คลังเก็บ

ONET แนวปฏิรูปข้อสอบยุคทักษะ

รายงาน: ONET และอื่นๆ แนวทางปฏิรูปข้อสอบไทยในยุค‘ทักษะแห่งศตวรรษ21’

ที่มา   :   ประชาไืท  Fri, 2013-02-22 00:48   ธีร์ อาจชายแดน

เรามักได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอว่า “ระบบการศึกษาของไทยสอนให้เด็กท่องจำ” หรือ “ระบบการศึกษาของไทยทำให้เด็กคิดไม่เป็น” แต่ก็ยังไม่เป็นที่ชัดแจ้งว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่า “คิดเป็น” และเราจะหลุดพ้นจากการเรียนการสอนที่เรียกว่า “ท่องจำ” ได้อย่างไร

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นักการศึกษาสมัยใหม่ เป็นอีกคนหนึ่งพยายามจะหาคำตอบในเรื่องนี้

 

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค

ภูมิศรัณย์ จบปริญญาเอกทางด้านการศึกษา จากมหาวิทยาลัย Stanford ประเทศสหรัฐอเมริกา  นอกเหนือจากเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์แล้ว เขายังทำวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาในหลายมิติ โดยเขาเน้นในส่วนของระบบข้อสอบ สิ่งที่นักเรียนทุกคนในยุคนี้ต้องเผชิญปีละหลายครั้ง และที่โด่งดังมากคงหนีไม่พ้น O-NET

O-NET เป็นข้อสอบวัดผล “การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ของระดับชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 มีทั้งหมด 8 วิชาคือ 1.ภาษาไทย 2.สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.ภาษาอังกฤษ 4.คณิตศาสตร์ 5.วิทยาศาสตร์ 6.สุขศึกษาและพลศึกษา 7.การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8.ศิลปะ และในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คะแนนสอบ O-NET ต้องใช้ยื่นเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาผ่านระบบ Admission ด้วย ซึ่งระบบนี้จะนำคะแนนจากส่วนต่างๆ คือ เกรด (GPA) + คะแนนสอบ O-NET + คะแนน Gat, Pat มารวมกันเป็นคะแนนเต็ม 30,000 คะแนน โดยแบ่งสัดส่วนถึง 30% หรือ 9,000 คะแนนให้กับ O-NET

นอกจากระบบ Admission แล้วยังมีระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ โดยต้องสอบวิชาสามัญ 7 วิชา คือ 1.วิชาภาษาไทย 2.วิชาสังคมศึกษา 3.วิชาภาษาอังกฤษ 4.วิชาคณิตศาสตร์ 5.วิชาฟิสิกส์ 6.วิชาเคมี 7.วิชาชีววิทยา เพื่อใช้คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อตามเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมระบบเคลียริ่งเฮาส์อีกต่างหาก

ในการพูดคุยกับภูมิศรัณย์ เขาเริ่มต้นเท้าความว่า ข้อสอบนั้นเป็นปลายทางส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างเยาวชนแบบที่สังคมต้องการ ซึ่งในยุคปัจจุบัน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21″ เป็นแนวคิดของนักการศึกษาในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับกันแล้วว่าเป็นทักษะสำคัญสำหรับเยาวชน การประเมินความสามารถในการทำข้อสอบหรือความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวเหมือนในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไป แต่เด็กต้องมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์ได้ ที่เรียกว่า Critical Thinking และต้องมี Non-Cognitive Skills อื่นๆ ด้วย มี EQ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงมีความรู้ทั่วไปที่สำคัญในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่อง Financial Literacy (ความสามารถในการเข้าใจความรู้พื้นฐานในเรื่องการเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ความเสี่ยงทางการเงิน – เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) เรื่องทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ข้อสรุปของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องพัฒนาการเรียนในห้องเรียนเพื่อนำไปสู่ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” และหากเราต้องการให้การเรียนการสอนเป็นไปในแนวทาง “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” เราต้องออกแบบข้อสอบให้มันสอดคล้อง ทำให้ครูไม่ใช้วิธีการสอนให้ท่องจำเหมือนเดิม

แนวคิดนี้อาจยังดูห่างไกลนักเมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า อย่างข้อสอบ O-NET ที่เป็นประเด็นโด่งดังแทบทุกปี เช่นเดียวกันกับปีนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาเกี่ยวกับเนื้อหาของข้อสอบ

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

“เหตุผลของการปรับเปลี่ยนข้อสอบ เพื่อให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์มากขึ้น ลดการเดาข้อสอบ แต่ สทศ. มีคำอธิบายไหมว่า ข้อสอบที่ออกมาใช้หลักอะไรในการคิดวิเคราะห์ แล้วการคิดวิเคราะห์นี้ตายตัวจนสามารถออกมาเป็นข้อสอบแบบช้อยส์ได้เลยหรือ ยกตัวอย่างที่ว่าปลูกฝังความเป็นไทยควรดูละครเรื่องใด? คนหนึ่งคนอาจตีความหมายของคำว่าความเป็นไทยต่างกัน มีกรอบความคิดและจินตนาการของคำว่า “ความเป็นไทย” ต่างกัน เมื่อมีกรอบความคิดที่ต่างกันหรือทัศนะที่แตกต่างกัน เหตุผลในการเลือกคำตอบนั้นๆ ย่อมแตกต่างกันไปด้วย บางคนอาจจะเลือกกี่เพ้าก็ได้ หากเขามองว่าความเป็นไทยของเขาคือความหลากหลายทางวัฒนธรรม”

ณัฎฐณิชา เหล็กกล้า นักเรียน ชั้น ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี แสดงความเห็นถึงตัวอย่างข้อสอบโอเน็ตอันเป็นที่โด่งดังใน social network

 

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

สอดรับกับความเห็นของภูมิศรัณย์ว่า มาตรฐานข้อสอบที่ยังไม่ดีมากนักอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านบุคลากร

“จริงๆ การออกข้อสอบค่อนข้างเป็นศาสตร์ที่ต้องมีความรู้ในระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ดีก็จะควรจบด้านนี้โดยตรง คือด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา”

ภูมิศรัณย์กล่าวว่า ข้อสอบที่ดีควรเป็นในลักษณะที่เรียกว่า Literacy-Based Test หรือ ข้อสอบที่เน้นวัดความเข้าใจ ซึ่งสามารถทำเป็นข้อสอบช้อยส์หรือข้อสอบแบบตอบบรรยายก็ได้ แต่การทำสอบจะต้องใช้ความเข้าใจในเนื้อหาและอาจต้องประยุกต์กับหลายๆ ศาสตร์ ไม่ใช่ข้อสอบแบบ Content-Based อีกต่อไป ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์ หากเป็นข้อสอบแบบ Content-Based จะมีลักษณะที่ถามตรงตัว บทนี้สูตรเป็นอย่างไร ใส่ตัวแปรแล้วตอบ ตามสูตรเลย แต่ Literacy-Based ก็อาจจะประยุกต์เข้ากับเรื่องราวในสถานการณ์จริงเลย เช่น พิซซ่า 2 ชิ้น เส้นผ่านศูนย์กลางต่างกัน ราคาต่างกัน  ซื้อชิ้นไหนถึงจะคุ้มกับเงินที่เสียไปมากที่สุด หรืออย่างข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้อ่านบทความวิทยาศาสตร์ มีการผสมผสานความรู้ในเรื่องต่างๆ แล้วให้นักเรียนทำความเข้าใจเพื่อตอบคำถาม ตัวอย่างข้อสอบแบบนี้ในระดับสากล คือ ข้อสอบ PISA ทำโดย OECD อ่านแล้วรู้สึกว่า ต้องใช้ทั้งความรู้และความคิด

 

ตัวเลขอื่นๆ บอกอะไรได้มากกว่า คะแนนสอบ

ภูมิศรัณย์ ยังกล่าวถึงภาพรวม “คะแนน” สอบด้วยว่า ตัวเลขคะแนนสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้บอกอะไรมากนัก และไม่สามารถทำให้เกิดการวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนของแต่ละพื้นที่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บข้อมูลอื่นๆ ของนักเรียน ครู หรือโรงเรียนด้วย เพื่อที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการศึกษาของประเทศ

เช่น อาจจะให้นักเรียนทำแบบสอบถามว่ามีพื้นเพมาอย่างไร ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร ใช้เวลาอ่านหนังสือกี่ชั่วโมง ที่บ้านมีหนังสือกี่เล่ม นอกจากนี้ก็อาจจะสำรวจว่าโรงเรียนมีสภาพอย่างไร มีห้องสมุดไหม เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราก็นำมาประเมินผลว่าเด็กทำคะแนนสอบได้เยอะเพราะปัจจัยใด แค่ไหน อย่างไร นำมาสู่ข้อสรุปว่า ควรจะจัดการศึกษาอย่างไร หรือควรจะให้โรงเรียนมีทรัพยากรอะไร เด็กควรอ่านหนังสือวันละกี่โมง เป็นต้น

ภูมิศรัณย์ กล่าวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีระบบการเก็บข้อมูลตรงนี้เพื่อดูบริบทต่างๆ แต่ประเทศไทย จะเก็บผลลัพธ์เพียงแค่ว่านักเรียนของจังหวัดนี้ได้คะแนนสอบ O-NET เท่าไร แต่ละวิชานี้มีคะแนนเฉลี่ยเท่าไร ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่าไร หรือเรียงเป็นจังหวัดว่าจังหวัดไหนได้คะแนนเยอะสุด ภาคไหนได้คะแนนเยอะสุด ซึ่งตัวเลขเพียงเท่านี้ไม่ได้บอกอะไรนัก เพราะไม่ได้กล่าวถึงบริบทว่าเด็กที่คะแนนสูงเขามีลักษณะอย่างไร ที่บ้านเขาเป็นอย่างไร ฐานะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ สาธารณชนก็เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยาก นักวิจัย ปัญญาชนทั่วไปที่เขาอยากจะศึกษาก็ลำบาก

นอกจากนี้เวลารัฐจะวางแผนยุทธศาสตร์ก็วางตัวชี้วัดในลักษณะที่ว่า คะแนนเฉลี่ยปีที่แล้วเท่าไร ปีนี้ต้องได้คะแนนเท่าไร ต้องเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าคะแนน O-NET แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน ข้อสอบก็ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบในลักษณะนั้นได้ด้วยซ้ำ แต่ควรจะเอามาใช้ในแง่ของการดูความไม่เท่าเทียมกันมากกว่า เน้นดูค่าความเบี่ยงเบน เช่น ปีนี้คะแนนโรงเรียน A อยู่ห่างจากคะแนนเฉลี่ยของประเทศเท่านี้ ถ้าปีถัดมาเขาอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศน้อยลง ก็แปลว่าเขามีพัฒนาการมากขึ้น แบบนี้จะมีสมเหตุสมผลมากกว่า

นักการศึกษาแห่งสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ยังยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า จะเน้นการทำโครงงานโดยมีพื้นฐานจากความรู้ในสาขานั้นๆ มากกว่าเรื่องข้อสอบ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ วิชาภาษาก็อาจจะมีให้ค้นคว้าทำรายงานและออกมานำเสนอ โดยระบบประเมินจะเป็นลักษณะ Portfolio คือ เวลาส่งการบ้านแต่ละครั้งหรือจะส่งโครงงานแต่ละชิ้น ครูก็จะต้องบันทึกว่าเป็นอย่างไร วิจารณ์ว่าควรแก้ไขในส่วนไหน แล้วครั้งต่อๆ ไปได้แก้ไขเพิ่มเติมอะไรบ้าง มีพัฒนาการมากน้อยเพียงไร ทุกอย่างถูกเก็บเป็นฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่สำหรับประเทศไทยระบบแบบนี้อาจทำได้เพียงบางโรงเรียนที่เป็นระดับแนวหน้า

 

ครูต้องเก่ง และครูต้องได้ดี

หากเราดูการจัดอันดับการศึกษาในระดับสากล ซึ่งจัดทำโดย Pearson บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการศึกษา จะพบว่า ประเทศเกาหลีใต้ได้อันดับ 2 แม้ประเทศเกาหลีใต้จะไม่ได้มีแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับแนวคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21″ ยังเน้นการเรียนแบบท่องจำ มีชั่วโมงเรียนที่ยาวนาน แต่เกาหลีใต้มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเหมือนหลายๆ ประเทศที่มีอันดับการศึกษาดี คือ วัฒนธรรมที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและการทำให้ครูเป็นอาชีพที่มีสถานะสูงในสังคม จนสามารถดึงดูดคนเก่งมาเป็นครูได้

 

อันดับการศึกษาของแต่ละประเทศ : ในส่วนของ Cognitive Skill จะวัดจากคะแนนสอบ PISA, TIMSS, PIRLS

ซึ่งเป็นข้อสอบแบบ Literacy-Based Test

 

ประเด็นเรื่องผลการเรียนจึงแยกกันไม่ออกกับเรื่องคุณภาพของครู ภูมิศรัณย์ย้ำถึงเรื่องนี้โดยยกตัวอย่างกรณีประเทศฟินแลนด์ ซึ่งแม้จะไม่มีชั่วโมงเรียนอันยาวนานเท่าเกาหลีใต้ ไม่มีการสอบมาตรฐาน  พูดอย่างง่ายคือไม่มีการสอบ O-NET เหมือนของประเทศไทย การบ้านไม่เยอะ แต่สิ่งที่โดดเด่นและเป็นจุดร่วมกับเกาหลีใต้คือ คุณภาพของครูที่โดดเด่น เน้นการ ช่วยเหลือ’ ให้เด็กเข้าใจและสามารถประยุกต์บทเรียนได้ มีการแผนการฝึกฝนอบรมครู (Professional Development) ครูจะให้เวลากับเด็กในห้องเรียนมาก ครูพร้อมที่จะสอนและริเริ่มทำโครงการต่างๆ เด็กเรียนแบบมีความสุข ไม่ได้เรียนหนักมากเกินไป ผลลัพธ์คือคะแนนเด็กออกมาดี

เขาเห็นว่า หากพิจารณาประเทศที่มีคะแนนสูงจะพบว่าครูของประเทศนั้นๆ จะเป็นคนระดับชั้นนำของประเทศ ยกตัวอย่างรูปธรรมเช่น การสอบเข้าวิทยาลัยครูของประเทศไต้หวันยากพอๆ กับการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ต้องเป็นระดับหัวกะทิของประเทศถึงจะเป็นครูได้ หรือกรณีครูมัธยมในสิงคโปร์ก็เป็นผู้ที่มีการศึกษาดี จำนวนมากจบการศึกษาจาก Oxford Cambridge หรือ Harvard

ในตอนท้าย เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนให้สวัสดิการครูดีมาก และภายในสังคมก็ถือว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก ไม่มีประเทศไหนที่นักเรียนได้คะแนนสูง แต่เงินเดือนครูต่ำ เช่น ครูไต้หวันได้เงินเดือนพอๆ กับวิศวกร สำหรับประเทศไทยจะดูเหมือนว่าเงินเดือนครูจะสูง แต่สิ่งที่เห็นนี้ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งจะปรับกันเมื่อไม่นานมานี้เอง อีกทั้งครูที่ได้รับเงินเดือนสูงก็เป็นคนที่อยู่ในวิชาชีพมาสักระยะหนึ่งแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ผลตอบแทนทั้งด้านการเงินและด้านสังคมของอาชีพครู ยังไม่น่าสนใจพอจะดึงดูดให้คนเก่งๆ แย่งกันเข้ามาในวิชาชีพครูได้

TDRI : 2554

ผู้บริหารการศึกษาหนึ่งแสนครูดี ปี2556

ที่มา  :  hrd.obec.go.th/news/2556

ประกาศรายชื่อผู้บริหารการศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2556

 

หนึ่งแสนครูดี2556

จาตุรนต์ให้ขร.ศธ.ใช้Facebookฟังความเห็น

ที่มา  :   www.naewna.com  วันที่ : 26 ก.ค. 2556

 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ให้นโยบายในการเข้าถึงข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ว่า  ตนกำหนดให้มีการประชุมกับผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษา เดือนละ 2 ครั้ง โดยประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในวันพุธ แต่ละครั้งของการประชุมจะไม่ใช้เวลามากนักทั้งนี้เพื่อต้องการให้การทำงานร่วมกันของ ศธ.เป็นเอกภาพ

สำหรับการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ขอให้แต่ละองค์กรหลักนำนโยบายที่ตนได้ประกาศไว้เมื่อวันที่11กรกฎาคม2556ไปพิจารณาดำเนินการให้เป็นแผนงาน/โครงการในการขับเคลื่อน ซึ่งอาจจะมีการทำ Workshop เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในเรื่องใหม่ๆ ของการทำงาน และต้องการให้เห็นความคืบหน้าของนโยบาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายต่างๆ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับประโยชน์หรือผู้มีส่วนร่วม(Stakeholder) กับการศึกษา เช่น ครูผู้สอน ผู้เรียนผู้ปกครอง ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ฯลฯ เพื่อให้คนทั้งสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากที่สุดโดยต้องออกแบบระบบการรับฟังความคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพ และใช้สื่อที่มีอยู่อย่างเต็มที่ซึ่งตนได้เสนอให้ใช้ Social Media โดยเฉพาะFacebook เพราะจะเป็นสื่อสำคัญในการเปิดรับฟังความคิดเห็นของสังคมที่มีต่อนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งจะมีการขับเคลื่อนกิจกรรมใหญ่ๆ ในเดือนสิงหาคม2556ยกเว้นบางเรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะก็จะทยอยดำเนินการ เพื่อให้รวดเร็วทันใจต่อสังคมมากขึ้น

ศธ.ห่วง ร.ร.ใหญ่ดูดครูเก่งหวั่นคุณภาพ

ที่มา  :  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2556 19:12 น.

ศธ.ห่วงปัญหาโรงเรียนใหญ่ดูดครูเก่งจาก ร.ร.ขนาดกลางและเล็กโนเนม สร้างปัญหาเหลื่อมล้ำ “จาตุรนต์” ฝากเขตพื้นที่ฯหาหนทางแก้ปัญหา              นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบตนเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาตามนโยบายของตน โดยตนได้เน้นย้ำว่าเขตพื้นที่การศึกษาจะมีบทบาทช่วยผลักดันการปฏิรูปการศึกษา และการเรียนการสอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างไร ซึ่งต่อไปต้องทำเรื่องวิทยฐานะให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมากขึ้น ขณะเดียวกันเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากไม่มีทิศทางที่ชัดเจนบางเขตพื้นที่การศึกษาอาจอยู่ในสภาพที่ทำให้โรงเรียนที่มีชื่อเสียง โรงเรียนขนาดใหญ่ดูดครูดี หรือครูเก่งจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่มีชื่อเสียงไป จนส่งผลให้เกิดความแตกต่างอย่างมากระหว่างโรงเรียน ฉะนั้นเป็นโจทย์ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป โดยดูจากการแต่งตั้งโยกย้ายมาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง นอกจากนี้ต้องดูการสร้างขวัญกำลังใจ แก้ปัญหาครูอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา               “ผมได้ฝากเขตพื้นที่การศึกษาไปช่วยกันคิดว่าต่อไปควรจะมีแนวทางให้ ศธ.หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีบันทึกความตกลงกับเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อกำหนดเกณฑ์ต่างๆ ให้เขตพื้นที่การศึกษาไปใช้ในการทำงานและทำหน้าที่ได้อย่างไร เช่น เรื่องการพัฒนาคุณภาพอย่างทั่วถึงไม่กระจุกบางพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งหากให้เขตพื้นที่การศึกษาบริหารนานๆ ก็จะพบว่าบางพื้นที่คุณภาพการศึกษาอ่อนมากๆ หรือบางเขตพื้นที่การศึกษามีโรงเรียนคุณภาพกระจุกตัวและปล่อยให้โรงเรียนจำนวนมากไม่มีคุณภาพ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

เลข13หลักตรวจวุฒิปลอมโผล่ 2 มหา’ลัยเถื่อน

ที่มา  :   สยามรัฐ   Submitted by kanvadee on Tue, 16/07/2013 – 16:20

ตามที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จัดตั้งศูนย์ปราบปรามการปลอมวุฒิ เพื่อจัดการกับแก๊งมิจฉาชีพที่หลอกขายวุฒิบัตรปลอม

     ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.56 นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะประธานศูนย์ปราบปรามการปลอมวุฒิ กล่าวว่า  เนื่องจากขณะนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างว่า สามารถจัดหาวุฒิการศึกษาทุกระดับการศึกษา รวมถึงมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ที่ไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งจาก สกอ.อย่างถูกต้อง และเปิดรับนักศึกษาอย่างผิดกฎหมาย นั้นขณะนี้ สกอ.จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสกรณีดังกล่าวของกลุ่มมิจฉาชีพ สามารถแจ้งได้ที่ โทร.0-2610-5451 หรือ 0-2610-9200 ต่อ 5451

     ด้านนายกำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า กำลังหารือทุกฝ่ายว่าจะมีมาตรการใดออกมาบ้าง โดยนำกรณีศึกษาจาก ม.ธรรมศาสตร์ และม.สุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเคยเป็นผู้เสียหายถูกเว็บไซต์บางแห่งอ้างชื่อ และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และสามารถติดตามหาผู้ทำผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม สกอ.ได้ทำหน้าที่เหมือนศูนย์รับร้องเรียนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว และหลังจากที่นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ออกมาเตือนเรื่องการโฆษณาปลอมวุฒิผ่านเว็บไซต์ ก็ทำให้มีผู้ให้ข้อมูลกับตนเพิ่มเติม เป็นมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่ไม่ได้รับขออนุญาตดำเนินการเป็นมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ลักษณะเดียวกันกับ ม.อดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์ และ ม.โรชวิลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง      

     “ปัญหาการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพพวกนี้จะไหวตัวทัน จับได้แต่ผู้ซื้อวุฒิปลอมในข้อหาใช้เอกสารเท็จ หรือจับได้แต่พวกปลาซิวปลาสร้อยไม่สามารถจับต้นตอได้ ส่วนกรณีการโพสต์ผ่านเว็บไซด์รับทำวุฒิปลอมนั้น ยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่มีตัวบุคคลที่จะกล่าวหา หากจะดำเนินคดีต้องอาศัย พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาดำเนินการ

     ซึ่งทางออกของเรื่องนี้อาจทำได้โดยอาศัยร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.(…) ซึ่งให้อำนาจ สกอ.ขอข้อมูลนิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาเก็บไว้ โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่ผ่านรับรองแล้ว พร้อมตัวเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มีรายละเอียดการเรียนของแต่ละบุคคลทั้งเกรดรายวิชา เกรดเฉลี่ย หากบุคคลใดถูกรีไทร์ หรือออกกลางคันก็จะระบุว่าออกไปปีไหน ซึ่งฐานข้อมูลที่เก็บไว้ที่ สกอ.และมหาวิทยาลัยจะต้องตรงกัน เมื่อมีการร้องขอให้ตรวจสอบก็จะต้องตรวจสอบทั้งสองทาง คือที่ สกอ.และมหาวิทยาลัย หากตรงกันก็เชื่อถือได้ แต่หากข้อมูลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ตรงก็ให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า เกิดปัญหาขึ้นจะได้เข้าไปตรวจสอบต่อไป”รองเลขาธิการ กกอ.กล่าว

 

ปริญญามีขายที่นี่หรือ? มหาวิทยาลัยห้องแถว

 ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 12 ก.ค. 2556 เวลา 11:56:19 น.

เป็น ประเด็นขึ้นมาทันทีหลังจากที่มีการออกมาเปิดเผยข้อมูลของ “มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก” ที่มีการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กับบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีการจัดการเรียนการสอน ที่สำคัญมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรับปริญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ถือ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยถึงคุณภาพของปริญญาบัตรที่หลายคน ได้มาและทำให้นึกไปได้ว่า มหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จะมีอีกสักกี่แห่ง……

ล่าสุดมีการออกมาเปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัย ที่เข้าข่ายดังกล่าวมาอีก 2 แห่ง คือ “มหาวิทยาลัยอดัมสัน” จากประเทศฟิลิปปินส์ และ “มหาวิทยาลัยโรชวิลล์” ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาเปิดศูนย์ประสานงานในประเทศไทย โดยอ้างว่ามีการลงนามความร่วมมือกับประเทศต้นสังกัดอย่างถูกต้อง ขณะที่ศูนย์ดังกล่าวก็ไม่แน่ชัดว่ามีการจัดการเรียนการสอนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดเปิดมาโดยไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยการันตีคุณภาพการจัดการศึกษาของอุดมศึกษาทุกแห่งใน ประเทศไทย

เท่ากับว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ เปิดสอนแบบผิดกฎหมาย หรือเรียกง่ายๆ ว่า “มหาวิทยาลัยเถื่อน” นั่นเอง!!!

จะ ว่าไป เรื่องนี้ก็ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะในอดีต ปัญหา “ซื้อ-ขาย” ปริญญา แบบเปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ โดยโฆษณาชวนเชื่อว่า “จ่ายครบ จบแน่” สร้างรายได้มหาศาลให้กับพวกเหลือบไรในวงการศึกษามาแล้ว โดยมหาวิทยาลัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ จะอ้างว่ามีแม่ข่ายอยู่ต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ซึ่งเข้ามาเปิดสอนโดยไม่ได้ขออนุญาตจาก สกอ. และที่ผ่านมา คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ก็มีมติว่าหากพบว่ามหาวิทยาลัยใดที่ดำเนินการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็ให้สั่งดำเนินการตามกฎหมาย และยุติการจัดการเรียนการสอนทันที ซึ่งมหาวิทยาลัยอดัมสันเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ สกอ.เคยสั่งยุติการเรียนการสอนมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน และคืนชีพมาแจกปริญญาอีกครั้งในขณะนี้

ที่น่าตกใจ มหาวิทยาลัยเหล่านี้เน้นเปิดสอนเฉพาะปริญญาโทและปริญญาเอก ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือบุคคลที่สนใจเรียนในมหาวิทยาลัยเถื่อนเหล่านี้มากที่สุด กลับเป็น “ข้าราชการ” โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้อำนวยการ” และ “รองผู้อำนวยการ” สถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ที่ต้องการได้ปริญญาไว้สำหรับ “อัพ” ดีกรี เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตัวเอง

คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไปให้คุณค่ากับปริญญาบัตรที่ผิดกฎหมาย จนดูเป็นความคลั่งใบปริญญามากกว่าการกระหายความรู้

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวว่า ค่านิยมเรื่องใบปริญญากับสังคมไทยมีมานาน จนกลายเป็นความคลั่งใบปริญญา เพราะทำให้สถานะทางสังคมเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกวันนี้คนไทยไม่ได้คลั่งแค่ปริญญาตรีเช่นแต่ก่อน แต่เป็นระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษา เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษามากขึ้น ทั้งในรูปแบบที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย ขณะที่คนจบปริญญาโทและปริญญาเอกเพิ่มขึ้น กลับสวนทางกับคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำลง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มี มหาวิทยาลัยเถื่อนผุดขึ้นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทบาทในการกำกับดูแลของ สกอ. จะไปเน้นที่มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนมากเกินไป ทำให้พวกมหาวิทยาลัยเถื่อนทำการรุกตลาดได้แบบเงียบๆ โดยเลือกเจาะกลุ่มเฉพาะที่ต้องการนำใบปริญญาไปใช้ประโยชน์ เท่ากับว่าขณะนี้ สกอ.กำลังตามหลังคนกลุ่มนี้อยู่ ในทางกลับกันอยากให้ สกอ.มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ในแง่ดี ที่จะต้องหยุดกระบวนการเหล่านี้ และถือโอกาสให้ความรู้กับประชาชนที่ยังไม่รู้ว่า การได้ปริญญาที่ไม่ถูกกฎหมายมันไม่มีประโยชน์ และการได้ดีกรีปริญญาเอกแบบ “กลวง” ก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่ได้เกิดจากการศึกษาหาความรู้ที่แท้จริง

และ ที่น่าวิตกก็คือกลุ่มลูกค้าใบปริญญาห้องแถว เป็นครูบาอาจารย์ในสถานศึกษา เพื่ออาศัยเบิกทางสู่ความก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งที่ไม่มีองค์ความรู้หนุนหลังแล้ว

อนาคตระบบการศึกษาของไทยจะเป็นอย่างไร


ที่มา นสพ.มติชนรายวัน

อุดมศึกษารัฐขานรับ 8นโยบาย”จาตุรนต์”

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:18:59 น.

ตามที่นายจาตุรนต์  ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แถลงนโยบายการศึกษา พร้อมประกาศ 8 นโยบาย เพื่อเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ไปแล้วนั้น

 

รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ Coordinating Center for the Public Higher Education Staff (CHES) กล่าวว่า  นโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษา ถือว่ายอมรับได้ และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะกำหนดให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ

 

รศ. ดร. วีรชัย กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาคน ที่กำหนดเป็นโจทย์ของการปฏิรูปการศึกษานั้น หากจะให้สมบูรณ์ ต้องยกระดับความเท่าเทียมและความเป็นธรรมของบุคลากรในวงการศึกษาด้วย โดยเฉพาะการเหลื่อมล้ำของสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เช่น สวัสดิการและสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจพนักงานมหาวิทยาลัย และนักเรียนทุนรัฐบาลที่ต้องกลับมาบรรจุเป็นพนักงาน ฯ สัญญาจ้างที่สั้นในหลายมหาวิทยาลัย ที่ทำให้ขาดเสรีภาพทางวิชาการและการวิพากษ์วิจารณ์   กระทบถึงศักดิ์ศรีและความไม่มั่นคงในอาชีพ  การทำธุรกรรมต่างๆไม่มีความน่าเชื่อถือ สิทธิ์ในเรื่องเงินเดือนค่าจ้างยังไม่ได้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี 2542 และ 2556 คือ 1.7 เท่าของฐานเงินเดือนข้าราชการปัจจุบัน เกณฑ์การขอรับพระราชทานเครื่องราชฯ มีข้อจำกัด สิทธิประโยชน์ต่างๆที่รัฐฯมอบให้ ไม่รวมถึงพนักงานมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 70% ในระบบอุดมศึกษา เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ครม. ให้โบนัสบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา เป็นเงินรางวัลให้กับบุคลากรที่สร้างสรรค์ผลงานให้สถาบันตนเองโดยให้เป็นเงินพิเศษโบนัส พนักงานมหาวิทยาลัยกว่าร้อยละ 80 ในสถาบันนั้นๆ เป็นกลุ่มผู้สร้างผลงานให้กับหน่วยงาน แต่ โบนัสเหล่านี้กลับมิได้แจกจ่ายให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย เป็นต้น

 

อ. ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก  อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประสานงาน CHES กล่าวเสริมว่า หากบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาได้รับการดูแลที่ดีแล้ว  เป้าหมายของการยกระดับคุณภาพการศึกษาในส่วนอุดมศึกษาจะดีขึ้นแน่นอน เพราะบุคลากรไม่ต้องกังวลในเรื่องศักดิ์ศรีและสถานะที่ไม่มั่นคงต่อไป จะได้ทุ่มเทกำลังในการทำงานรับใช้ประเทศชาติ ด้วยสัดส่วนของพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่ถือเป็นบุคลากรส่วนใหญ่ในระบบอุดมศึกษา การขับเคลื่อนและยกระดับมหาวิทยาลัยเพื่อเพิ่มอันดับในเวทีโลกจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น

 

อ.ประทัย พิริยะสุรวงศ์   อาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ เชียงราย และผู้ประสานงาน CHES กล่าวว่า เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกของอาจารย์ มหาวิทยาลัย  ภาครัฐควรต้องรีบเข้ามาแก้ปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นโดยไว ปัญญาสมองไหล คนดีคนเก่งจะได้อยู่ในระบบต่อไป

แพทย์จุฬาฯรับตรง กค-สค.สอบเอง

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:36:13 น.

นพ.สมภพ ลิ้มพงศานุรักษ์ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ โดยวิธีรับตรง (แบบพิเศษ) ปีการศึกษา 2557 ของจุฬาฯ  เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้เลื่อนกำหนดการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในโครงการรับตรงของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ตามโครงการดังนี้

      1.โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

      2.โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนร่วมกับ สธ.

      3.โครงการโอลิมปิกวิชาการ (ชีววิทยา)

      4.โครงการผลิตแพทย์ร่วมกับกรมแพทย์ทหารอากาศ

โดยจะเลื่อนกำหนดการรับ จากเดิมจะรับสมัครในช่วงเดือนสิงหาคมและเสร็จสิ้นกระบวนการรับสมัครในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี มาเป็นรับสมัครในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมและไปสิ้นสุดกระบวนการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 

นพ.สมภพกล่าวว่า ทั้งนี้ การเลื่อนสอบรับตรงของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับเวลาการสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ที่จะเลื่อนกำหนดการรับสมัครนักศึกษาแพทย์ให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เลื่อนเปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยคาดว่า กสพท.จะเลื่อนการรับสมัครมาเป็นเดือนพฤศจิกายน สอบวิชาเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมและสิ้นสุดกระบวนการคัดเลือกประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จากเดิมที่รับสมัครในช่วงเดือนสิงหาคม สอบวิชาเฉพาะเดือนพฤศจิกายน และสิ้นสุดกระบวนการรับสมัครในช่วงเดือนธันวาคม    ทั้งนี้ การรับตรงในช่วงเวลาดังกล่าวของจุฬาฯ จะใช้เฉพาะ 4 โครงการนี้เท่านั้น โดยจุฬาฯยังเข้าร่วมในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ของ กสพท.เช่นเดิม 

ขณะเดียวกัน ในการรับตรงครั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะไม่ใช้คะแนนทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) คะแนนการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) และคะแนนสอบวิชาสามัญของ กสพท.มาเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือก จากเดิมที่การรับตรงของจุฬาฯจะพ่วงกับการสอบของ กสพท.มาโดยตลอด   มาเป็นใช้คะแนนสอบวิชาสามัญ และวิชาเฉพาะ ที่จุฬาฯจัดสอบเองมาใช้ในการคัดเลือก มีองค์ประกอบดังนี้ ภาษาไทย 10% ภาษาอังกฤษ 12% สังคมศึกษา 6% คณิตศาสตร์ 12% ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา รวม 40% และวิชาจริยธรรมและการคิดเชิงวิพากษ์ 20%   สาเหตุที่ต้องแยกการสอบออกมา เพราะคะแนน GAT, PAT และคะแนนสอบวิชาสามัญของ กสพท.เพราะประกาศผลไม่ทันกำหนดการรับสมัครของจุฬาฯ   อีกทั้งจุฬาฯมั่นใจในมาตรฐานข้อสอบของตนเอง เพราะข้อสอบดังกล่าวใช้ในการสอบคัดเลือกนิสิตคณะอื่นๆ ของจุฬาฯด้วยเช่นกันŽ นพ.สมภพกล่าว 

นพ.สมภพกล่าวต่อว่า สำหรับนักเรียนที่สอบติดรับตรงของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในทุกโครงการ จะไม่สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาใดๆ ที่ดำเนินการโดย กสพท.ได้อีก และจะต้องยืนยันสิทธิในการเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ผ่านระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ตามระยะเวลาที่สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) กำหนด หากไม่ยืนยันสิทธิตามที่ สอท.กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ ในส่วนของมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์อื่นๆ จะเลื่อนรับตรงเช่นเดียวกับจุฬาฯหรือไม่นั้น บอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

นพ.สมภพกล่าวอีกว่า สำหรับกำหนดการสมัครคัดเลือก มีดังนี้ รับสมัคร ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม-8 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก วันที่ 11 กันยายน สอบวิชาสามัญ และวิชาเฉพาะ วันที่ 19-21 ตุลาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ และตรวจสุขภาพ วันที่ 15 พฤศจิกายน สอบสัมภาษณ์ และตรวจสุขภาพ วันที่ 19-22 พฤศจิกายน ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษา ประมาณวันที่ 26 พฤศจิกายน สามารถดูละเอียดได้ทาง http://www.atc.chula.ac.th

ก.ค.ศ.เยียวยา290รายเทียบประสบการณ์

ที่มา  :   มติชนออนไลน์  15 กค. 2556

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุม คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคลเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับระบบตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) จำนวน 290 ราย ที่ถูกยุบเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี และเจ้าหน้าที่ บริหารงานพัสดุ โดยมีมติ ดังนี้

1.เทียบประสบการณ์การปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี เจ้าหน้าที่บริหารงานพัสดุ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี รวมกับคุณวุฒิในระดับปริญญาทางอื่นเป็นคุณวุฒิทางอื่นที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการพัสดุ และนักวิชาการตรวจสอบภายใน เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เนื่องจากเหตุถูกยุบเลิกตำแหน่ง 

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า

2.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่น ผู้ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกตำแหน่งไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ในสายงานวิชาการเงินและบัญชี วิชาการพัสดุ วิชาการตรวจสอบภายใน ด้วยวิธีการคัดเลือก การสอบ ข้อเขียนและประเมินความเหมาะสม รวม 3 ภาค คือ ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง สำหรับเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และ

3.เห็นชอบให้เปลี่ยน ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น กลุ่มดังกล่าว หากเป็นผู้มีคุณสมบัติและผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดแล้วไม่ต้องจัดทำผลงานทางวิชาการเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกตำแหน่ง 

8 นโยบายการศึกษา”จาตุรนต์ ฉายแสง”

ที่มา  :   ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 212/2556

8 นโยบายการศึกษา “จาตุรนต์ ฉายแสง”

ศึกษาธิการ – นายจาตุรนต์  ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงนโยบายการศึกษา พร้อมประกาศ 8 นโยบาย เพื่อเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ

  • ย้ำการพัฒนาคน เป็นโจทย์สำคัญของการปฏิรูปการศึกษา และยกระดับพัฒนาประเทศ

 รมว.ศธ.กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาได้พิจารณาจากโจทย์ใหญ่ คือขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ ในภูมิภาคและสังคมโลก ในขณะที่ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป รวมทั้งประเทศใหญ่ๆ ของทวีปเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แม้บางประเทศ เช่น จีน จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วมาก ก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวทำให้มีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจลง ในสภาพเช่นนี้จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเตรียมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อที่จะให้อยู่รอดในภาวะการณ์ปัจจุบันหรือในอนาคตต่อไป นอกจากนี้จะมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน พร้อมทั้งความพยายามที่จะเชื่อมโยงกันของกลุ่มประเทศอาเซียนกับนอกภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

การจะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบ Logistics ที่สำคัญของประเทศ เช่น ด้านการคมนาคม การสื่อสาร ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนและกำลังเร่งดำเนินการในขณะนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  แต่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่สำคัญมากและขาดไม่ได้ คือ “การพัฒนาคน” เพราะฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ที่สำคัญของการจัดการศึกษาและปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย

การศึกษาต้องเดินหน้าสู่การสร้าง การพัฒนา เตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับสังคมโลก โดยเฉพาะสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 เป็นผลจากการปฏิวัติด้านดิจิทัล (Digital Revolution) และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ทำให้โลกทั้งโลกเชื่อมโยงและสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องสร้างและพัฒนาให้คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความสามารถ มีทักษะ ความถนัด ความชำนาญพร้อมจะขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น

 

  •  ประกาศนโยบาย “2556 ปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา”

จากผลการประเมินการจัดอันดับโดย IMD พบว่าในปี ค.ศ.2013 การศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ 51 จาก 60 ประเทศ และผลการประเมินการทดสอบ PISAทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในปี ค.ศ.2009 พบว่าเด็กไทยอยู่ในอันดับที่ประมาณ 50 จาก 65 ประเทศ ในขณะที่ผลการจัดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดย Times Higher Education World Rankings ในปี ค.ศ.2012-2013 พบว่ามีมหาวิทยาลัยไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอยู่ในกลุ่ม 351-400 เป็นสภาพที่เป็นจริงที่เราประสบอยู่

รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายด้านการศึกษาที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งได้แถลงไว้ชัดเจนต่อรัฐสภา ให้มีการปฏิรูประบบการเรียนรู้ ซึ่งหมายความว่า  รัฐบาลมีความเข้าใจและกำหนดเป็นนโยบายที่ปฏิรูปการศึกษา และได้ดำเนินการมาเป็นลำดับ โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ.คนล่าสุด ได้เริ่มดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรอย่างตั้งใจและจริงจัง แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ของสังคมโลก จากโจทย์ที่ประเทศนี้จะต้องรับมือ ก็มีความจำเป็นที่เราจะต้องยกเครื่องการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐานในระดับสากล และสอดคล้องกับสังคมโลกยุคใหม่

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะประกาศให้ “การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ” โดยกำหนดให้ปี 2556 จากนี้ไปเป็น “ปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา” ซึ่งหมายความว่า เราจะทำตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยพลังของสังคมทั้งสังคมมาช่วยกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว

  

  • เป้าหมายมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้คิด วิเคราะห์ เรียนรู้ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21

เพื่อให้ปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นผลสำเร็จ จึงขอเสนอเป้าหมายมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยภายในปี พ.ศ.2558 ซึ่งไปพ้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีเดียวกัน ดังนี้

- ให้ผลการจัดอันดับการศึกษาไทย ผลการทดสอบ PISA ของไทย ให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น
– ให้สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสามัญเพิ่มขึ้นเป็น 50 : 50
– ให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกมากขึ้น
– ให้มีการกระจายโอกาสและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้น

ทั้งนี้ โดยเน้นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ จัดและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น คือวงการการศึกษา บุคลากรทางการศึกษาของรัฐทั้งหมด ต้องมีความเข้าใจร่วมกันว่า การศึกษาของภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

  
  

8 นโยบาย ที่จะเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว

1เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิรูปให้มีความเชื่อมโยงกันทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอน ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับการเรียนรู้ยุคใหม่ การพัฒนาครู และการพัฒนาระบบการทดสอบ การวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตรและการเรียนการสอน และการพัฒนาผู้เรียน

การที่ใช้คำว่า “ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน” ก็คือ เรื่องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ต้องมีการทดสอบประเมินผล ซึ่งการทดสอบประเมินผลต้องคำนึงถึงหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน ไม่ใช่เป็นการทดสอบที่ไม่สัมพันธ์กันหรือไม่คำนึงถึงการเรียนการสอน นอกจากนี้ การทดสอบของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติฯ ซึ่งโยงไปถึงระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันยังส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวคือ หากจัดการทดสอบเหมือนที่ผ่านมา จะทำให้คนในวงการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระบบไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาของตนเอง เนื่องจากผู้เกี่ยวข้อง คือ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง เห็นความสำคัญของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่าการเรียนในระบบ ความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวไม่ให้ความสำคัญ

ส่วนการประเมินวิทยฐานะความก้าวหน้า ก็ควรจะต้องเชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนการสอน การประเมินสถานศึกษา มีผู้กล่าวว่าควรให้เด็กคิดเป็นวิเคราะห์เป็น แต่ในบางครั้งก็ยังไม่ได้หารือร่วมกันว่าการเรียนการสอนและหลักสูตรเป็นอย่างไร จึงต้องใช้หลักสูตรเป็นแกนหลักเพื่อมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และมีผลต่อการพัฒนาครู ประเมินวิทยฐานะและความก้าวหน้าในวิชาชีพครูด้วย

ดังนั้นใน 6 เรื่อง คือ ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปการเรียนการสอน การทดสอบ/วัดและประเมินผลผู้เรียน การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย การประเมินวิทยฐานะและความก้าวหน้าในวิชาชีพครู และการประเมินสถานศึกษา ต้องเชื่อมโยงไปที่คุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบายทั้งหมด

 การที่จะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ทั้งระบบ ต้องมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

 – ต้องเร่งรัดและสานต่อเรื่องปฏิรูปหลักสูตรให้ก้าวหน้าและให้แล้วเสร็จ โดยจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตที่เหมาะสมทุกระดับชั้นการศึกษา

 - พัฒนากระบวนการเรียนการสอนในปัจจุบันและเพื่อรองรับหลักสูตรใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ โดยจะเริ่มจากวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ และการคิดวิเคราะห์

 - พัฒนาระบบทดสอบ วัดและประเมินผลทั้งภายในและภายนอก ให้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีมาตรฐานเทียบเคียงได้กับนานาชาติ โดยเชื่อมโยงกับเนื้อหาสาระในหลักสูตรกับการเรียนการสอน รวมทั้งพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลให้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 2. ปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครู

 ให้มีจำนวนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการ มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปัจจุบัน รองรับหลักสูตรใหม่ และการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะครูให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ดูแลระบบสวัสดิการ และลดปัญหาที่บั่นทอนขวัญกำลังใจของครู ให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนและคุณภาพผู้เรียน

 3. เร่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้

 สร้างมาตรฐานการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แท็บเล็ต) และพัฒนาเนื้อหาสาระ พัฒนาครู และการวัดประเมินผลที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิดระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสังคมไทย

 ทั้งนี้ แท็บเล็ตเป็นเรื่องสำคัญหนึ่งในนโยบายการศึกษาของรัฐบาล ที่ผ่านมาเรามักจะเน้นเฉพาะการจัดให้เด็กได้มีแท็บเล็ต ซึ่งเป็นรายละเอียดว่าเด็กจะได้เมื่อไร จำนวนเท่าไร คืบหน้าไปแล้วอย่างไร หรือมีเนื้อหากี่รายกี่ชิ้น แต่เรื่องใหญ่กว่าที่จะต้องเร่งพัฒนา คือ “เนื้อหาสาระ” เพื่อจะให้มีทั้งเนื้อหาที่ควรรู้ รูปแบบของแบบทดสอบ แบบฝึกหัด เทคนิค นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ให้เด็กใช้กับแท็บเล็ต เพื่อทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ได้ผลจริง เด็กได้รับผลที่ดีในการใช้งานดีกว่าไม่ใช้แท็บเล็ต ที่ต้องโยงไปกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ที่มีข้อมูลข่าวสารไม่จำกัด ซึ่งหมายถึงจะต้องมีการพัฒนาครู เพื่อให้เข้าใจการสอนที่มีเนื้อหาสาระแบบนี้ เพราะในโลกยุคใหม่ เราไม่สามารถสอนแบบเดิม เช่น ให้เด็กค้นหาว่าคำนี้แปลว่าอะไร เด็กก็ไปค้นหาในเวลาไม่นาน ก็สามารถตอบได้ แต่จะทำอย่างไรให้การสอนที่ส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักค้นหา คิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และสามารถตั้งคำถามได้เอง ฯลฯ ซึ่งเนื้อหาที่บรรจุลงในแท็บเล็ตจะต้องมีมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญบอกได้ว่า เนื้อหาสาระใดจะช่วยสร้างเด็กได้จริง เป็นประโยชน์จริง ไม่ใช่ใครคิดหรือประดิษฐ์แบบเรียน แบบฝึกหัด เนื้อหาสาระอะไรขึ้นมาได้ ก็บรรจุลงไปในแท็บเล็ต ซึ่งตรงนี้ยังขาดอยู่ และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการต่อไป

4พัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้กับระดับสากล ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

 โดยผลักดันให้เกิดการใช้กรอบคุณวุฒิวิชาชีพ ตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาใช้กำหนดทักษะความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ ผู้มีงานทำ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า ได้รับค่าตอบแทนตามสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ขึ้นกับวุฒิการศึกษาทั้งแบบอนุปริญญาหรือปริญญา

 ความหมายคือ อาชีพนี้ ระดับนี้ มีความสามารถทางสมรรถนะมากเพียงใด อันจะช่วยทำให้สถานประกอบการหรือกิจการต่างๆ เพิ่มผลผลิตได้มากน้อยเพียงใด และจะแปรกลับมาเป็นรายได้ค่าตอบแทน ทั้งนี้คุณวุฒิวิชาชีพบางประเภท แม้ผู้ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพประเภทนั้นไม่จบปริญญาตรี แต่อาจจะมีรายได้หรือเงินเดือนสูงกว่าผู้จบปริญญาตรีก็ได้ ส่งผลถึงเส้นทางความก้าวหน้าทางอาชีพและรายได้ และทำให้คนต้องการเข้ามาเรียนสายอาชีวศึกษามากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสามัญเป็น 50:50 เพราะเป็นความก้าวหน้ามีรายได้สูง มีสมรรถนะ ทั้งยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของการอาชีวศึกษาด้วย

 5. ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน มากกว่าการขยายเชิงปริมาณ

 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยให้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทย เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World Class University) ให้มากขึ้น

รมว.ศธ.กล่าวว่า การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของไทยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องแลกเปลี่ยนความเห็น หาองค์ความรู้มากพอสมควร เพื่อให้เห็นพ้องต้องกัน เพราะมหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอันดับในกลุ่ม 351-400 มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนมหาวิทยาลัยที่เหลือจะมีคุณภาพอย่างไร คำตอบคือไม่ค่อยมีใครทราบมากนัก ซึ่งคำถามคือเราจะพัฒนาการอุดมศึกษาอย่างไร หากใช้ความคิดว่าทำอะไรได้ดีที่สุดก็ทำกันไป แต่การที่จะรู้ว่ามหาวิทยาลัยใดสอนเป็นอย่างไร แนวทางหนึ่งคือเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แต่อีกแนวทางหนึ่งคือ ควรให้มีการเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง โดยใช้กติกาหรือเงื่อนไขที่เหมาะสมและเป็นสากล เพื่อให้คนในวงการศึกษาได้ทราบว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นอย่างไร และมหาวิทยาลัยก็จะทราบว่าตัวเองเป็นอย่างไร ประการสำคัญคือทั้งสังคมก็จะได้รับทราบว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นอย่างไรด้วย ไม่ใช่เกิดความรู้สึกว่าหากมาจากมหาวิทยาลัยนี้ ก็รู้สึกจะเข้าท่าดี แต่มาจากอีกมหาวิทยาลัยก็รู้สึกจะไม่ค่อยเก่งด้านนั้น อันนี้ถือเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ตรงเท่านั้น ไม่ได้อาศัยการวิเคราะห์และการประเมินที่เป็นระบบ

 ดังนั้น สาระสำคัญของนโยบายนี้ คือ ต้องการให้มีกระจก เพื่อให้มหาวิทยาลัยส่องตัวเอง และต้องการให้สังคมช่วยกันผลักดัน เพราะมหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่ต้องให้ความเป็นอิสระ ให้มหาวิทยาลัยคิดเอง ไม่ใช่เป็นการสั่งการจากรัฐมนตรี ขณะเดียวกันสังคมก็ต้องคิดกลไกว่าจะผลักดันให้มหาวิทยาลัยพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างไร ความหมายในแง่นี้คือ สังคมกับมหาวิทยาลัยไม่เป็นอิสระจากกัน

 6. ส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น

 สนับสนุนความร่วมมือแบบเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษารัฐและเอกชน (Public Private Partnership) ตลอดจนเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร เป็นวิทยากร สนับสนุนการฝึกงานและเรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่ทำงาน โดยในส่วนของการอาชีวศึกษานั้น การที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาแบบทวิภาคี ก็ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องร่วมจัดการศึกษาตลอดกระบวนการ คือต้องการหลักสูตรหรือกระบวนการแบบใด ต้องมากำหนดหลักสูตรร่วมกัน รัฐมีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมและอาศัยภาคเอกชนให้มามีบทบาทในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น โดยรัฐควรมีหน้าที่ในการกำกับควบคุมเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานการจัดการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรมุ่งกำกับควบคุมหรือห้ามเอกชน

 7. เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

 เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุได้รับบริการการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส และการพัฒนากองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (ICL) ให้สามารถเป็นกลไกในการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสและผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวคิดของกองทุน ICL ตามที่ได้ก่อตั้งหรือริเริ่มขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้สนใจที่เคยดำเนินการ เข้ามาช่วยดำเนินการอย่างจริงจัง

8พัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้วยการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาและสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม อัตลักษณ์ และความต้องการประชาชนในท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

 5 กลไก ในการขับเคลื่อน
เพื่อให้บรรลุผลตามนโยบาย และบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีกลไกขับเคลื่อน 5 ประการ ดังนี้

1. เร่งรัดจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ.คนล่าสุด ได้ดำเนินการใกล้จะเสร็จแล้ว กฎหมายดังกล่าวเพื่อเปิดโอกาสในการใช้ทรัพยากรให้มากขึ้น และประการสำคัญคือ จะทำให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

2. จัดตั้งสถาบันเพื่อวิจัยหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน  เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมาตรฐาน การจัดทำหลักสูตรซึ่งมีการปรับปรุงเป็นระยะมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 ทั้งนี้เรื่องสำคัญของการศึกษาประเทศไทยเกี่ยวกับหลักสูตรก็คือ เราใช้วิธีเชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันจัดทำ เมื่อจัดทำเสร็จแล้วก็ตีพิมพ์ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญก็จะแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง และอาจจะนัดพบกันอีกครั้งในอีก 5-6 ปี แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือ ควรมีองค์กรหรือกลไกที่จะทำการวิจัยพัฒนาเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพที่ชัดเจน มีการประเมินได้ว่าองค์กรต่างๆ ทำงานก้าวหน้าไปแล้วอย่างไร หลักสูตรเป็นอย่างไร ครูนักเรียนมีความเห็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดทำหลักสูตรของต่างประเทศ จึงพบว่าหลักสูตรเล่มหนึ่งมีขนาดเล็ก แต่อ้างผลการวิจัยเต็มไปหมดทุกหน้าว่าเหตุใดจึงบอกว่าเด็กชั้นนี้ควรเรียนอะไร และในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ ก็มีองค์กรที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ใช่วิธีเชิญผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบางครั้งก็หลงลืม ไม่ได้ติดตามการศึกษา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งสถาบันเพื่อวิจัยหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน

3สร้างความเข็มแข็งของกลไกการวัดผล ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล  พัฒนาให้มีตัวชี้วัดคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของประเทศที่เทียบเคียงได้ในระดับสากล เพื่อประเมินผลสำเร็จของระบบการศึกษาไทยในภาพรวม ซึ่ง ศธ.ต้องหารือกับองค์กรต่างๆ เช่น สทศ. สมศ. เพื่อที่จะทำงานร่วมกัน

4. เร่งรัดให้มีพระราชบัญญัติอุดมศึกษา เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระและความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันอุดมศึกษา

5. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงาน องค์กร และกลไกที่เกี่ยวข้อง

 2 แนวทาง บริหารจัดการ

ในการบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายและกลไกดังกล่าวข้างต้น จะดำเนินการเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1. ตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนเรื่องสำคัญต่างๆ  เช่น ผลการทดสอบ PISA ของไทย เมื่อได้ตั้งเป้าหมายให้ผลการจัดอันดับการศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น ก็จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยระดมผู้ที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากคณะกรรมการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์จากการทดสอบ PISA

2. จัดประชุมปฏิบัติการ (Workshop) อย่างเป็นระบบ โดยจะระดมความคิดและการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามนโยบาย

 
ภาพ สถาพร ถาวรสุข

  •  ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของ ศธ. และทั้งสังคม เพื่อร่วมกันยกเครื่องการศึกษาไทย

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายสำคัญและแนวความคิดที่จะอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนของ ศธ. เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญจำเป็นมากของประเทศในช่วงนี้และช่วงต่อไป การพัฒนาคนเป็นเรื่องจำเป็นที่เราไม่อาจที่จะละเลยได้ เราจะร่วมกันทำในเรื่องที่ยากและท้าทาย คือที่พูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องอาศัยหลายฝ่าย แต่หากประเทศนี้จะไปรอด จะอยู่ในเวทีแห่งการแข่งขันยุคใหม่ได้ เราต้องปฏิรูปการศึกษาให้ได้ ต้องพัฒนาคนให้ได้ ดังนั้นแม้จะยาก แต่ต้องพยายามช่วยกันให้ได้ และหวังว่าทั้งบุคลากรของการศึกษาจะช่วยกันคิดต่อว่าเราจะทำกันอย่างไร รวมทั้งเสนอความเห็น เสนอขอให้แก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม ก็ยินดีที่จะรับมาพิจารณาร่วมกัน หวังว่าทุกท่านมีความพร้อมที่จะทำงานในเรื่องยาก และอาศัยผู้เกี่ยวข้อง ผู้สนใจในสังคมทั้งสังคม เพื่อร่วมกันยกเครื่องการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ รวมพลังในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยต่อไป

  • กำชับให้ทุกหน่วยงานป้องกันแก้ไขปัญหาคอรัปชัน ไม่มีนโยบายให้นำชื่อไปแอบอ้างทั้งด้านดีและลบ

รมว.ศธ.ได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน กรณีการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชันว่า ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานทำงานด้วยความสุจริตโปร่งใส กรณีที่เกิดการทุจริตขึ้นแล้ว ก็จะดำเนินการอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมา เพื่อหาคนทำผิดมาลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก  ตั้งแต่การทำงาน การบริหารงาน รวมไปถึงการแต่งตั้งโยกย้าย ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างสุจริต และขอแจ้งไว้ด้วยว่า หากมีใครแอบอ้างถึงตน ซึ่งตนไม่มีนโยบายมอบใครไป หรือว่ามีใครไปแอบอ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องไม่ดีก็ตาม หากท่านสงสัยก็ให้มาแจ้งกับตนไว้ก่อน หลักการทำงานในเรื่องนี้ คือต้องใช้หลักความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเที่ยงธรรมประกอบกัน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริต จะใช้นโยบายเข้าไปมากนักไม่ได้  แม้นโยบายจะต้องทำตรงไปตรงมา แต่จะไปถึงขั้นกำหนดระยะเวลา ก็จะกลายเป็นการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนด แต่ที่สำคัญแน่นอนคือทุกเรื่องต้องไม่ล้มมวย ดังนั้นการจะไปบอกว่าเรื่องนั้นต้องเสร็จเมื่อนั้น เมื่อนี้ หากผู้เกี่ยวข้องบอกว่าต้องมีการสืบสวนสอบสวนและหาหลักฐานอีกมากมาย ก็จะกลายเป็นไปเร่งรัด อาจจะเสียหายอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตามจะทำให้มีประสิทธิภาพ ได้ผลจริง และมีความเที่ยงธรรม

 นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
 สรุป/รายงาน
11/7/2556

 

เข้มสินค้าเป็นภัยขายรอบ ร.ร.

ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 11 ก.ค. 2556 เวลา 11:00:37 น.

นายบัณฑิต ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำหนังสือถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนให้กวดขันการจำหน่ายสินค้าอันตราย บริเวณหน้าโรงเรียน หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พบว่า มีการขายสินค้าบริเวณหน้าโรงเรียน ซึ่งเป็นสินค้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีคำสั่งห้ามขายได้เริ่มกลับมา ระบาดอีก เช่น ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ หรือ ตัวดูดน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต หากเด็กกินหรือกลืนเข้าไป ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ขายของเล่นชนิดนี้แล้วตั้งแต่ปี 2527 แต่ยังมีผู้ลักลอบเข้ามาขายอยู่ 

เลขาธิการคณะกรรมการส่ง เสริมการศึกษาเอกชน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือ ลูกโป่งพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้าชอร์ตสำหรับแกล้งคน และสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น ของเล่นที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมกำหนด ไม่มีฉลากคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งอาหารทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำ ลูกชิ้น ไส้กรอก และขนมที่มีสีสันสวยงาม ซึ่งอาจใส่สีสังเคราะห์ที่ไม่เหมาะสม

เลขาธิการคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวต่อว่า สช.พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรป้องกันไม่ให้เด็กนักเรียนได้รับอันตรายจากของเล่นที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่า นี้ และการบริโภคอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ หรือขนม จึงขอความร่วมมือผู้บริหาร อาจารย์ร.ร.เอกชนช่วยรณรงค์ดูแลการขายสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็ก บริเวณรอบร.ร. เชื่อว่าหากให้ร.ร.เข้ามาร่วมดูแลแจ้งเบาะแส จะเป็นช่องทางช่วยควบคุมไม่ให้ของเล่นอันตรายแพร่ระบาดได้

ศธ.เปิดกว้างให้สิทธินักเรียนไว้ผมตามใจ

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2556 เวลา 11:25 น.

วันนี้(15พ.ค.)นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้เสนอร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับความประพฤติ การแต่งกายและแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษา ให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีรมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ซึ่งยึดตามกฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ.2518 เพียงแต่ให้ตัดคำว่า “ซอยผม” ออกจากข้อ 2 ในหมวด 3 ที่กำหนดว่า นักเรียนหญิงให้ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ยาวก็ให้รวบให้เรียบร้อย ห้ามนักเรียน ดัดผม ซอยผม ทำสีผม ไว้หนวดเครา หรือทำการอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน และตัดข้อความว่า “โรงเรียนอาจกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ โดยให้รับฟังความคิดเห็นหรือทำประชาพิจารณ์จากนักเรียนและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา” ออกไปด้วย 

“จากการตัดบางข้อความของร่างกฎกระทรวงออกไปดังกล่าว ส่งผลให้กฎกระทรวงเปิดกว้างอย่างมาก และจะทำให้โรงเรียนไม่มีอำนาจกำหนดรายละเอียดได้ เช่น บางโรงเรียนจะกำหนดว่านักเรียนหญิงไว้ผมยาวได้แต่ต้องรวบให้เรียบร้อยโดยถักเปียเดี่ยวเท่านั้น หรือ กรณีผมที่ไว้ยาวไม่ให้ยาวเลยตีนผม 8 นิ้ว หรือ การถักเปียให้ถักเปียธรรมดาห้ามถักเปียตะขาบ เป็นต้น ต่อไปข้อกำหนดเหล่านี้ก็จะไม่สามารถกำหนดได้เพราะโรงเรียนไม่มีอำนาจ”ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวและว่า  ถึงแม้จะมีการชี้แจงถึงข้อจำกัดกรณีตัดบางข้อความออกไป แต่นายพงศ์เทพก็ยืนยันว่าต้องตัด ซึ่งก็สอดคล้องกับกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิทธิของเด็กจะทำอะไรก็แต่ขอให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

ทั้งนี้รมว.ศึกษาธิการได้ลงนามเพื่อนำร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเสนอต่อครม.แล้ว น่าจะเข้าพิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า  จากนั้นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาและประกาศใช้ต่อไป ซึ่งยอมรับว่าไม่ทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2556  อย่างไรก็ตามได้รับแจ้งว่ามีบางโรงเรียนที่สั่งให้นักเรียนกลับไปตัดผมใหม่ซึ่งเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจที่ระบุไว้ในร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ ซึ่งนายพงศ์เทพได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ไปทำความเข้าใจกับทางโรงเรียนแล้ว

หลักสูตรพื้นฐานใหม่มี 6 กลุ่มสาระ

ที่มา  :  เดลินิวส์

หลักสูตรใหม่56

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฐานะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปฯ ที่มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน   เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า  มีแนวโน้มที่จะยกเลิกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้  มาเป็นหลักสูตรใหม่โดยเหลือ 6 กลุ่มสาระได้แก่

1. ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture)
2. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)
3. การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life)
4. ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication)
5. สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity) และ
6. อาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World)

ซึ่งหลักสูตรใหม่นอกจากจะลดจำนวนกลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว  จะมีการลดชั่วโมงเรียนลงด้วย  แต่จะเพิ่มโครงงาน หรือการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนแทน  เพื่อให้เด็กได้ฝึกการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้

“หลักสูตรใหม่ดังกล่าว มีความครอบคลุมสาระวิชาที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในแต่ละระดับชั้น  คณะกรรมการได้ศึกษาตัวอย่างโครงสร้างหลักสูตรของต่างประเทศไม่น้อยกว่า 12 ประเทศ มาประกอบกับเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย  พบว่าหลักสูตรของเรายังมีจุดอ่อนอยู่มาก  เช่น  เราให้เด็กเรียนถึง 8 กลุ่มสาระ  ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เรียนเพียง 3-4 กลุ่มสาระแล้วค่อย ๆ  เติมเนื้อหาสาระที่จำเป็นเข้าไป  หลังจากนี้คณะทำงานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ใหม่ทั้ง 6 กลุ่มจะไปวางแนวทางและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละระดับ  โดยคาดว่าในอีก 6 เดือนพิมพ์เขียวจะแล้วเสร็จ  จากนั้นจะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำไปประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นต่อไป”  รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว.

สทศ.เผยม.6สอบใหม่โอเน็ตวิทย์ที่ผิดน้อย

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2556 เวลา 18:30 น.

วันนี้( 7 มี.ค.)  รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สทศ.ได้จัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือ โอเน็ต ปีการศึกษา 2555 กรณีนักเรียน ม.6 ที่ได้รับผลกระทบจากข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุด 200 ผิดพลาด  โดยสอบวันที่ 7 มี.ค.  ใน 7 ศูนย์สอบ จำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ  76,466 คน  แต่เบื้องต้นมีศูนย์สอบ  6 ศูนย์ได้รายงานจำนวนผู้มีสิทธิ์ เข้าสอบ 59,375 คน พบว่าเข้าสอบ 34,972 คน   ขาดสอบ  25,503 คน   ส่วนศูนย์ที่ยังไม่รายงานจำนวนผู้มาสอบคือ มหาวิทยาลัยนเรศวร  อย่างไรก็ตามจากตัวเลขผู้มาสอบ ถือว่าจำนวนน้อย อาจจะเป็นเพราะเด็กอาจจะคิดว่าไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่สทศ. เปิดให้นักเรียนที่คิดว่าได้รับผลกระทบมาสอบทั้งหมด เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เด็กทุกคน ส่วนนักเรียนที่ไม่มาสอบใหม่ สทศ.ก็จะตรวจคะแนนจากกระดาษคำตอบที่เด็กได้ทำไปเมื่อการสอบในรอบปกติ   และจะประกาศผลตามกำหนดเดิมในวันที่ 10 เมษายน 2556

ต่อข้อถามกรณีหลังจากที่สทศ. ยืนยันว่าข้อสอบความถนัดทางวิทยาศาสตร์ หรือแพต  2  ไม่ผิดพลาดและมีคำเฉลยที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว แต่นักเรียนกลับแสดงความไม่พอใจและยังยืนยันว่า ข้อสอบมีคำตอบที่ถูกมากกว่า 1 คำตอบ และให้สทศ.นำข้อสอบมาเปิดเผยนั้น รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า  สทศ.เข้าใจว่านักเรียนยังมีความสงสัย แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบ และในการประกาศผลสอบ จะมีการแถลงข่าวชี้แจงในทุกข้อสงสัย แต่หากนักเรียนยังไม่หายกังวล และยังสงสัยเกี่ยวกับข้อสอบข้อใด ก็สามารถยื่นขอดูกระดาษคำตอบได้ ตามวันและเวลาที่สทศ.กำหนดไว้

“ผมไม่อยากให้นักเรียนกังวล เรื่องข้อสอบ เพราะข้อสอบทั้งหมดออกโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน  และที่ผ่านมา ผมได้ย้ำไปแล้วว่าจะตรวจเช็คความถูกต้องของข้อสอบอย่างรอบคอบที่สุด และที่สำคัญหากมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น สทศ.จะต้องพิจารณาตามหลักวิชาการ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กเป็นหลักอย่างแน่นอน”รศ.ดร.สัมพันธ์กล่าว

ปรับหลักสูตร ครูจี้แยกวิชาการงาน-เทคโนฯ

ที่มา  :   มติชน  วันที่  11 กพ. 2556

ดึงนักการศึกษาโลกปรับหลักสูตร ‘ภาวิช’ เผยประชุมกก.นัดแรกมี.ค.ครูจี้แยกวิชาการงานอาชีพ-เทคโนฯ 


เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ เพื่อให้การปฏิรูปหลักสูตรและการพัฒนาตำราเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 2 คณะ คือ คณะกรรมการกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า ในสัปดาห์หน้าจะหารือกับนายพงศ์เทพ กำหนดการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการทั้งสองชุดนัดแรกในช่วงเดือนมีนาคม เพื่อกำหนดแนวทางและกรอบในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยตนจะเชิญ นายเช็ง ยิน ชอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับโลก และรักษาการอธิการบดีสถาบันศึกษาศาสตร์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และนายกสมาคมการวิจัยการศึกษาโลกมาบรรยาย และให้ความเห็นในเรื่องการปฏิรูปรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ซึ่งนายเช็ง ถือเป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จโดยมีส่วนในการพัฒนาการศึกษาของฮ่องกงให้อยู่ในระดับต้นๆ ของโลกได้ ดูจากจากผลการประเมิน โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ครั้งที่ผ่านมาฮ่องกงอยู่ในลำดับที่ 3 ในด้านการอ่านและด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่ในลำดับที่ 4 ของโลก นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยฮ่องกงให้อยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียเมื่อสองปีก่อน 

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของนายเช็ง มาเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในครั้งนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ของนายเช็งที่ได้ให้คำปรึกษามาหลายประเทศล้วนประสบความสำเร็จทางการศึกษา เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ฉะนั้นจึงน่าจะให้แนวทางที่ดีแก่ประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม จะมีการไปศึกษาแนวทางของประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนในคราวนี้ด้วย 

นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากการประชุมปฏิบัติการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับครูผู้สอนเพื่อมาช่วยสะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเสนอประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ สพฐ.ควรกำหนดคำอธิบายศัพท์เพิ่มเติมในตัวชี้วัด และควรมีตัวอย่างให้กับครูผู้สอนด้วยเพราะที่ผ่านมาเมื่อกำหนดหลักสูตรแกนกลางฯ ออกมาครูผู้สอนแต่ละคนจะมาตีความกันเองทำให้มีการตีความแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้แยกกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีใหม่โดยให้นำเทคโนโลยีไปรวมอยู่กับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แทน 

“เรื่องของชั่วโมงการสอนในแต่ละวัน ครูผู้สอนยังรู้สึกว่าวิชาเรียนน้อยไปไม่พอ แต่ทาง สพฐ.ก็ได้อธิบายไปว่าในแต่ละวันเด็กไทยจะเรียนหนังสือตั้งแต่ 08.15-15.30 น. และครูผู้สอนแต่ละคนจะรับผิดชอบจากฐานวิชาของตนเองเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถปรับให้เข้ากับบริบทได้ เช่น โรงเรียนในพื้นที่ที่เด็กไม่พูดภาษาไทยก็สามารถปรับเน้นการสอนภาษาไทยมากกว่าส่วนอื่น โดยในส่วนนี้เมื่อ สพฐ.มีการรับฟังความเห็นครบหมดแล้วจะกำหนดโครงสร้างรายวิชาออกเป็น 5 แบบ เพื่อให้โรงเรียนนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนได้” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

เสริมศักดิ์จี้สพฐ.ปล่อยแท็บเล็ตเด็กกลับใช้บ้าน

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 13:38 น.

วันนี้ ( 11 ก.พ.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายการศึกษา ในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2556 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตอนหนึ่งว่า สำหรับตนเน้นนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก โดยอยากให้ที่ประชุม ผอ.เขตพื้นที่ฯได้ช่วยกันหาทางออกว่า จะใช้โมเดลอะไรแก้ปัญหาที่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงให้ร่วมกันคิดด้วยว่าเราจะใช้วิธีการใด ในการนำนักเรียนที่ถูกควบรวมไปเรียนในโรงเรียนเดียว ทั้งรถตู้ รถหกล้อ ก็อยากให้ช่วยกันคิดหาทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม การควบรวมโรงเรียนนั้น ต้องเป็นความสมัครใจของผู้ปกครองและชุมชนด้วย

 รมช.ศึกษาธิการ  กล่าวต่อไปว่า ส่วนโยบายการศึกษาทั่วไป อย่างนโยบายแจกแท็บเล็ต ตนอยากฝากที่ประชุมฯให้ช่วยส่งสัญญาณไปยังโรงเรียน ว่าต้องกระจายแท็บเล็ตให้นักเรียนได้นำกลับไปใช้ที่บ้าน เพื่อให้พ่อ แม่ และพี่น้องได้มีโอกาสร่วมใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนกรณีว่าเมื่อนำแท็บเล็ตกลับบ้านไปจะเกิดปัญหาสูญหายและเสียหายนั้น เรื่องนี้ตนจะคุยกับนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ว่า หากแท็บเล็ตมีการประกันความเสียหายแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าในการเก็บแท็บเล็ตไว้ที่โรงเรียน อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดซื้อแท็บเล็ตชุดใหม่นั้น เพื่อไม่ให้เงินรั่วไหลและเกิดความบริสุทธิ์ในการจัดซื้อจัดจ้าง ตนจะลงไปกำกับดูแลในทุกขั้นตอน แต่ก็ฝากทุกคนให้ช่วยดูแลและติดตามการจัดซื้อในทุกขั้นตอนด้วย ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลประสงค์จะทำบุญกับนักเรียน

 

“เนื่องจากมีประเด็นครูกลัวนักเรียน ป.1 เมื่อนำแท็บเล็ตกลับบ้านแล้วจะเกิดความเสียหาย โรงเรียนส่วนใหญ่จึงมีนโยบายไม่ให้เด็กนำแท็บเล็ตกลับบ้าน แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น เพราะหากแท็บเล็ตได้นำกลับไปใช้ที่บ้านก็จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กและผู้ปกครองในการใช้งานหาความรู้ ดังนั้นจะต้องมีการทำประกันเพิ่มเติม ซึ่งต้องครอบคลุมการเสียหายและสูญหายทุกกรณี โดยอาจต้องตั้งงบประมาณเพิ่มเติม”นายเสริมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แท็บเล็ตป.1 จำนวน 860,000 เครื่อง เดิมมีประกันเครื่องจากบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ ในระยะเวลา 2 ปีอยู่แล้ว แต่เป็นประกันที่มีเงื่อนไขจำกัด ที่รับผิดชอบความเสียหายจากกระบวนการผลิตเท่านั้น ขณะที่ความเสียหายโดยเฉพาะหน้าจอแตก และเครื่องสูญหาย ซึ่งโรงเรียนหรือนักเรียนที่ทำให้เสียหายต้องชดใช้เอง.

เสริมศักดิ์ มอบคุรุสภาอบรมครูชายขอบได้ตั๋วครู

ที่มา   :   เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:34 น.

วันนี้(11ก.พ.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช  รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้มอบนโยบายให้กับทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล เช่น โรงเรียนบนดอย เพราะข้อบังคับของคุรุสภากำหนดว่าหากจะมาเป็นครูผู้สอนต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งตนเห็นว่าควรมีหลักสูตรรองรับกลุ่มที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ได้ไปเรียนหรือผ่านการอบรมแล้วให้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่เช่นนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีโอกาสความก้าวหน้าอะไรเลย เพราะไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

“นโยบายของผมไม่ได้เป็นการยกเว้นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้แก่กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ได้เรียนจบทางสายครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ เพียงแต่จะต้องช่วยให้พวกเขามีโอกาสได้รับใบอนุญาตประวิชาชีพครู ด้วยการจัดอบรมขึ้นในกลุ่มต่างๆเหล่านี้ แต่ก็ต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่งเช่นกัน”  รมช.ศึกษาธิการ

ด้านดร.พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายของนายเสริมศักดิ์ที่จะช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพราะหากไม่มีคนเหล่านี้แล้วในพื้นที่ที่ห่างไกลก็คงไม่มีใครไปสอนหนังสือให้ความรู้แก่นักเรียน ดังนั้นคงต้องมีการนำไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาที่จะประชุมนัดแรกในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น ทางคุรุสภาจะมีการอนุญาตให้สอนโดยออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาไปก่อนคราวละ 2 ปี เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่ทั้งนี้สำหรับการจะจัดอบรมหรือจัดการศึกษาให้แก่กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวก็ยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ทางคุรุสภากำหนดไว้ด้วยจึงจะสามารถออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้ได้.

สทศ.ฟรี24คะแนนโอเน็ตวิทย์ม.6

ที่มา  : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:47 น.

วันนี้ ( 11 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ได้จัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนม.3 ไปเมื่อวันที่ 2-3 ก.พ. ที่ผ่านมาและเกิดปัญหาข้อสอบวิชาภาษาไทยผิดพลาดจนต้องให้คะแนนฟรี 20 คะแนน แต่ล่าสุดการสอบโอเน็ต ม.6  วันที่ 9-10 ก.พ. ในข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ก็ผิดซ้ำอีกนั้น ที่ สทศ. รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ตนได้รับรายงานจากศูนย์สอบว่าข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 200 มีปัญหา ตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 10 ก.พ. ซึ่งตนและคณะกรรมการตรวจข้อสอบจึงได้รีบไปตรวจดูข้อสอบที่เก็บไว้ในห้องลับที่ สทศ. ทันที  ซึ่งข้อสอบวิชาดังกล่าวจะมี 2 ชุด คือชุด 100 และชุด 200 พบว่าข้อสอบที่สทศ.เก็บไว้ถูกต้องทั้ง 2 ชุด  ตนจึงขอให้ศูนย์สอบส่งข้อสอบที่มีปัญหามาให้  เมื่อได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าข้อสอบชุด 100 ไม่มีผิดพลาด  แต่ข้อสอบชุด200 มีผิดพลาดในบางฉบับ  ซึ่งข้อสอบชุด 200 จะมี 93 ข้อ  ปรากฎว่ามีโจทย์ซ้ำกัน  16 ข้อ และใน 16 ข้อนั้นก็มีตัวเลขข้อที่ซ้ำกัน 9 ข้อ จึงไม่สามารถตอบคำถามได้ รวมคะแนนที่หายไป  24 คะแนน   ทั้งนี้มีเด็กที่สอบชุด 200 ประมาณ  200,000 คน  แต่มีผู้ที่ทำข้อสอบชุดที่ปีปัญหาประมาณ  80,000 คน เท่านั้น แต่เพื่อประโยชน์ของผู้เข้าสอบทุกคน   สทศ.จึงจะให้ฟรี 24 คะแนนแก่เด็กที่เข้าสอบวิทยาศาสตร์ทุกคนประมาณ  400,000 คน

“ผมต้องขอโทษที่การจัดสอบมีปัญหา รู้สึกเสียใจที่พยายามตรวจสอบอย่างดีที่สุดแล้ว  เมื่อรับทราบปัญหาก็เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อ หรือเป็นที่ระบบการผลิต  หากเกิดจากความประมาทเลินเล่อก็คงต้องปลดหรือเปลี่ยนคนทำงาน  เพราะคนไม่ดีผมไม่เอาไว้แน่นอน  ส่วนผมจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการดำเนินการต่างๆมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งจะสร้างความมั่นใจในข้อสอบให้กลับคืนมา ทั้งหมดก็คงจะต้องพิสูจน์กันด้วยผลงานในอนาคต และครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน” ผอ.สทศ. กล่าว

นายพัฒนา ชนากร หัวหน้างานพัฒนาและบริหารการทดสอบอาชีวศึกษาและสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษานอกอัธยาศัย ในฐานะกรรมการบริหารการสอบโอเน็ต กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าปัญหาเกิดจากระบบการดึงข้อมูลการพิมพ์ข้อสอบช่วงท้ายรวน จึงทำให้ข้อสอบสลับกันไปสลับกันมา ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์  ประธานคณะกรรมการบริหาร สทศ. กล่าวว่า  ในกลางเดือนนี้ ตนจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ.เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อสอบผิดพลาด ขณะเดียวกันจะให้ผอ.สทศ. ทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรชี้แจงด้วย ส่วนเรื่องที่จะตั้งกรรมการสอบผอ.สทศ.หรือไม่ คงต้องดูรายละเอียดคำชี้แจงก่อน  เพราะ 2 ปีที่ทำงานร่วมกันมานั้น ผอ.สทศ.ก็ดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดไว้

น.ส.เหมือนระวี  ธานีโต  นักเรียน ม.6 รร.เตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า  ในปีนี้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะนำคะแนนโอเน็ตมาถ่วงน้ำหนักกับคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ โดยให้มีค่าน้ำหนักอยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งตนและเพื่อนไม่เห็นด้วย เพราะจะไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่มั่นใจคะแนนโอเน็ตที่มีความผิดพลาดทุกปี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนเรื่องนี้

ในขณะที่นายองศา จรรยาประเสริฐ นักเรียน .6  รร.เตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า การให้คะแนนฟรีไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ไม่สามารถวัดมาตรฐานที่แท้จริงของเด็กแต่ละคนได้ และที่สำคัญไม่เป็นธรรม เนื่องจากบางคนตั้งใจอ่านหนังสือ แต่บางคนที่ไม่ได้อ่านกลับได้คะแนนฟรีเท่ากัน ดังนั้นต้องวางระบบการออกข้อสอบให้รัดกุมรอบคอบมากกว่านี้ ไม่ใช่พอเกิดปัญหาก็ออกมาขอโทษและโทษว่าเกิดจากระบบรวน

ด้านดร.ประแสง มงคลศิริ เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ผอ.สทศ.คงต้องแสดงความรับผิดชอบหรือแสดงสปิริต เพราะข้อสอบโอเน็ตผิดซ้ำซากทุกปี  ขณะที่คณะกรรมการบริหารสทศ.ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาคุยอย่างจริงจัง หากเกิดความผิดพลาดซ้ำซากจะทำให้สังคมขาดความมั่นใจข้อสอบของสทศ.และที่อันตรายมากที่สุดคือเด็กที่จะสอบในปีต่อไปจะมองว่าเดี๋ยวก็ได้คะแนนฟรี เพราะสทศ.ผิดพลาดทุกปี.

แยกมัธยมพ้นสพฐ.อิงผลวิจัย สวนกุหลาบลุ้น

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 13:30:58 น.

จากกรณีที่นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนักวิชาการ คัดค้านมติสมาคมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประเทศไทย สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) และสมาพันธ์ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ให้การจัดการมัธยมศึกษาแยกออกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษา และจัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้ครบทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่พิเศษ มี 2 เขตพื้นที่ฯ รวม 78 เขตพื้นที่ฯนั้น

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ นายก ส.บ.ม.ท. เปิดเผยว่า การเสนอแยกการมัธยมศึกษาออกจาก สพฐ.จัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษานั้น เป็นข้อเสนอที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นในเวทีกลุ่มย่อยตามภูมิภาคต่างๆ โดยเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2546 ไม่ใช่อยู่ดีๆ เสนอขึ้นมา และไม่ใช่เรื่องที่ได้คืบจะเอาศอกเอาวาด้วย แต่เพราะพบว่าเมื่อแยกการจัดการมัธยมศึกษาออกจากประถมศึกษา เป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ตามที่ต้องการแล้ว แต่ยังติดขัดกฎเกณฑ์ กติกา และระเบียบต่างๆ ที่ออกโดยคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ยังใช้เกณฑ์เดิมระหว่างประถม และมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาการมัธยมศึกษามาก จึงเสนอให้ปรับโครงสร้าง ศธ.ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยโยกมัธยมออกมาเป็นอีกองค์กรหลักหนึ่ง เพื่อความเป็นเอกภาพ กระชับขึ้น และเป็นไปตามความถนัด และความสามารถเฉพาะบุคคล โดยขอให้ทุกจังหวัดมีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ยกเว้นกรุงเทพฯมี 2 เขต เนื่องจากปัจจุบันบางเขต 2-3 จังหวัดรวมกัน ซึ่งมีปัญหาในการประสานงาน

นายวัชรินทร์กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะยื่นข้อเสนอเรื่องนี้ต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และนายชินภัทร โดยจะรวบรวมข้อมูลปัญหาอุปสรรคจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งเก็บรวบรวมปัญหาอุปสรรคที่บั่นทอนการทำงานไว้ตั้งแต่ปี 2546 นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่สนับสนุนข้อมูลว่าควรต้องแยกมาจัดตั้งเขตพื้นที่มัธยมศึกษาต่างหาก

“ที่นายชินภัทรบอกว่า 3 สมาคมเสนอเรื่องแยกตั้งสำนักใหม่ไม่ถูกเวลา เพราะนายพงศ์เทพ ยืนยันว่าจะไม่ปรับโครงสร้างใหญ่ในปีนี้นั้น ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น จริงๆ เราไม่ได้กดดันนาย หรือจะเอากำลังมากดดัน แต่เสนอปัญหาในฐานะฝ่ายปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้ใหญ่รับรู้ ว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร เพราะเมื่อนายเห็นปัญหาก็น่าจะปรับปรุงให้ ซึ่งเข้าใจอยู่ว่าคงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็อยากให้ทำสิ่งที่ทำได้ก่อน อย่างการจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 1 เขตต่อ 1 จังหวัด แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และกำลังคน แต่อยากให้ช่วย เพราะการจัดตั้งแท่งใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากต้องแก้กฎหมาย ส่วนที่มีผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมบางคนไม่เห็นด้วยนั้น เพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่เมื่อเป็นมติก็ต้องเสนอ” นายวัชรินทร์กล่าว

นายวัชรินทร์กล่าวว่า ส่วนตัวคาดหวังมากกว่า 51% ว่าจะสามารถแยกการจัดการมัธยมศึกษา ออกมาจัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ที่ยกฐานะเป็นองค์กรหลักที่ 6 ของ ศธ.

นายเชิดศักดิ์ ศุภโสภณ ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าแยกจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษาเป็นอีกองค์กรหลักของ ศธ.ได้ จะเป็นเรื่องดี เพราะทำให้การทำงานคล่องตัว เหมือนที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสามัญศึกษา แต่เมื่อรวมกับสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สพฐ.ทำให้งานบางอย่างไม่คล่องตัว และไม่ชัดเจน การกระจายอำนาจ การบริหารบุคคล งบประมาณ และงานวิชาการไม่ชัดเจน แม้กระทั่งการรับนักเรียน โรงเรียนก็ไม่สามารถบริหารจัดการเองได้

นายสมเกียรติ เจริญฉิม ผู้อำนวยการโรงเรียนทวีธาภิเศก กล่าวว่า ยังไม่ทราบมติ 3 สมาคม แต่การปรับเปลี่ยนถ้าเกิดผลดีกับคุณภาพการศึกษา และนักเรียนโดยตรง ก็ควรทำ แต่ถ้ามีประโยชน์เฉพาะผู้บริหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ไม่ควร อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าที่ สพม.อยู่ในการกำกับดูแลของ สพฐ.ไม่ได้มีปัญหา มีอยู่เรื่องเดียวที่อยากขอให้ สพฐ.ทบทวน คือการกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่ฯ ที่ สพฐ.ยังไม่กระจายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษา 

ที่ สพฐ.ไม่ยอมไว้วางใจเขตพื้นที่ฯ และดึงอำนาจไปบริหารจัดการเอง ทั้งที่การคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาต้องเลือกคนที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ไม่ใช่เลือกใครก็ได้ และผู้ที่จะเลือกผู้ที่เหมาะสมเหล่านี้ดีที่สุดคือเขตพื้นที่ฯนั้นๆ

นายยุทธศาสตร์ กงเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า โรงเรียนบ้านไผ่สนับสนุนให้แยกการจัดการมัธยมศึกษาออกจาก สพฐ.จัดตั้งเป็นอีกองค์กรหลักหนึ่ง เพราะพบอุปสรรคปัญหานับตั้งแต่ยุบรวมอยู่กับการประถมศึกษา เนื่องจากมีวัฒนธรรมองค์กร และความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแตกต่างกัน อีกทั้งยังจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากัน ซึ่งเห็นใจโรงเรียนประถมขนาดเล็ก แต่ความเห็นใจมาฉุดรั้งไม่ให้โรงเรียนมัธยมพัฒนาไปได้อย่างเต็มที่ 

ทั้งยังขาดความคล่องตัว และมีปัญหาการบริหารงานบุคคล เพราะมีวัฒนธรรมองค์กรที่ต่างกัน ดังนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งโรงเรียนมัธยมไว้ 

“ขอสัญญากับประชาชนว่าการแยกจัดตั้งแท่งมัธยมใหม่ โดยมี สพม.ครบทุกจังหวัด จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ที่จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อย่างช่วงที่ขอแยกการมัธยมศึกษาออกจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เรารับรองว่าคะแนนทดสอบการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) จะขยับขึ้นอย่างแน่นอน ปรากฏว่า สพม. เขต 25 (ขอนแก่น) ซึ่งมีโรงเรียนอยู่ในสังกัด 84 แห่ง ทุกโรงทำให้คะแนนโอเน็ตของนักเรียนทุกระดับชั้น ทุกวิชาขยับเพิ่มขึ้น 8 คะแนน ตามที่ได้สัญญาไว้ ฉะนั้น เชื่อว่าเมื่อขอแยกการจัดการมัธยมศึกษาออกมาเป็นอีกแท่งหนึ่ง จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นตามที่ให้สัญญาไว้อย่างแน่นอน” นายยุทธศาสตร์กล่าว

นายสุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า เท่าที่ดูขณะนี้การบริหารงานในส่วนของประถม และมัธยมศึกษา มีปัญหาหลายส่วนที่ต้องเร่งแก้ไข และพัฒนาให้ดีขึ้น เห็นด้วยที่ถึงเวลาแล้วที่จะหารือ และพูดคุยถึงปัญหาของการจัดการศึกษาระดับประถม และมัธยมศึกษา เพื่อนำปัญหามาหาทางแก้ไข แต่ไม่เห็นด้วยที่จะแยกการมัธยมศึกษาไปตั้งเป็นสำนักใหม่เพราะยังไม่ถึงเวลา และยังไม่มีเหตุจำเป็น แต่อยากเสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 ชุด เพื่อดูแลการบริหารงานประถม และมัธยมศึกษาโดยเฉพาะ เช่น คณะกรรมการบริหารงานมัธยมศึกษา และคณะกรรมการบริหารงานประถมศึกษา เพื่อทำหน้าที่บริหารงานก่อนที่จะนำข้อสรุปส่งต่อไปยังผู้บริหาร สพฐ.เพราะปัจจุบัน สพฐ.มีงานที่ต้องดูแลมาก ทำให้การดูแลการมัธยมศึกษาอาจไม่ทั่วถึง เรื่องนี้อยากให้พูดคุย และหาทางออกร่วมกัน

พงศ์เทพลดการบ้าน รร.ดังคุณภาพไม่หย่อน

ที่มา  :  สยามรัฐ    30/01/2013 – 18:07

k5

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.56  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  มีนโยบายลดการบ้านนักเรียนทุกระดับชั้น เริ่มภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556  ว่า  เรื่องนี้ต้องมองภาพรวมเพราะนักเรียนแต่ละวัย แต่ละระดับชั้นไม่เหมือนกัน เช่น  ระดับประถมไม่ควรจะต้องมีการเรียนอะไรมากและไม่ควรมีการบ้านเยอะ แต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่จะต้องทุ่มเทเพื่อการสอบเข้าเรียนต่อ จะมีความแตกต่างจากระดับอื่น  ดังนั้นจะลดการบ้านเหมือนกันทั้งหมดไม่ได้  นอกจากนี้ควรกำหนดว่า  ลักษณะของการบ้าน  เพราะบางอย่างเด็กไม่รู้สึกว่าเป็นการบ้าน เช่น ครูให้นักเรียนอ่านหนังสือสัปดาห์ละสองเล่ม  แบบนี้ถือเป็นการบ้านหรือไม่  จึงต้องแยกแยะให้ชัดเจน 

     นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า  สพฐ.ได้วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวว่าเกิดจากสาเหตุใดบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อครูทั้ง 8 กลุ่มสาระให้การบ้านพร้อมกัน เด็กจะมีการบ้านมหาศาล   แต่หากครูมีการพูดคุยกันก่อนว่าภาคการศึกษานี้จะสอนเรื่องอะไรบ้าง  รวมถึงการบ้านที่ให้นักเรียนไปค้นคว้าจะมีกี่เรื่อง  ก็ทำให้ครูแต่ละกลุ่มสาระสามารถประเมินนักเรียนได้อย่างเพียงพอ  เช่น  การบ้านที่จะให้จาก 8 ส่วน  ต่อไปก็อาจลดเหลือ 3 ส่วน หรือ 4 ส่วน 

     “ผมเชื่อว่าเมื่อเปิดภาคการศึกษาที่ 1/2556 ในเดือน พ.ค.เด็กจะมีความสุขมากขึ้น ในแง่ทำการบ้านเท่าที่จำเป็น ไม่ซ้ำซ้อน เพราะครูแต่ละวิชาต้องมาคุยและวางแผนกันก่อนในการให้การบ้าน   ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นการบูรณาการครบวงจรทั้งหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอน   ทั้งนี้   จุดสมดุลของการให้การบ้านจะอยู่ที่โรงเรียนเป็นผู้กำหนด สพฐ.ไม่ได้บอกว่าให้ลดเท่านั้นเท่านี้เพียงจะบอกแนวทางเพื่อเป็นนโยบายไว้ก่อน”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

     ด้านนายปรเมษฐ์ โมลี ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวว่า   การจะลดการบ้านนักเรียนต้องให้อิสระกับครูผู้สอนเป็นหลัก  เพราะครูผู้สอนจะรู้จักนักเรียนแต่ละคนดี  และอาจจะต้องมีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การลดการบ้านลงไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของผู้เรียนจะหย่อนลงไปด้วย

     นางจำนงค์ แจ่มจันทรวงศ์ ผอ.โรงเรียนสตรีวิทยา  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาทางโรงเรียนเน้นย้ำกับครูมาตลอดว่า  จะต้องลดภาระงานของเด็ก และบูรณาการในแต่ละรายวิชาเข้าด้วยกัน  แต่อย่างไรก็ตาม  ส่วนตัวแล้วมองว่าการบ้านยังเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งบางวิชาจำเป็นต้องมีการฝึกทักษะ และฝึกทำบ่อยๆ ดังนั้นครูก็ยังคงให้การบ้านได้ แต่ต้องไม่เป็นภาระมากเกินไป 

ศธ.ปฎิรูปหลักสูตรป.1-ม.6วิชาซ้ำลดชั่วโมง

ที่มา  :   วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:44 น.  ข่าวสดออนไลน์

ศธ. หารือปฎิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ป.1 – ป.6

ยกเลิกเรียนวิชาที่ซ้ำกันในแต่ละปี ปรับลดชั่วโมงเรียน

พร้อมเสนอปรับโครงสร้าง ศธ. แยกการอุดมศึกษาออกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง

          เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนามตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อดำเนินการศึกษาเรื่อง  การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  โดยจะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการทบทวนโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1( ป.1) – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ซึ่ง ที่ผ่านมามีนักวิชาการจำนวนมากสะท้อนว่า เนื้อหา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของไทยต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ  โดยคาดว่า จะได้ข้อสรุป และสามารถทดลองใช้หลักสูตรใหม่ได้ประมาณปลายปีนี้

         นายภาวิช กล่าวว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จะมีผู้ทรงวุฒิด้านการศึกษา ครู และสมาคม หรือองค์กรด้านศึกษา มาช่วยระดมความเห็นในการปรับแก้ โดย ประเด็นหลัก ๆ ที่ต้องหารือ เช่น การปรับโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 และรายวิชาเรียนของแต่ละช่วงชั้น เพราะปัจจุบันทุกช่วงนั้นเรียนวิชาซ้ำ ๆ กัน ในอนาคตอาจจะปรับเปลี่ยนรายวิชาการเรียนใหม่ อาจแบ่งเป็นช่วงชั้นช่วงละ 3 ปี เช่น วิชานี้เริ่มเรียนตั้งแต่ ป.1-3 อีกวิชาเริ่มเรียนในชั้น ป.4-6 เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องทบทวนจำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวันด้วยว่าควรต้องลดลงหรือไม่ เพราะปัจจุบันเด็กไทยเรียนเฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มองว่าชั่วโมงเรียนมากเกินไป 

         ในส่วนของกรณีที่นายพงศ์เทพลงนามเห็นชอบร่างโครงสร้าง ศธ. ใหม่ โดยยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขึ้นเป็นแท่งหนึ่งของ ศธ.  ยกฐานะสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)  มีฐานะเทียบเท่ากรม  และเป็นนิติบุคคลภายใต้สำนักงานปลัด ศธ. และให้การเสนองานต่าง ๆ ขององค์กรหลักอื่น ๆ ต้องผ่านสำนักงานปลัด ศธ. นั้น  ทั้งนี้ เป็นการดีที่ ศธ. จะปรับปรุงโครงสร้างใหม่ทั้งหมด  เพราะถ้ายังเป็นโครงสร้างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การศึกษาของชาติจะยิ่งอ่อนแอ โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่หลังจากรวมกับ ศธ. แล้ว การอุดมศึกษาไทยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน

         โดยนายภาวิช เสนอว่า หากต้องการให้การอุดมศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้มแข็ง ควรแยกการอุดมศึกษาออกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่ 

         1. แยก สกอ. ออกเป็นกระทรวงใหม่

         2. นำงานอุดมศึกษาไปรวมกับงานวิจัยและตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ทำงานวิจัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

         3. นำการอุดมศึกษา การอาชีวศึกษาและงานวิจัย รวมกันเป็นกระทรวงใหม่

         อย่างไรก็ดี นายภาวิช กล่าวว่า ขณะ นี้โครงสร้างในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษายังคลุมเครือ  ถึงแม้จะแยกเป็นเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แต่ยังมีปัญหาเรื่องของเขตกับโรงเรียน และปัญหาการกระจายอำนาจที่ยืดเยื้อมานาน   อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ส่งรูปแบบในการกระจายอำนาจมาแล้ว ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ดูแล เบื้องต้นพบว่ายังไม่สมบูรณ์ ต้องหารือกันอีกสักระยะหนึ่ง

         ด้านนางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า  การดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 1 ชุด  มีสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) เป็นหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการ   โดยจะต้องดูตัวชี้วัด และโครงสร้างเวลาเรียนของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด  ที่จะเป็นหลักสูตรที่อิงมาตรฐานให้สถานศึกษานำไปจัดการเรียนการสอนเองซึ่งจะ ต้องดูในประเด็นของเนื้อหาการเรียนการสอนว่าแน่นไปหรือไม่  และต้องทบทวนรายวิชาต่าง ๆ ให้ทันสมัย  จะต้องดูในมิติของสถานศึกษา  และต้องนำเอาผลคะแนนเฉลี่ยสะสม (จีพีเอ) และผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต)  มาประกอบด้วย  เพื่อให้เห็นว่าเนื้อหามากและเนื้อหาน้อย ส่งผลต่อการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน

         ขณะที่ แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ สพฐ. กล่าวว่า สวก. ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก สพฐ. ให้ดูแลการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับทีมของนายภาวิช   ทาง สวก. ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการไว้แล้ว เช่น  ทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าเป็นอย่างไร ในแต่ละกลุ่มวิชาต้องเรียนมากน้อยแค่ไหน  ซึ่งจะต้องเปรียบเทียบข้อมูลการใช้หลักสูตรของประเทศต่าง ๆ    เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศอาเซียน

         นอกจากนี้  จะต้องดูความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัดที่กำหนดเป็นรายชั้นปีของหลักสูตรว่า  ซ้ำ ซ้อนหรือไม่   ส่วนเนื้อหาในแต่ละวิชาต้องดูด้วยว่า  ทันสมัยหรือไม่ หากไม่ทันสมัยต้องปรับใหม่ 

         ทั้งนี้  ในวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์  จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในเรื่องหลักสูตรจากครูผู้สอนทั่วประเทศ ส่วนครั้งที่ 2 จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการมาร่วมแสดงความคิดเห็น และครั้งที่ 3 จะเปิดเป็นเวทีโต๊ะกลมให้ทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงนักเรียนด้วย

ก.ค.ศ.มติไม่ขึ้นบัญชี ผอ.สอบผ่าน60

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่  29  มกราคม  2556

g15

เมื่อวันที่ 28 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ว่า  ที่ประชุมได้พิจารณากรณีกลุ่มผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่ได้สอบไปในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2555  โดยได้ทำหนังสือถึงตนเพื่อขอความเป็นธรรมในการบรรจุ และขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ประกาศขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์การตัดสินร้อยละ 60  จำนวน 1,224 คน  ให้เป็นบัญชีผู้ผ่านการสรรหา โดยให้นำมาจัดเรียงเป็นบัญชีของเขตพื้นที่การศึกษา  และรวมในบัญชีของ สพฐ.มีอายุไม่เกิน 2 ปีนั้น  ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลทั้งหมดแล้ว  พบว่า  ในการสอบครั้งที่ผ่านมามีผู้ที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  และได้รับการประกาศขึ้นบัญชีจำนวน 1,658 คน  ตามตำแหน่งว่างของสถานศึกษาที่มีนักเรียนตั้งแต่ 60 คนขึ้นไป  ตามข้อมูลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2555 และรวมกับตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างอีก 2 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต่างจากที่ได้ร้องเรียนมาที่ตน ฉะนั้น ที่เรียกร้องให้ขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 จำนวน 1,224 คนนั้น จะไม่ประกาศขึ้นบัญชี เพราะหากประกาศแล้วภายใน 2 ปี จะไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ 1,658 คน จะได้รับการแต่งตั้งก่อนที่จะครบอายุการขึ้นบัญชี 2 ปี อย่างแน่นอน

นร.เฮ สพฐ.ให้ครูลดงานการบ้านเริ่มพ.ค.

ที่มา  :  มติชนออนไลน์   วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 15:41:17 น.

hap22

เมื่อวันที่ 29 มกราคม  นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า  ที่ประชุมได้หารือเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544  ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551  ตามนโยบายของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยจะดำเนินการใน 2 ระยะ  ได้แก่  

      1.  ระยะเร่งด่วน  จะดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556  ในเดือนพฤษภาคม  ทาง สพฐ.จะเน้นบูรณาการทั้งเนื้อหา  เวลาเรียน  การวัดและประเมินผล  ตลอดจนการบ้านที่ต้องมีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชา  และจะต้องลดภาระงานของนักเรียนด้วย  เพราะที่ผ่านมาพบว่า  เด็กไทยต้องทำการบ้านเยอะมาก ทำให้เด็กเกิดความเครียด

               “ตั้งแต่ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นไป  เด็กไทยทุกคนในทุกระดับชั้นในโรงเรียนสังกัด สพฐ. จะมีภาระการเรียนในห้องเรียนลดน้อยลง  และจะมีโอกาสเรียนรู้  รวมถึงทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้น  ส่วนการบ้านและโครงงานที่ครูมอบให้ก็จะมีการบูรณาการในทุกกลุ่มสาระวิชาเข้าด้วยกัน  ฉะนั้น  ตั้งแต่เปิดเทอมหน้าเดือนพฤษภาคมนี้ งานทุกอย่างของเด็กจะต้องลดลงทั้งหมด  รวมถึงการให้การบ้านต้องลดลงด้วย และจะไม่ใช้วิธีการที่ครูจะมีอำนาจเหนือนักเรียน   ครูจะไม่สามารถให้การบ้านเด็กได้ตามใจชอบอีกต่อไป  ถ้าครูให้การบ้านเด็กจนเกิดความทุกข์ทรมานก็สามารถร้องเรียนมาได้ที่ สพฐ. เพื่อให้เกิดการปรับปรุงต่อไป”

       2.  สพฐ. จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่  6-8 กุมภาพันธ์  เพื่อพิจารณาทบทวนมาตรฐาน และตัวชี้วัดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า  มีมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดใดบ้างที่มีมากเกินความจำเป็น เพื่อที่จะได้ตัดทอนและปรับปรุงต่อไป

กคศ.ปลด”ผอ.ร.ร.”ลอกผลงานวิชาการ

ที่มา  :  มติชน  29  มกราคม  2556

        เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ว่า  “ที่ประชุมได้อนุมัติลงโทษทางวินัยร้ายแรงให้ปลดออกผู้อำนวยการสถานศึกษาแห่งหนึ่งที่  คัดลอกผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมา 42 หน้า  เพื่อนำมาใช้ยื่นขอให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ  ผมจึงขอแจ้งเตือนไปยังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะคัดลอกผลงานของผู้อื่นมา บทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้รุนแรง  ฉะนั้น  จึงขอให้รอบคอบไม่ไปลอกผลงานใครมา และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการลงโทษทางวินัยกับผู้ที่คัดลอกผลงาน”

        จึงขอเตือนท่านที่กำลังทำหรือคิดที่จะลอกผลงานของคนอื่น ได้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ครับ จากตัวอย่าง ลอกคนอื่นมา 42 หน้า ก็หมดอนาคตแล้ว

สทศ.ไม่เลื่อนแกตแพตตรงเลือกตั้งผู้ว่า

ที่มา : เดลินิวส์  วันอังคารที่ 22 มกราคม 2556 เวลา 18:22 น.

วันนี้ (22 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ตามที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.วันที่ 3 มี.ค.นี้ ซึ่งตรงกับที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)จะจัดทดสอบความถนัดทั่วไป หรือแกตและการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือแพต ครั้งที่ 2 /2556 วันที่ 2-5 มี.ค. 2556 เรื่องนี้ รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. กล่าวว่า  สทศ.ได้ประกาศการสอบแกตและแพตไว้ล่วงหน้านานแล้ว และขณะนี้ได้มีการเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นไม่สามารถเลื่อนการสอบดังกล่าวออกไปได้  โดยในวันที่ 3 มี.ค.จะสอบ 2 วิชา ได้แก่ เวลา 08.30-11.30 น. สอบแพต 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ และเวลา 13.00-16.00 น. สอบแพต 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู มีผู้เข้าสอบไม่มากนัก แต่หากผู้สอบคนใดต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯขอให้วางแผนให้ดี อาจไปใช้สิทธิ์ในช่วงพักกลางวันได้

ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวกรณีสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ออกมาระบุว่า สถานศึกษาระดับอาชีวศึกษาจำเป็นต้องมีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา หรือ วีเน็ต ไม่เช่นนั้นจะไม่ผ่านการรับรองของ สมศ. ว่า ในแนวทางพัฒนาการศึกษานั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เน้นยกระดับคุณภาพใน 2 มิติ คือ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และมิติที่ 2 คือการยกระดับและพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาในสังกัด

จุดนี้ที่ผ่านมาสอศ.ได้นำผลการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ.ที่มีตัวชี้วัดในด้านต่าง ๆ รวมถึงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการสอบวีเน็ต มาใช้ประกอบเพื่อวางแผนพัฒนาสถานศึกษา เพียงแต่ สอศ.มองว่า คะแนนวีเน็ตใช้วัดเพียงความรู้พื้นฐานในด้านวิชาการของนักศึกษาเท่านั้น จึงน่าจะเพียงพอต่อการทดสอบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ส่วนระดับ ปวส.เป็นระดับที่ต้องการวัดผลในเรื่องของสมรรถนะ ทักษะวิชาชีพซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะด้าน และในตัวชี้วัดของ สมศ.ก็มีการกำหนดไว้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ สมศ.ห่วงใยว่าการไม่สอบวีเน็ต ในระดับ ปวส.อาจจะมีผลให้วิทยาลัยที่มีการสอนในระดับ ปวส.ต้องไม่ผ่านการรับรองไปโดยปริยายนั้น สอศ.ก็จะได้หารือกับ สมศ.เพื่อขอคำแนะนำหรือแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้จะให้สอบวีเน็ตในระดับ ปวส. คงไม่ทันการ.

จดหมายเปิดผนึก2/56(16ม.ค.56)

ที่มา :  ศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ. สำนักนโยบายและแผน สพฐ.

ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สพฐ. ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2/2556 (16/1/2556) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เรื่องที่รอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่องการบริหารงบประมาณ ปี 2556 งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ปี 2556 และเทคนิคการวางแผนและบริหารงบประมาณ

สวัสดีครับ พี่น้องชาวแผนและผู้สนใจทุกท่าน

เทศกาลปีใหม่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว หวังว่าพวกเราคงมีความสุขกันถ้วนหน้านะครับ ขณะเขียนจดหมายนี้เป็นช่วงวันเด็กและวันครูพอดี ดีใจที่เห็นเด็กๆ มีความสนุกสนาน รื่นเริง ชีวิตของเด็กจะถูกหล่อหลอมให้มีลักษณะเช่นไรในอนาคตนั้น ครอบครัวมีบทบาทสำคัญที่สุด รองลงมาก็คือพวกเรานี่แหละ นักการศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องนำมวลประสบการณ์ที่ดีๆมาจัดให้เด็ก ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ลูกหลานของเรามีความรู้ ความสามารถ ทักษะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคม คำขวัญวันเด็กในแต่ละปี ต้องถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติให้จริงจัง มิฉะนั้น คำขวัญ ดังกล่าวก็จะไม่เกิดความหมายใด ๆ ต่อเด็ก สำหรับวันครูนั้น ก็ขอให้ทุกท่านน้อมรำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่มีพระคุณต่อเรา รวมทั้งขอให้พวกเราทุกคนประพฤติปฏิบัติตนเป็นตัวแบบดีๆให้แก่ลูกหลานของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่า “แบบอย่างที่ดี ดีกว่าคำสอน”

กลับมาเรื่องน่ารู้ในหน้าที่ของเรากันหน่อยนะครับ ซึ่งฉบับนี้ขอเสนอ 4 เรื่อง คือ เรื่องที่รอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่องการบริหารงบประมาณ ปี 2556 งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ปี 2556 และเทคนิคการวางแผนและบริหารงบประมาณ เริ่มเลยนะครับ

1. เรื่องที่รอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ขณะนี้มีเรื่องที่สำนักนโยบายและแผน สพฐ. ได้นำเสนอผ่านกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 3 เรื่องด้วยกัน เรียงตามลำดับก่อนหลัง ดังนี้ ครับ 

1) การขอเพิ่มอัตราค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างชั่วคราว 65,172 อัตรา ที่จ้างโดยใช้งบดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวฯ สิ่งที่เสนอไปนั้นมีสาระโดยสังเขปก็คือผู้ที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 9,000 บาท ก็ขอให้เป็น 9,000 บาท ผู้ที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 15,000 บาท ก็ขอให้เป็น 15,000 บาท เท่าที่ติดตาม ทราบว่า ขณะนี้ กรมบัญชีกลางได้รับมอบหมายให้รวบรวมอัตราจ้างทั้งประเทศว่ามีจำนวนเท่าไร เพื่อที่คณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาไปในคราวเดียวกัน มิให้เกิดความลักลั่น ถ้าต้องการทราบความก้าวหน้าในเรื่องนี้โดยตรง ก็สามารถติดต่อคุณรัชนี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โทรศัพท์ 021277000 ต่อ 4305 ได้ครับ 

2) เงินค่าวิทยฐานะและค่าตอบแทนรายเดือน สำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2554

3) การซื้อรถยนต์ตู้โดยสาร 6,545 คัน สำหรับ รับ-ส่ง นักเรียน ตำบลละ 1 คัน

2. การบริหารงบประมาณปี 2556 
ขณะนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนต่างก็ได้รับงบประมาณปี 2556 กันเป็นส่วนใหญ่แล้วนะครับ และก็คงกำลังบริหารงบประมาณดังกล่าวให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการของตนเอง ขอย้ำเรื่องงบลงทุน (สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์) นิดนึงครับว่า ปีนี้รัฐบาลกำหนดมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณมาอย่างชัดเจนว่า งบลงทุนนั้นต้องทำสัญญาจ้าง หรือซื้อแล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2556 มิเช่นนั้นงบประมาณดังกล่าวอาจถูกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ถ้าเหตุผลของเราไม่เพียงพอ ก็รีบ ๆ กันหน่อยนะครับ สำหรับผู้ที่ได้รับการจัดสรรงบลงทุนไป

3. งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ปี 2556 
ปี 2556 นี้ สำนักนโยบายและแผน จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าใหม่ ที่ผ่านมา สพฐ. ให้โรงเรียนจัดทำคำของบประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปยัง สพฐ. ซึ่งกว่าจะเป็นคำของบประมาณดังกล่าว โรงเรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้การไฟฟ้า เพื่อเป็นค่าประเมินและประมาณราคาค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้า ครั้งละ 5,000 บาท และคำของบประมาณดังกล่าวก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งเท่านั้น ก็หมายความว่าโรงเรียนที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณก็จะเสียเงินให้การไฟฟ้าไปฟรี ๆ 5,000 บาทต่อครั้ง เพื่อให้การตอบสนองความต้องการการปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการ ไม่เกิดการสูญเปล่าจากการประเมินและประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าของการไฟฟ้า สพฐ. จะจัดสรรงบประมาณเป็นวงเงินรวมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จากนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ไปพิจารณาจัดสรรให้โรงเรียนในสังกัดต่อไป ซึ่งเกณฑ์การจัดสรรที่กำหนดไว้ก็คือ ทุกเขตจะได้งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าขั้นต่ำ 1,000,000 บาทเท่ากันก่อน และเพิ่มเติมให้อีกตามสภาพโรงเรียนเก่า-ใหม่ที่อยู่ในสังกัด ขณะนี้กำลังเสนอจัดสรรครับ อย่างช้าต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 งบประมาณคงมาถึงสำนักงานเขตพื้นที่

4. เทคนิคการวางแผนและบริหารงบประมาณ เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องที่พี่น้องชาวแผน ต้องรู้ เพราะท่านสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนและบริหารงบประมาณซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของพวกเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ขอนำเสนอ ก็คือ

1) Strategic Planning

2) Scenario Planning

3) Costing

4) Public Management Sector Award : PMQA

5) Performance Assessment Rating Tool : PART

6) Program Evaluation and Review Technique : PERT

7) Critical Path Method : CPM

8) Project Planning and Management for the Governmental Organization : PPMGO

9) Six sigma

10) Data Envelopment Analysis : DEA

ผมคงให้แต่หัวข้อไว้ก่อนนะครับ ส่วนรายละเอียดจะค่อยๆทยอยนำเสนอให้พี่น้องได้ทราบ ในจดหมายฉบับต่อๆไป แต่ถ้าท่านใดที่รอไม่ไหวก็สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่างๆเพื่อศึกษาและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็ได้นะครับ ท้ายที่สุดนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกคนมีพลังกาย พลังใจ พลังความคิดที่เข้มแข็งในการทำงานเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราให้มีคุณภาพสูงยิ่งๆขึ้นไป แล้วพบกันใหม่ในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3/2556 ครับ

ติงร่างยุทธศาสตร์การศึกษาแต่ไม่บังคับใช้

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 14 มกราคม 2556 เวลา 13:52 น.

“สมพงษ์”ติงสกศ.คิดแบบเทกระจาด ทำจริงไม่ได้ แม้กางร่างยุทธศาสตร์การศึกษาระยะ 3 ปี ภาพรวมถือว่าสอบผ่าน แต่ไม่มีการบังคับใช้

วันนี้  (14 ม.ค.)  ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนปาร์ค  ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ สกศ.   กล่าวว่า   สกศ.  ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ.2556-2558    เพื่อจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสำหรับทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม  พัฒนาคนไทยทุกกลุ่มวัยให้คิดเป็น  ทำเป็น  พึ่งพาตนเองได้  อยู่ร่วมกันในสังคมไทยอย่างสันติสุข  และมีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558    โดยมี 7 ยุทธศาสตร์  ได้แก่

1.   พัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท

2.  สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค  และเป็นธรรม  โดยมีเป้าหมายให้ปีการศึกษาเฉลี่ย ของคนไทยอายุ 15-59 ปีเพิ่มขึ้นจาก 9.1 ปี ในปี 2555  เป็น 11 ปี ในปี 2558

3.   ปฏิรูปครู  เพื่อยกฐานะครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง  อาทิ  มีระบบสรรหาครูผู้แนะนำสำหรับช่วยสอนในสาขาที่ขาดแคลน ภายในปี 2558

 4.  การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา  อาชีวศึกษา  และการฝึกอาชีพ  ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ อาทิ สัดส่วนผู้เรียนระหว่างสายอาชีวศึกษา กับสายสามัญศึกษา เป็น 55:45 ภายในปี 2558

5.  พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ให้ทัดเทียมกับนานาชาติ อาทิ มีระบบการเรียนแบบอิเลคทรอนิกแห่งชาติ ภายในปี 2558 หาแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา 100%

6.  สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ

7.  เพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเเปิดเสรีประชาคมอาเซียน โดย สกศ.ได้นำร่างดังกล่าวออกรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค และภายในเดือน พ.ค.56 จะสรุปข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์ฯ และนำเสนอรัฐบาลต่อไป

 ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า   ตนมองว่า  ร่างยุทธศาสตร์ฯ ฉบับนี้เป็นการยกร่างแบบสะเปะสะปะ เทกระจาด ไม่มีการบังคับใช้  ซึ่ง สกศ.เป็นเครื่องจักรผลิตนโยบายการศึกษาของประเทศ  แต่ติดปัญหาทำออกมาแล้วไม่มีใครนำไปใช้   อย่างไรก็ตามหากมองใน  ภาพรวมร่างยุทธศาสตร์ฯฉบับนี้ถือว่า  สอบผ่าน   แต่ยังมีรายละเอียดต้องปรับปรุง  เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ขณะที่แนวโน้มการจัดการศึกษาของโลกต้องสอนให้เด็กรู้จักเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในโลก และแนวโน้มความต้องการแรงงานระดับกลางที่มีมากขึ้น  ซึ่งตนเชื่อว่า  หากไม่มีการปฏิรูปเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวกันใหม่  สัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษากับสายสามัญศึกษา  จะไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้อย่างแน่นอน   เพราะค่าใช้จ่ายรายหัวจะไปเชื่อมโยงกับตำแหน่งและวิทยฐานะ   ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายตัวเลขดังกล่าว  จึงเป็นตัวเลขเท็จในการปฏิบัติ   ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาควรจะมีการออกกฏหมายมาบังคับ  อาทิ  บังคับเรื่องคุณภาพ  เรื่องทวิภาคีที่ให้เอกชนมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา   เรื่องการศึกษาตลอดชีวิต  เป็นต้น  และจะต้องมาดูเรื่องงบประมาณกันใหม่

สภานร.ห่วงผมยาวเลิกเกรียนเพิ่มท้อง

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 15:51 น.

v12

ปธ.สภานักเรียน ระบุ เลิกไว้ผมเกรียน จะทำให้นักเรียนดูดีขึ้น อาจเป็นการเพิ่มปัญหาท้อง แท้ง ทิ้ง ขณะที่หลายฝ่ายต่างแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในประเด็นเรื่องทรงผมนักเรียนที่จะประกาศยกเลิกผมสั้นเกรียน

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีที่ขณะนี้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการให้โรงเรียนปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2518 เรื่องทรงผมนักเรียน เพื่อยกเลิกการบังคับให้นักเรียนชายไว้ผมเกรียน และให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมยาวหรือสั้นได้นั้น จะเป็นการเปิดเสรีให้เด็กไว้ผมตามแฟชั่นมากเกินไปว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนเข้าใจเรื่องทรงผมตามกฏกระทรวง ปี 2518 ยังไม่ถูกต้อง และเข้าใจสับสนว่าตีนผมคือตรงไหน  ตนจึงได้สอบถามไปยังราชบัณฑิตยสถานว่าความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ตีนผม” คืออะไรตรงไหน เพราะในพจนานุกรมไม่ได้เขียนไว้ชัดเจน ซึ่งก็ได้คำตอบว่า ตีนผมคือ ผมด้านหลังประมาณต้นคอ ดังนั้นการตัดผมรองทรงของนักเรียนชายจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะผมยาวไม่เกินตีนผม ในส่วนของนักเรียนหญิงนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการลักลั่นตามที่กรรมการสิทธิมนุษยชนติงมาก็จะให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้แต่ต้องรวบผมให้เรียบร้อย

“เด็กที่ยังอยากจะไว้ผมสั้น หรือไว้ผมเกรียนก็ยังสามารถทำได้ เพราะถือเป็นสิทธิและเสรีภาพ อีกทั้งหากเด็กคนใดอยากโกนหัวก็ทำได้ไม่ว่ากัน แต่หากเด็กจะไว้รองทรงก็เป็นสิทธิและเสรีภาพของเด็ก อีกทั้งยังปฏิบัติถูกต้องตามกฏกกระทรวงด้วย”  รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่กำลังพิจารณาออกกฏกระทรวงใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ  เพื่อมอบให้คณะทำงานที่ปรับปรุงกฏกระทรวงนำไปเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการทบทวน  เพื่อออกเป็นกฏกระทรวงฉบับใหม่  เพราะปัจจุบันแฟชั่นทรงผมแตกต่างจากปี 2518 ดังนั้นกฎกระทรวงฉบับที่จะออกมาใหม่จึงต้องครอบคลุมทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็น การย้อมสีผม การดัดผม เป็นต้น

ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเด็กมาร้องเรียนเรื่องทรงผมแล้วประสบความสำเร็จ หลังจากนี้ก็คงจะมีการร้องเรียนเรื่องการใส่ชุดนักเรียนกันอีก  นายพงศ์เทพ  กล่าวว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าเด็กมาร้องอะไรแล้วจะต้องทำตามทุกอย่าง เพราะในแต่ละเรื่องเราจะพิจารณาจาก สิทธิเสรีภาพ และเหตุผล  ดังนั้นการจะกำหนดกติกาในเรื่องใดจะต้องมีเหตุผลประกอบทุกครั้งว่าทำไม  ถ้าเรากำหนดแบบไม่มีเหตุผลเด็กจะมีจิตสำนึกประชาธิปไตยได้อย่างไร  ซึ่งก็เหมือนกับการสั่งเด็กตัดผมเกรียนทางโรงเรียนก็ต้องมีเหตุผลมาอธิบาย ถ้าไม่มีเหตุผลแล้วจะไปบังคับเด็กได้อย่างไร

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)   กล่าวว่า  ถือเป็นเรื่องดีที่ ศธ. ให้อิสระภาพในการไว้ผมนักเรียนมากขึ้น แต่การเปิดอิสระภาพนั้นก็หมายความว่า โรงเรียนจะต้องมีแนวปฎิบัติต่างๆ ควบคุมดูแลไม่ให้การไว้ทรงผมนักเรียนเป็นแฟชั่นมากเกินไป ซึ่งต้องวางกรอบของความเป็นนักเรียนด้วย และเด็กต้องมีความประพฤติที่เรียบร้อยและให้ความเคารพต่อสถานที่  แต่เชื่อว่าประเด็นเหล่านี้  ทางโรงเรียนจะต้องกำกับดูแลอยู่แล้ว  เพราะบางครั้งการที่เด็กต้องตัดผมเกรีนยอาจเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเหมือนถูกกดดัน  อย่างไรก็ตามในส่วนของนักเรียนที่เรียนหลักสูตรวิชาทหารรักษาดินแดน หรือ รด.  ก็ยังมีกฎเกณฑ์อยู่   ดังนั้นนักเรียนต้องเข้าใจระเบียบวินัยทางทหาร และเป็นเรื่องที่ต้องถือปฎิบัติตามด้วย

นางจำนงค์ แจ่มจันทรวงษ์  ผอ.รร.สตรีวิทยา  กล่าวว่า  ตอนนี้ทางโรงเรียนได้แต่แจ้งข้อมูลข่าวสารตามที่ศธ.มีนโยบายออกมาให้นักเรียนทราบเป็นระยะและยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร  เพราะเรื่องนี้ทางศธ.เองก็ระบุว่า  ยังต้องมีการออกกฎกระทรวงใหม่   ฉะนั้นจะขอความชัดเจนและหนังสือที่จะแจ้งมาจากศธ.ก่อน  และเมื่อมีการแจ้งมาจากศธ.แล้วจะนำเข้าไปพิจารณาในคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนเพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานและบริบทของทางโรงเรียนสตรีวิทยาต่อไป   ทั้งนี้ในปัจจุบันโรงเรียนสตรีวิทยากำหนดระเบียบทรงผมของโรงเรียนโดยไม่ได้ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายไว้ผมยาว   แต่อาจจะมีนักเรียนบางคนที่มีความจำเป็นก็จะอนุญาตให้ไว้ได้   อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่าในฐานะโรงเรียนสตรีเป็นโรงเรียนหญิงล้วน  ก็อยากเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเรื่องทรงผมถือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของความเป็นระเบียบ
         
นายวิเชษ ดีประดิษฐ์  ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนหอวัง กล่าวว่า   เห็นด้วยกับทางศธ.ในเรื่องทรงผมเพราะการที่เด็กจะไว้ผมทรงรองทรงไม่น่าเกลียดยังอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม  พราะบางครั้งเด็กจะเครียดจากเรื่องการเรียนอยู่แล้ว  หากอนุโลมให้ในเรื่องทรงผมก็จะทำให้เด็กผ่อนคลายและทำให้การพัฒนาทางด้านอื่นดีขึ้น  ส่วนเรื่องของการทำสีผม  การใส่เครื่องประดับไม่เห็นด้วยและอยากให้ทางศธ.กำหนดออกมาเป็นข้อห้ามให้ชัดเจน  เพราะการใส่เครื่องประดับหรืออะไรที่เป็นแฟชั่นมากเกินไปจะทำให้เด็กแข่งขันกันได้
 

นายเสฏฐวุฒิ  ตั้งสถิตพร นักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนหนองฉางวิทยา จ.อุทัยธานี   ในฐานะประธานสภานักเรียน ประจำปี 2556 กล่าวว่า   ส่วนตัวคิดว่าจะตัดผมทรงไหนก็คงไม่ทำให้นักเรียน เรียนดีขึ้นหรือแย่ลง  ซึ่งตนคงไม่คัดค้านในเรื่องนี้   เพราะ จริง ๆ การไว้ผมทรงไหนก็ควรจะให้เด็กเป็นคนตัดสินใจเอง  เพราะ บางคนที่หน้าตาดีตัดผมทรงสั้นเกรียนก็ดูไม่น่าเกลียด  แต่สำหรับคนที่ตัดแล้วดูไม่ดี  ก็อาจจะเป็นการทำร้ายจิตใจเด็กได้  เพียงแต่คิดว่า  ยังคงจะต้องมีกฎระเบียบคอยดูแลในเรื่องความเหมาะสม เรียบร้อย  เพื่อไม่ให้ดูโตเกินวัย  ส่วนที่จะให้ถึงขั้นทำสีผมหรือไว้ทรงอะไรก็ได้นั้น  ก็ไม่เห็นด้วยแน่นอน  เพราะจะดูเป็นหนุ่มเป็นสาวเกินวัย ไม่ใช่เด็กวัยเรียน

“ผมคิดว่า  การยกเลิกให้นักเรียนชายตัดผมสั้นเกรียน  และให้นักเรียนหญิงไว้ผมยาวนั้น  แม้จะทำให้เด็กดูดีขึ้นทั้งหญิงและชาย แต่ก็ทำให้ดูเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วขึ้นเช่นกัน  ซึ่งผมอยากให้ระวังว่า  จะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง  และอาจจะทำให้ปัญหาท้อง แท้ง ทิ้ง  เพราะที่ผ่านมาปัญหาดังกล่าวก็เกิดกับเด็กวัยเรียนมากอยู่แล้ว  อยากให้ผู้ใหญ่หาทางป้องเรื่องดังกล่าวไว้ด้วย”  นายเสฏฐวุฒิ กล่าว

กลอนวันเด็ก

v58

เด็ก

ที่มา  :  TLC กลอน

 …….วันเวลา เรียงร้อย สร้อยดอกฝัน

สิ่งละอัน พันละนิด คิดเติมต่อ

จากเศษ เสี้ยว ความฝัน หากหมั่นทอ

สู่สายสร้อย งามละออ ฝันเด็กไทย

…..เมื่อ ยามเด็ก ดุจผ้า ขาวสะอาด

ใช้ความฝัน มาวาด สร้างสิ่งใหม่

อนาคต ของชาติ วันต่อไป

ขอฝากใน มือน้อย ของพวกเธอ

เด็ก

เด็กคือผู้ สดใส วัยน่ารัก
ต้องรู้จัก รักดี ที่สร้างสรรค์
เคารพพ่อ บูชาแม่ ซึ่งสำคัญ
เชื่อฟังท่าน หมั่นทำดี เป็นศรีวงศ์

อีกครูบา อาจารย์ ท่านสั่งสอน
อย่านิ่งนอน จดจำไว้ อย่าได้หลง
สิ่งดีดี มีไว้ ให้มั่นคง
เด็กเด็กจง ปฏิบัติ อย่าขัดเลย

ความพากเพียร เรียนหนังสือ คือชีวิต
ขอจงคิด ถึงวันหน้า อย่านิ่งเฉย
ขยันเอา เข้าไว้ ไม่ยากเลย
ก.ไก่เอย ข.ไข่ เรียนให้ดี

ทำตามหลัก 10อย่าง ดังเคยรู้
ให้มันอยู่ เป็นนิสัย อย่าได้หนี
อนาคต สดใส ไม่รอรี
เป็นเด็กดี ของสังคม แสนร่มเย็น

เด็ก

วันเด็กแห่งชาติ ห้ามพลาด การเที่ยว

หนึ่งปีมีวันเดียว อยากจะเที่ยว ให้บอกมา

ผู้ใหญ่ให้ ความสำคัญ? ก็เพราะวันเด็กแหละหนา

เสาร์ที่ สองมกรา เด็กเฮฮา อยากมีหลายวั

เด็ก

กลอน1 กลอนเด็ก2 กลอนเด็ก5 กลอนวันเด็ก3 กลอนวันเด็ก4

เด็ก

ที่มา  :  Kapook.com 

สวัสดีในวันเด็ก 
เจ้าตัวเล็กแสนซุกซน
ไอแพดหนูไว้ค้น
หาเกมส์เล่นเป็นเพลิดเพลิน      
ขอขอบคุณ กลอนวันเด็ก จาก :  โดยคุณ แก้วประภัสสร

 เด็ก

เด็กโข่งไทยยุคใหม่
คือผู้ใหญ่ใหญ่แต่ตัว
กินข้าวทุกวันกลัว
ว่าจะแก่เพราะเกิดนาน
 
เด็กโข่งร่างกายยักษ์
ถือดีนักมานมนาน
ความคิดการจัดการ
จะคับแคบแบบเดิมเดิม
 
เด็กโข่งแสนยึดมั่น
ทุกวี่วันรั้นฮึกเหิม
ตนเองถูกประเดิม
ผู้อื่นผิดประดิษฐ์คำ
 
เด็กโข่งวางบทบาท
มักชี้ขาดอำนาจนำ
ข่มเหงรังแกทำ
กำลังกร่างวางกล้ามกู
 
เด็กโข่งใต้กะลา
คือคนบ้าล้าหลังดู
ผมหงอกกี่เส้นชู
ไม่ช่วยเสริมเติมปัญญา
 
ความเป็นผู้ใหญ่ต่ำ
เด็กโข่งย้ำอยู่ต่ำตา
ตำแหน่งยศศักดา
ก็ไม่ดึงให้สูงตาม
 
ในวันเด็กแห่งชาติ
เด็กฉลาดอย่าพลาดถาม
เด็กโข่งต้องนิยาม
ความนิยมคมคำขวัญ
 
เด็กโข่งลองทบทวน
นึกคิดหวนใคร่ครวญกัน
เด็กเอ่ย เด็กดีนั้น
หนูต้องทำตัวอย่างไร
 
เด็กโข่งต้องหัดคิด
รื้อถูกผิดตั้งจิตใจ
ภาวะต้องสมวัย
มีเมตตาภาษาธรรม
 
สิบข้อเด็กโข่งท่อง
ท่วงทำนองลองน้อมนำ
เมื่อเติบใหญ่ไปย้ำ
โปรดอย่าแก่เพราะเกิดนาน      
 ขอขอบคุณ กลอนวันเด็ก จาก  :  โดยคุณ เชษฐภัทร วิสัยจร

เด็ก

ที่มา  :  Sanook.com

เด็กคือผู้ สดใส วัยน่ารัก
ต้องรู้จัก รักดี ที่สร้างสรรค์
เคารพพ่อ บูชาแม่ ซึ่งสำคัญ
เชื่อฟังท่าน หมั่นทำดี เป็นศรีวงศ์

อีกครูบา อาจารย์ ท่านสั่งสอน
อย่านิ่งนอน จดจำไว้ อย่าได้หลง
สิ่งดีดี มีไว้ ให้มั่นคง
เด็กเด็กจง ปฏิบัติ อย่าขัดเลย

ความพากเพียร เรียนหนังสือ คือชีวิต
ขอจงคิด ถึงวันหน้า อย่านิ่งเฉย
ขยันเอา เข้าไว้ ไม่ยากเลย
ก.ไก่เอย ข.ไข่ เรียนให้ดี

ทำตามหลัก 10อย่าง ดังเคยรู้
ให้มันอยู่ เป็นนิสัย อย่าได้หนี
อนาคต สดใส ไม่รอรี
เป็นเด็กดี ของสังคม แสนร่มเย็น

เด็ก

เด็กเอ๋ยเด็กน้อย                           ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา 
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา                     เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน 
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน    จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล 
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน                       เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ

เด็ก

ศธ.ทำพิจารณ์เลิกเกรียนเด็กดีใจทิ้งไดโนเสาร์

ที่มา  :  ไทยโพสต์  11 January 2556 – 00:00

 เลิกหัวเกรียนยังไม่มีผลทันที ศธ.เตรียมทำประชาพิจารณ์เพื่อยกร่างกฎกระทรวงใหม่ ชี้อาจเพิ่มเติมข้อกำหนดเรื่องสีผม นักเรียนดี๊ด๊า ปลดล็อกเรื่องทรงผมเสียที เชื่อไม่มีผลกระทบการเรียน

เด็กไทยว่าไง? เมื่อกฎเหล็ก หัวเกรียน-สั้นเสมอติ่งหู ปิดฉากลง

border_070

“พงศ์เทพ” ยันไม่ได้เอาใจเด็ก  ส่วนผู้บริหารโรงเรียน “อาจารย์สมพงษ์” เชียร์เต็มที่เลิกเสียทีกฎไดโนเสาร์ ผบ.นรด.ฮึ่ม นศ.วิชาทหารผมยังต้องสั้นเกรียนเหมือนเดิม  ด้านครูฝ่ายปกครองยกแม่น้ำทั้งห้า  อ้างจะทำให้นักเรียนขาดวินัยและควบคุมยาก ชี้กฎสั่งห้ามตีเด็ก ทำให้เด็กสมัยนี้ดื้อมาก
ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เล็งทำหนังสือเวียนไปยังโรงเรียนในสังกัด ประกาศยกเลิกทรงผมนักเรียนชาย-หญิง จากเดิมที่ตัดเกรียนและสั้นเสมอหู มาเป็นตัดรองทรงและให้เลือกผมสั่นหรือผมยาวได้ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2518 นั้น
วันที่ 10 มกราคม 2556  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า  ขณะนี้เรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการแก้ไขกฎกระทรวงอยู่  แต่ระหว่างนี้ต้องทำความเข้าใจกับบรรดาผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศว่า จะให้นักเรียนชายไว้ผมได้ยาวไม่เกินตีนผม ซึ่งไม่ใช่บังคับให้ไถข้างเกรียน  ส่วนนักเรียนหญิงจะกำหนดให้เป็นทางเลือกเหมือนกัน ว่า  จะให้ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้   แต่ถ้าไว้ผมยาวก็ต้องรวบให้เรียบร้อยตามกฎกระทรวง  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังให้ทำหนังสือเวียนแจ้งโรงเรียนว่าให้ถือตามแนวทางนี้  ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนนั้น  ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการยกร่าง ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมบางเรื่อง อย่างเรื่องการทำสีผมที่สมัยนั้นไม่มี  แต่สมัยนี้มี  ดังนั้นในกฎกระทรวงใหม่ที่ออกมาคงต้องมีการพูดเรื่องนี้ด้วย  ส่วนจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการรับฟังความคิดเห็นก่อน  อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว  ไม่ได้เป็นการเอาใจนักเรียน แต่เป็นการดำเนินการตามที่ร้องเรียนมา
ด้านนายปรเมษฐ์ โมลี ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์  กล่าวว่า  เห็นด้วยและขอชื่นชมนโยบายของนายพงศ์เทพ  เพราะถือเป็นการให้เกียรติและยอมรับความคิดเห็นของเด็ก  ซึ่งหลังจากนี้ทางโรงเรียนก็จะนำนโยบายนี้ไปเป็นแนวปฏิบัติทันที  อย่างไรก็ตาม เมื่อปล่อยให้เด็กเป็นอิสระในเรื่องทรงผมแล้ว  คิดว่า  เด็กคงไม่ทำผมทรงฮิปปี้  รุงรัง  ไม่เรียบร้อยอย่างแน่ เพราะเด็กทุกคนมีความรับผิดชอบ ซึ่งทางโรงเรียนก็มีการปลูกฝังในเรื่องความมีระเบียบวินัยอยู่แล้ว
น.ส.ชลดา สุขจิตต์มาลี นักเรียนชั้น ม.5  โรงเรียนสตรีวิทยา  กล่าวว่า  เห็นด้วยและดีใจที่จะได้ไว้ผมยาว  เพราะทุกวันนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ชั้นมัธยมปลาย  แต่โรงเรียนก็บังคับให้ไว้ผมสั้น  ขณะที่การปลดล็อกทรงผม  ทำให้ตนเองรู้สึกอิสระและดูแลตัวเองได้  โดยหลังจากนี้ตนก็จะไว้ผมยาว แต่ตนก็จะรวบผมให้เรียบร้อยตามระเบียบใหม่อย่างแน่นอน
ด.ช.เกียรติศักดิ์ ชูอินทร์ นักเรียนชั้น ม.1  โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์  กล่าวว่า  ตนเองและกลุ่มเพื่อนทราบข่าวดังกล่าวแล้ว ซึ่งทุกคนรู้สึกดีใจ  เพราะต่อไปจะไม่ต้องตัดผมสั้นเกรียนทุกเดือน  ซึ่งตัดมาตั้งแต่สมัยประถมศึกษา  แต่ทั้งนี้คิดว่าการจะไว้ผมสั่นหรือผมยาวนั้นคงไม่น่าเกี่ยวข้องกับการยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนหรือความประพฤติของนักเรียนให้ดีขึ้นได้
ขณะที่ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ  อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า  เห็นด้วยกับการปลดล็อกกฎไดโนเสาร์ เพราะกฎเกณฑ์ที่ผ่านมามันขัดกับวิถีชีวิตวัยรุ่นในปัจจุบัน และเป็นการจำกัดเด็กมากเกินไป ทำให้เด็กรู้สึกต่อต้าน ซึ่งการปลดล็อกทรงผมในครั้งนี้จะทำให้เด็กมีอิสระในชีวิตมากขึ้ น ไม่อยู่ในกรอบที่ตึงเกินไป  แต่ทั้งนี้ โรงเรียนเองก็ควรส่งเสริมให้เด็กมีวินัย รู้จักดูแล ควบคุมตนเอง ตลอดจนใช้วิจารณญานด้วยว่าการเข้าไปอยู่ในโรงเรียนควรจะมีทรงผมแบบใด ไม่ใช่ทำทรงผมแบบแฟชั่นมาเลยก็จะไม่เหมาะสม
พล.ท.วิชิต ศรีประเสริฐ  ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) กล่าวว่า  ทางหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนยืนยันจะไม่มีการปรับกฎระเบียบตาม ศธ.แต่อย่างใด เนื่องจากกฎระเบียบที่ยึดใช้ปัจจุบัน ที่กำหนดตัดผมสั้นเกรียน หรือรองทรงสูง เป็นการฝึกระเบียบวินัยให้กับนักศึกษาวิชาทหาร  ดังนั้น  ทุกคนที่สมัครเข้าเรียนต้องอยู่ในกฎระเบียบของทหาร ขณะเดียวกันทหารในทุกประเทศก็ไม่มีการอนุญาตให้ไว้ผมยาวอยู่แล้ว  ดังนั้นส่วนตัวคิดว่า  เรื่องดังกล่าวไม่น่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด
ด้านนายอลงกรณ์ นิยะกิจ  รองผู้อำนวยการฝ่ายปกครองโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์  และในฐานะหนึ่งในคณะทำงานพิจารณาข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแบบทรงผมของนักเรียนนักศึกษา  กล่าวว่า  ตนเห็นด้วยกับการรับฟังความคิดเห็น หรือทำประชาพิจารณ์ก่อนทำกฎกระทรวงดังกล่าว  ขณะที่การทำประชาพิจารณ์ต้องสอบถามให้ครบคนทุกกลุ่ม  ได้แก่  ประชาชนทั่วไป นักเรียน ผู้ปกครอง และครู ซึ่งจะชัดเจนว่าคนทุกกลุ่มต้องการเห็นนักเรียนในรูปแบบใด   ทั้งนี้  สำหรับเรื่องการควบคุมทรงผมและเครื่องแบบการแต่งกายนักเรียนนักศึกษา  ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะแยกแยะระหว่างนักเรียนกับประชาชนทั่วไปได้  ขณะเดียวกันจะทำให้นักเรียนอยู่ในกฎระเบียบและควบคุมได้ง่ายขึ้น
ครูฝ่ายปกครองกล่าวอีกว่า  ส่วนตัวคิดว่า  กฎระเบียบที่ยึดใช้ดีอยู่แล้ว  เพราะสามารถควบคุมนักเรียนได้ง่าย  หรือหากจะมีการปรับก็อยากให้ปรับแก้บางรายละเอียดให้สอดคล้องกับสภาวะสังคมก็พอ  ทั้งนี้  หากเรายังเข้มข้นในกฎระเบียบอยู่ นักเรียนก็จะมีวินัย ทำให้ครูสามารถควบคุมดูแลได้ แต่หากผ่อนคลายกฎระเบียบมากเกินไป  นักเรียนก็จะขาดวินัย  ขณะที่ครูก็จะควบคุมได้ยาก และยิ่งมีเรื่องการห้ามตีนักเรียนอีก  ยิ่งทำให้ในอนาคตต่อไปครูไม่กล้าสั่งสอนนักเรียนได้  ดังนั้นเรื่องสิทธิและหน้าที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ซึ่งนักเรียนมีหน้าเรียนก็ต้องตั้งใจเรียน ส่วนสิทธิคงเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา
“เคยมีกรณีก่อนหน้าที่นักเรียนหญิงถูกฉุดไปข่มขืน  แต่ด้วยมีเครื่องแบบนักเรียนและทรงผมปรากฏชัด  ทำให้โจรชะงักและเปลี่ยนใจไป  เนื่องจากโทษที่กระทำต่อเด็กและเยาวชนจะร้ายแรงกว่าคนทั่วไป  ดังนั้นต่อไปหากมีการผ่อนคลายเรื่องทรงผมหรือเครื่องแบบนักเรียน  ก็อาจทำให้แยกแยะได้ยาก  ซึ่งเรื่องนี้ควรต้องตระหนัก อย่างไรก็ตาม  ผมเป็นครูฝ่ายปกครองมา 30 ปี  พบว่าระยะหลังๆ ตั้งแต่มีการห้ามลงโทษนักเรียนด้วยการตี  นักเรียนปัจจุบันดื้อและควบคุมได้ยากขึ้น  แต่จริงๆ แล้วในมุมมองครู  การลงโทษเป็นการสั่งสอนที่ดีเพื่อให้นักเรียนหลาบจำ ซึ่งเกิดจากความหวังดี ไม่ใช่อคติ” นายอลงกรณ์กล่าว
ครูฝ่ายปกครองกล่าวต่อว่า  เรื่องดังกล่าวเกิดจากเกิดจากนักเรียนเพียงคนเดียว จากกรณีปัญหาของโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ ซึ่งแต่เดิมเป็นโรงเรียนหญิงล้วน  แต่เมื่อปรับเปลี่ยนมารับนักเรียนชายด้วย  ปรากฏว่านักเรียนชายกลับไว้ผมยาวตามนักเรียนหญิง จึงถูกครูตัดผม  ซึ่งนักเรียนชายดังกล่าวไม่พอใจ  จึงส่งเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ     ขณะที่คณะกรรมการสิทธิฯ ได้พิจารณาแล้วว่า  อำนาจการกำหนดทรงผมอยู่ที่โรงเรียน  แต่นักเรียนดังกล่าวยังได้ร้องเรียนต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องจึงมาถึง ศธ.  ดังนั้นอยากให้พิจารณาในภาพรวมด้วยว่า  เรื่องดังกล่าวเกิดจากความต้องการของนักเรียนไม่กี่คน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่างนักเรียนบางกลุ่มกับครูฝ่ายปกครอง ในการต่อรองไว้ผมยาวตามคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.ศึกษาธิการที่พูดไปแล้ว
  นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวต่อว่า  สำหรับเรื่องทรงผมนักเรียนนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาคงไม่มีปัญหาอะไร   เพราะที่ผ่านมา สอศ.ก็ผ่อนปรนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว  และเพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติของสาขาที่เรียน  อาทิ  นักเรียนที่เรียนสาขาช่างมักจะตัดผมสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายระหว่างปฏิบัติงานกับเครื่องจักร  ส่วนสาขาศิลปะผ่อนปรนให้นักเรียนชายไว้ผมยาวหน่อยได้  ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละวิทยาลัย ดังนั้นการยึดกฎกระทรวงใหม่ดังกล่าวไม่น่ามีปัญหา.

 

รายชื่อแข่งศิลป ระดับชาติ/62เมืองทองธานี

ที่มา  :  www.sillapa.net    +โพสต์เมื่อวันที่ : 10 ม.ค. 2556

teddybearl

โปรแกรมบริหารงานการจัดกิจกรรมการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 62
สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บด้านล่างนี้ สำหรับ ตารางการแข่งขัน โปรดรอ คณะกรรมการจัดการแข่งขันในแต่ละกิจกรรม กำลังดำเนินการ เรื่องสถานที่และเวลาการแข่งขัน สำหรับบัตรประจำตัวผู้เข้าแข่งขัน สามารถพิมพ์ได้ตั้งแต่ง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบ ทางเว็บนี้อีกครั้ง


งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สพป. คลิก


งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สพม. คลิก


งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน สำนักงานบริการงานการศึกษาพิเศษ(เฉพาะความพิการ) สศศ. ……กำลังจัดการข้อมูล….โปรดรอ


รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. Obec Awards ……กำลังจัดการข้อมูล…….โปรดรอ

 

 

พงศ์เทพสั่งร.ร.นร.ชายเลิกเกรียน-หญิงยาวรวบ

ที่มา   :  ข่าวสดออนไลน์    วันที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2556   เวลา 21:09 น.  

                เรียบเรียงโดย  kapook.com

นักเรียนเฮทั่วประเทศ!  ศธ.ส่งหนังสือเวียนแจ้งโรงเรียนเลิกบังคับตัดผมเกรียน-ผู้หญิงไว้ผมยาวได้

คลิป  ของขวัญวันเด็ก ปลดแอกผมทรงหัวเกรียน  :   เครดิต  รายการเรื่องเล่าเช้านี้   โพสต์โดย  คุณ CiNNtv3

            เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแบบทรงผมของนักเรียน นักศึกษา ว่า ได้มอบให้สำนักงานปลัด ศธ. ไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่า  มีกฎกระทรวงอยู่ 2 ฉบับ  ซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515   โดยฉบับที่ 1 พ.ศ. 2515   ระบุข้อความ ดังนี้

             1. ห้ามไม่ให้นักเรียนชายไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 ซม. และชายผมรอบศีรษะต้องตัดเกรียนชิดผิวหนัง

             2. นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย

            ต่อมามีการแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวเพิ่มเติม  จนเป็น  กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2518 ระบุว่า

             1. นักเรียนชายให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้าง และด้านหลังยาวเลยตีนผม

             2. นักเรียนหญิงให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินก็ให้รวบให้เรียบร้อย

            นายพงศ์เทพ  ยังกล่าวอีกว่า  ถ้าตีความตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2515  นักเรียนชายจะต้องไว้ผมด้านข้างและด้านหลังเกรียน  แต่กฎกระทรวง พ.ศ. 2518  เปลี่ยนแปลงให้นักเรียนชายไว้ผมรองทรงได้  ไม่ต้องตัดผมด้านข้างหรือด้านหลังจนเกรียน   แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนยังคงยึดติดกับทรงผมเกรียนตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2515   ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะกฎกระทรวงฉบับใหม่ เปิดโอกาสให้เด็กรองทรงได้

            ส่วนทรงผมของนักเรียนหญิงนั้น ทั้ง 2 ฉบับ  กำหนดให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของโรงเรียน ซึ่งตนก็เห็นว่า  เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเช่นกัน ที่จะให้ทรงผมนักเรียนหญิงของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันไป  ตนจะให้ทาง ศธ. ทำข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไว้ผมยาวของนักเรียนหญิง  เช่น  ถ้าไว้ผมยาวต้องรวบผมให้เรียบร้อย  และทุกโรงเรียนจะต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน  อนุญาตให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวเลยต้นคอได้  แต่ต้องรวบให้เรียบร้อย

            นายพงศ์เทพ  ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า  เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องทรงผมนักเรียน  ขณะนี้ตนได้มอบให้เจ้าหน้าที่ไปจัดทำหนังสือเวียนเพื่อแจ้งไปยังสถานศึกษาในกำกับของ ศธ. ทุกแห่ง เรื่องทรงผมนักเรียนนั้นต้องยึดกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ให้นักเรียนชายไว้ทรงยาวแบบรองทรงได้ และให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมสั้นหรือยาวได้

Picture24

ที่มา  :  เดลินิวส์   วันพุธที่ 9 มกราคม 2556   เวลา 18:56 น.

วันนี้ (  9 ม.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าในการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแบบทรงผมของนักเรียน นักศึกษา ว่า ได้มอบให้สำนักงานปลัด ศธ.ไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่ามีกฎกระทรวงอยู่ 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องซึ่งออกออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2515  คือ กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2515) ที่ระบุว่า  1.นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา และ 2.นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย ต่อมามีการแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวเพิ่มเติมจนเป็น กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 ม.ค.พ.ศ. 2518 ระบุว่า 1.นักเรียนชายให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผม และ 2.นักเรียนหญิงให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย

รมว.ศึกษาธิการ ขยายความว่า ถ้าตีความตามกฎกระทรวง พ.ศ.2515 นั้น  นักเรียนชายจะต้องไว้ผมด้านข้างและด้านหลังเกรียน  แต่ กฎกระทรวง พ.ศ.2518 เปลี่ยนแปลงให้นักเรียนชายไว้ผมรองทรงไว้ ไม่ต้องเกรียนผมด้านข้างหรือด้านหลัง  แต่ในทางปฏิบัติ ร.ร.ยังคงยึดติดกับทรงผมเกรียนตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2515    ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   เพราะกฎกระทรวงฉบับใหม่ เปิดโอกาสให้เด็กไว้ทรงยาวแบบรองทรงได้

ส่วนทรงผมของนักเรียนหญิงนั้น  กฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ กำหนดให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวได้แต่ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ร.ร.  ซึ่งตนก็เห็นว่า เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเช่นกันที่จะให้ทรงผมนักเรียนหญิงของแต่ละร.ร.มีความแตกต่างกันไปตามดุลยพินิจของทางโรงเรียน  เมื่อกฎกระทรวงกำหนดให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมยาวได้ นักเรียนหญิงของทุกโรงเรียนก็ควรอยู่บนแนวปฏิบัติเดียวกัน เพราะฉะนั้น จะให้ทาง ศธ.ทำข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไว้ผมยาวของนักเรียนหญิง เช่น ถ้าไว้ผมยาวต้องรวบผมให้เรียบร้อย   จากนั้น ทุกโรงเรียนจะต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน  อนุญาตให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวเลยต้นคอได้แต่ต้องรวบผมให้เรียบร้อย  ไม่มีการให้ร.ร.ใช้ดุลยพินิจอีก

“เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องทรงผมนักเรียน ขณะนี้ ผมได้มอบให้ สป.ศธ.ไปจัดทำหนังสือเวียนเพื่อแจ้งไปยังสถานศึกษาในกำกับของ ศธ.ทุกแห่ง เพื่อกำชับว่า ในเรื่องของทรงผมนักเรียนนั้น ต้องยึดกฎกระทรวง ฉบับที่ 2  พ.ศ. 2518 ซึ่งระบุไว้ชัดเจน ให้นักเรียนชายไว้ทรงยาวแบบรองทรงได้ และให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมสั้นหรือยาวได้  “

บทวิเคราะห์:ถึงเวลายุบ สมศ.ได้หรือยัง

ที่มา  :   มติชน  ฉบับวันที่ 9 ม.ค. 2556  (กรอบบ่าย)


บทวิเคราะห์ ถึงเวลายุบ สมศ. ได้แล้วหรือยัง ?

รศ.ดร.บุญมี พันธุ์ไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แถบดอกไม้2

สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) เกิดมาจากการมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และ สมศ.ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานฯ พ.ศ.2543 ทำงานมามากกว่า 10 ปี เกี่ยวกับการประกันคุณภาพทางการศึกษา

 

แต่ก็ไม่สามารถประกันคุณภาพได้เลย เพราะคุณภาพของเด็กไทยตกต่ำลงทุกปี แสดงว่าทำงานล้มเหลวมาตลอดเวลา 10 กว่าปี ใช้งบประมาณของประเทศชาติไปมากมายมหาศาล ถึงเวลาแล้วที่จะถูกยุบหรือยัง

จากผลการสอบของ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) ที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าคะแนน O-NET วิชาสามัญทั้งหลายได้แก่ วิชาภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปะ นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยน้อยมากไม่ถึง 50% ของคะแนนเต็ม (คะแนนเต็ม 100) ยกเว้นวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาได้คะแนนเฉลี่ยเกินครึ่งนิดหน่อย

ส่วนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีได้คะแนนเฉลี่ยเกือบถึงครึ่ง (คะแนน 40 กว่าๆ) และแนวโน้มคะแนนของนักเรียนก็จะลดลงทุกปี ซึ่งก็สอดคล้องกับการประเมินของโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment:PISA) หลายปีที่ผ่านมาความสามารถของเด็กไทยด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ก็ตกต่ำลงทุกปี เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันก็สู้เขาไม่ได้และมีแนวโน้มจะลดลงทุกปีด้วยเช่นกัน

อดีต ผอ.สมศ.ซึ่งปัจจุบันท่านเป็นประธานบอร์ด สมศ.ได้บรรยายในการประชุมวิชาการประจำปี 2555 จัดโดยสมาคมวิจัยสถาบันและพัฒนาอุดมศึกษา (สวพอ.) ผู้เขียนได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ดูเหมือนท่านเองก็จะยอมรับว่าการทำงานของ สมศ.ในขณะนี้ไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ยังมีเป้าหมายในการประเมินไม่ชัดเจน แต่ผู้เขียนเองอยากจะพูดว่าการทำงานของ สมศ.ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันล้มเหลวมาตลอดไม่ใช่ล้มเหลวเฉพาะตอนนี้ ผู้เขียนเองเคยเขียนวิจารณ์การทำงานของ สมศ.มาแล้วพร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะด้วยว่าควรทำอย่างไร ท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านได้โดยคลิกไปที่ Google แล้วพิมพ์ชื่อผู้เขียนลงไป

การประเมินของ สมศ.ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมุ่งไปที่ตัวผู้บริหารและครูเป็นสำคัญ จึงทำให้ผู้บริหารและครูต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปจัดทำเอกสารต่างๆ ตามตัวชี้วัดให้ดีที่สุด เตรียมไว้รองรับการประเมินเพื่อให้ได้คะแนนมากๆ ผลการประเมินจะได้อยู่ในอันดับต้นๆ โดยไม่สนใจการเรียนการสอนนักเรียนในห้องเรียน ยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้ประเมินทั้งภายในและภายนอกจะมาประเมิน บางโรงเรียนถึงกับต้องปิดโรงเรียนหรืองดการเรียนการสอนนักเรียนเลยก็มี และให้นักเรียนมาช่วยจัดทำสภาพแวดล้อมรอบๆ โรงเรียนให้สวยงามจะได้คะแนนมากๆ

มื่อคุณภาพของนักเรียนตกต่ำลงเรื่อยๆ ดังที่ได้กล่าวมา ผู้เขียนเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมี สมศ.ต่อไปอีกแล้ว แต่ก็อาจจะมีนักวิชาการบางท่านโต้แย้งว่า ถึงแม้ไม่มี สมศ.ทำหน้าที่ประกันคุณภาพทางการศึกษา คุณภาพของเด็กก็ยังแย่เหมือนเดิมเพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของเด็ก ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยกับความคิดนี้ ก็แสดงว่าการมีหรือไม่มี สมศ.ก็ไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของเด็กอยู่แล้ว

นั่นคือ แทนที่รัฐบาลจะเอางบประมาณไปให้ สมศ.ทำประกันคุณภาพทางการศึกษาอย่างที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ สู้เอางบประมาณไปพัฒนาด้านอื่นๆ ทางการศึกษาน่าจะมีประโยชน์มากกว่า

ก่อนปี พ.ศ.2542 ไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประกันคุณภาพทางการศึกษาเหมือนอย่าง สมศ.ก็ไม่เห็นมีเสียงสะท้อนออกมาว่าคุณภาพเด็กไทยตกต่ำเหมือนอย่างปัจจุบัน แต่กลับมีเสียงชื่นชมว่าการจัดการศึกษาสมัยก่อนนี้ทำได้ดีกว่าสมัยนี้เสียอีก ใช้งบประมาณก็ไม่มากมายเหมือนอย่างปัจจุบัน โครงการใหญ่ๆ ที่เราเรียกว่า เมกะโปรเจ็กต์ก็ไม่มี เด็กเรียนแค่ระดับประถมศึกษาก็สามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเลขคล่อง ดีกว่าเด็กในยุคปฏิรูปการศึกษาเสียอีก

ผู้เขียนเคยเสนอให้ยุบ สมศ.มาแล้ว แต่ก็มีบางท่านบอกว่ายุบไม่ได้ง่ายๆ หรอกเพราะตั้งมาจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ก็ต้องไปแก้ไข พ.ร.บ.ก่อนซึ่งมีขั้นตอนมาก แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าไม่น่าจะยาก เพราะ สมศ.จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานฯ พ.ศ. 2543 ถ้าจะยุบก็ออกพระราชกฤษฎีกายุบสำนักงานฯเสียก็ไม่น่าจะยุ่งยากเหมือนการออก พ.ร.บ.

ท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา ในฐานะ รมต.กระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน ถ้าท่านเห็นว่าเหตุผลที่ผู้เขียนกล่าวมานั้นพอจะรับฟังได้หรือพอมีมูล แต่ท่านอาจจะไม่แน่ใจก็สามารถที่จะตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งก็ได้ โดยการสอบถามครูและอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือทำโพลเฉพาะเรื่องนี้ก็ยิ่งดี ซึ่งผู้เขียนก็ยังมั่นใจว่าผู้บริหารสถานศึกษา ครูและอาจารย์ส่วนใหญ่จะตอบตรงกันว่าควรยุบ สมศ.ได้แล้ว อดีตท่านเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ผู้เขียนเชื่อว่าท่านคงจะมีช่องทางของกฎหมายที่จะยุบ สมศ.ได้โดยไม่ยาก

ถ้าท่าน รมต.ทำได้ ผู้เขียนคิดว่าท่านจะได้รับความขอบคุณและเสียงชื่นชม ในความกล้าหาญของท่านจากครูและอาจารย์ทั่วประเทศที่มีจำนวนมากเป็นหลักแสน ที่ท่านได้ช่วยปลดแอกที่เป็นภาระที่หนักแต่ไม่มีประโยชน์ออกจากบ่าของพวกเขาเสียที

พวกเขาเหล่านั้นจะได้เอาเวลาไปสอนเด็กนักเรียนให้เต็มที่เพื่อคุณภาพเด็กไทยจะไม่ตกต่ำอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ฟองสบู่ดอกเตอร์”ภาวิช”มหา’ลัยแห่เปิด

ที่มา  :  ไทยโพสต์   4 January 2556 – 00:00

gnat07   gnat07   gnat07

อุดมศึกษาไทยน่าห่วง   ฟองสบู่ใกล้แตก “ภาวิช”  เผยอีกไม่กี่ปีไทยจะมีดอกเตอร์เดินชนกันเป็นว่าเล่น  เหตุมหาวิทยาลัยแห่เปิดหลักสูตรปริญญาเอก โดยเฉพาะศูนย์นอกที่ตั้งเปิดรับอื้อซ่า  บางแห่งทำสถิติ  1  หลักสูตร มีคนเรียนเป็นร้อยคน  ขณะที่ สกอ. เป็นแค่เสือกระดาษ  ทำอะไรไม่ได้  เพราะมหา’ลัยไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุญาตก็เปิดเรียนสอนกันได้แล้ว  ด้านการผลิตครูก็เฟ้อพอกัน  ไม่มีเป้าหมายการผลิตที่ชัดเจน  หวั่นกระทบคุณภาพบัณฑิตที่ได้อ่อนปวกเปียก

    วันที่  3  มกราคม  2555  ศ.(พิเศษ) ภาวิช  ทองโรจน์  อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)  ในฐานะที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงข้อห่วงใยการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาเอกจำนวนมากในศูนย์นอกที่ตั้งนั้น  เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยทำกันอยู่  ทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่ง  ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรทำ  เพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นปริญญาผู้จบดอกเตอร์ของไทยตกต่ำลง  ขณะที่การผลิตดอกเตอร์ที่ดีนั้นจะต้องมีความพร้อมทุกองค์ประกอบ  โดยเฉพาะเรื่องงานวิจัยที่เข้มข้น  ซึ่งจะต้องมาจากจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยและตัวนักศึกษาเองด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าว ทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  เข้าไปแก้ปัญหาไม่ได้  เพราะไม่มีอำนาจ และเป็นเพียงเสือกระดาษอุดมศึกษา  สุดท้าย สกอ.จะทำได้เพียงค้นหาความจริงแล้วมาประกาศให้ประชาชนรับทราบ
    “ปัญหาการผลิต ดร.ไร้คุณภาพเป็นสิ่งที่เราแก้ปัญหาอยู่  ยอมรับว่า  เป็นเรื่องยาก  อย่าง ม.เอกชน หากไม่บอกว่ามีการผลิต ดร.ในศูนย์นอกที่ตั้ง สกอ.ไม่รู้  ก็ไม่ผิดอะไร  ขณะที่ ม.รัฐ การผลิต ดร.ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบประมาณ ท ำให้มหาวิทยาลัยไม่ต้องแจ้ง  สกอ.ก็ได้  ยกตัวอย่างกรณี ม.อีสาน ที่เป็นเรื่องราวมาได้  ก็เพราะมีเหตุการณ์มาก่อนแล้ว  ซึ่ง สกอ.ก็ใช้โอกาสนั้นเข้าไปแก้ปัญหา  ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสถิติจำนวนนักศึกษา ป.เอก 100 คนต่อ 1 หลักสูตร  ซึ่งจำนวนมากอย่างนี้ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน  ขณะที่การผลิต ดร.ภาพรวมยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน” ศ.(พิเศษ) ภาวิช กล่าว  
    อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง  ที่ปรึกษาฯ  กล่าวอีกว่า  ตามที่ตนได้ออกมาเปิดข้อมูลการรับนิสิตนักศึกษาคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในปีการศึกษา 2555  ว่า  มีนักศึกษาใหม่ในชั้นปีที่  1  เกือบแสนคนนั้น  ข้อมูลดังกล่าวตนได้รับแจ้งมาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  ทั้งนี้ จากข้อมูลทำให้สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย  เป็นห่วงว่าระหว่าง สกอ.และสภาคณบดีฯ อาจมีข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อน จนอาจเกิดความเข้าใจผิดของผู้ปกครอง ไม่ส่งบุตรหลานมาเรียนสาขานี้ได้  เพราะกลัวตกงาน  ดังนั้นตนจึงให้สำนักนโยบายและแผน สกอ.ไปสำรวจข้อมูลอีกครั้ง  พบข้อมูลเบื้องต้นว่าปีการศึกษา 2555  กลุ่มคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มียอดรับนักศึกษาใหม่จำนวน 49,279 คน อาทิ  กลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐ  2,767  คน  มหาวิทยาลัยราชภัฏ   30,663  คน  มหาวิทยาลัยรัฐไม่จำกัดรับ  6,799  คน  มหาวิทยาลัยเอกชน 250 คน สถาบันการพลศึกษา 1,725 คน เป็นต้น
    ศ.(พิเศษ) ภาวิช แนะนำอีกว่า  ต้องมาดูปริมาณการผลิตครูให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ  และต้องจัดทำเป็นแผนระดับชาติ  ว่า  มีความต้องการการผลิตครูแต่ละปีเท่าไร  ขณะเดียวกันต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักที่ดูแลเรื่องการผลิตครูแต่ละปีนี้ด้วย  ทั้งนี้ปกติแล้ววิชาชีพ อื่น ๆ  อาทิ  แพทยสภา  จะมีการกำหนดปริมาณการผลิตแพทย์แต่ละปีให้สอดคล้องกับความต้องการ ท ำให้คงคุณภาพการผลิตแพทย์ของไทยไว้ได้ ซึ่งในส่วนของวิชาชีพครูก็มีคุรุสภาที่ดูแลวิชาชีพนี้  แต่ไม่ได้เป็นผู้ที่กำหนดปริมาณการผลิต  ท ำให้แต่ละมหาวิทยาลัยจะพยากรณ์การผลิตจากอัตราการเกษียณอายุราชการของครูในแต่ละปีแทน
    สำหรับผลประเมินศูนย์การศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษา ประจำปี 2555 ของ สกอ. ที่พบหลักสูตรไม่ผ่านประเมินจำนวนมาก  จากปัญหาความไม่พร้อมด้านกายภาพ  เช่น  ห้องสมุด  ระบบบริหารนิสิตนักศึกษา  ระบบไอซีที  เป็นต้น  แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องคุณภาพการจัดการศึกษานั้น  จริงๆ แล้วปัญหาทางกายภาพเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเกณฑ์การประเมิน  ซึ่ง สกอ.จะดูเชิงประจักษ์เป็นประการแรกว่า  หากสิ่งดังกล่าวไม่มี ที่เหลือก็ไม่น่าผ่าน  แต่ สกอ.ดูเยอะกว่านั้น  เช่น  จำนวนอาจารย์  คุณวุฒิอาจารย์  สัมภาษณ์อาจารย์และนักศึกษาแยกโดยไม่มีใครรบกวน เป็นต้น.

 

สนง.รัฐมนตรี๑/๕๖แนวดำเนินการศึกษาปี๕๖

ที่มา  :  ข่าวจากสำนักงานรัฐมนตรี  (นวรัตน์  รามสูต และบัลลังก์  โรหิตเสถียร  สรุป/รายงาน)

 

ศึกษาธิการ   – นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายการเมืองของกระทรวงศึกษาธิการ คือ นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ   ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ  ศาสตราจารย์พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ   และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประแสง มงคลศิริ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานด้านการศึกษาในปี ๒๕๕๖

● ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน

รมว.ศธ. กล่าวว่าเรื่องของหลักสูตรมีผู้รู้จำนวนมาก และมีความคิดเห็นที่หลากหลาย จึงต้องการให้มีส่วนร่วมอย่างมากตั้งแต่ต้น เพราะหากในช่วงต้นมีส่วนร่วมน้อย ช่วงท้ายจะมีความคิดเห็นต่างกันมาก แต่หากมีส่วนร่วมอย่างมากและกว้างขวางในช่วงต้น จะเกิดการตกผลึกและจะประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เพราะต้องการพัฒนาการศึกษาของคนไทยทุกคน

ดังนั้นในปี ๒๕๕๖  จะเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรและปรับการเรียนการสอนให้แล้วเสร็จ  โดยจะมีการตั้งคณะทำงานหลายชุดขึ้นมาขับเคลื่อนและทำหน้าที่ต่างๆ  เช่น ออกแบบระบบ  โดยนำระบบการศึกษาของประเทศต่าง ๆ  ที่ประสบความสำเร็จมาร่วมศึกษาวิเคราะห์  เช่น ระบบ Outcome-based Education  ของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งออกแบบหลักสูตรโดยจะกำหนดคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อใช้ตำราเรียนนั้นเป็นเช่นไร  ด้านตำราซึ่งจะต้องถอดรหัสหลักสูตรเพื่อออกแบบตำรา  แต่ไม่ใช่การเขียนตำรา  อย่างไรก็ตามจะรักษาระบบตำราไทยที่เป็นตลาดเสรีไว้ เพราะสำนักพิมพ์ในปัจจุบันทั้ง ๑๗ แห่ง สามารถแข่งขันกันสร้างตำราที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นโยบายการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา  นับว่าเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่  ที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้  ดังเช่น Microcontent ของสหรัฐอเมริกา โดยในปี ๒๕๕๖  ศธ.จะเร่งดำเนินการ Cyber Home ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลให้แล้วเสร็จ  เพื่อเชื่อมโยงกับการเรียนรู้จากแท็บเล็ตของนักเรียน

จากนั้นจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องให้หลากหลายที่สุด โดยเชิญผู้รู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ มาช่วยระดมสมองให้มากที่สุด ซึ่งการที่จะให้คนมีส่วนร่วมมากตั้งแต่ต้นจะทำให้การปรับหลักสูตรเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเสียเวลาน้อยกว่าการที่ไม่เปิดรับฟังความเห็นจากคนหมู่มาก

อย่างไรก็ตาม การปรับหลักสูตรจะครอบคลุมตั้งแต่การทบทวนใหม่อีกครั้งว่า หลักสูตรควรจะแบ่งเป็น ๘  กลุ่มสาระเช่นเดิมหรือไม่  เนื้อหาในแต่ละวิชาจะต้องปรับอย่างไร ให้เข้ากับความรู้วิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก  เพราะในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา เกิดแนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการทบทวนเรื่องโครงสร้างเวลาเรียนด้วย  ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า  เวลาเรียนในห้องเรียนควรจะลดลง  เพราะเวลาเรียนในห้องเรียนของเด็กไทยมากเกินไป  จนไม่กระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดวิเคราะห์  การคิดวิเคราะห์จะเกิดจากการทำกิจกรรมมากกว่า  และเพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียน  ขณะที่วิธีจัดการเรียนการสอนก็ต้องปรับให้ทันสมัยขึ้นด้วย

นายภาวิช ทองโรจน์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวว่า  จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทั้งหมด ๔ ชุดใหญ่  ชุดแรก เป็นกรรมการที่จะมาออกแบบระบบการศึกษาของไทยใหม่ กรรมการออกแบบหลักสูตรในภาพรวม หาคำตอบให้ได้ว่า หลักสูตรควรจะเป็นกี่กลุ่มสาระวิชา  เพราะมีแนวคิดหนึ่งว่า ควรจะลดสาระวิชาลง  แต่กำหนดให้ชัดเจนว่าในสาระวิชานั้น ๆ จะแยกย่อยเป็นรายวิชาใดบ้าง  เพราะหลักสูตรที่ใช้อยู่ไม่มีชื่อรายวิชาย่อย ทำให้ผู้เรียนยังไม่รู้ว่ากำลังเรียนวิชาใดอยู่  หรือบางรายวิชาที่มีประโยชน์ เช่น วิชาเรียงความ หรือย่อความหายไป  ทำให้นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออกจับใจความไม่ได้

ทั้งนี้  เมื่อกรรมการชุดใหญ่ออกแบบหลักสูตรในภาพรวมแล้ว  จะเชิญผู้รู้มาเป็นกรรมการแยกย่อยในแต่ละวิชาอีก  เพื่อทำหน้าที่ยกร่างหลักสูตรแต่ละวิชา  นอกจากนี้จะมีกรรมการออกแบบตำราเรียน  กรรมการชุดนี้จะออกแบบว่า  คุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อใช้ตำราเรียนนั้นเป็นเช่นไร  แล้วให้สำนักพิมพ์แต่ละแห่งทั้งรัฐและเอกชนไปสร้างตำราเรียนตามคุณลักษณะนั้น  ส่วนชุดสุดท้ายจะเป็นกรรมการที่สร้างความเข้าใจ เพราะการจะนำระบบการศึกษาและหลักสูตรใหม่มาใช้ จำเป็นต้องมีการสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อม ในฝ่ายต่างๆ ทั้งโรงเรียน นักเรียน ครู

● เพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพ

สำหรับการศึกษาด้านอาชีวศึกษานั้น เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้มีสัดส่วนการเรียนสายอาชีวะต่อสายสามัญ  เพิ่มขึ้นเป็น ๕๐:๕๐ ในปี ๒๕๕๙ และเพื่อรองรับสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งนักศึกษาสามารถไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้  และเมื่อจบการศึกษาก็มีการรับประกันการมีงานทำ   เพราะ ศธ.จะร่วมมือกับสถานประกอบการ  เพื่อผลิตบุคลากรในสาขาที่เป็นความต้องการของสถานประกอบการ 

จากนั้นระหว่างที่กำลังศึกษานักศึกษาจะได้ฝึกและปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการนั้น ๆ  โดยสถาบันการอาชีวศึกษาจะเน้นที่คุณภาพ ในช่วงแรกของการเปิดการเรียนการสอนจึงจะรับนักศึกษาจำนวนไม่มากนัก

สำหรับการแต่งตั้งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาและคณะกรรมการสถาบันการอาชีวศึกษาเป็นเรื่องสำคัญต่อสถาบันใหม่  และเป็นการแต่งตั้งครั้งแรก  เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางซึ่งมีกติกามาก  รมว.ศธ.มีหน้าที่พิจารณาตามคำเสนอแนะของเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยจะพิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสมและมีความพร้อมที่สุด

● อัตรากำลังคนภาครัฐ

ในปัจจุบันกำลังคนภาครัฐ  จะมีทั้งข้าราชการ  พนักงานราชการ  พนักงานมหาวิทยาลัย  ลูกจ้าง  ซึ่งจะต้องมีงบประมาณในส่วนของเงินเดือนและสวัสดิการจำนวนมาก   มีความพยายามที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้ว  แต่ควบคุมได้ในบางจุด  เช่น  ข้าราชการพลเรือนสามัญ  ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)  และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)  ในส่วนของศาลและองค์กรอิสระไม่สามารถควบคุมได้  ในขณะนี้จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  คนส่วนใดเกินก็ให้ไปช่วยเสริมในส่วนที่ขาด มีหลายกระทรวงขาดบุคลากรด้านการบริการประชาชน  แต่จะมีบุคลากรไปกระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานกลางเป็นจำนวนมาก  

สำหรับด้านการศึกษา  ศธ.มีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๖๐ คน  ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน  จึงมีแนวทางในการบริหารจัดการโดยการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในละแวกเดียวกัน เข้าด้วยกัน

อ.มหา’ลัยเซ็งครูแซงงด.สพฐ.2เด้ง

ที่มา  :  ไทยโพสต์   3 January 2556 – 00:00

gnat07

    สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยฯ ถกเครียดเงินเดือนครูโรงเรียน สพฐ.แซงหน้า หลังรัฐบาลเอาใจครู ขึ้นเงินเดือนเบิ้ล 2 ครั้ง แถมปรับค่าวิทยฐานะด้วย จี้ สกอ.ดูแลสิทธิด่วน เพราะเป็นปัญหามา 2 ปีแล้ว ด้าน “กำจร” เผยชงเรื่องเลื่อนเงินตำแหน่งทางวิชาการเข้า ครม.แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ยันไม่มีอาจารย์มหา’ลัยลาออกไปเป็นครู รร.แน่ เล็งรื้อระบบขอตำแหน่ง ผศ., รศ., ศ. ใหม่ทั้งหมด หลังหลักเกณฑ์ปัจจุบันไม่เวิร์ก
    ต่อเนื่องจากที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีประเด็นการแสดงความกังวลของเหล่าคณาจารย์มหาวิทยาลัยสมาชิก ต่อปัญหาค่าตอบแทน สวัสดิการ สวัสดิภาพอาจารย์มหาวิทยาลัย และการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการนั้น
    รศ.ดร.สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวนำเสนอข้อมูลค่าตอบแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยเทียบกับครูโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยมีค่าตอบแทนน้อยกว่าครูโรงเรียนสังกัด สพฐ.เป็นหลักพันบาทมากว่า 2 ปีแล้ว ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนลาออกไปสมัครเป็นข้าราชการครู โรงเรียนสังกัด สพฐ.บ้างแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเนื่องจากตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมา เฉพาะข้าราชการครูได้ปรับขึ้นเงินเดือน 8% ต่อมาในเดือนเมษายนของปีเดียวกัน รัฐบาลสั่งปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนทั่วไป 5% ซึ่งแค่ในปีเดียวครูก็มีเงินเดือนแซงหน้าอาจารย์มหาวิทยาลัย จนมาในช่วงปลายปี 2555 ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เห็นชอบการเลื่อนไหลเงินประจำตำแหน่งผู้มีวิทยฐานะ อาทิ วิทยฐานะ คศ.2 เงินเดือนเต็มขั้นไปรับเงินเดือน คศ.3 เช่นเดียวกับ คศ.3 เต็มขั้นไปรับเงินเดือน คศ.4 และ คศ.4 ไปรับ คศ.5
    อาจารย์ ม.รามคำแหง กล่าวอีกว่า ขณะที่อาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการต่างๆ ไม่มีสิทธิเลื่อนไหลไปรับเงินเดือนตำแหน่งทางวิชาการที่สูงกว่า อาทิ ตำแหน่งอาจารย์เงินเดือนเต็มขั้นจะไปรับเงินเดือนตำแหน่ง ผศ.ไม่ได้ เช่นเดียวกับ ผศ.เงินเดือนเต็มขั้นจะไปรับเงินเดือนตำแหน่ง รศ.ก็ไม่ได้ รศ.เต็มขั้นจะไปรับเงินเดือน ศ.ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบ และเป็นสิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานพิทักษ์สิทธิอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่จะต้องไปดูแลและแก้ไข รวมถึงปัญหาความเท่าเทียมกันระหว่างอาจารย์ข้าราชการและอาจารย์พนักงาน มหาวิทยาลัยด้วย
    รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สกอ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็ไม่อยากให้นำประเด็นอัตราค่าตอบแทนระหว่างครูและอาจารย์มาเปรียบเทียบ กัน เพราะทั้งคู่มีบริบทที่ต่างกัน อย่างครูหากโดนสั่งโยกย้ายก็ต้องไป ขณะที่อาจารย์ไม่ต้องไปก็ได้ ครูต้องสอนอยู่ในห้องเรียน ขณะที่อาจารย์ไม่จำเป็นต้องสอนในห้องเรียนก็ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นการขึ้นเงินเดือน เพราะมีการหวังผลทางการเมืองหรือไม่ ก็ให้ไปคิดเอาเอง ส่วนเรื่องการขอเลื่อนไหลเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการนั้น ที่ผ่านมา สกอ.ก็เสนอเรื่องดังกล่าวไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาแล้ว ที่ขณะนี้ก็ยังค้างพิจารณาอยู่ ซึ่งจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม
    “กรณีกระแสข่าวอาจารย์มหาวิทยาลัยลาออกไปเป็นครูโรงเรียนสังกัด สพฐ. ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะขณะนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ว่าอาจารย์คนนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน ย้ายไปแล้วได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ขณะเดียวกันเรื่องดังกล่าวก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะการเป็นครู สพฐ.ได้นั้นต้องผ่านการสอบบรรจุครูผู้ช่วย และต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่มี เว้นแต่เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่เดิมเคยเป็นวิทยาลัยครูมาก่อน ก็อาจมีพื้นฐานการเป็นครู มีใบอนุญาตฯ สามารถไปปฏิบัติการสอนได้ ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าอยากจะเลือกเป็นอาจารย์หรือครู” รศ.นพ.กำจรกล่าว
    รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาอาจารย์พนักงานมหาวิทยาลัยที่มีค่าตอบแทนต่ำกว่าอาจารย์ข้า ราชการนั้น เรื่องดังกล่าวเนื่องจากสำนักงบประมาณไม่มีบัญชีพนักงานมหาวิทยาลัย ทำให้ขึ้นแต่อาจารย์ ข้าราชการ ซึ่งที่ผ่านมาก็สั่งให้มหาวิทยาลัยไปทำบัญชีพนักงานแล้ว แต่ก็มีการขยับตลอดบัญชีไม่นิ่ง จน สกอ.ต้องเสนอให้จัดสรรงบฯ เป็นก้อนให้มหาวิทยาลัยไปบริหารจัดการเอาเอง อย่างไรก็ตาม เรื่องทำให้สิทธิอาจารย์ที่เป็นพนักงานให้เท่าเทียมข้าราชการที่ผ่านมา สกอ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.บ.บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ…. ซึ่งขณะนี้ก็คืบหน้าไปมาก
    รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวอีกว่า สำหรับข้อห่วงใยเรื่องการแก้หลักเกณฑ์การกำหนดตำแหน่งทางวิชาการของที่ ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เห็นชอบให้แก้หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. โดยกำหนดให้ทำงานวิจัย “หรือ” ตำรา จากเดิมที่กำหนดทำทั้งงานวิจัย “และ” ตำรานั้น ขณะนี้มีเสียงบ่นจากคณาจารย์ว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวช่วงแรกหวังให้แก้ เพราะจะทำให้ขอตำแหน่ง ผศ.ได้ง่ายขึ้นนั้น แท้จริงแล้วกลับยากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะประกาศใช้ไปแล้ว ดังนั้นคงถึงเวลาที่จะต้องมีการรื้อเรื่องการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการใหม่ เสียทั้งหมด
    รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวอีกว่า ปัจจุบันหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ., รศ. และ ศ. พ.ศ.2555 มีสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วยหลายข้อ อาทิ การรอเวลาหลังจบการศึกษา เพื่อทำผลงานขอตำแหน่ง ผศ. อย่าง ป.ตรีต้องใช้เวลา 9 ปี ป.โทต้องใช้เวลา 5 ปี ซึ่งทำไมต้องรอเวลา ขณะที่การทำผลงานเพื่อขอขึ้นตำแหน่งก็มีปัญหาไม่มีผู้อ่านผลงาน เพราะอ้างค่าตอบแทนต่ำ กลัวปัญหาฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม ในเป้าหมายที่จะรื้อ ต่อไปการขอ ผศ.ต้องเร็วขึ้น หากจบการศึกษาแล้วอยากขอก็ทำผลงานเสนอเลย หากไม่ขอในระยะ 9 ปีก็ให้เลย แต่ต้องอยู่สาขาอาชีพที่กำหนด ขณะที่ ผศ.ขึ้น รศ.ก็ดูที่ผลงาน และ รศ.ขึ้น ศ.ดูที่ผลงาน และดูประวัติว่าเคยเป็นผู้อ่านผลงานผู้ขอตำแหน่งทางวิชาการระดับล่างกว่ามา หรือไม่ อย่างไรก็ดี การรื้อคงต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะต้องทำความเข้าใจหลายฝ่าย
    ผศ.ดร.ชาญวิทย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้อาจารย์วัยรุ่นของจุฬาฯ กำลังเกิดความสับสน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปลี่ยนหลักเกณฑ์การขอ ผศ.ให้ทำงานวิจัย “หรือ” ตำรา แต่ที่จุฬาฯ ทางนายกสภาฯ ได้ยืนยันใช้หลักเกณฑ์เดิม คือทำทั้งงานวิจัย “และ” ตำรา จึงเป็นสิ่งที่ทำให้สับสนอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีการสอบถามจุฬาฯ มาว่า สามารถเป็นอิสระไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ของ ศธ.ทั้งหมดเลยหรือ แล้ว ม.นอกระบบอื่นๆ สามารถทำได้หรือไม่.

ค้าน′อัสสัม′ยุบรวม”เซนต์หลุยส์-บางรัก”

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 12:12:12 น.

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในเว็บไซต์พันทิป เฟซบุ๊ก และโซเชียลมีเดียต่างๆ มีการตั้งกระทู้และมีผู้แสดงความคิดเห็นคัดค้านกระแสข่าวการยุบรวมโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถมศึกษา ซอยเซนต์หลุยส์   ไปผนวกรวมกับโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกมัธยม เขตบางรัก กทม. โดยมีการระบุว่า  โรงเรียนบังคับให้ครูเซ็นใบลาออกล่วงหน้า ถ้าครูคนไหนไม่ยอมเซ็นใบลาออกจะถูกให้ออก พร้อมจ่ายค่าชดเชยให้  อ้างว่าผู้บริหารโรงเรียนจะเอาที่ดินตรงซอยเซนต์หลุยส์ไปขาย ซึ่งมีการเรียกร้องให้ศิษย์เก่าและผู้ปกครองออกมาร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น 

นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กำกับดูแลโรงเรียนเอกชน เปิดเผยว่า ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการหลอมรวมโรงเรียนอัมสัมชัญ แผนกประถมและแผนกมัธยมศึกษาเข้าด้วยกัน เรื่องนี้เข้าใจว่าน่าจะสืบเนื่องมาจากกฎกระทรวงการขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ การกำหนดรายการและการขอเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้ง และการกำหนดขนาดที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนในระบบ พ.ศ.2555 มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า การขอเพิ่มขนาดที่ดินที่ใช้จัดตั้งโรงเรียนในระบบที่ดินที่ขอเพิ่ม จะต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 200 ตารางวา และอยู่ห่างจากที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบตามเส้นทางคมนาคมไม่เกิน 1 กิโลเมตร เป็นอำนาจของเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติ แต่หากที่ดินอยู่ห่างเกิน 1 กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 3 กิโลเมตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) แล้วแต่กรณี จะต้องส่งคำขอพร้อมเอกสาร ให้เลขาธิการ กช.เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ 

รักษาการเลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ส่งผลให้ขณะนี้มีผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จำนวน 2-3 โรง รวมถึงโรงเรียนอัสสัมชัญด้วย ขอหารือถึงการยุบรวมแผนกประถมและแผนกมัธยมศึกษาเข้าด้วยกัน แต่ทั้งนี้ยังเป็นแค่การสอบถามแนวทาง แต่ยังไม่ใช่การเสนอขอยุบรวม เพราะตนได้ให้คำตอบไปว่าขอให้ไปศึกษารายละเอียดกฎกระทรวงให้ดี เนื่องจากการจะเสนอขอยุบรวมได้นั้น จะต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการบริหารโรงเรียน ตลอดจนครู ผู้ปกครอง นักเรียน ก็ต้องเห็นด้วย ถ้ามีเสียงคัดค้าน แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะไม่สามารถยุบรวมได้ และที่สำคัญเมื่อได้รับความยินยอมจากทุกฝ่ายแล้ว ทางโรงเรียนจะต้องทำแผนเพื่อช่วยเหลือเด็กและครูกรณีที่ได้รับผลกระทบด้วย 

“กรณีที่มีกระแสข่าวว่าครูโรงเรียนอัสสัมชัญออกมาคัดค้านนั้น ถ้ามีการเคลื่อนไหวคัดค้านจริง ผมก็ขอฝากไปถึงเพื่อนครูว่า ขอให้สบายใจอย่าเพิ่งได้เป็นกังวล เพราะขณะนี้ผมยังไม่ได้เซ็นอนุมัติการยุบรวมของโรงเรียนไหนสักแห่ง ที่สำคัญถ้าจะมีการยุบรวมจริง ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนจะต้องไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะตามกฎกระทรวงระบุว่า ครูจะต้องได้รับการบรรจุกลับมาเหมือนเดิมทุกคน ส่วนที่จะกระทบก็คงเป็นตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนเพราะเมื่อยุบรวมแล้วจะเหลือผู้บริหารแค่คนเดียว จากเดิมมีผู้บริหาร 2 คน แยกระหว่างผู้บริหารแผนกประถม และผู้บริหารแผนกมัธยม แต่ทั้งนี้ผมก็ไม่รู้ว่าการที่ครูออกมาเคลื่อนไหว มีสาเหตุอะไร” นายชาญวิทย์กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  กฎกระทรวงดังกล่าว ระบุว่า  การขอเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้ง  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารของโรงเรียนในระบบก่อนยื่นคำขอและให้ผู้รับใบอนุญาตที่ประสงค์จะเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้ง  ยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้งตามแบบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 3 พร้อมทั้งแนบตราสารจัดตั้งและรายละเอียดที่จะขอเปลี่ยนแปลง โดยให้แสดงเหตุผลที่จะขอเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเสนอมาตรการรองรับหรือแผนการช่วยเหลือนักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบประกอบการพิจารณา ในส่วนการขอเปลี่ยนแปลงประเภทโรงเรียนหรือการขอลดหรือยุบระดับที่เปิดสอน ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งให้นักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนยื่นคำขอ รวมถึงการขอเปลี่ยนแปลงขนาดที่ดินหรือสถานที่ตั้ง ต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับขนาดที่ดินหรือสถานที่ตั้ง และแผนผังแสดงบริเวณและอาคารของโรงเรียนในระบบประกอบคำขอด้วย

คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ…โทษใครดี ?

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2555 เวลา 00:00 น.

“จากการประเมินคุณภาพการศึกษาของประเทศกลุ่มอาเซียน ในงานเวิลด์อีคอนอมิกฟอร์ม หรือ WEF ที่เจนีวา พบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย อยู่ลำดับที่ 6 ตามหลัง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา อยู่ลำดับที่ 8 ตามหลังฟิลิปปินส์และ กัมพูชา เพิ่มอีก” และ “จากการวิจัยถึงแนวโน้มการจัดการศึกษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติ ปี 2554 ที่จัดโดย The International  Associationfor the Evaluation of Educational  Achievement  (IEA) พบว่า ชั้น ม.2วิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในลำดับที่ 28 และวิทยาศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 25 จาก 45 ประเทศ  ถูกจัดอยู่ในกลุ่มระดับแย่  ชั้น ป.4 วิชาคณิตศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 34 วิทยาศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 29  จาก 52 ประเทศ โดยคณิตศาสตร์จัดอยู่ในระดับแย่ (poor) วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับพอใช้ (fair)” รวมถึง “ผลการสอบ O–NET ปี 2554 คะแนนเฉลี่ยต่ำทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ ป.6  คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 38  ม.6 คะแนนเฉลี่ยแค่ร้อยละ 21” เท่านั้น

จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาดังกล่าวคงไม่ต้องบอกว่าการจัดศึกษาของไทยพัฒนาขึ้นหรือถอยหลังลง ขนาดเปรียบเทียบแค่กับกลุ่มประเทศอาเซียนที่เราเคยเป็นพี่เบิ้มเขามาแท้ ๆ เดี๋ยวนี้ต้องมาเดินตามหลังเขาไปแล้ว นี่หากรวมถึงคุณภาพที่ต้องการให้เกิดตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542  “เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เก่ง ดี มีความสุข”  และเกิดสมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ด้วยแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่าอยู่ในอาการหนักจริง ๆ ซึ่งการที่คุณภาพเด็กไทยตกต่ำเช่นนี้น่าจะสวนทางกับเงินที่ถูกใช้ไปแต่ละปีที่สูงเป็นอันดับหนึ่งแถมครูก็มีวุฒิการศึกษาสูงจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ จึงเป็นที่กังขาว่าต้นเหตุปัญหานี้มาจากส่วนไหนกันแน่หรือหากจะกล่าวโทษน่าจะโทษใครกันดี
โทษรัฐบาลดีไหม?  ที่ทุกรัฐบาลผ่านมามักจะบอกว่าให้ความสำคัญกับคุณภาพบุคลากรของชาติ แต่นโยบายและวิธีการใช้การศึกษาพัฒนาคนในชาติยังทำได้แค่เปลือกนอกเพราะต้องการเห็นผลสำเร็จเร็วเพื่อการหาเสียงการจัดซื้อ จัดหาครุภัณฑ์ จึงเกิดขึ้นมากกว่าวิธีการที่จะพัฒนาถึงตัวเด็กหรือดำเนินการตามแผนการศึกษาชาติที่กำหนดไว้ ทำให้การจัดการศึกษาที่ผ่านมาไร้ทิศทาง ขาดความต่อเนื่องเพราะเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไม่ยอมรับแนวทางที่รัฐบาลเก่าทำมาเป็นเช่นนี้ตลอดมา…ใช่หรือไม่?

โทษรัฐมนตรีที่ดูแลการศึกษาดีไหม? ที่มีการเปลี่ยนตัวบ่อยครั้งเกินไปและนโยบายรัฐมนตรีแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเมื่อเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเกิดขึ้นงานใหม่ถูกเข้ามาแทนที่งานเก่า ที่สำคัญรัฐมนตรีบางคนก็หวังสร้างชื่อให้ติดตลาดผลงานที่ดำเนินการจึงเป็นแค่กิจกรรมย่อยมากกว่าที่จะดูแลนโยบายสำคัญให้เกิดผล เมื่องานเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อยครูต้องทำงานหนักแต่ผลเกิดกับผู้เรียนกลับน้อย.. ใช่หรือไม่?

โทษหน่วยเหนือดีไหม?  ที่ไปคิดงานคิดกิจกรรมต่าง ๆ แทนภาคปฏิบัติ จนเกิดสารพัดงานที่โรงเรียนต้องดำเนินการ ทั้งที่สิ่งคิดไปให้นั้นสอดคล้องกับบริบทการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กแต่ละพื้นที่หรือไม่ เมื่อครูมีงานอื่นให้ทำมากจนกลายเป็นงานหลัก งานสอนจึงกลายเป็นงานรอง โดยเฉพาะปัญหาครูขาดแคลนครูที่เกิดขึ้นจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แล้วต้องการคุณภาพมาก ๆ เป็นไปได้หรือไม่ … ใช่หรือไม่?

โทษหลักสูตรการศึกษาดีไหม? ที่ยังยึดอยู่กับกรอบ กฎเกณฑ์ ระเบียบในการจัดทำ มากกว่าที่จะเน้นให้นำไปใช้กับการสอน ทำให้หลักสูตรของโรงเรียนส่วนใหญ่ จึงมีไว้เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆมากกว่า และยิ่งหลักสูตรปัจจุบันกำหนดให้เรียนสาระมากมายแบบครอบจักรวาลตั้งแต่ ป.1–ม.6 ทำให้เด็กต้องแบกหนังสือหลังแอ่นทุกวัน เมื่อสาระเรียนรู้มีมากเวลาแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยตารางสอนของครูและพ่วงท้ายด้วยการบ้านของแต่ละวิชา ทำให้เด็กไม่มีเวลาได้เล่นหรือทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้รวมถึงการวัดประเมินผลที่ใช่ระบบตกซ่อมได้ทำให้เด็กขาดความใส่ใจและรับผิดชอบการเรียนรู้…ใช่หรือไม่?

โทษผู้บริหารสถานศึกษาดีไหม?  ที่ส่วนใหญ่ยังมุ่งพัฒนาด้านกายภาพมากกว่าคุณภาพผู้เรียน ทำให้ความสนใจด้านวิชาการและ นิเทศการสอนของครู จึงเกิดขึ้นน้อย ยิ่งมีการโยกย้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การทำงานแบบฉาบฉวยเพื่อรอโอกาสก้าวไปสู่โรงเรียนขนาดใหญ่กว่า ด้วยการบังคับให้ครูสร้างผลสำเร็จสนองนโยบายให้ได้โดยไม่ร่วมรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับครูและเด็กทำให้การคิดแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องไม่เกิดขึ้น…ใช่หรือไม่?

โทษครูดีไหม? ที่ครูจำนวนไม่น้อยยังไม่ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน ยังสอนเนื้อหาตามตำรา หรือสอนตามประสบการณ์เดิม ขาดเทคนิคการพัฒนาเด็กที่ความแตกต่างด้านศักยภาพเป็นรายบุคคล ขาดสื่อหรือนวัตกรรมที่จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้คนเก่งมาเรียนครู ครูส่วนหนึ่งสร้างงานเพื่อหวังผลแค่การขอเลื่อนวิทยฐานะมากกว่าหวังผลที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ครูส่วนหนึ่งขาดจิตวิญญาณ ทำงานไปวัน ๆ และมีครูอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังทำตัวเป็นเหลือบหากินกับเด็กด้วยการสอนกั๊กความรู้เพื่อนำไปใช้สอนพิเศษแลกกับรายได้ของตนเอง…ใช่หรือไม่?

โทษพ่อ แม่ ผู้ปกครองดีไหม? ที่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการทำมาหากิน มากกว่าที่จะใส่ใจอบรมเลี้ยงดูลูกหลานให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามกับอยากให้ลูกหลานได้เข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือมหาวิทยาลัยดัง จึงมุ่งอยู่กับการเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้าเรียนต่อ ไม่ใส่ใจกับกิจกรรมการพัฒนาคุณลักษณะประสงค์ด้านอื่นหรือไม่ก็ส่งเสริมลูกไปตามกระแสสังคมด้านการแต่งกาย ความสวยงาม อยากให้เป็นดารา นักร้อง ฯลฯ โดยไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตด้านวิชาชีพ วิชาชีวิต …ใช่หรือไม่?

โทษสังคมภายนอกดีไหม? ที่นำอบายมุขต่าง ๆ เข้ามาล่อให้เด็กตกหลุมพรางหวังเพียงประโยชน์ของตนเอง ส่วนผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นบุคคลสาธารณะส่วนหนึ่งก็ไม่สามารถเป็นต้นแบบให้เด็กปฏิบัติตามในทางสร้างสรรค์ได้รวมถึงสื่อสารมวลชนที่มักจะนำแต่ภาพความโหดร้าย ความขัดแย้งรุนแรงในทุกภาคส่วนมาเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนต้องการตอกย้ำให้เด็กได้จดจำซึ่งส่วนนี้น่าจะรวมถึงละครที่ส่วนใหญ่มักจะนำเรื่องราวความแตกแยกของครอบครัว การแข่งขันชิงดีชิงเด่นถึงความร่ำรวย การแย่งชิงผู้ชาย ส่วนนี้แม้จะบอกว่าเป็นการแสดงแต่กับการที่เด็กต้องดูทุกวัน การแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ …ใช่หรือไม่?

โทษหน่วยงานภายนอกดีไหม? ที่ไปใช้อำนาจชี้ถูก ชี้ผิดกับวิธีการจัดการศึกษาของโรงเรียนมากไปไม่ว่าจะเป็น  สมศ. ที่มีหน้าที่ประเมินคุณภาพที่จะนำจุดด้อยมาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพัฒนา แต่การใช้เกณฑ์เป็นไม้บรรทัดเดียวกันทั้งที่บริบทโรงเรียนแต่ละพื้นที่ต่างกัน และการประเมินจากกรรมการ  3 คน ดูแค่ 3 วัน แล้วมาชี้เป็นชี้ตายคุณภาพโรงเรียนแทนครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาได้เลยนั้นถูกต้องหรือไม่ และการประเมินได้เพิ่มภาระงานด้านเอกสารจนครูหมดแรงหมดเวลาสอนไปด้วย หรือ การสอบ O-NET ที่ให้ใช้ผลมาเกี่ยวข้องกับการประเมินของ สมศ. การประเมินวิทยฐานะของครู หรือแม้แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน จึงเกิดข้อข้องใจว่าข้อสอบแต่ละวิชาที่มีไม่กี่ข้อ สามารถชี้คุณภาพเด็กได้ทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ เมื่อเด็กในแต่ละพื้นที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน เมื่อนโยบายออกไปพลอยทำให้การจัดการเรียนการสอนของครูจำนวนหนึ่งหลงทางมุ่งสอนแต่เนื้อหาหรือไม่ก็สอนข้อสอบ O–NET ไปเลยเพื่อหวังให้ผลคะแนนการสอบสูงขึ้นตามนโยบาย จนลืมพัฒนาคุณภาพชีวิต  เก่ง ดี มีความสุข ไปหมดแล้ว…ใช่หรือไม่

โทษการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านดีไหม?  ที่ไปลอกรูปแบบฝรั่งเขามาใช้ทั้งหมดโดยไม่ดูความพร้อมของเราเอง ผลก็คือ กรมและหน่วยงานที่จัดการศึกษาสอดคล้องกับบริบทและอยู่ใกล้ชิดกับภาคปฏิบัติถูกยุบ และที่หวังว่าหน่วยเหนือที่ใหญ่ขึ้นจะทำหน้าที่แค่กำหนดนโยบาย ติดตามกำกับ ประเมินผล และให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนดำเนินงานแทน นั้นสุดท้ายหน่วยเหนือก็ยังไม่ยอมคายงานแถมคิดกิจกรรมเพิ่มเข้าไปอีกเขตพื้นที่การศึกษาจึงเป็นแค่ไปรษณีย์คอยรับและส่งงาน  โรงเรียนกลายเป็นผู้ปฏิบัติสนองความต้องการเจ้าหน้าที่หน่วยเหนือมากกว่าสนองความต้องการของเด็ก…ใช่หรือไม่? โทษเด็กดีไหม? ที่เด็กยุคปัจจุบันขาดความรับผิดชอบไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ขาดนิสัยรักการทำงาน ฯลฯ

จริง ๆ แล้วน่าจะมีอีกหลายฝ่ายที่น่าจะต้องถูกกล่าวโทษจากปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยแต่ด้วยข้อจำกัดเนื้อที่จึงนำเสนอมาเป็นตัวอย่างเพียงเท่านี้และก็เห็นว่าการที่จะไปกล่าวโทษกันไปมาก็คงไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาของชาติดีขึ้น ทางที่ดีทุกฝ่ายควรยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้วหาทางแก้ไขและพัฒนาความรับผิดชอบของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกันเพราะการศึกษาไทยยามนี้หากเป็นรถยนต์ก็เครื่องรวนไปหมดแล้ว จะทำได้อย่างเดียวคือต้องยกเครื่องใหม่ การที่จะทำให้คุณภาพเด็กไทยกลับมายิ่งใหญ่ในอาเซียนหรือก้าวเข้าสู่สากลคงต้องแก้ไขกันทั้งระบบอย่างที่ว่าและวิธีแก้ปัญหาก็น่าจะหมดยุคการมีแต่หลักการเขียนไว้สวยหรูเท่านั้นแต่ทุกอย่างต้องพัฒนาถึงตัวเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ผลถึงจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง นะครับ.

กลิ่น สระทองเนียม

“พงศ์เทพ”ดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

ที่มา :  เดลินิวส์  วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2555 เวลา 16:05 น

วันนี้ ( 25 ธ.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนสถานภาพของมหาวิทยาลัยไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลหรือการนอกระบบ ว่า ตนพร้อมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐของทุกมหาวิทยาลัยที่เสนอเรื่องเข้ามาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ส่วนของกรณีที่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ออกมาคัดค้านเรื่องนี้ เท่าที่ทราบเรื่องร่างดังกล่าวยังอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยและทางมหาวิทยาลัยกำลังทำความเข้าใจกับนักศึกษาอยู่  

ส่วนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ค้านการออกนอกระบบทางสื่อสังคมออนไลน์นั้น ตนเข้าใจดีว่านักศึกษาหรือกลุ่มผู้เห็นค้านก็ต้องมี ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นห่วงมากที่สุดคือเกรงว่าเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วจะทำให้ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วต้องแบกรับภาระมากขึ้น ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็ทำให้คุณภาพดีขึ้นด้วย และผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องชี้แจงให้ประชาคมเข้าใจ  

ต่อข้อถามที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(ทปอ.มรภ.)มีข้อเสนอจะขอกลับมาเป็นข้าราชการ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เรื่องที่ไม่ให้มีการบรรจุข้าราชการนั้นเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว และต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ดังนั้นถ้าจะให้กลับไปเป็นข้าราชการเหมือนเดิมคงเป็นเรื่องที่ยาก

ด้าน ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า ในวันที่  16 ม.ค.2556 ที่มธ.ศูนย์รังสิต  ตนได้นัดประชุมทำความเข้าใจกับนักศึกษา  ประชาคม และผู้สนใจ  ส่วนข้อห่วงใยของนักศึกษาที่ว่าออกนอกระบบแล้วค่าหน่วยกิตจะเพิ่มขึ้นนั้น  เบื้องต้นตนขอชี้แจงว่า การออกนอกระบบกับการขึ้นค่าหน่วยกิตเป็นคนละเรื่องกัน และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มธ.ได้ขึ้นค่าหน่วยกิตไปแล้ว  ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งออกนอกระบบไปแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี ก็ยังไม่ได้ขึ้นค่าหน่วยกิตใดๆเลย

100อันดับร.ร.ที่สุดประเทศไทยปี2012

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 16:54:53 น. 


 

ที่มา : เว็บไซต์ dek-d.com
 

100 อันดับโรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทย
 

ลำดับโรงเรียนในประเทศไทยที่ดีที่สุดโดยวัดจากผลเอนทรานซ์ โควตารับตรงโอลิมปิกวิชาการ
1. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
2. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
3. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
4. โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)
5. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
6. โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง
7. โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา
8. โรงเรียนสาธิต มศว. ปทุมวัน
9. โรงเรียนอัสสัมชัญ
10. โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
11.โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
12.โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี
13.โรงเรียนสตรีวิทยา
14.โรงเรียนเทพศิรินทร์
15.โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี
16.โรงเรียนสาธิต ม.เชียงใหม่
17.โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่
18.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช
19.โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย
20.โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
21.โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
22.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
23.โรงเรียนนครสวรรค์
24.โรงเรียนหอวัง
25.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
26.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
27.โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
28.โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น
29.โรงเรียนสตรีวิทยา2
30.โรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่
31.โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
32.โรงเรียนสาธิต ม.ขอนแก่น
33.โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี
34.โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
35.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ตรัง
36.โรงเรียนสาธิต ม.สงขลานครินทร์ จ.ปัตตานี
37.โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
38.โรงเรียนโยธินบูรณะ
39.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ราชบุรี
40.โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
41.โรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน
42.โรงเรียนนารีรัตน์ จ.แพร่
43.โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
44.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จ.นนทบุรี
45.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย
46.โรงเรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา
47.โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา
48.โรงเรียนศึกษานารี
49.โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก
50.โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร
51.โรงเรียนสตรีศรีน่าน จ.น่าน
52.โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย
53.โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี
54.โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนด์
55.โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา
56.โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
57.โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
58.โรงเรียนสิรินธร จ.สุรินทร์
59.โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.สตูล
60.โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์
61.โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
62.โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)2
63.โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย
64.โรงเรียนชลราษฎรอำรุง
65.โรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
66.โรงเรียนพัทลุง
67.โรงเรียนพิษณุโลกวิทยาคม
68.โรงเรียนลำปางกัลยาณี
69.โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
70.โรงเรียนนวมินทราชูทิศ บดินทรเดชา
71.โรงเรียนสุรวิทยาคาร จ.สุรินทร์
72.โรงเรียนเซนต์โยเชฟคอนแวนด์
73.โรงเรียนบูรณะรำลึก จ.ตรัง
74.โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม
75.โรงเรียนสารคามวิทยาคม จ.มหาสารคาม
76.โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
77.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
78.โรงเรียนระยองวิทยาคม
79.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.จันทรบุรี
80.โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม
81.โรงเรียนทวีธาภิเศก
82.โรงเรียนชลกันยานุกูล
83.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎนครปฐม
84.โรงเรียนมารีย์วิทยา จ.นครราชสีมา
85.โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
86.โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.มุกดาหาร
87.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม
88.โรงเรียนสายน้ำผึ้ง
89.โรงเรียนเบญจมราชาลัย
90.โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช
91.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
92.โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี
93.โรงเรียนศรียาภัย จ.ชุมพร
94.โรงเรียนนวมินทราชูทิศ หอวัง นนทบุรี
95.โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จ.อุดรธานี
96.โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
97.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช
98.โรงเรียนสาธิต(พิบูลย์บำเพ็ญ) ม.บูรพา
99.โรงเรียนวิสุทธังษี จ.กาญจนบุรี
100.โรงเรียนนวมินทราชูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

เลื่อนเปิดเทอมรับอาเซียนรอบทสรุป

คอลัมน์: การศึกษา: เลื่อนเปิดเทอม…รับอาเซียนปัญหาที่ยังรอบทสรุป…!!
ที่มา  :  มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันที่ 16 – 22 พ.ย. 2555

ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันจนถึงขณะนี้ กรณีนโยบายการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผู้กำกับดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังคงยืนยันไม่เลื่อนเปิดภาคเรียนตามที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติให้มหาวิทยาลัยของรัฐ 24 แห่งที่เป็นสมาชิก เลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ไปเป็นเดือนสิงหาคม ของทุกปี

แน่นอนว่าเมื่อ ทปอ. ไฟเขียวให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เลื่อนเปิดเทอมแล้ว แต่ สพฐ. ยืนกรานว่าไม่เลื่อนเปิดเทอม โดยให้เหตุผลว่ากำหนดการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนในปัจจุบัน สอดรับกับวิถีชีวิตของคนไทยอยู่แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ เลยทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

ล่าสุดพบว่าการเปิดภาคเรียนของระดับอุดมศึกษาตามปฏิทินประชาคมอาเซียน ส่งผลกับนิสิตนักศึกษาคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่เรียนจบการศึกษาชั้นปี 4 ต้องไปฝึกสอนเป็นเวลา 1 ปีการศึกษาในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ 2 ภาคเรียนเกิดปัญหาขึ้น เพราะโรงเรียนยังคงเปิดเรียนในช่วงเดือนพฤษภาคม

ทำให้มหาวิทยาลัยที่เลื่อนเปิดภาคเรียนใหม่ และนิสิตนักศึกษาที่ต้องฝึกสอนในโรงเรียน อาจฝึกสอนได้ไม่ครบ 1 ปี

จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ที่ประชุมหารือเรื่องนโยบายการเปิด-ปิดภาคการศึกษาตามปฏิทินประชาคมอาเซียนในปี 2557 ที่มี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ., นายศิริชัย กาญจนวาสี คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันว่า สพฐ. จะยอมปรับ และขยับกำหนดการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนสังกัด สพฐ. เพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถฝึกสอนได้โดยไม่ต้องเสียเวลา

โดยมอบหมายให้คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และ สพฐ. กลับไปหารือในรายละเอียดอีกครั้ง

ขณะที่นายชินภัทรชี้แจงว่า สพฐ. ได้หารือเรื่องดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยรวบรวมข้อมูลการเปิด-ปิดภาคเรียนของสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ พบว่า แม้ในโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มประเทศอาเซียนก็ยังเปิด-ปิดภาคเรียนหลากหลายอยู่

การที่มหาวิทยาลัยไทยเลื่อนเปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับปฏิทินอาเซียน เป็นเรื่องที่มีเหตุผล เพราะนิสิตนักศึกษาสามารถเลือกเรียนมหาวิทยาลัยไหนก็ได้ในอาเซียน แต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีนักเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา 10 ล้านคน ทำให้การเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน ทำได้ลำบาก

นอกจากนี้ การที่ สพฐ. จะพิจารณาเลื่อน หรือไม่เลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนก่อน

หากเลื่อนให้ตรงกับมหาวิทยาลัยอาจเกิดผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะต้องเลื่อนการเปิดภาคเรียนออกไปถึง 4 เดือน โดยเปิดเรียนช่วงเดือนสิงหาคม

ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีความเห็นว่าให้ปรับการเปิดภาคเรียนเล็กน้อย สพฐ. อาจปรับได้ 2 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 วัน โดยจะไปเปิดเรียนประมาณต้นเดือนมิถุนายนในปี 2557

นายชินภัทรแจกแจงต่อว่า การปรับดังกล่าวจะอยู่ในวิสัยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่างๆ ของผู้ปกครอง และนักเรียนมากนัก โดย สพฐ. จะประชุมรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง นักเรียน ครู เป็นต้น เพราะการเลื่อนเปิดภาคเรียนต้องดูว่ามีผลกระทบต่อส่วนไหนบ้าง รวมทั้ง ต้องดูตารางการทดสอบโอเน็ต การสอบ GAT และการสอบ PAT รวมทั้ง แอดมิสชั่นส์ด้วย ซึ่งทุกอย่างจะต้องลงตัว

สพฐ. คาดการณ์ว่าช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ นายศิริชัย กาญจนวาสี มองว่า การทำให้ระบบการเปิด-ปิดภาคเรียนทั้งระดับอุดมศึกษา กับการศึกษาขั้นพื้นฐานสอดคล้องกัน จะทำให้ความขัดแย้งหายไป ดีต่อเอกภาพของการจัดการศึกษา และสอดคล้องกับนานาชาติในการร่วมจัดกิจกรรมในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ หรือนักศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างมาก

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศในระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตร 5 ปี และคุรุสภากำหนดให้ต้องฝึกสอน 1 ปี หรือ 2 ภาคการศึกษา
หากขยับปฏิทินการศึกษาในปี 2557 ตามมติที่ ทปอ. จะทำให้ภาคเรียนที่ 2 ต้องเปิดเรียนกลางเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ช่วงนั้นนิสิตนักศึกษาจะต้องไปฝึกสอน แต่หากโรงเรียนสังกัด สพฐ. ยังเปิดเรียนตามปกติในเดือนพฤษภาคม จะทำให้นิสิตกลุ่มนี้สูญเสียโอกาสสอนนักเรียน

หากขยับเพื่อให้สอดรับในการส่งนิสิตไปฝึกสอนจะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

สอดคล้องกับความเห็น นายสุรวาท ทองบุ คณบดีคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาสารคามในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) บอกว่า การเลื่อนเปิดเทอมออกไปอีก 20 วันของ สพฐ. ไม่น่าจะมีประโยชน์ โดยเฉพาะต่อการฝึกสอนของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ จึงเห็นว่าควรทำให้สอดคล้องกันทั้งระบบน่าจะดีกว่า

ขณะนี้คณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของแต่ละมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างวิเคราะห์ศึกษาข้อดีข้อเสียของการเลื่อนเปิดภาคเรียนในประเด็นต่างๆ ซึ่งวันที่ 20 พฤศจิกายน จะสรุป และความเห็นจากคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ทั้ง 75 แห่งอีกครั้ง แต่ข้อเสนอของ ส.ค.ศ.ท. เบื้องต้นต้องการให้ สพฐ. เลื่อนเปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับอาเซียน เพราะเท่าที่ดูผลดีมากกว่าผลเสีย ที่สำคัญแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ได้ด้วย

ด้านความเห็น นายธวัชชัย พิกุลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กาญจนบุรี เขต 4 และนายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (สพท.) มองว่า เรื่องนี้ สพฐ. และมหาวิทยาลัยต้องไปหารือให้ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะทำอย่างไร ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้เลื่อนเปิดเทอมทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความวุ่นวายในอนาคต ช่วงปีแรกๆ อาจจะเกิดความสับสนกันบ้าง แต่ก็ค่อยๆ ปรับกันไปเรื่อยๆ ในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษาพร้อมปฏิบัติตามนโยบายอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี นโยบายการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหารือกันให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาระบบการศึกษาไทย เพราะเหลือเวลาอีกแค่ 3 ปี ประตูสู่ประชาคมก็เริ่มเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล, ศธ. และมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้เหตุผลมาพูดกันอย่างจริงจัง และหาข้อสรุปว่าจะทำเช่นไรเรื่องการเลื่อนเปิดเทอม

รวมทั้ง ทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาไทยมีคุณภาพ และยึดผลประโยชน์ของทุกคน ที่สำคัญสามารถก้าวเดินไปพร้อมๆ กับประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างภาคภูมิใจ ตรงกันข้ามหากทุกหน่วยงานยังถกเถียงกันไม่ยอมจบ และยังคงเดินคนละทิศคนละทางเหมือนทุกวันนี้

เพราะไม่เช่นนั้น ท้ายที่สุด “ไทย” อาจจะกลายเป็นประเทศเดียวในอาเซียน ที่ไม่มีความพร้อมด้านการศึกษาก็เป็นได้…

จดหมายเปิดผนึก8/55เงินวิทยฐานะ-การจ้าง

จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 8/2555 (เงินวิทยฐานะ-อัตราการจ้าง)

ที่มา  :   ศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ. สำนักนโยบายและแผน สพฐ.

ถึง พี่น้องชาวแผนและผู้ที่สนใจทุกท่านครับ

หากอ่านกระทู้ในจดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 7/2555 จะพบว่า ความถี่ของกระทู้ก็จะเน้นอยู่สองเรื่องคือ เงินตกเบิกวิทยฐานะและค่าจ้าง 9,000 บาท และ 15,000 บาทสำหรับอัตราจ้างทีมีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีและปริญญาตรี ตามลำดับ ฉบับนี้ผมคงแตะเรื่องเดิมนิดหน่อย และพูดถึงทิศทางการดำเนินงานปี 2556 ของกระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนแล้วทั้งงานและเงินที่จะทำงาน เริ่มเลยนะครับ

 เงินวิทยฐานะ

ผมเคยให้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องเงินตกเบิกวิทยฐานะไปว่า ผู้ที่ได้รับอนุมัติเลื่อนวิทยฐานะ และมีคำสั่งตั้งแต่ตุลาคม 2553 ถึง 31ธันวาคม 2554 จะได้รับตกเบิกตุลาคม 2555 นี้ ซึ่งทำให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 68,074 คน (คำสั่งตั้งแต่ตุลาคม 2553 – ธันวาคม 2554) มีความหวังขึ้นมาทันที ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 22,724 ล้าน ในปี 2556 นี้ สพฐ. ได้รับงบประมาณเพื่อจ่ายเงินวิทยฐานะมาทั้งสิ้น 36,454 ล้าน เพื่อเบิกจ่ายให้รายเดิมที่เคยได้รับปี 2555 และรายใหม่ที่จะได้รับปี 2556 (ตุลาคม 2555 นี้) ปรากฏว่า ก.ค.ศ. มีการปรับเกณฑ์การรับเงินตกเบิกวิทยฐานะสำหรับกลุ่มชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญClick ตามหนังสือก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.7/166 ลว. 13 มิถุนายน 2555 ทำให้ต้องมีการจ่ายเงินตกเบิกเพิ่มให้กับกลุ่มชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นแต่ละรายมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น จึงทำให้งบประมาณที่ได้มา 36,454 ล้าน จ่ายให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้มีคำสั่งถึง 31 กรกฎาคม 2555 เท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะจ่ายไปถึง 31 ธันวาคม 2555 ผมเลยกลายเป็นจำเลยไปทันทีที่ทำให้ผู้ได้รับคำสั่งตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2555 – 31 ธันวาคม 2555 ยังไม่ได้รับตกเบิกวิทยฐานะ ถ้าเกณฑ์ ก.ค.ศ. ที่ปรับใหม่แจ้งมาก่อนที่เราได้รับงบประมาณเราคงปรับตัวทัน แต่นี่ได้เกณฑ์มาหลังจากที่เราได้รับงบประมาณมาแล้ว จึงเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามวงรอบงบประมาณปกติ กลุ่มที่เหลือจะได้รับเงินตกเบิกอีกครั้งก็คือตุลาคม 2556อีกหนึ่งปีเต็ม ขณะนี้ สำนักนโยบายและแผน(สนผ.) ได้ขอให้ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคล(สพร.) รวบรวมจำนวนผู้ที่ได้เลื่อนวิทยฐานะตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2555 ถึงปัจจุบันว่ามีจำนวนเท่าไร และต้องใช้งบประมาณเท่าไร และจะทำเรื่องขออนุมัติงบกลางจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งท่านเลขาธิการให้ความเห็นชอบกับแนวทางนี้แล้ว เรื่องนี้อาจเป็นไปได้ครับ เพราะท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้เปรยๆ เรื่องนี้กับท่านเลขาธิการอยู่เหมือนกันในการประชุมเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่จะได้หรือไม่ได้ ได้เมื่อไรนั้น ยังตอบไม่ได้ครับ

 อัตราจ้าง

ประเด็นเดิมๆของอัตราจ้างก็มีสองเรื่องครับ คือ เรื่องการต่อสัญญาจ้างและการเพิ่มค่าจ้าง ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ เรื่อง การต่อสัญญาจ้างคงไม่มีปัญหาแล้วมั้งครับ จะมีก็คงเป็นอัตราจ้างครูสาขาขาดแคลน โครงการพัฒนาครูทั้งระบบ5,290 คนกับอัตราจ้างครูวิทย์-คณิต 3,972 อัตรา ซึ่งมีปัญหาคนละแบบกัน อัตราจ้างครูสาขาขาดแคลนที่ช้าเพราะต้องหางบประมาณประมาณ 1,000 ล้านบาท มาจัดสรรให้เนื่องจากสพฐ.ไม่ได้รับงบประมาณส่วนนี้จากสำนักงบประมาณ แต่การต่อสัญญานั้นให้ต่อสัญญาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นมา สพฐ.กำลังโอนงบประมาณให้เขตพื้นที่แล้วครับ ส่วนครูวิทย์-คณิตนั้นได้มีการปรับเกณฑ์การจัดสรรใหม่ โรงเรียนมัธยมศึกษากระทบกระเทือนมากหน่อย เพราะมีการปรับเกณฑ์จัดสรรจากโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ไปให้โรงเรียนขยายโอกาสที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ต่ำมาก น้องๆ คนเดิมทุกคนจะได้รับการพิจารณาการต่อสัญญาให้ก่อน แต่อาจไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนเดิม หากโรงเรียนเดิมจ้างคนเดิมไปแล้วจะทำอย่างไร คุยกับผู้อำนวยการสำนักวิชาการ(สวก.) ผอ.วีณา อัครธรรม แล้วได้รับคำตอบว่าจะจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาให้ หากสงสัยและยังติดใจประเด็นใดโปรดติดต่อ ผอ.วีณา อัครธรรม โทร. 081-3985823 ส่วนผู้รับผิดชอบโดยตรง คือ ดร.พิเชฏษ์ จับจิตต์หัวหน้ากลุ่มสถาบันวิทยาศาสตร์ สวก. โทร 089-9673597 สำหรับค่าจ้าง 9,000 บาท และ 15,000 บาทนั้น น้องๆรออีกนิดนึงครับ พอดีเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี เรื่องนี้เลยชะงักไป ได้งบประมาณ ปี 2556 มาแล้วแต่ยังจ่ายไม่ได้ครับ ต้องรอมติคณะรัฐมนตรี เมื่อสั่งจ่าย

ทิศทางการดำเนินงานของ สพฐ. ปี 2556

การดำเนินงานปีงบประมาณ 2556 ได้ผ่านพ้นไปหนึ่งเดือนกว่าแล้ว สพฐ. ได้งบประมาณปี 2556 จำนวน 294,298,719,500บาท มากกว่าปี 2555 จำนวน 21,068,702,600 บาท คิดเป็นร้อยละ 7.71 เงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้นมานี้ส่วนใหญ่ เป็นไปในส่วนของเงินเดือนและค่าจ้าง จุดเน้นในการดำเนินงานของ สพฐ.ปี 2556 ก็คล้ายๆ เดิม มีการปรับนิดหน่อยดังนี้ ครับ

1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักเพิ่มขึ้น โดยผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 3 (Student Achievement)

2. เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ (EQ : Emotion Quotient)

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกคนอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคนอ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง และมีทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ( Literacy , Numeracy & Reasoning Abilities)

4. นักเรียนทุกคนมีความสำนึกในความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ และอยู่อย่างพอเพียง (Sufficiency & Public Mind)

5. นักเรียนที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปศาสตร์ ได้รับการส่งเสริมให้มีความเป็นเลิศ (Excel to Excellence)

6. ประชากรวัยเรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษาด้วยทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อลดอัตราเด็กตกหล่น ออกกลางคัน ส่งเสริมการเรียนต่อหรือประกอบอาชีพ (Alternative Access)

7. นักเรียน ครู และสถานศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของตน (Southern – Border Provinces)

8. นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมพหุวัฒนธรรม (ASEAN Community)

9. สถานศึกษาทุกแห่งได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ มีระบบประกันคุณภาพภายในที่เข้มแข็งและได้รับการรับรองจากการประเมินคุณภาพภายนอก (Quality Schools)

10. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งมีคุณภาพตามมาตรฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (Effective Service Areas)

สพฐ. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการปี 2556 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังแสดงไว้ในเว็บไซด์ของ สนผ.การจัดสรรงบประมาณกำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วนครับ และก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเขตพื้นที่มัธยมศึกษาที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งในส่วนงบประจำพื้นฐานและงบพัฒนาคุณภาพ เท่ากับ 5 ล้าน และ 3 ล้าน ตามลำดับ เท่ากับเขตประถมศึกษา ทั้งนี้ก็ด้วยความเห็นใจเขตมัธยมศึกษา ซึ่งถึงแม้จะมีโรงเรียนน้อยแต่ก็มีพื้นที่กว้างขวาง บางเขตครอบคลุมถึง 4 จังหวัด จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานย่อยๆ ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ อัตรากำลังปัจจุบันไม่เต็มตามกรอบ จำเป็นต้องใช้งบประมาณของเขตจ้างอัตราจ้างเอง รวมทั้งเวลา สพฐ. มีงานด่วนๆ ที่ต้องการมวลชน สพม. รอบๆ สพฐ. โดยเฉพาะ สพม.1-6 ก็เป็นกำลังหลักของ สพฐ. บางครั้ง ผอ.เขต ต้องควักกระเป๋าตัวเองอยู่เนืองๆ สพม. ต่างๆรอหน่อยนะครับ เนื่องจาก สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย (สมป.) ขอดำเนินการในส่วนนี้เอง เพื่อความคล่องตัวครับ

 นโยบายของกระทรวงศึกษาการ

ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านใหม่แล้ว นั่นก็คือ ท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา และ ท่านเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ตามลำดับ ซึ่งท่านรัฐมนตรีได้แถลง click  นโยบาย 10 ด้าน ในวันที่เข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย 1) เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพผู้ศึกษา 2) การสร้างโอกาสทางการศึกษา 3) การนำสันติสุขสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4) การแก้ไขปัญหายาเสพติด 5) แท็บเล็ต 6) การวิจัย 7) กองทุนตั้งตัวได้ 8) การผลักดันการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญของประชาชน9) การบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ 10) ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

ปฏิทินประเมินภายนอกรอบสามปีงปม56

ที่มา   :   เว์บไซด์สมศ.   ประกาศวันที่  14 พฤศจิกายน 2555

ปฏิทิน กำหนดการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานรอบสาม ประจำปีงบประมาณ 2556 (ระยะที่1 ระหว่างวันที่ 26 พ.ย.55 – 11 ม.ค.56) จำนวน 104 กลุ่ม 

 

ศธ.เดินหน้าเร่งดันกฎหมายจบม.6

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555 เวลา 14:09 น.

ปลัดศธ. ระบุ เดินหน้าโครงการยกระดับการศึกษาให้ประชาชนจบ ม.6 ภายใน 8 เดือน ตั้งเป้าปีแรกต้องมีผู้ที่ศึกษาอยู่นอกระบบจบม.6 จำนวน 1.5 แสนคน

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.  นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)  เปิดเผยว่า  เมื่อเร็วๆนี้  ตนได้ประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)  รวมทั้งรับฟังปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการเดินหน้าโครงการยกระดับทางการศึกษาให้ประชาชนเรียนจบม.6  ภายใน 8 เดือน  ที่ปีแรกตั้งเป้าว่า  จะต้องมีผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษาได้เรียนจบม.6 จำนวน 1.5 แสนคน  แต่ยังติดปัญหาว่าจะต้องมีกฎหมายรองรับ  ซึ่งกศน.ได้ยกร่างกฎหมายไว้เรียบร้อยแล้ว  อยู่ระหว่างรอเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)  โดยที่ผ่านมากศน. ก็ได้ปรับแก้ร่างกฎหมายตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแนะนำว่า  ควรปรับแก้อายุของผู้เรียนกศน. จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 18 ปี  จึงจะเข้าเรียนได้เป็น 20 ปี  เพื่อให้มีวุฒิภาวะเหมาะสมยิ่งขึ้น  ทั้งนี้จะประสานไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  เพื่อเร่งรัดให้นำวาระดังกล่าวเข้าครม.เพราะหากเปิดรับสมัครไปแล้ว และมีผู้จบการศึกษาแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับวุฒิการศึกษาที่ออกมาก็จะผิดกฎหมาย

 ปลัดศธ. กล่าวต่อไปว่า  จะเร่งรัดเรื่องการยกฐานะกศน. เป็นอีกองค์กรหลักของศธ.  ซึ่งขณะนี้ศธ.ได้ส่งร่างพ.ร.บ.การศึกษาตลอดชีวิตไปให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณาแล้ว หากผ่านก.พ.ร. และครม.ให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ทันการประชุมสมัยหน้า

 “นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้กศน. ดูแลหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษ  เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ที่ขณะนี้กศน.มีการจัดห้องเรียนภาษาอังกฤษ 1 ห้องในทุกศูนย์กศน. จึงขอให้เพิ่มเติมเรื่องการเร่งพัฒนาครูไทยให้สอนเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันในจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา ก็ให้หาครูที่เป็นคนของประเทศนั้นมาสอนภาษาให้คนไทยด้วย เพราะต่อไปเราต้องเปิดประเทศจะได้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ด้วยความเข้าใจ รวมทั้งขอให้กศน.ทำหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับคนในอาชีพต่าง ๆ ว่าต้องสื่อสารประโยคอะไรบ้าง เป็นชุดหลักสูตรเฉพาะอาชีพหลักๆ ที่มีในประเทศไทย ด้วย เช่น คนขับแท็กซี่ เป็นต้น” นางพนิตา กล่าว

ทปอ.แจงแอดมิชชั่น-แกต-แพต

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555 เวลา 13:57 น.

ทปอ.ระบุแอดมิชชั่น ปี57ยังไม่นิ่ง รอหารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง พร้อมขอความร่วมมือรับตรงม.ค.ลดปัญหาค่าใช้จ่ายและวิ่งรอก

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.)  ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)  กล่าวหลังการประชุมทปอ. ว่า ที่ประชุมยืนยันปฏิทินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบการกลางการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลางประจำปีการศึกษา 2556  อีกทั้งได้ทบทวนและเห็นชอบปฏิทินแอดมิชชั่นกลาง ประจำปีการศึกษา 2557 ดังนี้ รับสมัครสอบ 7 วิชาสามัญ เดือนพ.ย.2556  สอบ7วิชาสามัญม.ค. 2557  รับสมัครการสอบวัดความถนัดทั่วไปหรือแกต /การสอบวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือแพต  ครั้งที่ 1/2557 ธ.ค.2556  สอบแกตแพตวันที่ 1-4 มี.ค.2557  ประกาศผลสอบแกต/แพต วันที่ 10 เม.ย.2557

ศ.ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า  การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2556  ปลายเดือนก.พ.2557  ประกาศผลสอบโอเน็ตต้นเดือนเม.ย.2557  รับสมัครสอบแกต/แพต ครั้งที่ 2/2557  วันที่ 5-16 เม.ย.2557  รับชำระเงินค่าสมัครสอบแกต/แพตค วันที่ 5-18 เม.ย.2557  สอบแกต/แพต วันที่ 10-13 พ.ค.2557  ประกาศผลสอบแกต/แพต  วันที่ 7 มิ.ย.2557  สำหรับการจำหน่ายระเบียบการแอดมิชชั่นกลางปีการศึกษา 2557 วันที่ 5-15 มิ.ย.2557  รับสมัคร วันที่ 8-15 มิ.ย.2557  ชำระเงิน วันที่ 8-17 มิ.ย.2557   ประกาศผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่ 28 มิ.ย.2557  สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่7-9ก.ค. 2557  และประกาศผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา วันที่ 15 ก.ค.2557

ศ.ดร.สมคิด กล่าวด้วยว่า  ที่ประชุมมอบให้คณะทำงานศึกษาระบบแอดมิชชั่นของทปอในส่วนขอการปรับปรุงสอบ 7 วิชาสามัญ จากเดือนม.ค. ให้ใกล้เคียงกับการสอบแกต/แพตครั้งที่ 1/2557 ในเดือนมี.ค.  เนื่องจากการสอบมีลักษณะคล้ายคลึงกัน  และถ้าสอบม.ค.จะติดขัดปัญหาเรื่องงการเรียนหลักสูตรวิชารักษาดินแดน(รด.)  ซึ่งทปอ.ไปหารือกับผู้บังคับการกรมรักษาดินแดนให้ขยับการเรียนออกไป  และการสอบแกต/แพต ครั้งที่ 2/2557 ตรงกับ พ.ค. เป็นช่วงโรงเรียนจัดกิจกรรมของนักเรียน

ศ.ดร.สมคิด  กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้ที่ประชุมขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยสอบรับตรงใกล้เคียงกันเดือนม.ค.  เพื่อลดค่าใช้จ่าย  การวิ่งรอกสอบของนักเรียน  เท่าที่รับฟังความคิดเห็นอธิการบดีแต่ละแห่งค่อนข้างเห็นด้วย จึงได้รายงานที่ประชุมเรื่องการหารือสำนักงบประมาณฯ 2 ประเด็น  คือ

1.  สำนักงบฯเห็นชอบหลักการ การปรับเงินเดือนพนักงานในส่วนของพนักงานที่ใช้เงินรายได้แผ่นดินให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มเงินเดือนของข้าราชการพลเรือน ซึ่งเป็นแบบคลื่นกระทบฝั่งเป็นฐานสำหรับการคิดคำนวณ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องจำนวนเงิน ซึ่งสำนักงบฯ จะรับไปพิจารณา 

2.  สำนักงบประมาณเห็นชอบตามหลักการที่ทปอ.เสนอคิดคำนวณรายได้ของมหาวิทยาลัยที่จะนำมาสมทบการก่อสร้างต่างๆ จากเดิมมหาวิทยาลัยต้องใช้เงินรายได้ของตนเองสมทบในจำนวนมาก อาทิ ใช้งบประมาณตนเองสมทบอย่างต่ำ 35-80% ทำให้มหาวิทยาลัยต้องรับภาระมาก จากนี้ไปสำนักงบประมาณ รับปากว่าจะไปดูรายละเอียดต่างๆ และยืนยันว่ามหาวิทยาลัยสมทบในการก่อสร้างลดลง

สถานศึกษาประเมินรอบ3 ระยะ1-2

รายชื่อสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (ช่วงการประเมินระยะที่ 1 และระยะที่ 2)
(รวมรายชื่อสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ ประเภทโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 101 แห่ง และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 14 แห่ง)

 

สุชาติหลุดโผครม.3″พงศ์เทพ”เสียบเสมา1

ที่มา  :  ไำทยรัฐ  วันที่  25  ตุลาคม  2555

ทูลเกล้าฯโผปรับ ครม.แล้ว หลัง “ยิ่งลักษณ์” เรียกว่าที่รัฐมนตรีไปกรอกประวัติที่ทำเนียบรัฐบาล “จารุพงศ์” โยกไปเป็น มท.1 “ปึ้ง-ปลอด” ผลงานเข้าตาได้โบนัสควบรองนายกฯ “พงษ์ศักดิ์” เป็น รมว.พลังงาน “พงศ์เทพ” คุมกระทรวงศึกษาฯ “ณัฐวุฒิ” สลับไปเป็น รมช.พาณิชย์ “เสริมศักดิ์” เสียบ รมช.เกษตรฯแทน “ชัชชาติ” ผงาดขึ้น รมว.คมนาคม มี “พฤณฑ์ สุวรรณทัต-ประเสริฐ จันทรรวงทอง” มาเป็นรัฐมนตรีช่วย “ยุคล” นั่ง รมว.เกษตรฯ “สนธยา” สลับมาแทนเมียนั่ง รมว.วัฒนธรรม “ประเสริฐ บุญชัยสุข” เป็น รมว.อุตสาหกรรม ส่วนรัฐมนตรีที่หลุดเก้าอี้มี 7 คน “สุชาติ-อารักษ์-ชัจจ์-ภูมิ-ธีระ-สุกุมล-หม่อมพงษ์สวัสดิ์”

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 24 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกรัฐมนตรีบางคน และผู้ที่มีชื่อคาดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี เข้ามาที่ตึกไทยคู่ฟ้า ประกอบด้วย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นายจารุพงศ์  เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และในส่วนของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 มีนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายภูมิธรรม เวชชยชัย นายพงศ์เทพ  เทพกาญจนา  นายเสริมศักดิ์  พงษ์พานิช นายวราเทพ รัตนากร ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลมีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา น้องชายนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนา ทั้งหมดไปยังห้องทำงานของนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อกรอกประวัติและคุณสมบัติส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ขณะเดียวกันนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. ได้เดินขึ้นด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า คาดว่าไปรับเอกสารกรอกประวัติไปตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่บรรดารัฐมนตรีและว่าที่รัฐมนตรีทยอยเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏว่ามีเมฆมืดครึ้มดำทะมึนปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีลมกรรโชกแรง ทำให้พานทองที่ศาลพระภูมิประจำทำเนียบฯล้มคว่ำตกลงมาแตกเป็นเสี่ยง ขวดน้ำแดงที่นำมาสักการะก็หกกระจายไปทั่ว ทำให้สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา  ขณะเดียวกัน  เจ้าหน้าที่พรรคเพื่อไทยได้ประสานไปยังนายสนธยา คุณปลื้ม ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังชล ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ ให้ดำเนินการกรอกคุณสมบัติและขอให้ส่งกลับภายในวันเดียวกัน รวมทั้งเรียกนายสนธยากลับจากต่างประเทศทันที  เพื่อเตรียมมาดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรมแทนนางสุกุมล คุณปลื้ม

จนกระทั่งในช่วงเย็น ทางสำนักเลขาธิการ ครม. ได้นำรายชื่อการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 เข้าสู่ขั้นตอนการทูลเกล้าฯ โดยโผปรับ ครม.ครั้งนี้ประกอบด้วย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม โยกไปเป็น รมว.มหาดไทย  นายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล  รมว.ต่างประเทศ ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี  นายพงศ์เทพ  เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็น รมว.ศึกษาธิการ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็น รมว.พลังงาน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ โยกไปเป็น รมช.พาณิชย์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็น รมช.เกษตรฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม ขยับขึ้นเป็น รมว.คมนาคม พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ตท.10) เป็น รมช.คมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เป็น รมช.คมนาคม นายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็น รมว.เกษตรฯ นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำพรรคพลังชล เป็น รมว.วัฒนธรรม และนายประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา เป็น รมว.อุตสาหกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้มีรัฐมนตรีที่หลุดจากตำแหน่ง  7 คน ประกอบด้วย นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ นายธีระ  วงศ์สมุทร  รมว.เกษตรฯ  นางสุกุมล  คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม และ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม สำหรับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่มีข่าวว่าจะมาเป็นรัฐมนตรีในโควตาคนเสื้อแดงแทนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนั้น ปรากฏว่าทางแกนนำพรรคเพื่อไทยได้วางตัวนายจตุพรเป็นที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย เป็นการปลอบใจ.

 ที่มา  :   มติชนออนไลน์  วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปูžเซ็นแล้วโผรมต.ใหม่”ครม.ปู3″ “จารุพงศ์”มท.1ควบหน.พรรค “พงศ์เทพ”รองนายกฯควบศธ. “เพ้ง”คุมพลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  วานนี้ (24 ตุลาคม)  หลังบรรดาคณะรัฐมนตรีและว่าที่รัฐมนตรีจำนวนมากเดินทางเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ล่าสุดมีรายชื่อโผผู้ที่คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีใหม่ใน”ครม.ปู3″แล้ว โดยในรายของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นอกจากถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้วยังนั่งเก้าอี้ใหญ่ รมว.มหาดไทยด้วย    สำหรับรายชื่อครม.ยิ่งลักษณ์3  คาดว่าจะเป็นดังนี้

1.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็น รมว.มหาดไทย
2.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย
3.นายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย
4.นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรมว.เกษตรฯ
5.นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรฯ
6.นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็น รมช.เกษตรฯ
7.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯควบ รมว.ศึกษาธิการ
8.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ
9.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรมว.คมนาคม
10.พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม
11.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย รมช.คมนาคม
12.นายประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา เป็น รมว.อุตสาหกรรม
13.นายสนธยา คุณปลื้ม พรรคพลังชล เป็น รมว.วัฒนธรรม
14.นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรองนายกฯ
15.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
16.นายวราเทพ รัตนากร เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ
17.น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ
18.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ ควบ รมว.ต่างประเทศ
19.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน
20.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็น รมช.พาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2555ในระหว่างที่บรรดารัฐมนตรี ว่าที่รัฐมนตรีเข้าออกตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อนำประวัติมาส่งนายกฯนั้น ท้องฟ้าภายในทำเนียบรัฐบาลนั้นเริ่มมืดครึ้มและเกิดลมกระโชกแรงจนทำให้พานที่ตั้งอยู่ในศาลพระภูมิบริเวณด้านข้างห้องผู้สื่อข่าว หล่นลงพื้นแตกเป็น 3 ท่อน และขวดน้ำแดงคว่ำหกจนเลอะศาลพระภูมิ ทำให้ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบต่างจับกลุ่มวิจารณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีขึ้น    ส่วนรัฐมนตรีที่หลุดจากตำแหน่ง ได้แก่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา  พ้นจากตำแหน่งรองนายกฯ  และนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ พ้นจาก รมว.พลังงาน

 

 

สอบNTทุกชั้นเพิ่มภาระผลักเด็กกวดวิชา

ที่มา  :  ASTVผู้จัดการออนไลน์  วันที่  18 ตุลาคม 2555 เวลา  17:15 น.

นายชินภัทร ภูมิรัตน

       สพฐ.ระดมความเห็นสอบ NT ทุกชั้นปี หวั่นนโยบายนี้เพิ่มภาระการสอบให้เด็กกดดันเด็กสู่ ร.ร.กวดวิชามากขึ้น “ชินภัทร” เผยหาจุดลงตัวเพื่อไม่ให้เด็กต้องกดดันจากการสอบ ผุดไอเดียพยายามทำให้ข้อสอบปลายภาคและข้อสอบ NT เป็นฉบับเดียวกัน

       วันนี้ (18 ต.ค.) ที่โรงแรมเดอะรอยัลริเวอร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดเสนาแนวทางการดำเนินการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน (NT) เพื่อเชิญผู้เกี่ยวข้องมาสะท้อนความเห็นกรณีที่ สพฐ.เตรียมให้นักเรียน ป.1 ถึง ป.5 และ ม.1-2 ในสังกัดทุกคน เข้าสอบ NT เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ว่า ระดับประถมศึกษาต้น จะประเมินใน 3 ด้าน คือ 1.การอ่านออกเขียนได้ 2.การคิดเลข และ 3.ความสามารถด้านการคิดและการให้เหตุผล ส่วน ป.4 และ ป.5 สอบ 5 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ ส่วน ม.1 และ ม.2 สอบ 8 สาระวิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ การงานพื้นฐานะอาชีพและเทคโนโลยี สุขศึกษาและพลศึกษา และ วิชาศิลปะ

       นายสุรัช ดวงชาทม ผอ.สพป.มหาสารคาม เขต 1 กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายของ สพฐ.ที่จะให้มีการสอบ NT ทุกชั้นปี เพราะจะได้รับรู้ถึงผลการพัฒนาผู้เรียนได้ทันท่วงที หากไปรอการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET ) ตอน ป.6 ม.3 และ ม.6 อาจช้าเกินไป ทำให้เสียโอกาส เสียเวลาในการพัฒนาผู้เรียน อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะต้องพิจารณาให้รอบครอบถึงวิธีการจัดสอบและผู้คุมสอบ ทั้งนี้ เพราะ สพฐ.วางแผนนำผลการสอบ NT มาเชื่อมโยงกับการประเมินเลื่อนวิทยฐานะครู และผู้บริหารสถานศึกษา ตรงนี้อาจทำให้การคุมสอบเกิดความไม่ตรงไปตรงมา ลำเอียง เพราะฉะนั้น ต้องวางระบบการจัดสอบให้ดี และคิดให้รอบคอบ ว่า ใครจะเป็นผู้คุมสอบ

       “ที่สำคัญ จะต้องสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนตั้งใจสอบด้วย มิฉะนั้น ผลทดสอบ NT ที่ได้ จะไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาผู้เรียนได้จริง อย่างกรณีที่คะแนนสอบ O-Net ต่ำมาตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการประเมินดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ถูกประเมินยกเว้น นร.ม.6 ที่ต้องนำคะแนน O-NET ไปใช้ในการสมัครคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ส่งผลให้เด็กไม่ตั้งใจทำข้อสอบ แม้แต่ลูก ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ยังต้องขอร้องให้มาสอบ แต่ในอนาคตคะแนนคะ O-Net จะดีขึ้น เพราะสพฐ.มีนโยบายให้นำผลการสอบ O-Net มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินจบช่วงชั้น และใช้ในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ เพราะฉะนั้น สพฐ.ต้องมองในภาพเพื่อให้การประเมิน NT นั้น ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ถ้าผลการสอบ NT ที่ออกมา นำสู่การปรับหลักสูตรและการปรับการเรียนการสอน การสอนของครู ก็จะต้องดำเนินการตามความจำเป็นนั้นๆ” นายสุรัช กล่าว

       

       นางอุดมลักษณ์ กูลศรีโรจน์ ครูภาษาอังกฤษชั้น ม.6 ของ ร.ร.สาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นครู ม.6 ได้เห็นว่า นักเรียนไทยรับภาระการสอบมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอยากให้การสอบ NT ประเมินในสิ่งที่จำเป็นที่สุด มิฉะนั้นแล้ว การสอบที่มากเกินไปจะนำเด็กไปสู่การติว ไม่สนใจการเรียนในห้องเรียน สำหรับนักเรียนชั้น ป.1-ป.3 นั้น เห็นด้วยที่จะไม่ประเมินเป็นรายวิชา เพราะอาจเกิดความผิดพลาด ออกข้อสอบไม่ตรงเป้าได้ เช่น ข้อสอบวิชาภาษาไทย อาจไปออกเรื่องวรรณคดี ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินอ่านออกเขียนได้ ส่วนการประเมินช่วงชั้นอื่นๆ ซึ่งต้องสอบถึง 5 วิชา และ 8 วิชานั้น อาจมากเกินไปที่จะให้เด็กสอบ 5 วิชาทุกชั้นปีแล้วก็ต้องไปสอบ O-Net อีก 5 วิชาอีก เพราะฉะนั้น น่าจะมีเฉลี่ยสอบเพื่อไม่ให้เด็กสอบมากเกินไป มิฉะนั้น แล้วจะทำให้เด็กกดดัน 

       

       ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ยังไม่สรุปแน่นอนลงไปว่าแต่ละระดับชั้นจะสอบ NT ในวิชาใดบ้าง ส่วนที่มีความกังวลว่า การสอบ NT ทุกชั้นปี จะทำให้เด็กกดดันนั้น สพฐ.พยายามจุดที่ลงตัวอยู่ เพื่อไม่ให้เด็กมีความเครียดเกินไป แนวทางหนึ่ง สพฐ.พยายามทำให้ข้อสอบปลายภาค และข้อสอบ NT เป็นข้อสอบเดียวกัน เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึก ว่า ต้องรับภาระการสอบเพิ่มขึ้น แต่แนวคิดนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

สพฐ.คลอดปฏิทินรับนร.ปี56

 ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 17:37 น.

วันนี้ (15 ต.ค.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ลงนามในประกาศนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปีการศึกษา 2556 โดยมีสาระสำคัญ อาทิ ประกันโอกาสเด็กที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้เข้ารับการศึกษาภาคบังคับครบทุกคน สนับสนุนให้โรงเรียนระดมทรัพยากรจากเด็กที่ได้เข้าเรียนแล้ว แต่ไม่ให้รับเงินบริจาคโดยมีเงื่อนไขผูกพันกับการเข้าเรียน สำหรับวิธีการรับเด็ก ชั้นก่อนประถมศึกษา ให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจัดหาที่เรียนให้เด็กตามความเหมาะสม รับเด็กอายุ 4-5 ปี ที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนเข้าเรียน โดยไม่มีการสอบวัดความสามารถทางวิชาการ ถ้ายังไม่เต็มให้รับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการฯได้ กรณีมีผู้สมัครเกินจำนวนที่รับได้ ให้ใช้วิธีจับฉลาก ส่วนชั้น ป.1 ให้รับเด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่ 7 หรือจบการศึกษาชั้นก่อนประถมศึกษาที่อยู่ในเขตฯเข้าเรียนชั้น ป.1ทุกคน โดยไม่มีการสอบวัดความสามารถทางวิชาการ ถ้ายังไม่เต็มรับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการฯได้ สมัครเกินให้ใช้วิธีจับฉลากและประสานกับโรงเรียนใกล้เคียง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การรับชั้น ม.1 คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) พิจารณาจัดหาโรงเรียนที่เหมาะสมให้นักเรียนทุกคนในเขตพื้นที่ฯ โดยคำนึงถึงหลักการเรียนใกล้บ้าน โรงเรียนทั่วไปให้รับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯ ถ้ารับไม่เต็มรับนอกเขตได้ กรณีสมัครเกินให้ใช้วิธีจับฉลาก ส่วนโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง มีผู้สมัครเกินกว่าที่โรงเรียนรับได้จำนวนมาก จำเป็นต้องใช้วิธีการสอบคัดเลือกและใช้ผลคะแนนโอเน็ต จะต้องเสนอสัดส่วนและวิธีการต่อคณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และให้กำหนดสัดส่วนรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯไม่น้อยกว่า 50 % โดยวิธีการจับฉลาก กรณีมีเด็กไม่ถึงให้รับในพื้นที่บริการเข้าเรียนทุกคน

“ กรณีที่คณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียนฯ เห็นชอบให้สอบคัดเลือกนักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯให้เสนอร้อยละของการคัดเลือกและกำหนดเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจาก 1.คะแนนสอบที่ใช้ข้อสอบของโรงเรียน 80 % คะแนนโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 20 % และรับนักเรียนทั่วไปไม่เกิน 50 % โดยใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกัน “ ดร.ชินภัทร กล่าวและว่า กรณีการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ  คณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดหลักเกณฑ์พร้อมวิธีการ พร้อมประกาศหลักเกณฑ์ก่อนพิจารณาและผลหลังการพิจารณาให้สาธารณชนทราบ

สำหรับการรับนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนที่เปิดสอนทั้ง ม.ต้น และ ม.ปลาย ให้รับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 ที่มีศักยภาพเหมาะสมของโรงเรียนเข้าเรียน โดยคัดเลือกจากผลคะแนนการเรียนเฉลี่ย ม.1 ม.2 และ ม.3ภาคเรียนที่ 1 รวม 5 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.00 กรณีต่ำกว่า 2.00 แต่สูงกว่า 1.50 โรงเรียนและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอาจกำหนดเกณฑ์โดยจัดสอบประมวลความรู้ หากผ่านเกณฑ์ให้ถือว่าเป็นนักเรียนที่มีศักยภาพเหมาะสม หรือประเมินความสามารถพิเศษเช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และให้รับรับเรียนจากโรงเรียนอื่นเข้าเรียนด้วยแต่ต้องไม่เกิน 20% ของแผนการรับ และพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจากคะแนนสอบที่ใช้ข้อสอบของโรงเรียน  80 % และ คะแนนโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 20 %

ส่วนโรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย ให้รับนักเรียนชั้น ม.4 จาก นักเรียนทั่วไป 80% โดยให้พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจากคะแนนสอบที่ใช้ข้อสอบของโรงเรียน  80 % และ คะแนนโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 20 % และนักเรียนโควตาไม่เกิน 20% หากประสงค์รับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษให้รวมอยู่ในร้อยละของการสอบคัดเลือก แต่ต้องไม่เกิน 5 % ทั้งนี้ ในการสมัครให้นักเรียนระบุชื่อโรงเรียนที่ประสงค์จะเข้าเรียนเป้นการสำรองไว้ด้วย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรโอกาสทางการศึกษา

สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ดังนี้ ชั้นก่อนประถมฯ รับสมัคร วันที่ 31 ม.ค.-4 ก.พ.2556 จับฉลาก ประกาศผล และรายงานตัว10 ก.พ.มอบตัว 17 ก.พ. ชั้น ป.1 ประกาศชื่อโรงเรียนที่ สพป.และ สพม. จัดส่งเด็กเข้าเรียน วันที่ 1 ก.พ. รับสมัคร 7-11 ก.พ. จับฉลาก ประกาศผล และรายงานตัว17 ก.พ.มอบตัว 24 ก.พ. ชั้น ม.1 ประกาศผลการจัดสรรที่เรียน10 มี.ค. นักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯและนักเรียนทั่วไป สอบคัดเลือกและใช้คะแนนโอเน็ต  สมัคร 14-18 มี.ค. สอบคัดเลือก 23 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 27 มี.ค. มอบตัว 6 เม.ย. นักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯจับฉลาก สมัคร 14-18 มี.ค. จับฉลากประกาศผลและรายงานตัว 31 มี.ค. นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ(ถ้ามี) รับสมัคร14-15 มี.ค. คัดเลือก 16 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 18 มี.ค.มอบตัว 6 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ(ถ้ามี) สมัคร 14-18 มี.ค.ประกาศผลและรายงานตัว 27 มี.ค. มอบตัว 6 เม.ย.ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์ให้จัดหาที่เรียนให้ สมัคร 7-8 เม.ย.ประกาศผลและรายงานตัว 11 เม.ย. และจะประกาศการจัดหาที่เรียนให้นักเรียนในเขตพื้นที่ฯทุกคนอีกครั้งในวันที่ 16 พ.ค.

ชั้น ม.4 โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งระดับม.ต้น และ ม,ปลาย นักเรียนที่จบชั้น ม.3ของโรงเรียนเดิมการรับสมัครและประกาศให้เป็นไปตามกำหนดการของโรงเรียน รายงานตัว 1 เม.ย.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียน ม.3 จากโรงเรียนอื่นและโรงเรียนเดิมที่ใช้การสอบคัดเลือกและใช้คะแนนโอเน็ต สมัคร 14-18 มี.ค. สอบคัดเลือก 24 มี.ค. ประกาศผล 28 มี.ค.รายงานตัว 1 เม.ย.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ(ถ้ามี) รับสมัคร14-15 มี.ค. คัดเลือก 16 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 18 มี.ค.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ(ถ้ามี) สมัคร 14-18 มี.ค.ประกาศผลและรายงานตัว 28 มี.ค. มอบตัว 7 เม.ย. โรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย นักเรียนที่สอบคัดเลือกและใช้คะแนนโอเน็ต สมัคร 14-18 มี.ค. สอบคัดเลือก 24 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 28 มี.ค. มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ(ถ้ามี) รับสมัคร14-15 มี.ค. คัดเลือก 16 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 18 มี.ค.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ(ถ้ามี) สมัคร 14-18 มี.ค.ประกาศผลและรายงานตัว 28 มี.ค. มอบตัว 7 เม.ย.2556.

ใช้ศิลปะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กลดปัญหา

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 14:55 น.

วันนี้ (15 ต.ค.) นายชาย นครชัย ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้หารือกับสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการส่งเสริมความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยแก่เด็กและเยาวชน เนื่องจากในปี 2556 สศร.มีนโยบายเน้นส่งเสริมความรู้แก่เด็กและเยาวชน ตามนโยบายของนางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม และรัฐบาล ทางสมาคมฯเห็นว่าเป็นสิ่งดีที่จะทำให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมให้เด็กที่สนใจงานด้านนี้ ได้ต่อยอดพัฒนาตนเองในการเป็นศิลปิน หรือผลิตผลงานออกไปแข่งขันในระดับนานาชาติ ที่สำคัญจะเป็นการปูพื้นฐานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของงานศิลปะเพิ่มมากขึ้นด้วย

นายชาย กล่าวต่อว่า สศร.ได้เสนอแนะทางสมาคมฯว่า ให้แต่ละโรงเรียนดูความถนัดว่าจะส่งเสริมงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยแนวไหน อาทิ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ วิจิตรศิลป์ เพื่อที่ทางสศร.จะได้จัดกิจกรรมไปให้เหมาะสมกับพื้นที่และแต่ละโรงเรียน โดยสศร.จะกำหนดกิจกรรมไว้ให้เบื้องต้น 20 กิจกรรม ทางโรงเรียนเป็นผู้เลือกกิจกรรมตามความเหมาะสม สศร.จะนำศิลปินศิลปาธร หรือนักเรียน นักศึกษาที่ผ่านการอบรมค่ายทัศนศิลป์ หรือค่ายต่างๆที่สศร.จัดขึ้น ไปร่วมให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนตามภูมิต่างๆอีกด้วย

นอกจากนี้สศร.จะขยายเครือข่ายโรงเรียน ภาคเอกชน อาทิ ในระดับมัธยาศึกษา และอุดมศึกษา ที่สนใจส่งเสริมความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ให้เด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

“แม้ว่าเราจะได้งบประมาณมาจัดโครงการนี้ เพียงประมาณ 5 ล้านบาท แต่เราก็นำร่องจัดไปแล้ว 3 แห่งในกรุงเทพฯ และจะเริ่มทั่วประเทศตั้งแต่เดือนนี้ ที่แรกในปีงบประมาณนี้จะจัดที่หัวหิน อาจจะเป็นที่โรงเรียนวังไกลกังวล และเครือข่ายโรงเรียนใกล้เคียง สศร.จะทำให้สำนักงบประมาณเห็นว่า งานศิลปะ ทำให้เด็กและเยาวชน เปลี่ยนพฤติกรรมได้ ลดปัญหาสังคมได้ด้วย ที่สำคัญหากเขาได้รับการพัฒนาต่อยอดที่ตรงศักยภาพจะทำให้เด็กและเยาวชนสร้างผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้ สร้างรายได้ให้คนกลุ่มนี้อย่างมหาศาล และอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจงานที่ส่งเสริมด้านจิตใจจะไม่เห็นวันเห็นผลในวันเดียว ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร หากเราไม่ทำต่อไป คนไทยในอนาคตก็จะไม่รู้จักงานศิลปะ ไม่รู้คุณค่าของศิลปวัฒนธรรม”ผอ.สศร.กล่าว.