่ม นอกจากนี้ก็อาจจะสำรวจว่าโรงเรียนมีสภาพอย่างไร มีห้องสมุดไหม เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราก็นำมาประเมินผลว่าเด็กทำคะแนนสอบได้เยอะเพราะปัจจัยใด แค่ไหน อย่างไร นำมาสู่ข้อสรุปว่า ควรจะจัดการศึกษาอย่างไร หรือควรจะให้โรงเรียนมีทรัพยากรอะไร เด็กควรอ่านหนังสือวันละกี่โมง เป็นต้น

ภูมิศรัณย์ กล่าวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีระบบการเก็บข้อมูลตรงนี้เพื่อดูบริบทต่างๆ แต่ประเทศไทย จะเก็บผลลัพธ์เพียงแค่ว่านักเรียนของจังหวัดนี้ได้คะแนนสอบ O-NET เท่าไร แต่ละวิชานี้มีคะแนนเฉลี่ยเท่าไร ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่าไร หรือเรียงเป็นจังหวัดว่าจังหวัดไหนได้คะแนนเยอะสุด ภาคไหนได้คะแนนเยอะสุด ซึ่งตัวเลขเพียงเท่านี้ไม่ได้บอกอะไรนัก เพราะไม่ได้กล่าวถึงบริบทว่าเด็กที่คะแนนสูงเขามีลักษณะอย่างไร ที่บ้านเขาเป็นอย่างไร ฐานะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ สาธารณชนก็เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยาก นักวิจัย ปัญญาชนทั่วไปที่เขาอยากจะศึกษาก็ลำบาก

นอกจากนี้เวลารัฐจะวางแผนยุทธศาสตร์ก็วางตัวชี้วัดในลักษณะที่ว่า คะแนนเฉลี่ยปีที่แล้วเท่าไร ปีนี้ต้องได้คะแนนเท่าไร ต้องเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าคะแนน O-NET แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน ข้อสอบก็ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบในลักษณะนั้นได้ด้วยซ้ำ แต่ควรจะเอามาใช้ในแง่ของการดูความไม่เท่าเทียมกันมากกว่า เน้นดูค่าความเบี่ยงเบน เช่น ปีนี้คะแนนโรงเรียน A อยู่ห่างจากคะแนนเฉลี่ยของประเทศเท่านี้ ถ้าปีถัดมาเขาอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศน้อยลง ก็แปลว่าเขามีพัฒนาการมากขึ้น แบบนี้จะมีสมเหตุสมผลมากกว่า

นักการศึกษาแห่งสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ยังยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า จะเน้นการทำโครงงานโดยมีพื้นฐานจากความรู้ในสาขานั้นๆ มากกว่าเรื่องข้อสอบ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ วิชาภาษาก็อาจจะมีให้ค้นคว้าทำรายงานและออกมานำเสนอ โดยระบบประเมินจะเป็นลักษณะ Portfolio คือ เวลาส่งการบ้านแต่ละครั้งหรือจะส่งโครงงานแต่ละชิ้น ครูก็จะต้องบันทึกว่าเป็นอย่างไร วิจารณ์ว่าควรแก้ไขในส่วนไหน แล้วครั้งต่อๆ ไปได้แก้ไขเพิ่มเติมอะไรบ้าง มีพัฒนาการมากน้อยเพียงไร ทุกอย่างถูกเก็บเป็นฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่สำหรับประเทศไทยระบบแบบนี้อาจทำได้เพียงบางโรงเรียนที่เป็นระดับแนวหน้า

 

ครูต้องเก่ง และครูต้องได้ดี

หากเราดูการจัดอันดับการศึกษาในระดับสากล ซึ่งจัดทำโดย Pearson บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการศึกษา จะพบว่า ประเทศเกาหลีใต้ได้อันดับ 2 แม้ประเทศเกาหลีใต้จะไม่ได้มีแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับแนวคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21″ ยังเน้นการเรียนแบบท่องจำ มีชั่วโมงเรียนที่ยาวนาน แต่เกาหลีใต้มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเหมือนหลายๆ ประเทศที่มีอันดับการศึกษาดี คือ วัฒนธรรมที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและการทำให้ครูเป็นอาชีพที่มีสถานะสูงในสังคม จนสามารถดึงดูดคนเก่งมาเป็นครูได้

 

อันดับการศึกษาของแต่ละประเทศ : ในส่วนของ Cognitive Skill จะวัดจากคะแนนสอบ PISA, TIMSS, PIRLS

ซึ่งเป็นข้อสอบแบบ Literacy-Based Test

 

ประเด็นเรื่องผลการเรียนจึงแยกกันไม่ออกกับเรื่องคุณภาพของครู ภูมิศรัณย์ย้ำถึงเรื่องนี้โดยยกตัวอย่างกรณีประเทศฟินแลนด์ ซึ่งแม้จะไม่มีชั่วโมงเรียนอันยาวนานเท่าเกาหลีใต้ ไม่มีการสอบมาตรฐาน  พูดอย่างง่ายคือไม่มีการสอบ O-NET เหมือนของประเทศไทย การบ้านไม่เยอะ แต่สิ่งที่โดดเด่นและเป็นจุดร่วมกับเกาหลีใต้คือ คุณภาพของครูที่โดดเด่น เน้นการ ช่วยเหลือ’ ให้เด็กเข้าใจและสามารถประยุกต์บทเรียนได้ มีการแผนการฝึกฝนอบรมครู (Professional Development) ครูจะให้เวลากับเด็กในห้องเรียนมาก ครูพร้อมที่จะสอนและริเริ่มทำโครงการต่างๆ เด็กเรียนแบบมีความสุข ไม่ได้เรียนหนักมากเกินไป ผลลัพธ์คือคะแนนเด็กออกมาดี

เขาเห็นว่า หากพิจารณาประเทศที่มีคะแนนสูงจะพบว่าครูของประเทศนั้นๆ จะเป็นคนระดับชั้นนำของประเทศ ยกตัวอย่างรูปธรรมเช่น การสอบเข้าวิทยาลัยครูของประเทศไต้หวันยากพอๆ กับการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ต้องเป็นระดับหัวกะทิของประเทศถึงจะเป็นครูได้ หรือกรณีครูมัธยมในสิงคโปร์ก็เป็นผู้ที่มีการศึกษาดี จำนวนมากจบการศึกษาจาก Oxford Cambridge หรือ Harvard

ในตอนท้าย เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนให้สวัสดิการครูดีมาก และภายในสังคมก็ถือว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก ไม่มีประเทศไหนที่นักเรียนได้คะแนนสูง แต่เงินเดือนครูต่ำ เช่น ครูไต้หวันได้เงินเดือนพอๆ กับวิศวกร สำหรับประเทศไทยจะดูเหมือนว่าเงินเดือนครูจะสูง แต่สิ่งที่เห็นนี้ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งจะปรับกันเมื่อไม่นานมานี้เอง อีกทั้งครูที่ได้รับเงินเดือนสูงก็เป็นคนที่อยู่ในวิชาชีพมาสักระยะหนึ่งแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ผลตอบแทนทั้งด้านการเงินและด้านสังคมของอาชีพครู ยังไม่น่าสนใจพอจะดึงดูดให้คนเก่งๆ แย่งกันเข้ามาในวิชาชีพครูได้

TDRI : 2554

ผู้บริหารการศึกษาหนึ่งแสนครูดี ปี2556

ที่มา  :  hrd.obec.go.th/news/2556

ประกาศรายชื่อผู้บริหารการศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2556

 

หนึ่งแสนครูดี2556

จาตุรนต์ให้ขร.ศธ.ใช้Facebookฟังความเห็น

ที่มา  :   www.naewna.com  วันที่ : 26 ก.ค. 2556

 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ให้นโยบายในการเข้าถึงข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ว่า  ตนกำหนดให้มีการประชุมกับผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษา เดือนละ 2 ครั้ง โดยประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในวันพุธ แต่ละครั้งของการประชุมจะไม่ใช้เวลามากนักทั้งนี้เพื่อต้องการให้การทำงานร่วมกันของ ศธ.เป็นเอกภาพ

สำหรับการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ขอให้แต่ละองค์กรหลักนำนโยบายที่ตนได้ประกาศไว้เมื่อวันที่11กรกฎาคม2556ไปพิจารณาดำเนินการให้เป็นแผนงาน/โครงการในการขับเคลื่อน ซึ่งอาจจะมีการทำ Workshop เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในเรื่องใหม่ๆ ของการทำงาน และต้องการให้เห็นความคืบหน้าของนโยบาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายต่างๆ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับประโยชน์หรือผู้มีส่วนร่วม(Stakeholder) กับการศึกษา เช่น ครูผู้สอน ผู้เรียนผู้ปกครอง ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ฯลฯ เพื่อให้คนทั้งสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากที่สุดโดยต้องออกแบบระบบการรับฟังความคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพ และใช้สื่อที่มีอยู่อย่างเต็มที่ซึ่งตนได้เสนอให้ใช้ Social Media โดยเฉพาะFacebook เพราะจะเป็นสื่อสำคัญในการเปิดรับฟังความคิดเห็นของสังคมที่มีต่อนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งจะมีการขับเคลื่อนกิจกรรมใหญ่ๆ ในเดือนสิงหาคม2556ยกเว้นบางเรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะก็จะทยอยดำเนินการ เพื่อให้รวดเร็วทันใจต่อสังคมมากขึ้น

ศธ.ห่วง ร.ร.ใหญ่ดูดครูเก่งหวั่นคุณภาพ

ที่มา  :  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2556 19:12 น.

ศธ.ห่วงปัญหาโรงเรียนใหญ่ดูดครูเก่งจาก ร.ร.ขนาดกลางและเล็กโนเนม สร้างปัญหาเหลื่อมล้ำ “จาตุรนต์” ฝากเขตพื้นที่ฯหาหนทางแก้ปัญหา              นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบตนเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาตามนโยบายของตน โดยตนได้เน้นย้ำว่าเขตพื้นที่การศึกษาจะมีบทบาทช่วยผลักดันการปฏิรูปการศึกษา และการเรียนการสอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างไร ซึ่งต่อไปต้องทำเรื่องวิทยฐานะให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมากขึ้น ขณะเดียวกันเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากไม่มีทิศทางที่ชัดเจนบางเขตพื้นที่การศึกษาอาจอยู่ในสภาพที่ทำให้โรงเรียนที่มีชื่อเสียง โรงเรียนขนาดใหญ่ดูดครูดี หรือครูเก่งจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่มีชื่อเสียงไป จนส่งผลให้เกิดความแตกต่างอย่างมากระหว่างโรงเรียน ฉะนั้นเป็นโจทย์ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป โดยดูจากการแต่งตั้งโยกย้ายมาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง นอกจากนี้ต้องดูการสร้างขวัญกำลังใจ แก้ปัญหาครูอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา               “ผมได้ฝากเขตพื้นที่การศึกษาไปช่วยกันคิดว่าต่อไปควรจะมีแนวทางให้ ศธ.หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีบันทึกความตกลงกับเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อกำหนดเกณฑ์ต่างๆ ให้เขตพื้นที่การศึกษาไปใช้ในการทำงานและทำหน้าที่ได้อย่างไร เช่น เรื่องการพัฒนาคุณภาพอย่างทั่วถึงไม่กระจุกบางพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งหากให้เขตพื้นที่การศึกษาบริหารนานๆ ก็จะพบว่าบางพื้นที่คุณภาพการศึกษาอ่อนมากๆ หรือบางเขตพื้นที่การศึกษามีโรงเรียนคุณภาพกระจุกตัวและปล่อยให้โรงเรียนจำนวนมากไม่มีคุณภาพ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

เลข13หลักตรวจวุฒิปลอมโผล่ 2 มหา’ลัยเถื่อน

ที่มา  :   สยามรัฐ   Submitted by kanvadee on Tue, 16/07/2013 – 16:20

ตามที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จัดตั้งศูนย์ปราบปรามการปลอมวุฒิ เพื่อจัดการกับแก๊งมิจฉาชีพที่หลอกขายวุฒิบัตรปลอม

     ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.56 นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะประธานศูนย์ปราบปรามการปลอมวุฒิ กล่าวว่า  เนื่องจากขณะนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างว่า สามารถจัดหาวุฒิการศึกษาทุกระดับการศึกษา รวมถึงมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ที่ไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งจาก สกอ.อย่างถูกต้อง และเปิดรับนักศึกษาอย่างผิดกฎหมาย นั้นขณะนี้ สกอ.จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสกรณีดังกล่าวของกลุ่มมิจฉาชีพ สามารถแจ้งได้ที่ โทร.0-2610-5451 หรือ 0-2610-9200 ต่อ 5451

     ด้านนายกำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า กำลังหารือทุกฝ่ายว่าจะมีมาตรการใดออกมาบ้าง โดยนำกรณีศึกษาจาก ม.ธรรมศาสตร์ และม.สุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเคยเป็นผู้เสียหายถูกเว็บไซต์บางแห่งอ้างชื่อ และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และสามารถติดตามหาผู้ทำผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม สกอ.ได้ทำหน้าที่เหมือนศูนย์รับร้องเรียนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว และหลังจากที่นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ออกมาเตือนเรื่องการโฆษณาปลอมวุฒิผ่านเว็บไซต์ ก็ทำให้มีผู้ให้ข้อมูลกับตนเพิ่มเติม เป็นมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่ไม่ได้รับขออนุญาตดำเนินการเป็นมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ลักษณะเดียวกันกับ ม.อดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์ และ ม.โรชวิลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง      

     “ปัญหาการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพพวกนี้จะไหวตัวทัน จับได้แต่ผู้ซื้อวุฒิปลอมในข้อหาใช้เอกสารเท็จ หรือจับได้แต่พวกปลาซิวปลาสร้อยไม่สามารถจับต้นตอได้ ส่วนกรณีการโพสต์ผ่านเว็บไซด์รับทำวุฒิปลอมนั้น ยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่มีตัวบุคคลที่จะกล่าวหา หากจะดำเนินคดีต้องอาศัย พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาดำเนินการ

     ซึ่งทางออกของเรื่องนี้อาจทำได้โดยอาศัยร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.(…) ซึ่งให้อำนาจ สกอ.ขอข้อมูลนิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาเก็บไว้ โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่ผ่านรับรองแล้ว พร้อมตัวเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มีรายละเอียดการเรียนของแต่ละบุคคลทั้งเกรดรายวิชา เกรดเฉลี่ย หากบุคคลใดถูกรีไทร์ หรือออกกลางคันก็จะระบุว่าออกไปปีไหน ซึ่งฐานข้อมูลที่เก็บไว้ที่ สกอ.และมหาวิทยาลัยจะต้องตรงกัน เมื่อมีการร้องขอให้ตรวจสอบก็จะต้องตรวจสอบทั้งสองทาง คือที่ สกอ.และมหาวิทยาลัย หากตรงกันก็เชื่อถือได้ แต่หากข้อมูลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ตรงก็ให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า เกิดปัญหาขึ้นจะได้เข้าไปตรวจสอบต่อไป”รองเลขาธิการ กกอ.กล่าว

 

ปริญญามีขายที่นี่หรือ? มหาวิทยาลัยห้องแถว

 ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 12 ก.ค. 2556 เวลา 11:56:19 น.

เป็น ประเด็นขึ้นมาทันทีหลังจากที่มีการออกมาเปิดเผยข้อมูลของ “มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก” ที่มีการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กับบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีการจัดการเรียนการสอน ที่สำคัญมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรับปริญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ถือ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยถึงคุณภาพของปริญญาบัตรที่หลายคน ได้มาและทำให้นึกไปได้ว่า มหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จะมีอีกสักกี่แห่ง……

ล่าสุดมีการออกมาเปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัย ที่เข้าข่ายดังกล่าวมาอีก 2 แห่ง คือ “มหาวิทยาลัยอดัมสัน” จากประเทศฟิลิปปินส์ และ “มหาวิทยาลัยโรชวิลล์” ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาเปิดศูนย์ประสานงานในประเทศไทย โดยอ้างว่ามีการลงนามความร่วมมือกับประเทศต้นสังกัดอย่างถูกต้อง ขณะที่ศูนย์ดังกล่าวก็ไม่แน่ชัดว่ามีการจัดการเรียนการสอนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดเปิดมาโดยไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยการันตีคุณภาพการจัดการศึกษาของอุดมศึกษาทุกแห่งใน ประเทศไทย

เท่ากับว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ เปิดสอนแบบผิดกฎหมาย หรือเรียกง่ายๆ ว่า “มหาวิทยาลัยเถื่อน” นั่นเอง!!!

จะ ว่าไป เรื่องนี้ก็ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะในอดีต ปัญหา “ซื้อ-ขาย” ปริญญา แบบเปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ โดยโฆษณาชวนเชื่อว่า “จ่ายครบ จบแน่” สร้างรายได้มหาศาลให้กับพวกเหลือบไรในวงการศึกษามาแล้ว โดยมหาวิทยาลัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ จะอ้างว่ามีแม่ข่ายอยู่ต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ซึ่งเข้ามาเปิดสอนโดยไม่ได้ขออนุญาตจาก สกอ. และที่ผ่านมา คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ก็มีมติว่าหากพบว่ามหาวิทยาลัยใดที่ดำเนินการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็ให้สั่งดำเนินการตามกฎหมาย และยุติการจัดการเรียนการสอนทันที ซึ่งมหาวิทยาลัยอดัมสันเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ สกอ.เคยสั่งยุติการเรียนการสอนมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน และคืนชีพมาแจกปริญญาอีกครั้งในขณะนี้

ที่น่าตกใจ มหาวิทยาลัยเหล่านี้เน้นเปิดสอนเฉพาะปริญญาโทและปริญญาเอก ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือบุคคลที่สนใจเรียนในมหาวิทยาลัยเถื่อนเหล่านี้มากที่สุด กลับเป็น “ข้าราชการ” โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้อำนวยการ” และ “รองผู้อำนวยการ” สถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ที่ต้องการได้ปริญญาไว้สำหรับ “อัพ” ดีกรี เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตัวเอง

คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไปให้คุณค่ากับปริญญาบัตรที่ผิดกฎหมาย จนดูเป็นความคลั่งใบปริญญามากกว่าการกระหายความรู้

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวว่า ค่านิยมเรื่องใบปริญญากับสังคมไทยมีมานาน จนกลายเป็นความคลั่งใบปริญญา เพราะทำให้สถานะทางสังคมเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกวันนี้คนไทยไม่ได้คลั่งแค่ปริญญาตรีเช่นแต่ก่อน แต่เป็นระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษา เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษามากขึ้น ทั้งในรูปแบบที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย ขณะที่คนจบปริญญาโทและปริญญาเอกเพิ่มขึ้น กลับสวนทางกับคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำลง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มี มหาวิทยาลัยเถื่อนผุดขึ้นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทบาทในการกำกับดูแลของ สกอ. จะไปเน้นที่มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนมากเกินไป ทำให้พวกมหาวิทยาลัยเถื่อนทำการรุกตลาดได้แบบเงียบๆ โดยเลือกเจาะกลุ่มเฉพาะที่ต้องการนำใบปริญญาไปใช้ประโยชน์ เท่ากับว่าขณะนี้ สกอ.กำลังตามหลังคนกลุ่มนี้อยู่ ในทางกลับกันอยากให้ สกอ.มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ในแง่ดี ที่จะต้องหยุดกระบวนการเหล่านี้ และถือโอกาสให้ความรู้กับประชาชนที่ยังไม่รู้ว่า การได้ปริญญาที่ไม่ถูกกฎหมายมันไม่มีประโยชน์ และการได้ดีกรีปริญญาเอกแบบ “กลวง” ก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่ได้เกิดจากการศึกษาหาความรู้ที่แท้จริง

และ ที่น่าวิตกก็คือกลุ่มลูกค้าใบปริญญาห้องแถว เป็นครูบาอาจารย์ในสถานศึกษา เพื่ออาศัยเบิกทางสู่ความก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งที่ไม่มีองค์ความรู้หนุนหลังแล้ว

อนาคตระบบการศึกษาของไทยจะเป็นอย่างไร


ที่มา นสพ.มติชนรายวัน

อุดมศึกษารัฐขานรับ 8นโยบาย”จาตุรนต์”

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:18:59 น.

ตามที่นายจาตุรนต์  ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แถลงนโยบายการศึกษา พร้อมประกาศ 8 นโยบาย เพื่อเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ไปแล้วนั้น

 

รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ Coordinating Center for the Public Higher Education Staff (CHES) กล่าวว่า  นโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษา ถือว่ายอมรับได้ และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะกำหนดให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ

 

รศ. ดร. วีรชัย กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาคน ที่กำหนดเป็นโจทย์ของการปฏิรูปการศึกษานั้น หากจะให้สมบูรณ์ ต้องยกระดับความเท่าเทียมและความเป็นธรรมของบุคลากรในวงการศึกษาด้วย โดยเฉพาะการเหลื่อมล้ำของสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เช่น สวัสดิการและสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจพนักงานมหาวิทยาลัย และนักเรียนทุนรัฐบาลที่ต้องกลับมาบรรจุเป็นพนักงาน ฯ สัญญาจ้างที่สั้นในหลายมหาวิทยาลัย ที่ทำให้ขาดเสรีภาพทางวิชาการและการวิพากษ์วิจารณ์   กระทบถึงศักดิ์ศรีและความไม่มั่นคงในอาชีพ  การทำธุรกรรมต่างๆไม่มีความน่าเชื่อถือ สิทธิ์ในเรื่องเงินเดือนค่าจ้างยังไม่ได้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี 2542 และ 2556 คือ 1.7 เท่าของฐานเงินเดือนข้าราชการปัจจุบัน เกณฑ์การขอรับพระราชทานเครื่องราชฯ มีข้อจำกัด สิทธิประโยชน์ต่างๆที่รัฐฯมอบให้ ไม่รวมถึงพนักงานมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 70% ในระบบอุดมศึกษา เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ครม. ให้โบนัสบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา เป็นเงินรางวัลให้กับบุคลากรที่สร้างสรรค์ผลงานให้สถาบันตนเองโดยให้เป็นเงินพิเศษโบนัส พนักงานมหาวิทยาลัยกว่าร้อยละ 80 ในสถาบันนั้นๆ เป็นกลุ่มผู้สร้างผลงานให้กับหน่วยงาน แต่ โบนัสเหล่านี้กลับมิได้แจกจ่ายให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย เป็นต้น

 

อ. ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก  อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประสานงาน CHES กล่าวเสริมว่า หากบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาได้รับการดูแลที่ดีแล้ว  เป้าหมายของการยกระดับคุณภาพการศึกษาในส่วนอุดมศึกษาจะดีขึ้นแน่นอน เพราะบุคลากรไม่ต้องกังวลในเรื่องศักดิ์ศรีและสถานะที่ไม่มั่นคงต่อไป จะได้ทุ่มเทกำลังในการทำงานรับใช้ประเทศชาติ ด้วยสัดส่วนของพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่ถือเป็นบุคลากรส่วนใหญ่ในระบบอุดมศึกษา การขับเคลื่อนและยกระดับมหาวิทยาลัยเพื่อเพิ่มอันดับในเวทีโลกจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น

 

อ.ประทัย พิริยะสุรวงศ์   อาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ เชียงราย และผู้ประสานงาน CHES กล่าวว่า เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกของอาจารย์ มหาวิทยาลัย  ภาครัฐควรต้องรีบเข้ามาแก้ปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นโดยไว ปัญญาสมองไหล คนดีคนเก่งจะได้อยู่ในระบบต่อไป

แพทย์จุฬาฯรับตรง กค-สค.สอบเอง

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:36:13 น.

นพ.สมภพ ลิ้มพงศานุรักษ์ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ โดยวิธีรับตรง (แบบพิเศษ) ปีการศึกษา 2557 ของจุฬาฯ  เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้เลื่อนกำหนดการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในโครงการรับตรงของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ตามโครงการดังนี้

      1.โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

      2.โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนร่วมกับ สธ.

      3.โครงการโอลิมปิกวิชาการ (ชีววิทยา)

      4.โครงการผลิตแพทย์ร่วมกับกรมแพทย์ทหารอากาศ

โดยจะเลื่อนกำหนดการรับ จากเดิมจะรับสมัครในช่วงเดือนสิงหาคมและเสร็จสิ้นกระบวนการรับสมัครในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี มาเป็นรับสมัครในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมและไปสิ้นสุดกระบวนการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 

นพ.สมภพกล่าวว่า ทั้งนี้ การเลื่อนสอบรับตรงของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับเวลาการสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ที่จะเลื่อนกำหนดการรับสมัครนักศึกษาแพทย์ให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เลื่อนเปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยคาดว่า กสพท.จะเลื่อนการรับสมัครมาเป็นเดือนพฤศจิกายน สอบวิชาเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมและสิ้นสุดกระบวนการคัดเลือกประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จากเดิมที่รับสมัครในช่วงเดือนสิงหาคม สอบวิชาเฉพาะเดือนพฤศจิกายน และสิ้นสุดกระบวนการรับสมัครในช่วงเดือนธันวาคม    ทั้งนี้ การรับตรงในช่วงเวลาดังกล่าวของจุฬาฯ จะใช้เฉพาะ 4 โครงการนี้เท่านั้น โดยจุฬาฯยังเข้าร่วมในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ของ กสพท.เช่นเดิม 

ขณะเดียวกัน ในการรับตรงครั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะไม่ใช้คะแนนทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) คะแนนการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) และคะแนนสอบวิชาสามัญของ กสพท.มาเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือก จากเดิมที่การรับตรงของจุฬาฯจะพ่วงกับการสอบของ กสพท.มาโดยตลอด   มาเป็นใช้คะแนนสอบวิชาสามัญ และวิชาเฉพาะ ที่จุฬาฯจัดสอบเองมาใช้ในการคัดเลือก มีองค์ประกอบดังนี้ ภาษาไทย 10% ภาษาอังกฤษ 12% สังคมศึกษา 6% คณิตศาสตร์ 12% ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา รวม 40% และวิชาจริยธรรมและการคิดเชิงวิพากษ์ 20%   สาเหตุที่ต้องแยกการสอบออกมา เพราะคะแนน GAT, PAT และคะแนนสอบวิชาสามัญของ กสพท.เพราะประกาศผลไม่ทันกำหนดการรับสมัครของจุฬาฯ   อีกทั้งจุฬาฯมั่นใจในมาตรฐานข้อสอบของตนเอง เพราะข้อสอบดังกล่าวใช้ในการสอบคัดเลือกนิสิตคณะอื่นๆ ของจุฬาฯด้วยเช่นกันŽ นพ.สมภพกล่าว 

นพ.สมภพกล่าวต่อว่า สำหรับนักเรียนที่สอบติดรับตรงของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในทุกโครงการ จะไม่สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาใดๆ ที่ดำเนินการโดย กสพท.ได้อีก และจะต้องยืนยันสิทธิในการเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ผ่านระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ตามระยะเวลาที่สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) กำหนด หากไม่ยืนยันสิทธิตามที่ สอท.กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ ในส่วนของมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์อื่นๆ จะเลื่อนรับตรงเช่นเดียวกับจุฬาฯหรือไม่นั้น บอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

นพ.สมภพกล่าวอีกว่า สำหรับกำหนดการสมัครคัดเลือก มีดังนี้ รับสมัคร ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม-8 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก วันที่ 11 กันยายน สอบวิชาสามัญ และวิชาเฉพาะ วันที่ 19-21 ตุลาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ และตรวจสุขภาพ วันที่ 15 พฤศจิกายน สอบสัมภาษณ์ และตรวจสุขภาพ วันที่ 19-22 พฤศจิกายน ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษา ประมาณวันที่ 26 พฤศจิกายน สามารถดูละเอียดได้ทาง http://www.atc.chula.ac.th