Archive | กุมภาพันธ์ 2013

ปรับหลักสูตร ครูจี้แยกวิชาการงาน-เทคโนฯ

ที่มา  :   มติชน  วันที่  11 กพ. 2556

ดึงนักการศึกษาโลกปรับหลักสูตร ‘ภาวิช’ เผยประชุมกก.นัดแรกมี.ค.ครูจี้แยกวิชาการงานอาชีพ-เทคโนฯ 


เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ เพื่อให้การปฏิรูปหลักสูตรและการพัฒนาตำราเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 2 คณะ คือ คณะกรรมการกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า ในสัปดาห์หน้าจะหารือกับนายพงศ์เทพ กำหนดการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการทั้งสองชุดนัดแรกในช่วงเดือนมีนาคม เพื่อกำหนดแนวทางและกรอบในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยตนจะเชิญ นายเช็ง ยิน ชอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับโลก และรักษาการอธิการบดีสถาบันศึกษาศาสตร์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และนายกสมาคมการวิจัยการศึกษาโลกมาบรรยาย และให้ความเห็นในเรื่องการปฏิรูปรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ซึ่งนายเช็ง ถือเป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จโดยมีส่วนในการพัฒนาการศึกษาของฮ่องกงให้อยู่ในระดับต้นๆ ของโลกได้ ดูจากจากผลการประเมิน โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ครั้งที่ผ่านมาฮ่องกงอยู่ในลำดับที่ 3 ในด้านการอ่านและด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่ในลำดับที่ 4 ของโลก นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยฮ่องกงให้อยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียเมื่อสองปีก่อน 

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของนายเช็ง มาเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในครั้งนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ของนายเช็งที่ได้ให้คำปรึกษามาหลายประเทศล้วนประสบความสำเร็จทางการศึกษา เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ฉะนั้นจึงน่าจะให้แนวทางที่ดีแก่ประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม จะมีการไปศึกษาแนวทางของประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนในคราวนี้ด้วย 

นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากการประชุมปฏิบัติการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับครูผู้สอนเพื่อมาช่วยสะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเสนอประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ สพฐ.ควรกำหนดคำอธิบายศัพท์เพิ่มเติมในตัวชี้วัด และควรมีตัวอย่างให้กับครูผู้สอนด้วยเพราะที่ผ่านมาเมื่อกำหนดหลักสูตรแกนกลางฯ ออกมาครูผู้สอนแต่ละคนจะมาตีความกันเองทำให้มีการตีความแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้แยกกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีใหม่โดยให้นำเทคโนโลยีไปรวมอยู่กับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แทน 

“เรื่องของชั่วโมงการสอนในแต่ละวัน ครูผู้สอนยังรู้สึกว่าวิชาเรียนน้อยไปไม่พอ แต่ทาง สพฐ.ก็ได้อธิบายไปว่าในแต่ละวันเด็กไทยจะเรียนหนังสือตั้งแต่ 08.15-15.30 น. และครูผู้สอนแต่ละคนจะรับผิดชอบจากฐานวิชาของตนเองเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถปรับให้เข้ากับบริบทได้ เช่น โรงเรียนในพื้นที่ที่เด็กไม่พูดภาษาไทยก็สามารถปรับเน้นการสอนภาษาไทยมากกว่าส่วนอื่น โดยในส่วนนี้เมื่อ สพฐ.มีการรับฟังความเห็นครบหมดแล้วจะกำหนดโครงสร้างรายวิชาออกเป็น 5 แบบ เพื่อให้โรงเรียนนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนได้” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

เสริมศักดิ์จี้สพฐ.ปล่อยแท็บเล็ตเด็กกลับใช้บ้าน

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 13:38 น.

วันนี้ ( 11 ก.พ.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายการศึกษา ในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2556 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตอนหนึ่งว่า สำหรับตนเน้นนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก โดยอยากให้ที่ประชุม ผอ.เขตพื้นที่ฯได้ช่วยกันหาทางออกว่า จะใช้โมเดลอะไรแก้ปัญหาที่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงให้ร่วมกันคิดด้วยว่าเราจะใช้วิธีการใด ในการนำนักเรียนที่ถูกควบรวมไปเรียนในโรงเรียนเดียว ทั้งรถตู้ รถหกล้อ ก็อยากให้ช่วยกันคิดหาทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม การควบรวมโรงเรียนนั้น ต้องเป็นความสมัครใจของผู้ปกครองและชุมชนด้วย

 รมช.ศึกษาธิการ  กล่าวต่อไปว่า ส่วนโยบายการศึกษาทั่วไป อย่างนโยบายแจกแท็บเล็ต ตนอยากฝากที่ประชุมฯให้ช่วยส่งสัญญาณไปยังโรงเรียน ว่าต้องกระจายแท็บเล็ตให้นักเรียนได้นำกลับไปใช้ที่บ้าน เพื่อให้พ่อ แม่ และพี่น้องได้มีโอกาสร่วมใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนกรณีว่าเมื่อนำแท็บเล็ตกลับบ้านไปจะเกิดปัญหาสูญหายและเสียหายนั้น เรื่องนี้ตนจะคุยกับนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ว่า หากแท็บเล็ตมีการประกันความเสียหายแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าในการเก็บแท็บเล็ตไว้ที่โรงเรียน อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดซื้อแท็บเล็ตชุดใหม่นั้น เพื่อไม่ให้เงินรั่วไหลและเกิดความบริสุทธิ์ในการจัดซื้อจัดจ้าง ตนจะลงไปกำกับดูแลในทุกขั้นตอน แต่ก็ฝากทุกคนให้ช่วยดูแลและติดตามการจัดซื้อในทุกขั้นตอนด้วย ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลประสงค์จะทำบุญกับนักเรียน

 

“เนื่องจากมีประเด็นครูกลัวนักเรียน ป.1 เมื่อนำแท็บเล็ตกลับบ้านแล้วจะเกิดความเสียหาย โรงเรียนส่วนใหญ่จึงมีนโยบายไม่ให้เด็กนำแท็บเล็ตกลับบ้าน แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น เพราะหากแท็บเล็ตได้นำกลับไปใช้ที่บ้านก็จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กและผู้ปกครองในการใช้งานหาความรู้ ดังนั้นจะต้องมีการทำประกันเพิ่มเติม ซึ่งต้องครอบคลุมการเสียหายและสูญหายทุกกรณี โดยอาจต้องตั้งงบประมาณเพิ่มเติม”นายเสริมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แท็บเล็ตป.1 จำนวน 860,000 เครื่อง เดิมมีประกันเครื่องจากบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ ในระยะเวลา 2 ปีอยู่แล้ว แต่เป็นประกันที่มีเงื่อนไขจำกัด ที่รับผิดชอบความเสียหายจากกระบวนการผลิตเท่านั้น ขณะที่ความเสียหายโดยเฉพาะหน้าจอแตก และเครื่องสูญหาย ซึ่งโรงเรียนหรือนักเรียนที่ทำให้เสียหายต้องชดใช้เอง.

เสริมศักดิ์ มอบคุรุสภาอบรมครูชายขอบได้ตั๋วครู

ที่มา   :   เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:34 น.

วันนี้(11ก.พ.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช  รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้มอบนโยบายให้กับทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล เช่น โรงเรียนบนดอย เพราะข้อบังคับของคุรุสภากำหนดว่าหากจะมาเป็นครูผู้สอนต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งตนเห็นว่าควรมีหลักสูตรรองรับกลุ่มที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ได้ไปเรียนหรือผ่านการอบรมแล้วให้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่เช่นนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีโอกาสความก้าวหน้าอะไรเลย เพราะไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

“นโยบายของผมไม่ได้เป็นการยกเว้นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้แก่กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ได้เรียนจบทางสายครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ เพียงแต่จะต้องช่วยให้พวกเขามีโอกาสได้รับใบอนุญาตประวิชาชีพครู ด้วยการจัดอบรมขึ้นในกลุ่มต่างๆเหล่านี้ แต่ก็ต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่งเช่นกัน”  รมช.ศึกษาธิการ

ด้านดร.พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายของนายเสริมศักดิ์ที่จะช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพราะหากไม่มีคนเหล่านี้แล้วในพื้นที่ที่ห่างไกลก็คงไม่มีใครไปสอนหนังสือให้ความรู้แก่นักเรียน ดังนั้นคงต้องมีการนำไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาที่จะประชุมนัดแรกในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น ทางคุรุสภาจะมีการอนุญาตให้สอนโดยออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาไปก่อนคราวละ 2 ปี เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่ทั้งนี้สำหรับการจะจัดอบรมหรือจัดการศึกษาให้แก่กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวก็ยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ทางคุรุสภากำหนดไว้ด้วยจึงจะสามารถออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้ได้.

สทศ.ฟรี24คะแนนโอเน็ตวิทย์ม.6

ที่มา  : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:47 น.

วันนี้ ( 11 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ได้จัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนม.3 ไปเมื่อวันที่ 2-3 ก.พ. ที่ผ่านมาและเกิดปัญหาข้อสอบวิชาภาษาไทยผิดพลาดจนต้องให้คะแนนฟรี 20 คะแนน แต่ล่าสุดการสอบโอเน็ต ม.6  วันที่ 9-10 ก.พ. ในข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ก็ผิดซ้ำอีกนั้น ที่ สทศ. รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ตนได้รับรายงานจากศูนย์สอบว่าข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 200 มีปัญหา ตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 10 ก.พ. ซึ่งตนและคณะกรรมการตรวจข้อสอบจึงได้รีบไปตรวจดูข้อสอบที่เก็บไว้ในห้องลับที่ สทศ. ทันที  ซึ่งข้อสอบวิชาดังกล่าวจะมี 2 ชุด คือชุด 100 และชุด 200 พบว่าข้อสอบที่สทศ.เก็บไว้ถูกต้องทั้ง 2 ชุด  ตนจึงขอให้ศูนย์สอบส่งข้อสอบที่มีปัญหามาให้  เมื่อได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าข้อสอบชุด 100 ไม่มีผิดพลาด  แต่ข้อสอบชุด200 มีผิดพลาดในบางฉบับ  ซึ่งข้อสอบชุด 200 จะมี 93 ข้อ  ปรากฎว่ามีโจทย์ซ้ำกัน  16 ข้อ และใน 16 ข้อนั้นก็มีตัวเลขข้อที่ซ้ำกัน 9 ข้อ จึงไม่สามารถตอบคำถามได้ รวมคะแนนที่หายไป  24 คะแนน   ทั้งนี้มีเด็กที่สอบชุด 200 ประมาณ  200,000 คน  แต่มีผู้ที่ทำข้อสอบชุดที่ปีปัญหาประมาณ  80,000 คน เท่านั้น แต่เพื่อประโยชน์ของผู้เข้าสอบทุกคน   สทศ.จึงจะให้ฟรี 24 คะแนนแก่เด็กที่เข้าสอบวิทยาศาสตร์ทุกคนประมาณ  400,000 คน

“ผมต้องขอโทษที่การจัดสอบมีปัญหา รู้สึกเสียใจที่พยายามตรวจสอบอย่างดีที่สุดแล้ว  เมื่อรับทราบปัญหาก็เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อ หรือเป็นที่ระบบการผลิต  หากเกิดจากความประมาทเลินเล่อก็คงต้องปลดหรือเปลี่ยนคนทำงาน  เพราะคนไม่ดีผมไม่เอาไว้แน่นอน  ส่วนผมจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการดำเนินการต่างๆมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งจะสร้างความมั่นใจในข้อสอบให้กลับคืนมา ทั้งหมดก็คงจะต้องพิสูจน์กันด้วยผลงานในอนาคต และครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน” ผอ.สทศ. กล่าว

นายพัฒนา ชนากร หัวหน้างานพัฒนาและบริหารการทดสอบอาชีวศึกษาและสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษานอกอัธยาศัย ในฐานะกรรมการบริหารการสอบโอเน็ต กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าปัญหาเกิดจากระบบการดึงข้อมูลการพิมพ์ข้อสอบช่วงท้ายรวน จึงทำให้ข้อสอบสลับกันไปสลับกันมา ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์  ประธานคณะกรรมการบริหาร สทศ. กล่าวว่า  ในกลางเดือนนี้ ตนจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ.เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อสอบผิดพลาด ขณะเดียวกันจะให้ผอ.สทศ. ทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรชี้แจงด้วย ส่วนเรื่องที่จะตั้งกรรมการสอบผอ.สทศ.หรือไม่ คงต้องดูรายละเอียดคำชี้แจงก่อน  เพราะ 2 ปีที่ทำงานร่วมกันมานั้น ผอ.สทศ.ก็ดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดไว้

น.ส.เหมือนระวี  ธานีโต  นักเรียน ม.6 รร.เตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า  ในปีนี้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะนำคะแนนโอเน็ตมาถ่วงน้ำหนักกับคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ โดยให้มีค่าน้ำหนักอยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งตนและเพื่อนไม่เห็นด้วย เพราะจะไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่มั่นใจคะแนนโอเน็ตที่มีความผิดพลาดทุกปี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนเรื่องนี้

ในขณะที่นายองศา จรรยาประเสริฐ นักเรียน .6  รร.เตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า การให้คะแนนฟรีไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ไม่สามารถวัดมาตรฐานที่แท้จริงของเด็กแต่ละคนได้ และที่สำคัญไม่เป็นธรรม เนื่องจากบางคนตั้งใจอ่านหนังสือ แต่บางคนที่ไม่ได้อ่านกลับได้คะแนนฟรีเท่ากัน ดังนั้นต้องวางระบบการออกข้อสอบให้รัดกุมรอบคอบมากกว่านี้ ไม่ใช่พอเกิดปัญหาก็ออกมาขอโทษและโทษว่าเกิดจากระบบรวน

ด้านดร.ประแสง มงคลศิริ เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ผอ.สทศ.คงต้องแสดงความรับผิดชอบหรือแสดงสปิริต เพราะข้อสอบโอเน็ตผิดซ้ำซากทุกปี  ขณะที่คณะกรรมการบริหารสทศ.ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาคุยอย่างจริงจัง หากเกิดความผิดพลาดซ้ำซากจะทำให้สังคมขาดความมั่นใจข้อสอบของสทศ.และที่อันตรายมากที่สุดคือเด็กที่จะสอบในปีต่อไปจะมองว่าเดี๋ยวก็ได้คะแนนฟรี เพราะสทศ.ผิดพลาดทุกปี.

สพฐ.ย้ำไม่เคยคิดยกเลิกให้การบ้านนักเรียน

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:10 น.

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยความคืบหน้าการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปหารือร่วมกับภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำการวิจัยประเด็นการลดการบ้านนักเรียน โดยสพฐ.ไม่ได้มีการตั้งโจทย์ไว้ว่าจะให้เป็นไปในทิศทางใด  เพราะ สพฐ.ไม่ได้มีเจตนาที่จะยกเลิกการให้การบ้านกับเด็กตามที่หลายฝ่ายคิด เพียงแต่ต้องการลดปริมาณการบ้านให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงชั้น  เพราะที่ผ่านมาเด็กได้รับการบ้านแบบซ้ำซ้อนกัน เนื่องจากขาดการประสานงานระหว่างครูผู้สอนแต่ละคน สพฐ.จึงอยากให้ครูประสานเรื่องการให้การบ้านนักเรียนเพื่อให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า  หากศึกษาผลวิจัยในหลายประเทศจะพบว่า การให้การบ้านนักเรียนในบางลักษณะไม่ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้ แต่กลายเป็นภาระงานที่เด็กจะต้องทำมากขึ้น  ดังนั้นหากเรามองการปฏิรูปการศึกษาเป็นภาพต่อ เราก็จะมองเห็นภาพที่ประกอบไปด้วย หลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนการสอนไอซีที การให้การบ้าน และการประเมินผล  ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกันหมด  ดังนั้นการที่จุฬาฯจะวิจัยเรื่องนี้จึงต้องมีการวิเคราะห์ด้วยว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมหรือไม่ และนักเรียนให้ความร่วมมือกับการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนมากน้อยเพียงใด เพราะการบ้านเด็กมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งคิดคำนวน การสืบค้นข้อมูล หรือการตีโจทย์แก้ปัญหา เป็นต้น  ซึ่งทั้งหมดนี้จุฬาฯจะต้องไปทำการวิจัยเพื่อหาว่าสิ่งใดจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนานักเรียนได้มากที่สุด.

แยกมัธยมพ้นสพฐ.อิงผลวิจัย สวนกุหลาบลุ้น

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 13:30:58 น.

จากกรณีที่นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนักวิชาการ คัดค้านมติสมาคมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประเทศไทย สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) และสมาพันธ์ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ให้การจัดการมัธยมศึกษาแยกออกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษา และจัดตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้ครบทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่พิเศษ มี 2 เขตพื้นที่ฯ รวม 78 เขตพื้นที่ฯนั้น

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ นายก ส.บ.ม.ท. เปิดเผยว่า การเสนอแยกการมัธยมศึกษาออกจาก สพฐ.จัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษานั้น เป็นข้อเสนอที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นในเวทีกลุ่มย่อยตามภูมิภาคต่างๆ โดยเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2546 ไม่ใช่อยู่ดีๆ เสนอขึ้นมา และไม่ใช่เรื่องที่ได้คืบจะเอาศอกเอาวาด้วย แต่เพราะพบว่าเมื่อแยกการจัดการมัธยมศึกษาออกจากประถมศึกษา เป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ตามที่ต้องการแล้ว แต่ยังติดขัดกฎเกณฑ์ กติกา และระเบียบต่างๆ ที่ออกโดยคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ยังใช้เกณฑ์เดิมระหว่างประถม และมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาการมัธยมศึกษามาก จึงเสนอให้ปรับโครงสร้าง ศธ.ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยโยกมัธยมออกมาเป็นอีกองค์กรหลักหนึ่ง เพื่อความเป็นเอกภาพ กระชับขึ้น และเป็นไปตามความถนัด และความสามารถเฉพาะบุคคล โดยขอให้ทุกจังหวัดมีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ยกเว้นกรุงเทพฯมี 2 เขต เนื่องจากปัจจุบันบางเขต 2-3 จังหวัดรวมกัน ซึ่งมีปัญหาในการประสานงาน

นายวัชรินทร์กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะยื่นข้อเสนอเรื่องนี้ต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และนายชินภัทร โดยจะรวบรวมข้อมูลปัญหาอุปสรรคจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งเก็บรวบรวมปัญหาอุปสรรคที่บั่นทอนการทำงานไว้ตั้งแต่ปี 2546 นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่สนับสนุนข้อมูลว่าควรต้องแยกมาจัดตั้งเขตพื้นที่มัธยมศึกษาต่างหาก

“ที่นายชินภัทรบอกว่า 3 สมาคมเสนอเรื่องแยกตั้งสำนักใหม่ไม่ถูกเวลา เพราะนายพงศ์เทพ ยืนยันว่าจะไม่ปรับโครงสร้างใหญ่ในปีนี้นั้น ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น จริงๆ เราไม่ได้กดดันนาย หรือจะเอากำลังมากดดัน แต่เสนอปัญหาในฐานะฝ่ายปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้ใหญ่รับรู้ ว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร เพราะเมื่อนายเห็นปัญหาก็น่าจะปรับปรุงให้ ซึ่งเข้าใจอยู่ว่าคงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็อยากให้ทำสิ่งที่ทำได้ก่อน อย่างการจัดตั้งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 1 เขตต่อ 1 จังหวัด แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และกำลังคน แต่อยากให้ช่วย เพราะการจัดตั้งแท่งใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากต้องแก้กฎหมาย ส่วนที่มีผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมบางคนไม่เห็นด้วยนั้น เพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่เมื่อเป็นมติก็ต้องเสนอ” นายวัชรินทร์กล่าว

นายวัชรินทร์กล่าวว่า ส่วนตัวคาดหวังมากกว่า 51% ว่าจะสามารถแยกการจัดการมัธยมศึกษา ออกมาจัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ที่ยกฐานะเป็นองค์กรหลักที่ 6 ของ ศธ.

นายเชิดศักดิ์ ศุภโสภณ ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าแยกจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษาเป็นอีกองค์กรหลักของ ศธ.ได้ จะเป็นเรื่องดี เพราะทำให้การทำงานคล่องตัว เหมือนที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสามัญศึกษา แต่เมื่อรวมกับสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สพฐ.ทำให้งานบางอย่างไม่คล่องตัว และไม่ชัดเจน การกระจายอำนาจ การบริหารบุคคล งบประมาณ และงานวิชาการไม่ชัดเจน แม้กระทั่งการรับนักเรียน โรงเรียนก็ไม่สามารถบริหารจัดการเองได้

นายสมเกียรติ เจริญฉิม ผู้อำนวยการโรงเรียนทวีธาภิเศก กล่าวว่า ยังไม่ทราบมติ 3 สมาคม แต่การปรับเปลี่ยนถ้าเกิดผลดีกับคุณภาพการศึกษา และนักเรียนโดยตรง ก็ควรทำ แต่ถ้ามีประโยชน์เฉพาะผู้บริหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ไม่ควร อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าที่ สพม.อยู่ในการกำกับดูแลของ สพฐ.ไม่ได้มีปัญหา มีอยู่เรื่องเดียวที่อยากขอให้ สพฐ.ทบทวน คือการกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่ฯ ที่ สพฐ.ยังไม่กระจายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษา 

ที่ สพฐ.ไม่ยอมไว้วางใจเขตพื้นที่ฯ และดึงอำนาจไปบริหารจัดการเอง ทั้งที่การคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาต้องเลือกคนที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ไม่ใช่เลือกใครก็ได้ และผู้ที่จะเลือกผู้ที่เหมาะสมเหล่านี้ดีที่สุดคือเขตพื้นที่ฯนั้นๆ

นายยุทธศาสตร์ กงเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า โรงเรียนบ้านไผ่สนับสนุนให้แยกการจัดการมัธยมศึกษาออกจาก สพฐ.จัดตั้งเป็นอีกองค์กรหลักหนึ่ง เพราะพบอุปสรรคปัญหานับตั้งแต่ยุบรวมอยู่กับการประถมศึกษา เนื่องจากมีวัฒนธรรมองค์กร และความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแตกต่างกัน อีกทั้งยังจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากัน ซึ่งเห็นใจโรงเรียนประถมขนาดเล็ก แต่ความเห็นใจมาฉุดรั้งไม่ให้โรงเรียนมัธยมพัฒนาไปได้อย่างเต็มที่ 

ทั้งยังขาดความคล่องตัว และมีปัญหาการบริหารงานบุคคล เพราะมีวัฒนธรรมองค์กรที่ต่างกัน ดังนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งโรงเรียนมัธยมไว้ 

“ขอสัญญากับประชาชนว่าการแยกจัดตั้งแท่งมัธยมใหม่ โดยมี สพม.ครบทุกจังหวัด จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ที่จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อย่างช่วงที่ขอแยกการมัธยมศึกษาออกจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เรารับรองว่าคะแนนทดสอบการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) จะขยับขึ้นอย่างแน่นอน ปรากฏว่า สพม. เขต 25 (ขอนแก่น) ซึ่งมีโรงเรียนอยู่ในสังกัด 84 แห่ง ทุกโรงทำให้คะแนนโอเน็ตของนักเรียนทุกระดับชั้น ทุกวิชาขยับเพิ่มขึ้น 8 คะแนน ตามที่ได้สัญญาไว้ ฉะนั้น เชื่อว่าเมื่อขอแยกการจัดการมัธยมศึกษาออกมาเป็นอีกแท่งหนึ่ง จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นตามที่ให้สัญญาไว้อย่างแน่นอน” นายยุทธศาสตร์กล่าว

นายสุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า เท่าที่ดูขณะนี้การบริหารงานในส่วนของประถม และมัธยมศึกษา มีปัญหาหลายส่วนที่ต้องเร่งแก้ไข และพัฒนาให้ดีขึ้น เห็นด้วยที่ถึงเวลาแล้วที่จะหารือ และพูดคุยถึงปัญหาของการจัดการศึกษาระดับประถม และมัธยมศึกษา เพื่อนำปัญหามาหาทางแก้ไข แต่ไม่เห็นด้วยที่จะแยกการมัธยมศึกษาไปตั้งเป็นสำนักใหม่เพราะยังไม่ถึงเวลา และยังไม่มีเหตุจำเป็น แต่อยากเสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 ชุด เพื่อดูแลการบริหารงานประถม และมัธยมศึกษาโดยเฉพาะ เช่น คณะกรรมการบริหารงานมัธยมศึกษา และคณะกรรมการบริหารงานประถมศึกษา เพื่อทำหน้าที่บริหารงานก่อนที่จะนำข้อสรุปส่งต่อไปยังผู้บริหาร สพฐ.เพราะปัจจุบัน สพฐ.มีงานที่ต้องดูแลมาก ทำให้การดูแลการมัธยมศึกษาอาจไม่ทั่วถึง เรื่องนี้อยากให้พูดคุย และหาทางออกร่วมกัน

คู่กรรม เวอร์ชั่นอดีตจนถึงปัจจุบัน

ที่มา  :   Kapook.com

ขอขอบคุณข้อมูลจาก   :   baanmaha.comth.wikipedia.org

ขอบคุณภาพประกอบจาก  :   แอ็กแซ็กท์M ๓๙วิกิพีเดียthaifilm.comคุณแสงท่าเรือ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

คู่กรรม

ช่วงนี้กระแส คู่กรรม เรียกได้ว่ามาแรงแบบสุด ๆ เลยทีเดียว กับคู่กรรม เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ ปี 2556 ที่ได้หนุ่ม บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว มารับบทเป็นโกโบริ ประกบคู่กับสาว หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ ที่มารับบท อังศุมาลิน โดยแค่ออกอากาศเพียงวันแรก เมื่อวันที่ 28 มกราคม ทางช่อง 5 ก็เรียกได้ว่าผ่านฉลุย ทำเรตติ้งกระฉูด ได้ใจผู้ชมไปแบบเต็ม ๆ ในขณะที่ คู่กรรม เวอร์ชั่นภาพยนตร์ในปี 2556 ที่ได้หนุ่ม ณเดชน์ คูกิมิยะ มารับบท โกโบริ เป็นคนที่ 9 ของไทย ประกบคู่กับนางเอกใหม่ใสกิ๊งอย่าง น้องริชชี่ อมราวดี ดีคาบาเลส ที่มารับบทเป็น อังศุมาลิน ก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่แพ้กัน กับภาพตัวอย่างของภาพยนตร์ คู่กรรม เวอร์ชั่น ณเดชน์ – ริชชี่ ที่ได้บรรยากาศช่วงสงครามสุด ๆ แถมแต่ละภาพก็ดูสวย สมจริง จนน่าติดตามมาก ๆ เลยทีเดียว ประกอบกับภาพของหนุ่ม ณเดชน์ ในชุดนายทหารญี่ปุ่นของโกโบริ ก็เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวน้อย สาวใหญ่ ได้เป็นอย่างดี          จากกระแส คู่กรรม ที่มาแรงแบบนี้ วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงขอพาไปย้อนดูเรื่องราวของ คู่กรรม กันว่า คู่กรรม มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เคยถูกสร้างเป็นละคร และภาพยนตร์ มาแล้วกี่เวอร์ชั่น มีใครมารับบทเป็น โกโบริ และ อังศุมาลิน กันแล้วบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ          สำหรับเรื่อง คู่กรรม เป็นนวนิยายแนวโศกนาฏกรรมและวีรคติ บทประพันธ์ของ ทมยันตี ดำเนินเรื่องโดยมีฉากหลังเป็นประเทศไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีและเข้าเยือนสุสานนานาชาติ ที่ทอดร่างของเหล่าทหารสัมพันธมิตร เมื่อราวปี พ.ศ. 2508 จากนั้นนวนิยาย คู่กรรม จึงได้ถูกเขียนขึ้นในปีนั้นเอง โดย คู่กรรม ถูกตีพิมพ์เป็นตอนลงในนิตยสารศรีสยาม (ในเครือนิตยสารขวัญเรือน) และได้รวมเล่มเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 แล้วจึงถูกตีพิมพ์มาหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้นวนิยายคู่กรรมยังมีภาคต่อคือ คู่กรรม 2 ซึ่งเป็นเรื่องราวของ กลินท์ หรือ โยอิจิ ลูกชายของ โกโบริ และ อังศุมาลิน โดยเรื่องคู่กรรม ถือเป็นบทประพันธ์ที่ชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของทมยันตีเลยทีเดียว และได้มีการนำบทประพันธ์เรื่องคู่กรรม ไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์หลายครั้งด้วยกัน ดังนี้

 

คู่กรรม2513

          คู่กรรม เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ ปี พ.ศ. 2513 ออกอากาศทาง ช่อง 4 บางขุนพรหม (สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ในปัจจุบัน) สร้างโดย เทิ่ง สติเฟื่อง ในนามของ คณะศรีไทยการละคร โดยได้ มีชัย วีระไวทยะ รับบท โกโบริ และ บุศรา นฤมิตร รับบท อังศุมาลิน ถือเป็นเวอร์ชั่นแรกสุดของละคร คู่กรรม โดยคุณ บุศรา เล่าว่า ในช่วงที่ มีชัย เล่นเป็นโกโบรินั้น เขาเพิ่งกลับมาจากเมืองนอก ยังพูดไทยไม่ค่อยชัด จึงยิ่งเหมือนโกโบริไปโดยปริยาย

คู่กรรม2515

คู่กรรม เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ ปี พ.ศ. 2515 ออกอากาศทาง ช่อง 4 บางขุนพรหม โดยมี ชนะ ศรีอุบล รับบท โกโบริ และ ผาณิต กันตามระ รับบท อังศุมาลิน สำหรับเวอร์ชั่นนี้ เป็นละครทีวีในต่างจังหวัด คนจึงไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก

คู่กรรม2516

คู่กรรม เวอร์ชั่นภาพยนตร์ ปี พ.ศ. 2516 สร้างโดย จิรบันเทิงฟิล์ม ของ จิรวรรณ กัมปนาทแสนยากร ผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านละครวิทยุ กำกับโดย สมวงศ์ ทิมบุยธรรม, พร ไพโรจน์ ประดับ และ มิสเตอร์ ติง ออกฉายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2516 ที่โรงหนังโคลีเชี่ยม โดยมีนาท ภูวนัย รับบท โกโบริ และ ดวงนภา อรรถพรพิศาล และ หลิงลีจู นางเอกชาวฮ่องกง รับบท อังศุมาลิน สำหรับ คู่กรรม ภาคนี้ ถ่ายทำพร้อมกัน 2 เวอร์ชั่น  คือ  แบบนางเอกไทยและนางเอกฮ่องกง

คู่กรรม2521

  คู่กรรม เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ ปี พ.ศ. 2521 ออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 โดยมี นิรุตต์ ศิริจรรยา รับบท โกโบริ  และศันสนีย์ สมานวรวงศ์ รับท อังศุมาลิน

คู่กรรม2531

 

คู่กรรม2531

  คู่กรรม เวอร์ชั่นภาพยนตร์ ปี พ.ศ. 2531 สร้างโดย ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น กำกับการแสดงโดย รุจน์ รณภพ ออกฉายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531  และได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี  โดย คู่กรรม เวอร์ชั่นนี้ ได้ วรุฒ วรธรรม รับบท โกโบริ  และ จินตหรา สุขพัฒน์ รับท อังศุมาลินซึ่งจากการแสดงเรื่อง คู่กรรม ในครั้งนี้ ทำให้เธอได้รับรางวัลตุ๊กตาทองพระสุรัสดีเป็นครั้งแรก ในสาขานักแสดงนำหญิงด้วย
คู่กรรม2534
คู่กรรม เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ ปี พ.ศ. 2533 ออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7  สร้างโดย ดาราวิดีโอ กำกับการแสดงโดย ไพรัช สังวริบุตร ออกอากาศวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์  มีเพลงประกอบละคร ชื่อ คู่กรรม  คำร้องและทำนองโดย สุทธิพงษ์ วัฒนจัง  โดยมี เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ รับบท โกโบริ  และ กมลชนก โกมลฐิติ รับท อังศุมาลิน  สำหรับ คู่กรรม เวอร์ชั่นนี้  ถือเป็นเวอร์ชั่นที่ประสบความสำเร็จสูงสุด  เพราะเป็นละครที่ทำเรตติ้งสูงสุดอันดับ 1 ของเมืองไทยตลอดกาล ด้วยเรตติ้ง 40  และยังทำให้ เบิร์ด ธงไชย ได้รับทั้งรางวัลเมขลาและโทรทัศน์ทองคำในปีเดียวกันอีกด้วย  ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของละคร คู่กรรม และตัว พี่เบิร์ด เลยทีเดียว

คู่กรรม

คู่กรรม เวอร์ชั่นภาพยนตร์ ปี พ.ศ. 2533  มีชื่ออังกฤษคือ  Sunset at Chaophraya  สร้างโดย แกรมมี่ภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย ยุทธนา มุกดาสนิท ร่วมด้วย พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ และ นิพนธ์ ผิวเณร ออกฉายเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538  โดยได้ซูเปอร์สตาร์เมืองไทย เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ กลับมารับบท โกโบริ  อีกครั้ง ประกบคู่กับ อาภาศิริ นิติพน ซึ่งมารับบท อังศุมาลิน

คู่กรรม2547

คู่กรรม เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ ปี พ.ศ. 2547 ออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สร้างโดย เรด ดราม่า กำกับการแสดงโดย นพดล มงคลพันธ์ ออกอากาศวัน จันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. และมีภาคต่อคือละคร คู่กรรม 2 โดยได้ หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ รับบท โกโบริ และ เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา รับบท อังศุมาลิน

คู่กรรม2556  คู่กรรม2556

  คู่กรรม เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ ปี พ.ศ. 2556 ออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 สร้างโดย เอ็กแซ็กท์ และ ซีเนริโอ กำกับการแสดงโดย สันต์ ศรีแก้วหล่อ ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 – 21.45 น. เพลงประกอบชื่อ คู่กรรม แต่งคำร้องและทำนองใหม่โดย สุทธิพงษ์ วัฒนจัง โดยได้หนุ่ม บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว รับบท โกโบริ และสาว หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ รับบท อังศุมาลิน

คู่กรรม ณเดช
คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม เวอร์ชั่นภาพยนตร์ ปี พ.ศ. 2556 สร้างโดย บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ จำกัด กำกับการแสดงโดย กิตติกร เลียวศิริกุล  เพลงประกอบภาพยนตร์โดย อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข (แสตมป์)  มีกำหนดฉายวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556  โดยได้พระเอกหนุ่ม ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบท โกโบริ และนางเอกสาว ริชชี่ อมราวดี ดีคาบาเลส รับท อังศุมาลิน

          นอกจากนี้ เรื่อง คู่กรรม ยังเคยถูกดัดแปลงเป็นละครเวที เรื่อง คู่กรรม เดอะมิวสิคัล โดยค่ายดรีมบอกซ์ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2547 แสดงที่โรงละครกรุงเทพ และกลางปี พ.ศ. 2550 แสดงที่ โรงละครกรุงเทพเมโทรโพลิส สำหรับ คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้ กำกับการแสดงโดย สุวรรณดี จักราวรวุธ โดยมี เซกิ โอเซกิ รับบท โกโบริ และ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย รับบท อังศุมาลิน

          จากบทประพันธ์เรื่องเยี่ยมของ ทมยันตี ที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และละครมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง พร้อมรางวัลการันตีคุณภาพมากมาย ก็ทำให้การนำเรื่อง คู่กรรม มาสร้างใหม่ ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น อย่างไรก็ดี การนำคู่กรรมมาสร้างใหม่ในปีเดียวกัน ทั้งเวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ และเวอร์ชั่นภาพยนตร์นี้ เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรก ก็ย่อมมีข้อเปรียบเทียบและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายตามมา แต่ คู่กรรม ปี 2556 เวอร์ชั่นใด จะได้ใจผู้ชม และประสบความสำเร็จแค่ไหนนั้น คงต้องตามลุ้น ตามดูกันต่อไปค่ะ

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช

คู่กรรม ณเดช