Archive | 17/07/2013

เผยสเปค iPhone5Sหลุดจัดเต็มด้านฮาร์ดแวร์

ที่มา  :  kapook 

Published on กรกฎาคม 17, 2013 by  in iPhone 5S

iPhone 5S

เรียบเรียงข้อมูล  โดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ExtremeTech

กระแสข่าวเกี่ยวกับ iPhone รุ่นใหม่ ทั้ง iPhone 5S เริ่มร้อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างข่าวล่าสุดที่เพิ่งเสนอไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ กับภาพหลุดชิ้นส่วนหน้าจอ iPhone 5S ที่ไม่แตกต่างจาก iPhone 5 มากนัก และ iPhone 5S จะเพิ่มเทคโนโลยี LTE-A หรือ LTE-Advanced รองรับความเร็วสูงสุดที่ 150Mbps (ทางทฤษฎี) เร็วกว่า LTE ในปัจจุบันถึงสองเท่า ล่าสุด มีการเปิดเผยสเปคของ iPhone 5S ที่หลุดมาจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนในจีนออกมาแล้ว

ข้อมูลสเปคถูกเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ ExtremeTech ที่อ้างว่า   ได้รับข้อมูลมาจากแหล่งข่าวโรงงานผลิตชิ้นส่วนในประเทศจีน โดยบอกว่าหน้าตาของ iPhone 5S ยังคงมีดีไซน์เหมือนกับ iPhone 5 แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือฮาร์ดแวร์ สำหรับสเปคของ iPhone 5S มาพร้อมหน้าจอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136×640 พิกเซล ใช้เทคโนโลยี IGZO ของ Sharp ช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงานมากขึ้นและสีสันต่าง ๆ สวยสมจริง, ส่วนซีพียูใช้ตัวเดียวกับ iPhone 5 (Apple A6) แต่ทางแอปเปิลจะเพิ่มความเร็วในการประมวลให้มากขึ้นมากกว่า

ด้านกราฟฟิกใช้ชิปประมวลผล (GPU) แบบ Quad-Core PowerVR SGX544MP4, แรม 2GB, มีกล้องถ่ายภาพความละเอียด 12 ล้านพิกเซลและถ่ายวิดีโอแบบ slow motion ได้ ส่วนด้านการเชื่อมต่อมีเทคโนโลยี NFC และ Fingerprint ระบบสแกนลายนิ้วมือตามข่าวลือหลาย ๆ ข่าวก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี อย่าลืมข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ส่วนจะจริงแค่ไหน ต้องจับตาอยู่ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมปีนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ของแอปเปิล มารอลุ้นกันว่า สเปค iPhone 5S จะเป็นจริงตามข่าวลือนี่หรือไม่

โฆษณา

คุณหมอเตือนภัย โรคร้ายของวัยทีน

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 15:12:04 น.

เศร้า “น้องณมน” เจ้าของวลี “อกชิดกว่าชมอีก” เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคมะเร็งเส้นประสาท 

ระยะนี้มีข่าวโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ ที่เกิดในวัยที่ไม่น่าจะเกิด

ที่ช็อกไปทั้งเมืองได้แก่ กรณี “ณมน” หรือ “น้องน้ำหนึ่ง” น.ส.กัญณนนพัทน์ วงศาโรจน์ อายุ 24 ปี อดีตพิธีกรสาวสวยรายการ Sexy on Tube ทางช่อง Maxxitv ของแกรมมี่ และเจ้าของประโยคฮิต “ชิดกว่าชมอีก” จากโฆษณาชุดชั้นในซาบีน่า ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเกี่ยวกับเส้นประสาท หรือที่เรียกว่า “Neuroendocrine Malignamcy” ซึ่งเป็นโรคที่แทบไม่เคยได้ยินมาก่อน หนำซ้ำยังพบได้ในวัยรุ่นอายุไม่มาก

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า  เป็นกลุ่มมะเร็งที่เกิดจากปมประสาทผิดปกติ พบได้ทั้งช่วงหลังทรวงอก รวมไปถึงระบบทางเดินอาหาร ทั้งลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ 

ส่วนอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “Neurogenic Tumor” เป็นโรคมะเร็งที่พบก้อนเนื้อบริเวณด้านหลังของทรวงอก เกิดจากเส้นประสาทที่ผิดปกติเช่นกัน ทั้งนี้ มะเร็งกลุ่มเหล่านี้พบไม่มาก แต่มักพบในกลุ่มอายุน้อย หรือกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 20 ปี 

ในกลุ่มมะเร็งที่พบมากในวัยนี้ และมักคิดไม่ถึง เนื่องจากอาจเข้าใจว่า  มาจากการเจ็บปวดจากการเล่นกีฬา หรือการทำกิจกรรมต่างๆ มากเกินไป คือ มะเร็งกล้ามเนื้อ จะพบว่ามีก้อนเนื้อใต้ผิวหนังปูดขึ้นมาจนเห็นได้ชัด หรือในกรณีไม่สามารถมองเห็นชัดเจน แต่สามารถคลำจนพบผิดสังเกตและมีอาการเจ็บ ซึ่งแตกต่างจากการเป็นซีสต์ที่มีลักษณะก้อนเล็กๆ นิ่มๆ และมักหายเองได้ 

ทั้งนี้ หากมีลักษณะดังกล่าวและรู้สึกว่าไม่หายเองประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย นอกจากนี้ ยังมีมะเร็งกระดูก ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในวัยอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่บางครั้งก็พบได้ในกลุ่มอายุน้อยแต่ไม่มาก โดยบางครั้งวิ่งๆ อยู่ หรือแทบไม่ได้ทำอะไรเกิดอาการขาหัก กระดูกหัก ไม่ทราบสาเหตุ สิ่งเหล่านี้ก็ควรมีการตรวจวินิจฉัยด้วยเช่นกัน

การเกิดมะเร็งในกลุ่มวัยรุ่นนั้น นอกจาก  มะเร็งระบบเส้นประสาท หรือมะเร็งที่เกิดจากปมประสาทผิดปกติแล้ว ยังมีมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติต่างๆ  ซึ่งกลุ่มพวกนี้มาจากตั้งแต่เด็กแต่ไม่ทราบ หรืออาจเกิดตั้งแต่ตั้งครรภ์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม  ยังมีมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมของวัยรุ่นเองด้วย เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เมื่อสะสมไปนานๆ  ก็ก่อให้เกิ มะเร็งปอด มะเร็งตับ ได้เช่นกัน  และที่อยากฝากเตือนคือ การเจ็บป่วย หรือมีอาการปวดบริเวณใด ยิ่งเจ็บปวดเรื้อรังควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยากินเอง และไม่ควรเปลี่ยนแพทย์บ่อย เพราะจะทำให้เสียโอกาสการรักษา ทำให้ต้องตรวจวินิจฉัยใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาจทำให้อาการยิ่งทรุด

ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งกล่าว แต่ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม หากรู้จักป้องกันและลดความเสี่ยงก็สามารถห่างไกลโรคไม่ยาก ง่ายๆ เพียง 12 ข้อ พึงปฏิบัติ แบ่งเป็น 5 ข้อป้องกัน คือ 

1.กินผักตระกูลกะหล่ำให้มาก  เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บร็อกโคลี ฯลฯ

2.กินอาหารที่มีกากมาก เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ

3.กินอาหารที่มีเบต้า-แคโรทีน และวิตามินเอสูง เช่น ผัก ผลไม้ สีเขียว-เหลือง

4.กินอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ และ

5.ควบคุมน้ำหนักตัว

ส่วน 7 ข้อลดความเสี่ยง คือ

1.ไม่กินอาหารที่มีราขึ้น

2.ลดอาหารไขมัน

3.ลดอาหารดอง เค็ม ปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรต-ไนไตรต์

4.ไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม ฯลฯ

5.หยุดหรือลดการสูบบุหรี่

6.ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และ

7.อย่าตากแดด นอกจากนี้ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ รู้จักผ่อนคลาย ไม่เครียดจนเกินไป

แค่นี้ไม่เพียงห่างไกลโรคมะเร็ง ยังลดโอกาสเกิดโรคอื่นๆ อีกด้วย

อีกโรคหนึ่ง ที่ผู้รู้ขอเตือนไปยังวัยรุ่นทั้งหลายได้แก่ โรคไวรัสเอชพีวี

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรคอธิบายว่า วัยรุ่น จัดเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ และยังมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จากโรงเรียนมัธยมศึกษาไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับนี้จะนำไปสู่ความเป็นอิสระมากขึ้น มีความอยากรู้อยากลอง โดยปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การมีเพศสัมพันธ์ไม่พร้อม และไม่ถูกวิธี ซึ่งปัญหาตรงนี้จะนำไปสู่การเกิดโรคทางเพศสัมพันธ์

โรคทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากังวล นอกจากการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์จากการไม่ป้องกันแล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV: Human papillomavirus) ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ในตระกูล Papillomavirus ซึ่งมีมากมายหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์กลุ่ม 16 และ 18 จะมีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกสูง สาเหตุของการติดเชื้อนี้คือ มาจากทั้งการมีเพศสัมพันธ์หลายคู่ หรือแม้แต่คู่เดียวก็ได้ในกรณีที่คู่นอนที่มีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่ใช่ว่าจะป้องกันได้ 100% เพราะเชื้อเอชพีวีติดทางสัมผัสได้เช่นกัน

“จริงๆ แล้ว การติดเชื้อเอชพีวี ไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น  แต่สามารถติดได้จากการสัมผัสด้วยการจับแก้วน้ำ  หรือจิบแก้วน้ำที่มีเชื้อ และมือไปจับถูกเนื้อเยื่อของตัวเอง  เช่น  ปากหรือตาก็มีโอกาสติดเชื้อได้  รวมไปถึงการจูบอย่างดูดดื่มก็มีโอกาสติดเชื้อด้วย  ตรงนี้กลุ่มวัยรุ่นอาจไม่ระวังเท่าที่ควร สิ่งสำคัญควรดูแลตัวเองให้ดี มีเพศสัมพันธ์เมื่อพร้อม  และควรแยกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัว  เพราะอย่าลืมว่ากลุ่มวัยรุ่นบางครั้งเมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่แสดงอาการ แต่จะมาแสดงอาการของโรคอีกครั้งตอนอายุมาก หรืออาจเมื่อสายไปแล้ว” นพ.โอภาสกล่าว และว่า นอกจากนี้ ในกรณีที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก หากไม่ดูแลสุขภาพให้ดีหรือพบแพทย์ไม่ทันก็มีโอกาสเชื้อขึ้นสมอง ทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น ไม่ว่าป่วยด้วยโรคอะไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์เป็นดีที่สุด

เด็ก “นอนดึก” เสี่ยงสมองทึบ!!

ที่มา  :  มติชนออนไลนวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 20:00:33 น.

ผลการวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า เด็กที่เข้านอนดึกหรือไม่ได้เข้านอนในเวลาที่สม่ำเสมอ จะส่งผลให้ความสามารถในการอ่านและการคิดคำนวณอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับเด็กที่เข้านอนเร็วและเข้านอนเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอทีมวิจัยนำโดยศาสตราจารย์อแมนดา แซกเกอร์ ทำการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยาและอนามัยชุมชน ทำการเก็บข้อมูลจากเด็กอายุ 7 ขวบ จำนวนมากกว่า 11,000 คน เพื่อศึกษาว่าการนอนหลับจะมีผลกระทบกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ และพบว่าโดยภาพรวมเด็กที่ไม่เคยมีเวลาเข้านอนอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่เคยเข้านอนก่อนเวลา 21.00 น. มีคะแนนในการทดสอบความสามารถในการอ่าน การคิดคำนวณ และความเข้าใจในมิติสัมพันธ์ที่ต่ำกว่าเด็กที่มีพฤติกรรมการเข้านอนเร็วกว่า 21.00 น. อย่างสม่ำเสมอ และผลดังกล่าวจะชัดเจนมากในเด็กผู้หญิงด้วยนางอแมนดาหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า การเข้านอนไม่เป็นเวลานั้นอาจเป็นผลสะท้อนมาจากสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่ยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ส่งผลมากกว่าการนอนหลับที่ถูกรบกวน โดยจากกลุ่มตัวอย่าง เด็กที่เข้านอนดึกและไม่เป็นเวลานั้นมาจากข้อด้อยด้านพื้นฐานทางสังคม ได้อ่านหนังสือน้อยในแต่ละคืน และโดยทั่วไปมักจะใช้เวลาก่อนนอนไปกับการดูทีวีเสียเป็นส่วนใหญ่

หน้า 9 มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2556

เลข13หลักตรวจวุฒิปลอมโผล่ 2 มหา’ลัยเถื่อน

ที่มา  :   สยามรัฐ   Submitted by kanvadee on Tue, 16/07/2013 – 16:20

ตามที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จัดตั้งศูนย์ปราบปรามการปลอมวุฒิ เพื่อจัดการกับแก๊งมิจฉาชีพที่หลอกขายวุฒิบัตรปลอม

     ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.56 นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะประธานศูนย์ปราบปรามการปลอมวุฒิ กล่าวว่า  เนื่องจากขณะนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างว่า สามารถจัดหาวุฒิการศึกษาทุกระดับการศึกษา รวมถึงมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ที่ไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งจาก สกอ.อย่างถูกต้อง และเปิดรับนักศึกษาอย่างผิดกฎหมาย นั้นขณะนี้ สกอ.จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสกรณีดังกล่าวของกลุ่มมิจฉาชีพ สามารถแจ้งได้ที่ โทร.0-2610-5451 หรือ 0-2610-9200 ต่อ 5451

     ด้านนายกำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า กำลังหารือทุกฝ่ายว่าจะมีมาตรการใดออกมาบ้าง โดยนำกรณีศึกษาจาก ม.ธรรมศาสตร์ และม.สุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเคยเป็นผู้เสียหายถูกเว็บไซต์บางแห่งอ้างชื่อ และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และสามารถติดตามหาผู้ทำผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม สกอ.ได้ทำหน้าที่เหมือนศูนย์รับร้องเรียนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว และหลังจากที่นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ออกมาเตือนเรื่องการโฆษณาปลอมวุฒิผ่านเว็บไซต์ ก็ทำให้มีผู้ให้ข้อมูลกับตนเพิ่มเติม เป็นมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่ไม่ได้รับขออนุญาตดำเนินการเป็นมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ลักษณะเดียวกันกับ ม.อดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์ และ ม.โรชวิลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง      

     “ปัญหาการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพพวกนี้จะไหวตัวทัน จับได้แต่ผู้ซื้อวุฒิปลอมในข้อหาใช้เอกสารเท็จ หรือจับได้แต่พวกปลาซิวปลาสร้อยไม่สามารถจับต้นตอได้ ส่วนกรณีการโพสต์ผ่านเว็บไซด์รับทำวุฒิปลอมนั้น ยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่มีตัวบุคคลที่จะกล่าวหา หากจะดำเนินคดีต้องอาศัย พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาดำเนินการ

     ซึ่งทางออกของเรื่องนี้อาจทำได้โดยอาศัยร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.(…) ซึ่งให้อำนาจ สกอ.ขอข้อมูลนิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาเก็บไว้ โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่ผ่านรับรองแล้ว พร้อมตัวเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มีรายละเอียดการเรียนของแต่ละบุคคลทั้งเกรดรายวิชา เกรดเฉลี่ย หากบุคคลใดถูกรีไทร์ หรือออกกลางคันก็จะระบุว่าออกไปปีไหน ซึ่งฐานข้อมูลที่เก็บไว้ที่ สกอ.และมหาวิทยาลัยจะต้องตรงกัน เมื่อมีการร้องขอให้ตรวจสอบก็จะต้องตรวจสอบทั้งสองทาง คือที่ สกอ.และมหาวิทยาลัย หากตรงกันก็เชื่อถือได้ แต่หากข้อมูลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ตรงก็ให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า เกิดปัญหาขึ้นจะได้เข้าไปตรวจสอบต่อไป”รองเลขาธิการ กกอ.กล่าว

 

ปริญญามีขายที่นี่หรือ? มหาวิทยาลัยห้องแถว

 ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 12 ก.ค. 2556 เวลา 11:56:19 น.

เป็น ประเด็นขึ้นมาทันทีหลังจากที่มีการออกมาเปิดเผยข้อมูลของ “มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก” ที่มีการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กับบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีการจัดการเรียนการสอน ที่สำคัญมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรับปริญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ถือ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยถึงคุณภาพของปริญญาบัตรที่หลายคน ได้มาและทำให้นึกไปได้ว่า มหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จะมีอีกสักกี่แห่ง……

ล่าสุดมีการออกมาเปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัย ที่เข้าข่ายดังกล่าวมาอีก 2 แห่ง คือ “มหาวิทยาลัยอดัมสัน” จากประเทศฟิลิปปินส์ และ “มหาวิทยาลัยโรชวิลล์” ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาเปิดศูนย์ประสานงานในประเทศไทย โดยอ้างว่ามีการลงนามความร่วมมือกับประเทศต้นสังกัดอย่างถูกต้อง ขณะที่ศูนย์ดังกล่าวก็ไม่แน่ชัดว่ามีการจัดการเรียนการสอนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดเปิดมาโดยไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยการันตีคุณภาพการจัดการศึกษาของอุดมศึกษาทุกแห่งใน ประเทศไทย

เท่ากับว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ เปิดสอนแบบผิดกฎหมาย หรือเรียกง่ายๆ ว่า “มหาวิทยาลัยเถื่อน” นั่นเอง!!!

จะ ว่าไป เรื่องนี้ก็ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะในอดีต ปัญหา “ซื้อ-ขาย” ปริญญา แบบเปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ โดยโฆษณาชวนเชื่อว่า “จ่ายครบ จบแน่” สร้างรายได้มหาศาลให้กับพวกเหลือบไรในวงการศึกษามาแล้ว โดยมหาวิทยาลัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ จะอ้างว่ามีแม่ข่ายอยู่ต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ซึ่งเข้ามาเปิดสอนโดยไม่ได้ขออนุญาตจาก สกอ. และที่ผ่านมา คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ก็มีมติว่าหากพบว่ามหาวิทยาลัยใดที่ดำเนินการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็ให้สั่งดำเนินการตามกฎหมาย และยุติการจัดการเรียนการสอนทันที ซึ่งมหาวิทยาลัยอดัมสันเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ สกอ.เคยสั่งยุติการเรียนการสอนมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน และคืนชีพมาแจกปริญญาอีกครั้งในขณะนี้

ที่น่าตกใจ มหาวิทยาลัยเหล่านี้เน้นเปิดสอนเฉพาะปริญญาโทและปริญญาเอก ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือบุคคลที่สนใจเรียนในมหาวิทยาลัยเถื่อนเหล่านี้มากที่สุด กลับเป็น “ข้าราชการ” โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้อำนวยการ” และ “รองผู้อำนวยการ” สถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ที่ต้องการได้ปริญญาไว้สำหรับ “อัพ” ดีกรี เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตัวเอง

คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไปให้คุณค่ากับปริญญาบัตรที่ผิดกฎหมาย จนดูเป็นความคลั่งใบปริญญามากกว่าการกระหายความรู้

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวว่า ค่านิยมเรื่องใบปริญญากับสังคมไทยมีมานาน จนกลายเป็นความคลั่งใบปริญญา เพราะทำให้สถานะทางสังคมเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกวันนี้คนไทยไม่ได้คลั่งแค่ปริญญาตรีเช่นแต่ก่อน แต่เป็นระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษา เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษามากขึ้น ทั้งในรูปแบบที่ถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย ขณะที่คนจบปริญญาโทและปริญญาเอกเพิ่มขึ้น กลับสวนทางกับคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำลง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มี มหาวิทยาลัยเถื่อนผุดขึ้นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทบาทในการกำกับดูแลของ สกอ. จะไปเน้นที่มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนมากเกินไป ทำให้พวกมหาวิทยาลัยเถื่อนทำการรุกตลาดได้แบบเงียบๆ โดยเลือกเจาะกลุ่มเฉพาะที่ต้องการนำใบปริญญาไปใช้ประโยชน์ เท่ากับว่าขณะนี้ สกอ.กำลังตามหลังคนกลุ่มนี้อยู่ ในทางกลับกันอยากให้ สกอ.มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ในแง่ดี ที่จะต้องหยุดกระบวนการเหล่านี้ และถือโอกาสให้ความรู้กับประชาชนที่ยังไม่รู้ว่า การได้ปริญญาที่ไม่ถูกกฎหมายมันไม่มีประโยชน์ และการได้ดีกรีปริญญาเอกแบบ “กลวง” ก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่ได้เกิดจากการศึกษาหาความรู้ที่แท้จริง

และ ที่น่าวิตกก็คือกลุ่มลูกค้าใบปริญญาห้องแถว เป็นครูบาอาจารย์ในสถานศึกษา เพื่ออาศัยเบิกทางสู่ความก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งที่ไม่มีองค์ความรู้หนุนหลังแล้ว

อนาคตระบบการศึกษาของไทยจะเป็นอย่างไร


ที่มา นสพ.มติชนรายวัน