Archive | มีนาคม 2013

หลักสูตรพื้นฐานใหม่มี 6 กลุ่มสาระ

ที่มา  :  เดลินิวส์

หลักสูตรใหม่56

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฐานะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปฯ ที่มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน   เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า  มีแนวโน้มที่จะยกเลิกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้  มาเป็นหลักสูตรใหม่โดยเหลือ 6 กลุ่มสาระได้แก่

1. ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture)
2. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)
3. การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life)
4. ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication)
5. สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity) และ
6. อาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World)

ซึ่งหลักสูตรใหม่นอกจากจะลดจำนวนกลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว  จะมีการลดชั่วโมงเรียนลงด้วย  แต่จะเพิ่มโครงงาน หรือการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนแทน  เพื่อให้เด็กได้ฝึกการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้

“หลักสูตรใหม่ดังกล่าว มีความครอบคลุมสาระวิชาที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในแต่ละระดับชั้น  คณะกรรมการได้ศึกษาตัวอย่างโครงสร้างหลักสูตรของต่างประเทศไม่น้อยกว่า 12 ประเทศ มาประกอบกับเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย  พบว่าหลักสูตรของเรายังมีจุดอ่อนอยู่มาก  เช่น  เราให้เด็กเรียนถึง 8 กลุ่มสาระ  ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เรียนเพียง 3-4 กลุ่มสาระแล้วค่อย ๆ  เติมเนื้อหาสาระที่จำเป็นเข้าไป  หลังจากนี้คณะทำงานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ใหม่ทั้ง 6 กลุ่มจะไปวางแนวทางและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละระดับ  โดยคาดว่าในอีก 6 เดือนพิมพ์เขียวจะแล้วเสร็จ  จากนั้นจะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำไปประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นต่อไป”  รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว.

พงศ์เทพ-เสริมศักดิ์ไม่เด้งชินภัทรพ้นสพฐ.

ที่มา  :   ASTVผู้จัดการออนไลน์  27 มีนาคม 2556 16:37 น.

p68533921625f21

 

“พงศ์เทพ-เสริมศักดิ์” รวมพลังไม่เด้ง “ชินภัทร” พ้นสพฐ.

cosline1

“พงศ์เทพ-เสริมศักดิ์” ยังไม่พิจารณาเด้ง “ชินภัทร” ออกนอก สพฐ. อ้างขอดูข้อมูลให้รอบด้าน แจงที่ผ่านมามีการขยับไปมากแล้ว ด้าน”ชินภัทร”ชะลอตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีก 5 ชุดเผยให้ตรวจสอบทางลับก่อน 

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้ให้ข้อพิจารณาไปกับนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่าควรพิจารณาให้รางวัลกับผู้ที่มาให้ข้อมูลทุจริตการสอบครูผู้ช่วยในเขต 2 อุดรธานี และยโสธร โดยวันที่ 27 มี.ค.2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วยเข้าเป็นคดีพิเศษ โดยตนจะตั้งศูนย์อำนวยการสนับสนุนคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา มีผู้ตรวจราชการศธ. ทีมกฏหมาย รวมทั้งตนจะออกไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และจะเร่งรัดทำเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์ครู 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในระหว่างที่มีการสอบสวนจำเป็นต้องย้าย เลขาธิการ กพฐ.ออกไปก่อนหรือไม่ นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนและได้หารือกับ รมว.ศึกษาธิการ แล้วว่าโดยหลักการทั่วไปถ้ามีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ อาจมีผลต่อการสอบสวน ไม่สะดวก ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยหลักการจะมีการขอให้ขยับออกชั่วคราวระยะหนึ่ง 

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้หารือกับนายเสริมศักดิ์ ถึงกรณีระหว่างที่มีการสอบสวนจะต้องมีการขยับขยายผู้บริหารสูงสุดหรือไม่ โดยเรื่องนี้จะต้องขอดูข้อมูลรอบด้านได้ก่อน โดยสิ่งที่ทุกคนต้องการเห็นคือ ทำอย่างไรที่การสืบสวนคดีสามารถดำเนินการไปได้อย่างไม่ติดขัด และไม่มีใครแคลงใจอะไร ดังนั้นจึงต้องขอดูข้อมูลก่อน ว่าจะต้องขยับอะไรหรือไม่ ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบระบบภายในสพฐ.นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอตัวบุคคลเข้ามาให้ตนพิจารณา 

“การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการสืบสวนข้อเท็จจริงนั้น ขึ้นอยู่กับว่าการสอบสวนในเรื่องนั้นมีความเชื่อมโยงมากน้อยขนาดไหน ถ้าถามว่าจะมีข้าราชการสักคนหนึ่งไปทำอะไรที่ผิดวินัย หรือทำอะไรที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วต้องขยับผู้บริหารสูงสุดเสมอไป คงไม่ใช่แน่เพราะที่ผ่านมาก็มีข้าราชการโดนสอบวินัยจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้มีการขยับผู้บริการระดับสูง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีข้อมูล ให้เห็นชัดเจนว่ามีการเชื่อมโยงกันกัน ก็จะต้องดูเป็นกรณี ๆ ไป” นายพงศ์เทพ กล่าว 

ถามด้วยว่า กรณีการทุจริต สอบครูผู้ช่วย เคยมีการออกมาระบุว่า มีผู้บริหารระดับสูง และระดับกลางเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ตรงนี้ถือว่ามีความชัดเจน และจำเป็นต้องขยับผู้บริหารออกไปก่อนเพื่อให้ไม่เป็นอุปสรรคกับการสอบสวนหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ต้องดูข้อมูล ซึ่งจริงๆ ก็มีการขยับไปเยอะแล้ว และในส่วนของดีเอสไอก็มีข้อมูลบางอย่างที่เห็นว่าควรจะขยับอะไรอย่างไร โดยปกติดีเอสไอไม่ต้องเกรงใจใครอยู่แล้วเพราะเขาไม่รู้จัดคนของศธ. 

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้ชะลอการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง 5ชุดที่มีผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 10 เขตพื้นที่การศึกษาที่พบข้อมูลส่อทุจริตไว้ก่อน ทั้งนี้ เพราะทางฝ่ายนิติกรต้องการให้มีการสอบสวนในทางลับก่อน เพราะก่อนหน้าในกรณีของ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ก็มีการสอบในทางลับก่อน เมื่อพบว่า มีมูลจึงตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น เพื่อให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน จึงยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ให้สอบสวนทางลับก่อน

เปิดตัวHTC E1แอนดรอยด์โฟน 2ซิมราคาถูก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  Unwiredview

HTC E1

HTC E1

          ก่อนหน้านี้มีภาพหลุดพร้อมรายละเอียดสเปคสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก HTC ชื่อรุ่น HTC 603e จากฐานข้อมูลของจีน (อ่านข่าวเก่า)  ล่าสุดสมาร์ทโฟนตัวดังกล่าวเปิดตัวเรียบร้อยแล้วที่ประเทศจีน มาพร้อมกับชื่อ HTC E1 สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ 2 ซิม พร้อมราคาประหยัดและสเปคที่ไม่ธรรมดา 

HTC E1

HTC E1

          HTC E1 (603e) มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.1.Jelly Bean ครอบด้วย Sense 4.0+ (อัพเดทเป็น 4.2 ได้) ใช้หน้าจอขนาด 4.3 นิ้ว HD Super LCD2 ความละเอียด 480 x 800 พิกเซล ซีพียูแบบ dual-core Qualcomm MSM8225 Snapdragon ความเร็ว 1.15GHz, แรม 1GB มีหน่วยความจำภายใน 8GB และสามารถเพิ่มการ์ดความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุด 32GB มีกล้องด้านหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์ CMOS และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 720p ส่วนกล้องด้านหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, GPRS และสนับสนุนเครือข่าย 3G ขนาดตัวเครื่องหนา 9.8 มิลลิเมตร มีน้ำหนัก 130 กรัม และแบตเตอรี่ 2100 mAh ตัวเครื่องมีเฉพาะสีขาว 

          ทั้งนี้ HTC E1 วางจำหน่ายในราคา 1,799 หยวน หรือประมาณ 8,500 บาท เบื้องต้นรุ่นนี้น่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่วางขายเฉพาะที่ประเทศจีนเท่านั้น ส่วนจะมีโอกาสนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่นั้น ต้องรอดูกันอีกที

จ่อเด้ง เลขาฯสพฐ.ชั่วคราว

ที่มา  :  ไทยรัฐออนไลน์  วันที่  27  มีค 2556  :  10.59 น.

64633

 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ ยอมรับ อาจเด้ง เลขาฯ สพฐ.ชั่วคราว เปิดทางลุยสอบทุจริตครูผู้ช่วย จนกว่าจะเสร็จสิ้น…นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วย ว่า ได้ให้ข้อพิจารณากับ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ควรให้รางวัลกับผู้ที่มาให้ข้อมูลทุจริตการสอบ อุดรธานี เขต 3 และ ยโสธร โดยในวันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จะได้นำกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วย เข้าเป็นคดีพิเศษ 

อย่างไรก็ตาม ตนเองจะตั้งศูนย์อำนวยการสนับสนุน คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ และตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวง ทีมกฎหมาย รวมทั้ง ตนเองจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและเร่งรัด ทำเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์ครู ที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาหนี้สินให้ แต่กรณีนี้ เมื่อมาเป็นครู ก็จะเป็นหนี้ทันที 

ส่วนที่มีความจำเป็นต้อง ย้ายเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกไปก่อนหรือไม่ ในระหว่างที่มีการสอบสวน นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนและได้หารือกับ รมว.ศธ. แล้ว โดยหลักการทั่วไป ถ้ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ อาจมีผลต่อการสอบสวน ไม่สะดวกต่อผู้บังคับบัญชา อาจไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยหลักการ จะมีการขอให้ขยับออกชั่วคราวระยะหนึ่ง.

GalaxyNote3 จอ5.9นิ้ว ลุยตลาดสหรัฐฯ

ที่มา  :  Kapook.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก GSMArenaConcept Phone

Samsung Galaxy Note 3

ภาพคอนเซ็ปต์ Galaxy Note 3

          หลังจากซัมซุงส่งสมาร์ทโฟนตัวแรงอย่าง Samsung Galaxy S4 ลงสู่ตลาดเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคิวแท็บเล็ตผสมโทรศัพท์มือถือหรือที่เราเรียกว่า “Phablet” กันบ้างกับ Galaxy Note 3 รุ่นสานต่อตระกูล Galaxy Note ที่สร้างความสำเร็จมาแล้วถึงสองรุ่น ข่าวลือล่าสุดจากหนังสือพิมพ์ Korea Times ของเกาหลีใต้ ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมจากครั้งก่อน (อ่านข่าวเก่า)และยืนยันว่า Galaxy Note 3 จะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.9 นิ้วแน่นอน (ข่าวลือก่อนหน้านี้บอกจะใช้หน้าจอ 6.3 นิ้ว)

รายงานล่าสุดเปิดเผยว่า Galaxy Note 3 ใช้หน้าจอแบบ OLED ความละเอียด 1080p HD และมีขนาด 5.9 นิ้ว แน่นอน เบื้องต้นแหล่งข่าวเผยว่าบางเครือข่ายในสหรัฐฯ ได้เห็นรูปร่างหน้าตาตัวเครื่อง Galaxy Note 3 ไปบ้างแล้ว และเป็นไปได้ที่ซัมซุงจะเลือกตลาดสหรัฐฯ เป็นที่เปิดตัว Galaxy Note 3 เหมือนกับตอนเปิดตัว Galaxy S4 ส่วนกำหนดการเปิดตัวน่าจะอยู่ราว ๆ เดือนสิงหาคมปีนี้ ภายในงาน IFA 2013 โดยทางซัมซุงอาจจะเลือกจัดงานเปิดตัวในสหรัฐฯ (IFA 2012 จัดที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน)

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนระยะหลัง ๆ ข่าวลือเกี่ยวกับ Galaxy Note 3 เริ่มออกมาให้เราเห็นกันถี่ขึ้น น่าจะเป็นไปได้ว่าซัมซุงอาจจะเตรียมการเปิดตัวภายในปีนี้ และคาดว่ารายละเอียดอื่น ๆ น่าจะออกมาเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้แน่นอน

OPPO Find5 รุ่นสีดำวางเมษายน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก GSMARENA

OPPO Find 5

          OPPO (ออปโป้) ค่ายมือถือชื่อดังจากจีนก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ OPPO Find 5 สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ 4.1.2 Jelly Bean ที่มาพร้อมหน้าจอ 5 นิ้ว  ความละเอียดระดับ Full HD  และวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ราคาเพียง 16,990 บาท (อ่านข่าวเก่า)  ล่าสุดมีภาพหลุด OPPO Find 5 รุ่นสีดำ  ที่จะวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ออกมาให้เห็นกันแล้ว

OPPO Find 5

OPPO Find 5

OPPO Find 5

OPPO Find 5

OPPO Find 5

OPPO Find 5

          สำหรับ OPPO Find 5 ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันจะมีตัวเครื่องเฉพาะสีขาวเท่านั้น    ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมามากมายเกี่ยวกับเรื่องสีต่าง ๆ ของ OPPO Find 5 ที่จะมีเพิ่มมาอีกหลายสี   แต่ล่าสุด ภาพตัวเครื่อง OPPO Find 5 สีดำก็โผล่มาให้เห็นกันแล้ว   โดยภาพดังกล่าวเปิดเผยผ่านเว็บ CNMO.com จากประเทศจีน   ได้โพสต์ภาพ OPPO Find 5 ที่มีตัวเครื่องสีดำ เรียกได้ว่าดูดีเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคนที่กลัวว่าใช้สีขาวแล้วมันจะเลอะสิ่งสกปรกได้ง่าย 

          ทั้งนี้ OPPO เตรียมวางจำหน่าย ในประเทศจีนช่วงต้นเดือนเมษายน  นี้ สำหรับใครที่สนใจ OPPO Find 5 รุ่นสีดำ ก็ต้องมารอลุ้นกันว่าทาง OPPO ประเทศไทยจะนำรุ่นนี้เข้ามาวางจำหน่ายคู่กับรุ่นสีขาวหรือไม่ 

ซัมซุงได้อัพเดท Android4.2/Android5.0

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก SamMobile

          ข่าวนี้ถือว่าเป็นข่าวนี้สำหรับคนใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของซัมซุง ล่าสุดเว็บไซต์ SamMobile ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากแหล่งข่าววงใน เกี่ยวกับการอัพเดทเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการ Android ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของค่ายซัมซุง

          จากข้อมูลเผยให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นใดบ้าง ที่จะได้รับการอัพเดทเป็นระบบปฏิบัติการ Android 4.2 และ Android 5.0 (ที่กำลังจะออกปลายปีนี้) ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง มาติดตามกันเลย 

รายชื่อมือถือซัมซุงที่จะได้อัพเดทเป็น Android 4.2.2 (รอมสุดท้าย)

    •    GT-I9080 – Galaxy Grand
    •    GT-I9082 – Galaxy Grand DUOS
    •    GT-I8190 – Galaxy S3 Mini
    •    GT-I8730 – Galaxy Express
    •    GT-I9100 – Galaxy S2
    •    GT-I9105 – Galaxy S2 Plus
    •    GT-I9260 – Galaxy Premier
    •    GT-N7000 – Galaxy Note
    •    GT-S6310 – Galaxy Young
    •    GT-S6312 – Galaxy Young DUOS
    •    GT-S6810 – Galaxy Fame
    •    GT-S7710 – Galaxy X Cover 2

รายชื่อมือถือและแท็บเล็ตซัมซุงที่จะได้อัพเดทเป็น Android 5.0 (สามารถอัพเป็น 4.2.2 ได้) 

    •    GT-I9300 – Galaxy S3
    •    GT-I9305 – Galaxy S3 LTE
    •    GT-I9500 – Galaxy S4
    •    GT-I9505 – Galaxy S4 LTE
    •    GT-N5100 – Galaxy Note 8.0
    •    GT-N5105 – Galaxy Note 8.0 LTE
    •    GT-N5110 – Galaxy Note 8.0 Wi-Fi
    •    GT-N7100 – Galaxy Note 2
    •    GT-N7105 – Galaxy Note 2 LTE
    •    GT-N8000 – Galaxy Note 10.1
    •    GT-N8005 – Galaxy Note 10.1 LTE
    •    GT-N8010 – Galaxy Note 10.1 Wi-Fi

          ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงข้อมูลที่หลุดมาเท่านั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ส่วนกำหนดการอัพเดทและรุ่นไหนจะได้อัพเดทบ้าง คงต้องรอทางซัมซุงออกมาประกาศอีกที

ดีเอสไอสอบ”ครูผู้ช่วย”เลิก4เขตพื้นที่

ดีเอสไอแถลงผลทุจริต”ครูผู้ช่วย” เลิก 4 เขตพื้นที่

cosline1

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:41:20 น.

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต  เพ็งดิษฐ์  อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยนายเสริมศักดิ์  พงษ์พานิช  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวข่าวคดีการทุจริตสอบครูผู้ช่วยว่า  โดยนายธาริต  กล่าวว่า  ในวันนี้ดีเอสไอได้สรุปรายงานผลการสืบสวนกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)  โดยผลการสืบสวนพบพยานหลักฐานปรากฏดังนี้ คือ 1.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ขอนแก่น เขต 3  มีบุคคลเข้าสอบแทน  2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ขอนแก่น เขต 3 ผู้เข้าสอบได้เฉลยข้อสอบมาทั้ง 4 วิชา โดยมีการส่งข้อความมาทาง SMS แต่ผู้เข้าสอบไม่ได้นำเข้าไปในห้องสอบ  แต่ใช้วิธีท่องจำเข้าไป 3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) อุดรธานี เขต 3 ผู้เข้าสอบได้นำเครื่องมือ สื่อสารเพื่อใช้ส่งสัญญาณเฉลยข้อสอบ และมีการนำเฉลยข้อสอบเข้าห้องสอบ  4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) ยโสธร เขต 1 ผู้เข้าสอบนำเฉลยข้อสอบเข้าไปในห้องสอบ  5. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)นครราชสีมา เขต 2 ผู้เข้าสอบได้เฉลยข้อสอบมาทั้ง 4 วิชา แต่ไม่ได้นำเข้าไปในห้องสอบ   ใช้วิธีการท่องจำเข้าไป  6. จากการตรวจสอบคะแนนผู้ที่สอบได้ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ปรากฏว่าผลการสอบมีผู้ที่ทำคะแนนสอบได้สูงผิดปกติ จำนวน 486  ราย จากผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 9,242  ราย แต่สามารถบรรจุได้ จำนวน 2,161 ราย  

นายธาริต กล่าวว่า จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น เชื่อว่าการสอบคัดเลือกเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 มีการทุจริตจริง ดังนั้น ดีเอสไอจึงขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกการสอบเฉพาะ พื้นที่ที่พบทุจริตชัดเจนดังกล่าว ได้แก่  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา  ยโสธร เขต 1 , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2  และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น เขต 3   พร้อมกันนี้ยังขอให้กระทรวงศึกษาธิการควรจะต้องพิจารณาคะแนนของผู้ที่ว่ามีคะแนนสูงผิดปกติหรือไม่ เพื่อประอบการยกเลิกต่อไปด้วย

นายธาริต ยังกล่าว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ เชื่อว่าการทุจริตสอบครูผู้ช่วยในครั้งนี้ มีการกระทำเป็นขบวนการระหว่าง เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและผู้เข้าสอบ และมีการเตรียมการมาตั้งแต่ต้น ทั้งในส่วน เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและผู้เข้าสอบ โดยมีการเตรียมการมาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ เพื่อให้มีอำนาจในการสอบสวนเชิงลึกดีเอสไอจะเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อมีมติให้กรณีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ของสพฐ. เป็นคดีพิเศษ ในวันที่ 27 มี.ค.นี้  เมื่อรับเป็นคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีอาญาได้อย่างเต็มที่แล้วดีเอสไอจะแจ้งให้กระทรวงศึกษาเข้าร้องทุกข์อย่างเป็นทางการด้วย  โดยการดำเนินคดีอาญาไม่จำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบทางวินัย  

ด้านนายเสริมศักดิ์  กล่าวว่า   เดินทางมาขอรับผลการสืบสวนตามที่เคยร้องขอให้ตรวจสอบ  เนื่องจากในวันที่ 22 มี.ค.นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งจะนำผลสอบของดีเอสไอไปประกอบการพิจารณากับข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อดูว่าใน 4 เขตนั้นมีการทุจริต ตรงกันหรือไม่ แต่เบื้องต้นข้อมูลทั้ง 4 เขตของดีเอสไอและกระทรวงศึกษาธิการตรงกัน  แต่การพิจารณาว่าจะยกเลิกทั้งเขตหรือไม่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 

เมื่อถามถึงกรณีตรวจสอบข้อสอบรั่ว นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีสรุปแน่นอน แต่ข้อสอบรั่วมีแน่ เพราะครั้งนี้เป็นตำแหน่งวิชาเอก 30 วิชา  วิชาร่วมมี 3 วิชา  ดังนั้น การที่ข้อสอบจะคงรั่วหลายเขต

ปทุมฯโผล่สอนไม่เป็น 5คผช. 3ใน5ได้ที่1

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:45:52 น.

735156_526183240767096_80435884_n

จากกรณีที่นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปัญหาการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ครั้งที่ผ่านมา ระบุว่าได้รับแจ้งจากผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ว่าผู้ที่สอบได้ลำดับที่ 1 ในวิชาเอกคอมพิวเตอร์ และได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ ทำการสอนไม่ได้ ซึ่งสะท้อนว่าคนที่สอบครูผู้ช่วยได้ครั้งนี้อาจไม่ใช่คนเก่งจริงนั้น

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายพิทยา ไชยมงคล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) เขต 4 ซึ่งกำกับดูแลโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า จากการตรวจสอบครูผู้ช่วยที่บรรจุในโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่ จ.ปทุมธานี พบเบื้องต้นมีปัญหาไม่สามารถสอนนักเรียนได้ถึง 5 คนแล้ว โดยเป็นคนที่สอบได้คะแนนสูงสุดในลำดับที่ 1 ของ จ.ปทุมธานี ถึง 3 ราย และเป็นครูมาจากต่างถิ่น ส่วนใหญ่มาจากหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รุกขยายลงมาถึง จ.ปทุมธานี แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อโรงเรียนและชื่อครูผู้ช่วยเหล่านี้ได้

“เป็นเรื่องน่าแปลกใจมาก ที่ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงเป็นลำดับที่ 1 มาจากครูสอนระดับประถมศึกษา ส่วนคนที่สอนอยู่ระดับมัธยมศึกษากลับสอบไม่ติด ทั้งนี้ ทราบว่ามีผู้สมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้หลายรายได้เสียเงินคนละหลายแสนบาท เพื่อสอบเข้ามาเป็นครูผู้ช่วย” นายพิทยากล่าว และว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ สพม. เขต 4 ได้รวบรวมข้อมูลความผิดปกติเกี่ยวกับครูผู้ช่วยรายงานไปยัง ศธ. เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป

ด้านนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประเด็นที่ได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯได้ตรวจสอบในกรณีที่มีผู้สมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้รวมกว่า 18,000 คน แต่มีผู้เข้าสอบจริงประมาณ 9,000 คนเท่านั้น ที่เหลือประมาณครึ่งหนึ่งไม่มาสอบ เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องตรวจสอบดูว่า มาจากสาเหตุอะไร เกิดอะไรขึ้น เพราะเบื้องต้นมีกระแสข่าวว่าคนที่ไม่มาสอบเหล่านี้รู้ว่ามีขบวนการทุจริต จึงไม่มาสอบ เพราะสอบไปก็สู้คนที่ทุจริตจ่ายเงินไม่ได้

นายเสริมศักดิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มีข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า มีผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกและได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยบางคน สอบได้คะแนนในภาพรวมอันดับที่ 800 กว่า และสอบได้คะแนนศูนย์ในบางชุดวิชา จากทั้งหมด 4 ชุดวิชา จึงได้ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯไปตรวจสอบว่า ทำไมจึงได้รับการบรรจุ ซึ่งทราบว่ามีหลายคนที่ได้คะแนนในลักษณะนี้ ส่วนที่มีกระแสข่าวมีกลุ่มนักการเมืองระดับชาติที่อยู่ในขบวนการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย ลงขันกันจ่ายเงินเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.นั้น ก็ได้ยินมาเหมือนกัน โดยมีผู้หวังดีมาบอกว่า มีคนเตรียมการเรื่องนี้อยู่ ซึ่งตนกำลังให้ตรวจสอบหาข้อมูลอยู่ว่าเป็นจริงหรือไม่

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า เรื่องการพิจารณายกเลิกผลการสอบครูผู้ช่วย เนื่องจากปัญหาการทุจริตนั้น โดยหลักการผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมาโดยไม่ถูกต้องจะต้องถูกดำเนินการ ในกรณีไหนที่ชัดเจน มีหลักฐานว่าได้รับการคัดเลือกมาอย่างไม่ถูกต้อง จะต้องมีกระบวนการที่ไม่ให้คนเหล่านี้มีสิทธิเป็นข้าราชการครู ซึ่งต้องขอดูรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ก่อน เช่น ในพื้นที่หนึ่งมีผู้ที่สอบบรรจุได้ แต่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าไม่ได้สอบด้วยความรู้ ความสามารถของตัวเอง ถามว่าจะแยกแยะได้หรือไม่ว่าคนที่เหลือในพื้นที่สอบด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง เพราะมีข้อมูลว่าในบางพื้นที่พบคนที่สอบไม่ได้อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต โดยรู้ข้อสอบก่อน และมีคะแนนสูงผิดปกติเช่นกัน หากเป็นลักษณะนี้จะให้ยกเลิกผลการสอบของคนที่ได้รับบรรจุมาอย่างไม่ถูกต้อง แล้วเลื่อนอันดับมาบรรจุผู้สอบได้ในลำดับถัดไป ซึ่งมาอย่างไม่ถูกต้องเช่นกัน ก็คงจะบรรจุให้ไม่ได้ ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ต้องขอดูรายละเอียดแล้วพิจารณาว่า จะให้ความเป็นธรรมกับคนที่สอบได้ด้วยความรู้ความสามารถของตนเองอย่างไร

“ที่พูดกันว่าผู้ที่ทุจริตการสอบในคราวนี้ จะต้องชดใช้ความเสียหายทางแพ่งด้วยหรือไม่นั้น จะต้องไปดูว่าเข้าข่ายละเมิดหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นตัวอย่างว่า การอ้างว่ามีทุจริตแล้วยกเลิกการสอบจะเรียกค่าจัดการสอบจากคนทุจริตได้ เพราะถือว่าใครที่ทุจริตก็จะตัดสิทธิไป แต่การทุจริตบางกรณี เช่น ขโมยข้อสอบไป ทำให้ผู้เข้าสอบคนอื่นเสียหาย ต้องเดินทางมาสอบหลายรอบ ก็อาจจะเรียกข้อหาละเมิดจากคนขโมยข้อสอบได้ แต่กรณีการทุจริตสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ไม่ใช่” นายพงศ์เทพกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพิจารณาโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีข้อมูลว่าเชื่อมโยงกับขบวนการทุจริตหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า หากดูข้อมูลหลักฐานแล้วว่าจะกระทบต่อการสอบสวน ก็จะต้องพิจารณาเรื่องนี้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอผลการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อน และจะได้หารือร่วมกับนายเสริมศักดิ์ในฐานะที่กำกับดูแล สพฐ.ต่อไป แต่ขณะนี้ยังพูดอะไรไม่ได้

คนไทย”ไต”มีปัญหาเกือบ8ล้านชี้กินเค็ม

ที่มา  :  มติชนออนไลน์   วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:36:39 น.

:  วันไตโลก 17 มี.ค. “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง”

Nephro2       6

นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไตโลก (World Kidney Day) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 14 มีนาคม 2556 พร้อมกับอีกกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยไทยจะจัด “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ที่โรงพยาบาลในสังกัดพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคม 2556 เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการถนอมไตไม่ให้เสียเร็ว ในปีนี้จะเน้นให้ลดกินเค็มลงครึ่งหนึ่ง ลดการเติมเครื่องปรุงรสเค็มในอาหารให้น้อยลงกว่าที่เคยใช้ลงให้ได้ร้อยละ 50 

ขณะนี้โรคไตกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุใหญ่ที่สุดร้อยละ 60 เกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง 2 โรค นี้มีคนป่วยรวมเกือบ 15 ล้านคน ทำให้ไตเสื่อมตามมาภายหลังหากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนที่เหลือเกิดจากโรคนิ่วในไต ติดเชื้อที่ไต และเกิดจากการกินยาแก้ปวดติดต่อกันนานๆ และพบในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือที่รู้จักว่าโรคพุ่มพวง จากข้อมูลล่าสุดพบคนไทยป่วยเป็นโรคไตร้อยละ 17.5 ของประชากร หรือประมาณ 8 ล้านคน ป่วยเพิ่มปีละกว่า 7,800 ราย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะเกิดโรคแทรกซ้อนถึงเสียชีวิต หรือต้องฟอกไตยืดชีวิต รอการเปลี่ยนไตใหม่ โดยมีผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สูญเสียหน้าที่ถาวรประมาณ 40,000 ราย ต้องผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่ หรือที่วงการแพทย์เรียกว่าปลูกถ่ายไต ซึ่งมีขั้นตอนในการรักษายุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูงปีละประมาณ 200,000 บาทต่อคน และยังมีข้อจำกัดหลักคือ ขาดแคลนผู้บริจาคไต จึงต้องรักษาเพื่อยืดอายุโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างของเสียออกทางหน้าท้อง ในปี 2555 มีผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตเพียง 400 รายเท่านั้น 

สำหรับกิจกรรมใน “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคมนี้ ในโรงพยาบาลรัฐและเชิญชวนโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ผู้ป่วยและญาติ ตรวจประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารรสเค็ม และการใช้เครื่องปรุงอาหารประกวดเมนูอาหารลดเค็ม และตรวจปัสสาวะดูความผิดปกติการทำงานของไต ส่วนกลางในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคมนี้ จัดที่โซนอีเดน ชั้น 1 ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. มีนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคไต สาธิตโภชนาการและผลิตภัณฑ์อาหารลดเค็ม เพื่อผู้บริโภค เปิดรับบริจาคไต การตรวจสุขภาพ การเสวนาทางการแพทย์ สาธิตการทำอาหารลดเค็มเพื่อสุขภาพ

ไมโครซอฟท์เปิดชุดออฟฟิศไทย19มีค.

ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 07 มี.ค. 2556  เวลา 20:46:47 น.

MS-office1

ไมโครซอฟท์ เตรียมเปิดตัวชุดโปรแกรม “เดอะ นิว ออฟฟิศ” รุ่นที่รองรับภาษาไทย 19 มี.ค.นี้ เผยคนไทยยังใช้ออฟฟิศรุ่น 97 หรือ 2003 เพราะคุ้นเคยมากกว่า แนะใช้ศึกษาการใช้งานให้คุ้มค่า ขณะที่แนวโน้มการทำงานสำนักงานทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ระบบคลาวด์มากขึ้น

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด แถลงข่าวการจัดงาน “The New Office Experience Day” เชิญตัวแทนองค์กรธุรกิจและสื่อมวลชนทดลองใช้งาน “the new Office” หรือ “Office2013” ชุดโปรแกรมสำหรับสำนักงานรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เปิดตัวแล้วทั่วโลก และกำลังจะเปิดตัวรุ่นรองรับการใช้งานภาษาไทยในวันที่ 19 มีนาคมนี้ นายอัลวาโร เซลิส รองประธานบริหารฝ่ายขาย การตลาด บริการ สารสนเทศ และปฏิบัติการ ไมโครซอฟต์ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค กล่าวถึงซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ว่าสามารถทำงานได้ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต และยังสามารถทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกว่าระบบคลาวด์ได้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปทั่วโลก ทั้งการใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น ความต้องการของคนรุ่นใหม่ และความนิยมการใช้งานผ่านระบบคลาวด์

“แนวโน้มที่กระทบการทำงานของคนในองค์กร มีอุปกรณ์พกพา สมาร์ทโฟนมากกว่า 1,000 ล้านเครื่องทั่วโลก เร็วกว่าการพยากรณ์ถึง 4 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ มีความต้องการการทำงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับสถานที่ และยังเกิดการใช้งานระบบคลาวด์ที่คาดว่าองค์กรครึ่งหนึ่งจะเข้าสู่คลาวด์ในปี 2563” ผู้บริหารไมโครซอฟท์กล่าว

นางปัญจพร วิทยเลิศพันธุ์ ผู้จัดการอาวุโสกลุ่มผลิตภัณฑ์ออฟฟิศ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงการใช้งานชุดโปรแกรมสำหรับสำนักงานในไทย พบว่าผู้ใช้ทั่วไปยังคงใช้งานรุ่น Office 97 ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้งานรุ่น Office XP ซึ่งวางจำหน่ายในปี 2003 เนื่องจากความคุ้นชินตั้งแต่เริ่มแรก ส่วนชุดโปรแกรมใหม่ รุ่นที่รองรับภาษาไทยซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 19 มีนาคมนี้ จะมีความสามารถในการแปลภาษาและแสดงคำสั่งการใช้งานเป็นภาษาไทย ให้บริการในราคาประหยัด สามารถจ่ายเป็นรายเดือนได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ครอบคลุมและรวดเร็วเพียงพอ ยังคงเป็นปัจจัยอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานผ่านระบบคลาวด์ของผู้ใช้งานในประเทศไทย

“อยากให้คนไทยศึกษาความสามารถใหม่ ๆ ของโปรแกรมรุ่นใหม่ ๆ เพื่อที่จะสามารถทำงานเสร็จได้เร็วขึ้น เพราะปัจจุบันมีการอำนวยความสะดวกอย่างมากหากใช้งานได้เป็น แต่คนไทยอาจจะยังคุ้นเคยกับรุ่นเก่าที่ทำงานได้ช้ากว่า” นางปัญจพร กล่าว

สทศ.เผยม.6สอบใหม่โอเน็ตวิทย์ที่ผิดน้อย

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2556 เวลา 18:30 น.

วันนี้( 7 มี.ค.)  รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สทศ.ได้จัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือ โอเน็ต ปีการศึกษา 2555 กรณีนักเรียน ม.6 ที่ได้รับผลกระทบจากข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุด 200 ผิดพลาด  โดยสอบวันที่ 7 มี.ค.  ใน 7 ศูนย์สอบ จำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ  76,466 คน  แต่เบื้องต้นมีศูนย์สอบ  6 ศูนย์ได้รายงานจำนวนผู้มีสิทธิ์ เข้าสอบ 59,375 คน พบว่าเข้าสอบ 34,972 คน   ขาดสอบ  25,503 คน   ส่วนศูนย์ที่ยังไม่รายงานจำนวนผู้มาสอบคือ มหาวิทยาลัยนเรศวร  อย่างไรก็ตามจากตัวเลขผู้มาสอบ ถือว่าจำนวนน้อย อาจจะเป็นเพราะเด็กอาจจะคิดว่าไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่สทศ. เปิดให้นักเรียนที่คิดว่าได้รับผลกระทบมาสอบทั้งหมด เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เด็กทุกคน ส่วนนักเรียนที่ไม่มาสอบใหม่ สทศ.ก็จะตรวจคะแนนจากกระดาษคำตอบที่เด็กได้ทำไปเมื่อการสอบในรอบปกติ   และจะประกาศผลตามกำหนดเดิมในวันที่ 10 เมษายน 2556

ต่อข้อถามกรณีหลังจากที่สทศ. ยืนยันว่าข้อสอบความถนัดทางวิทยาศาสตร์ หรือแพต  2  ไม่ผิดพลาดและมีคำเฉลยที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว แต่นักเรียนกลับแสดงความไม่พอใจและยังยืนยันว่า ข้อสอบมีคำตอบที่ถูกมากกว่า 1 คำตอบ และให้สทศ.นำข้อสอบมาเปิดเผยนั้น รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า  สทศ.เข้าใจว่านักเรียนยังมีความสงสัย แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบ และในการประกาศผลสอบ จะมีการแถลงข่าวชี้แจงในทุกข้อสงสัย แต่หากนักเรียนยังไม่หายกังวล และยังสงสัยเกี่ยวกับข้อสอบข้อใด ก็สามารถยื่นขอดูกระดาษคำตอบได้ ตามวันและเวลาที่สทศ.กำหนดไว้

“ผมไม่อยากให้นักเรียนกังวล เรื่องข้อสอบ เพราะข้อสอบทั้งหมดออกโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน  และที่ผ่านมา ผมได้ย้ำไปแล้วว่าจะตรวจเช็คความถูกต้องของข้อสอบอย่างรอบคอบที่สุด และที่สำคัญหากมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น สทศ.จะต้องพิจารณาตามหลักวิชาการ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กเป็นหลักอย่างแน่นอน”รศ.ดร.สัมพันธ์กล่าว

สพฐ.เตรียมปรับโครงสร้างหลักสูตรใช้ปี56

ที่มา  :   เดลินิวส์  วันอังคารที่ 5 มีนาคม 2556  เวลา 14:16 น

วันนี้(5มี.ค.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการปฎิรูปแห่งชาติที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในวันที่ 9 มี.ค.ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เตรียมเสนอจุดยืนที่จะให้มีการปรับกระบวนการมากกว่าการรื้อโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอน เพราะมองว่าโครงสร้างหลักสูตรของสพฐ.ยังมีความเหมาะสมสามารถใช้ได้อยู่  ดังนั้นจึงแค่นำเอาจุดอ่อนมาปรับปรุงให้ดีขึ้นจะดีกว่า  เช่น เรื่องสมรรถนะการคิดของนักเรียน  และการเรียนรู้ผ่านการปฎิบัติ  ซึ่งที่ผ่านมาจะพบว่ายังมีน้อยมากจึงจำเป็นต้องเร่งให้มีการเรียนรู้ผ่านการปฎิบัติให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เกิดจินตนาการ โดยเพิ่มสัดส่วนของเวลาเรียนในส่วนนี้ให้มากขึ้น  ซึ่งการเพิ่มสัดส่วนเวลาเรียนได้จะต้องเกิดการบูรณาการ โดยเฉพาะช่วงชั้นที่สูงกว่าระดับประถมศึกษาไปแล้วจะต้องเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ การสรุปองค์ความรู้ และการประยุกต์ความรู้ให้มากขึ้น  แต่ช่วงชั้นที่ 1 และ 2 จะต้องให้สัดส่วนของเวลาเรียนด้านเครื่องมือพื้นฐานอย่างเต็มที่ โดยการปรับดังกล่าวจะทำให้แล้วเสร็จเพื่อนำไปใช้ในปีการศึกษา 2556  ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าว สพฐ.จะนำผลวิจัยของต่างประเทศเกี่ยวกับสัดส่วนเวลาเรียนของนักเรียน เช่น ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ แคนาดา มานำเสนอต่อที่ประชุมด้วย
 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า   นอกจากนี้จะเสนอเรื่องการลดการบ้านนักเรียน ซึ่ง สพฐ.จะเดินหน้าให้ทุกโรงเรียนมีการบูรณการการให้การบ้านเด็กของทุกวิชา   เพราะการบ้านยังถือว่ามีความสำคัญอยู่ เพราะเด็กจะต้องทบทวนและเพิ่มความชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเลข ภาษา แต่ทั้งนี้ตนไม่อยากให้เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาต้องเป็นการบ้านที่เด็กนำกลับไปทำที่บ้าน เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนและยากเกินไป ซึ่งจะสร้างความเครียดให้เด็กเพิ่มมากขึ้นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย  ดังนั้นจะต้องมีการทบทวนเรื่องการให้การบ้านจะต้องมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ในเรื่องการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนและการลดการบ้านนักเรียน ซึ่งสพฐ.จะจัดอบรมครูในเดือนเมษายน พร้อมแจกคู่มือการบูรณาการการเรียนการสอนครบวงจร เพื่อนำไปปรับใช้กับการเรียนการสอน

สมาร์ทโฟน-ไฮบริดโน้ตบุ๊กในคอมมาร์ต2013


ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 04 มี.ค. 2556  เวลา 20:06:54 น.

นับ ถอยหลัง “คอมมาร์ต 2013” ค่ายมือถือ-แท็บเลต-โน้ตบุ๊กขนสินค้าควบโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อ ตั้งเป้าโกยเม็ดเงินทะลุ 3,000 ล้านบาท “เออาร์ไอพี” ผู้จัดงานมองมุมบวกสุด ๆ ฟันธงตลาด “ไอที” ปีงูโต 10% ชี้ “สมาร์ทโฟน-แท็บเลต-ไฮบริดโน้ตบุ๊ก” ไปโลด

นายปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งาน “คอมมาร์ต ไทยแลนด์ 2013” ที่จะจัดขึ้น 21-24 มี.ค. 2556 นี้ จะให้น้ำหนักกับสมาร์ทโฟนและแท็บเลตพอ ๆ กัน คาดว่ายอดขายอาจแซงหน้าโน้ตบุ๊กได้ในแง่จำนวนเครื่อง ทั้งที่ 10 ปีที่ผ่านมาโน้ตบุ๊กผูกขาดยอดขายในงานมาตลอด แต่ในแง่มูลค่าโน้ตบุ๊กยังมากกว่า มีสัดส่วนประมาณ 70% คาดว่ามูลค่าการซื้อขายน่าจะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงาน 8 แสนคน

“จะ มีสมาร์ทโฟนหลากหลายแบรนด์เข้ามาร่วมงาน เช่น ชาร์ป และซัมซุง ส่วนแท็บเลตแบรนด์จีนก็ไม่พลาดเช่นกัน แต่อาจต้องเร่งจำหน่ายสินค้าแท็บเลตผ่านการลดแลกแจกแถม เพราะแบรนด์ไอทีรายใหญ่เริ่มรุกตลาดแท็บเลตเต็มตัว นอกจากสมาร์ทโฟนและแท็บเลตในงานนี้จะมีดิจิทัลทีวี, โทรทัศน์ความละเอียดระดับ 4K, เครื่องพิมพ์สามมิติและคอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบที่มาพร้อมโปรโมชั่น”

สำหรับ ภาพรวมตลาดไอทีปีนี้คาดว่าคอมพิวเตอร์พีซีเดสก์ทอปและโน้ตบุ๊กจะเติบโต 10% มียอดขายรวม 4.4 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นโน้ตบุ๊ก 2.7 ล้านเครื่อง และเดสก์ทอป 1.7 ล้านเครื่อง โดยผู้บริโภคจะกลับมาซื้อโน้ตบุ๊ค เนื่องจากพบว่าแท็บเลตไม่สามารถตอบสนองการใช้ทำงาน หรือใช้ในการเรียนได้เต็มที่ และอีกกลุ่มที่ยังไม่ได้ซื้อเครื่องใหม่ เนื่องจากลังเลระหว่างการซื้อโน้ตบุ๊ก หรือแท็บเลต ซึ่งปีนี้จะมีสินค้าประเภทไฮบริดซื้อเครื่องเดียวใช้ทำงานได้ทุกอย่าง ทำให้กลับมาซื้อโน้ตบุ๊ก

“ภาพรวมตลาดโน้ตบุ๊กยังอยู่ได้ แต่จะมาจากเครื่องประเภทลูกผสม ปีนี้จะโตได้ถึง 10% เนื่องจากไม่มีปัญหาซัพพลายสินค้า ขณะที่ผู้ผลิตมีสินค้าหลากหลายขึ้น กำลังซื้อเริ่มกลับมา ราคาสินค้าปรับลง เช่น โน้ตบุ๊กจอสัมผัส อาจมีราคาที่ 15,000 บาท ลดจาก 30,000 บาท ส่วนไฮบริด ที่ 25,000-30,000 บาท จาก 40,000 บาท”

นายปฐมกล่าวว่า ตัวเลขที่บริษัทวิจัยการตลาดวิเคราะห์ว่า ตลาดรวมปีนี้จะโตแค่ 4% น้อยไป อย่าลืมว่าปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ ตลาดรวมยังโต 18% ส่วนปี 2555 หายไปเกือบครึ่งปี จากปัญหาซัพพลายสินค้า ทั้งผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 ยังมีราคาเปิดตัวสูงไป ไม่จูงใจให้คนซื้อ แต่ตลาดยังเติบโตได้ 5% ดังนั้น ปีนี้หากไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ที่คาดเดาไม่ได้เกิดขึ้น ตลาดรวมน่าจะโตได้ถึง 10%

Notebook Hybrid Tablet จิ้มได้พิมพ์ดี