Archive | กันยายน 2013

อ๋อยจี้คุรุสภา-กคศ.ประเมินใหม่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ

ที่มา  :  www.moe.go.th

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2556 เรื่อง “การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555

กล่าวว่า การส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครู ซึ่งงานในวันนี้เป็นงานที่คุรุสภาจัดขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจแก่ครูที่มุ่งมั่น คิดค้น พัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษา อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการประชุมดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึง 9 ปีแล้ว จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ครูได้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอนที่สำคัญ

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของการประชุมทางวิชาการของคุรุสภาในปีนี้ เป็นหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเรายังต้องการการวิจัยและใช้ผลการวิจัยและการพัฒนามาเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและการพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา การจะวางนโยบายและแผนได้ดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรองรับ เพราะฉะนั้น การประชุมในหัวข้อดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจที่จะสร้างฐานที่มั่นคงแข็งแรง และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปพัฒนาเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา จะต้องมีการพัฒนากันอีกมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือ องค์กรที่จะทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาจะมีองค์กรในลักษณะนี้อยู่ เพื่อจะได้รู้ว่าหลักสูตรที่กำหนดออกมาเป็นอย่างไร เด็กเรียนรู้ได้ดีไหม วิชาที่เรียนสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนหรือไม่ และวิธีการสอนของครูเป็นอย่างไร เป็นต้น จึงเป็นเรื่องดีที่คุรุสภามีการส่งเสริมให้เกิดการวิจัย

การพัฒนาวิชาชีพครู มิใช่ทำเพื่อความมั่นคงของอาชีพครูหรือเพื่อความก้าวหน้าของผู้ที่เป็นครูเท่านั้น แต่เป็นการจัดการศึกษาได้ดีขึ้น เพื่อทำให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีและเพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นการพัฒนาวิชาชีพครู จึงต้องโยงกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษา เริ่มจากการที่ประเทศกำลังต้องการการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่กำลังผันผวนครั้งใหญ่จากวิกฤตของเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการพัฒนาคน

ขณะเดียวกัน โลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการพัฒนาทุกด้าน รวมทั้งการพัฒนาคนและการเรียนการสอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปหรือยกระดับคุณภาพการศึกษา คุณลักษณะของคนอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากที่ได้มีการหารือมาระยะหนึ่งแล้ว คือ ต้องการให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักแก้ปัญหา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กไปสู่คุณลักษณะดังกล่าว การทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาต่างๆ ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตร ดังที่ได้มอบนโยบายไว้ว่า จะต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและให้เชื่อมโยงกับการทดสอบวัดผลประเมินผลอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบเชื่อมโยงกัน ในการเรียนหลายระดับชั้นยังไม่มีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน ในวิชาภาษาไทย ก็ไม่มีการทดสอบวัดผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาที่จะวัดสมรรถนะทางภาษาเหมือนอย่างที่ประเทศต่างๆ ใช้วัดสมรรถนะทางภาษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานหรือการทดสอบกลาง

ในส่วนของการให้ผู้เรียนเรียนรู้ในยุค ICT ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนการสอนในยุคนี้ก็ต้องเปลี่ยน เนื่องจากผู้เรียนสามารถหาความรู้ได้เองอย่างไม่จำกัด หากมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก ซึ่งต้องมาดูที่หลักสูตรว่าผู้เรียนควรรู้และเรียนอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเมื่อผู้เรียนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก การเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สอดคล้องกัน เพราะผู้เรียนอาจจะหาคำตอบจากคำถามของครูได้ แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือคิดไม่ได้ว่าคำตอบที่ได้มาต้องการสื่อถึงอะไร การเรียนการสอนในโลกยุคอินเทอร์เน็ตจะต้องเปลี่ยนแปลง และมีวิธีการสอนอีกมากมายที่เกิดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอพลิเคชั่น ซึ่งก็ได้มีครูในโรงเรียนบางแห่งเริ่มใช้เพื่อพัฒนาในการเรียนการสอนแล้ว

แนวคิดอีกอย่างที่ได้มีการรวบรวมกันมา คือ การอบรมพัฒนาครูโดยอาศัย ICT ซึ่งต้องคำนึงว่าจะทำได้ผลมากแค่ไหน ต้องมีการช่วยกันคิด ครูสามารถเรียนรู้จากวีดิทัศน์ที่บันทึกไว้ใน YouTube หรือแอพลิเคชั่นบางอย่าง เมื่อมีใครต้องการจะศึกษาก็สามารถเข้าไปดูได้ หรืออาจจะทำเป็นระบบปิด เช่น ระบบที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ แยกเป็นรายวิชาเพื่อใช้สำหรับการเรียนวิชาต่างๆ นอกจากนี้ อาจจะจัดการเรียนแบบใหม่ เรียกว่า “Flip the Classroom”คือ การนำเรื่องที่เด็กต้องทำเป็นการบ้าน มาทำในห้องเรียน แล้วนำเรื่องที่เคยทำในห้องเรียนกลับไปทำที่บ้าน หมายความว่าให้เด็กไปดูวีดิทัศน์ อ่านหนังสือ หรือเข้าอินเทอร์เน็ต ดูเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มาจากบ้าน เมื่อถึงห้องเรียน ครูก็ตั้งคำถามและให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การเรียนการสอนดังกล่าว มีคนถ่ายวีดิทัศน์ แล้วนำลงอินเทอร์เน็ต อาจจะเชิญชวนครูให้มาดูพร้อมๆ กัน ดังนั้น การพัฒนาครูในเรื่องเทคนิคการเรียนการสอน หากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาครูเพื่อยกระดับการศึกษาของผู้เรียน จึงเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

คุรุสภา ในฐานะสภาวิชาชีพ ก็ต้องดูแลรักษาคุณภาพมาตรฐาน จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพครู แต่ที่ต้องการจะฝาก คือ การพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา สิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้การพัฒนาวิชาชีพครูมีการคำนึงเรื่องครูขาดแคลน ซึ่งได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ.ไปดูว่าจะเกลี่ยอย่างไร ในเรื่องของการผลิตและการรับครู พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งต้องให้คุรุสภามีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้การกำหนดกติกาในการพัฒนาวิชาชีพ หากเคร่งครัดเกินไป ก็จะกลายเป็นปิดกั้นโอกาสที่จะหาครูมาสอน เพราะในปัจจุบันครูอาชีวศึกษาขาดแคลนอย่างมาก ขณะนี้มีการจ้างครูอัตราจ้างมากกว่าครูที่เป็นข้าราชการ หากสถานศึกษาไม่สามารถจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญมาสอนได้ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู หากผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่มีความรู้ทางด้านนั้นน้อยมาก ก็ไม่สามารถสอนคนให้เป็นช่างที่มีความสามารถได้ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจะมีผู้สนใจจะสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่ระบบของอาชีพครูเป็นระบบปิด คือ มีการวางระบบเหมือนจะปกป้องอาชีพนี้ไม่ให้ผู้อื่นมาเป็นได้ง่าย เพื่อความมั่นคงของวิชาชีพ แต่กลายเป็นไปว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดยต้องมีครูและเป็นครูด้านที่ขาดแคลน

ก.ค.ศ.กับคุรุสภามีหลักเกณฑ์ที่ลักลั่นกันอยู่ ก.ค.ศ.อนุญาตให้ทำได้ แต่ติดหลักเกณฑ์ของคุรุสภา ทำให้ไม่สามารถทำได้ หน่วยงานทั้งสองจึงจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะหรือการพัฒนาวิชาชีพที่โยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและโรงเรียน จากการสำรวจพบว่ามีความเชื่อมโยงกันน้อยมาก และพบว่า   ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาหลายแห่งมีความก้าวหน้าขึ้น   มีวิทยฐานะ เงินเดือน  รายได้สูงขึ้น  แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในสถานศึกษานั้นแย่มาก  จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ.และคุรุสภาช่วยกันคิดวิธีประเมินวิทยฐานะที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วย

รมว.ศธ.ย้ำว่า การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเป็นหัวข้อที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการร่วมกันคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู โดยอาศัยการวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ดี ก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นไป อย่างน้อยแล้ว ต้องถือว่าจุดมุ่งหมายอันดับแรกในการพัฒนาวิชาชีพครู คือ เพื่อพัฒนาคน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และจะได้พัฒนากำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่มีความหมายที่สุด

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา “ผลงานวิจัยระดับภูมิภาค” และชมนิทรรศการต่างๆ เช่น นิทรรศการสารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม จำนวน 80 ผลงาน, นิทรรศการผลงานวิจัยภาคแผ่นป้ายนิทรรศการ จำนวน 30 ผลงาน, ร้านค้าสวัสดิการคุรุสภา เป็นต้น

ONET แนวปฏิรูปข้อสอบยุคทักษะ

รายงาน: ONET และอื่นๆ แนวทางปฏิรูปข้อสอบไทยในยุค‘ทักษะแห่งศตวรรษ21’

ที่มา   :   ประชาไืท  Fri, 2013-02-22 00:48   ธีร์ อาจชายแดน

เรามักได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอว่า “ระบบการศึกษาของไทยสอนให้เด็กท่องจำ” หรือ “ระบบการศึกษาของไทยทำให้เด็กคิดไม่เป็น” แต่ก็ยังไม่เป็นที่ชัดแจ้งว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่า “คิดเป็น” และเราจะหลุดพ้นจากการเรียนการสอนที่เรียกว่า “ท่องจำ” ได้อย่างไร

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นักการศึกษาสมัยใหม่ เป็นอีกคนหนึ่งพยายามจะหาคำตอบในเรื่องนี้

 

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค

ภูมิศรัณย์ จบปริญญาเอกทางด้านการศึกษา จากมหาวิทยาลัย Stanford ประเทศสหรัฐอเมริกา  นอกเหนือจากเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์แล้ว เขายังทำวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาในหลายมิติ โดยเขาเน้นในส่วนของระบบข้อสอบ สิ่งที่นักเรียนทุกคนในยุคนี้ต้องเผชิญปีละหลายครั้ง และที่โด่งดังมากคงหนีไม่พ้น O-NET

O-NET เป็นข้อสอบวัดผล “การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ของระดับชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 มีทั้งหมด 8 วิชาคือ 1.ภาษาไทย 2.สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.ภาษาอังกฤษ 4.คณิตศาสตร์ 5.วิทยาศาสตร์ 6.สุขศึกษาและพลศึกษา 7.การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8.ศิลปะ และในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คะแนนสอบ O-NET ต้องใช้ยื่นเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาผ่านระบบ Admission ด้วย ซึ่งระบบนี้จะนำคะแนนจากส่วนต่างๆ คือ เกรด (GPA) + คะแนนสอบ O-NET + คะแนน Gat, Pat มารวมกันเป็นคะแนนเต็ม 30,000 คะแนน โดยแบ่งสัดส่วนถึง 30% หรือ 9,000 คะแนนให้กับ O-NET

นอกจากระบบ Admission แล้วยังมีระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ โดยต้องสอบวิชาสามัญ 7 วิชา คือ 1.วิชาภาษาไทย 2.วิชาสังคมศึกษา 3.วิชาภาษาอังกฤษ 4.วิชาคณิตศาสตร์ 5.วิชาฟิสิกส์ 6.วิชาเคมี 7.วิชาชีววิทยา เพื่อใช้คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อตามเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมระบบเคลียริ่งเฮาส์อีกต่างหาก

ในการพูดคุยกับภูมิศรัณย์ เขาเริ่มต้นเท้าความว่า ข้อสอบนั้นเป็นปลายทางส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างเยาวชนแบบที่สังคมต้องการ ซึ่งในยุคปัจจุบัน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” เป็นแนวคิดของนักการศึกษาในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับกันแล้วว่าเป็นทักษะสำคัญสำหรับเยาวชน การประเมินความสามารถในการทำข้อสอบหรือความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวเหมือนในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไป แต่เด็กต้องมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์ได้ ที่เรียกว่า Critical Thinking และต้องมี Non-Cognitive Skills อื่นๆ ด้วย มี EQ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงมีความรู้ทั่วไปที่สำคัญในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่อง Financial Literacy (ความสามารถในการเข้าใจความรู้พื้นฐานในเรื่องการเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ความเสี่ยงทางการเงิน – เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) เรื่องทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ข้อสรุปของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องพัฒนาการเรียนในห้องเรียนเพื่อนำไปสู่ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” และหากเราต้องการให้การเรียนการสอนเป็นไปในแนวทาง “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” เราต้องออกแบบข้อสอบให้มันสอดคล้อง ทำให้ครูไม่ใช้วิธีการสอนให้ท่องจำเหมือนเดิม

แนวคิดนี้อาจยังดูห่างไกลนักเมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า อย่างข้อสอบ O-NET ที่เป็นประเด็นโด่งดังแทบทุกปี เช่นเดียวกันกับปีนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาเกี่ยวกับเนื้อหาของข้อสอบ

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

“เหตุผลของการปรับเปลี่ยนข้อสอบ เพื่อให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์มากขึ้น ลดการเดาข้อสอบ แต่ สทศ. มีคำอธิบายไหมว่า ข้อสอบที่ออกมาใช้หลักอะไรในการคิดวิเคราะห์ แล้วการคิดวิเคราะห์นี้ตายตัวจนสามารถออกมาเป็นข้อสอบแบบช้อยส์ได้เลยหรือ ยกตัวอย่างที่ว่าปลูกฝังความเป็นไทยควรดูละครเรื่องใด? คนหนึ่งคนอาจตีความหมายของคำว่าความเป็นไทยต่างกัน มีกรอบความคิดและจินตนาการของคำว่า “ความเป็นไทย” ต่างกัน เมื่อมีกรอบความคิดที่ต่างกันหรือทัศนะที่แตกต่างกัน เหตุผลในการเลือกคำตอบนั้นๆ ย่อมแตกต่างกันไปด้วย บางคนอาจจะเลือกกี่เพ้าก็ได้ หากเขามองว่าความเป็นไทยของเขาคือความหลากหลายทางวัฒนธรรม”

ณัฎฐณิชา เหล็กกล้า นักเรียน ชั้น ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี แสดงความเห็นถึงตัวอย่างข้อสอบโอเน็ตอันเป็นที่โด่งดังใน social network

 

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

สอดรับกับความเห็นของภูมิศรัณย์ว่า มาตรฐานข้อสอบที่ยังไม่ดีมากนักอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านบุคลากร

“จริงๆ การออกข้อสอบค่อนข้างเป็นศาสตร์ที่ต้องมีความรู้ในระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ดีก็จะควรจบด้านนี้โดยตรง คือด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา”

ภูมิศรัณย์กล่าวว่า ข้อสอบที่ดีควรเป็นในลักษณะที่เรียกว่า Literacy-Based Test หรือ ข้อสอบที่เน้นวัดความเข้าใจ ซึ่งสามารถทำเป็นข้อสอบช้อยส์หรือข้อสอบแบบตอบบรรยายก็ได้ แต่การทำสอบจะต้องใช้ความเข้าใจในเนื้อหาและอาจต้องประยุกต์กับหลายๆ ศาสตร์ ไม่ใช่ข้อสอบแบบ Content-Based อีกต่อไป ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์ หากเป็นข้อสอบแบบ Content-Based จะมีลักษณะที่ถามตรงตัว บทนี้สูตรเป็นอย่างไร ใส่ตัวแปรแล้วตอบ ตามสูตรเลย แต่ Literacy-Based ก็อาจจะประยุกต์เข้ากับเรื่องราวในสถานการณ์จริงเลย เช่น พิซซ่า 2 ชิ้น เส้นผ่านศูนย์กลางต่างกัน ราคาต่างกัน  ซื้อชิ้นไหนถึงจะคุ้มกับเงินที่เสียไปมากที่สุด หรืออย่างข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้อ่านบทความวิทยาศาสตร์ มีการผสมผสานความรู้ในเรื่องต่างๆ แล้วให้นักเรียนทำความเข้าใจเพื่อตอบคำถาม ตัวอย่างข้อสอบแบบนี้ในระดับสากล คือ ข้อสอบ PISA ทำโดย OECD อ่านแล้วรู้สึกว่า ต้องใช้ทั้งความรู้และความคิด

 

ตัวเลขอื่นๆ บอกอะไรได้มากกว่า คะแนนสอบ

ภูมิศรัณย์ ยังกล่าวถึงภาพรวม “คะแนน” สอบด้วยว่า ตัวเลขคะแนนสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้บอกอะไรมากนัก และไม่สามารถทำให้เกิดการวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนของแต่ละพื้นที่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บข้อมูลอื่นๆ ของนักเรียน ครู หรือโรงเรียนด้วย เพื่อที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการศึกษาของประเทศ

เช่น อาจจะให้นักเรียนทำแบบสอบถามว่ามีพื้นเพมาอย่างไร ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร ใช้เวลาอ่านหนังสือกี่ชั่วโมง ที่บ้านมีหนังสือกี่เล่ม นอกจากนี้ก็อาจจะสำรวจว่าโรงเรียนมีสภาพอย่างไร มีห้องสมุดไหม เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราก็นำมาประเมินผลว่าเด็กทำคะแนนสอบได้เยอะเพราะปัจจัยใด แค่ไหน อย่างไร นำมาสู่ข้อสรุปว่า ควรจะจัดการศึกษาอย่างไร หรือควรจะให้โรงเรียนมีทรัพยากรอะไร เด็กควรอ่านหนังสือวันละกี่โมง เป็นต้น

ภูมิศรัณย์ กล่าวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีระบบการเก็บข้อมูลตรงนี้เพื่อดูบริบทต่างๆ แต่ประเทศไทย จะเก็บผลลัพธ์เพียงแค่ว่านักเรียนของจังหวัดนี้ได้คะแนนสอบ O-NET เท่าไร แต่ละวิชานี้มีคะแนนเฉลี่ยเท่าไร ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่าไร หรือเรียงเป็นจังหวัดว่าจังหวัดไหนได้คะแนนเยอะสุด ภาคไหนได้คะแนนเยอะสุด ซึ่งตัวเลขเพียงเท่านี้ไม่ได้บอกอะไรนัก เพราะไม่ได้กล่าวถึงบริบทว่าเด็กที่คะแนนสูงเขามีลักษณะอย่างไร ที่บ้านเขาเป็นอย่างไร ฐานะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ สาธารณชนก็เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยาก นักวิจัย ปัญญาชนทั่วไปที่เขาอยากจะศึกษาก็ลำบาก

นอกจากนี้เวลารัฐจะวางแผนยุทธศาสตร์ก็วางตัวชี้วัดในลักษณะที่ว่า คะแนนเฉลี่ยปีที่แล้วเท่าไร ปีนี้ต้องได้คะแนนเท่าไร ต้องเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าคะแนน O-NET แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน ข้อสอบก็ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบในลักษณะนั้นได้ด้วยซ้ำ แต่ควรจะเอามาใช้ในแง่ของการดูความไม่เท่าเทียมกันมากกว่า เน้นดูค่าความเบี่ยงเบน เช่น ปีนี้คะแนนโรงเรียน A อยู่ห่างจากคะแนนเฉลี่ยของประเทศเท่านี้ ถ้าปีถัดมาเขาอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศน้อยลง ก็แปลว่าเขามีพัฒนาการมากขึ้น แบบนี้จะมีสมเหตุสมผลมากกว่า

นักการศึกษาแห่งสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ยังยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า จะเน้นการทำโครงงานโดยมีพื้นฐานจากความรู้ในสาขานั้นๆ มากกว่าเรื่องข้อสอบ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ วิชาภาษาก็อาจจะมีให้ค้นคว้าทำรายงานและออกมานำเสนอ โดยระบบประเมินจะเป็นลักษณะ Portfolio คือ เวลาส่งการบ้านแต่ละครั้งหรือจะส่งโครงงานแต่ละชิ้น ครูก็จะต้องบันทึกว่าเป็นอย่างไร วิจารณ์ว่าควรแก้ไขในส่วนไหน แล้วครั้งต่อๆ ไปได้แก้ไขเพิ่มเติมอะไรบ้าง มีพัฒนาการมากน้อยเพียงไร ทุกอย่างถูกเก็บเป็นฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่สำหรับประเทศไทยระบบแบบนี้อาจทำได้เพียงบางโรงเรียนที่เป็นระดับแนวหน้า

 

ครูต้องเก่ง และครูต้องได้ดี

หากเราดูการจัดอันดับการศึกษาในระดับสากล ซึ่งจัดทำโดย Pearson บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการศึกษา จะพบว่า ประเทศเกาหลีใต้ได้อันดับ 2 แม้ประเทศเกาหลีใต้จะไม่ได้มีแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับแนวคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” ยังเน้นการเรียนแบบท่องจำ มีชั่วโมงเรียนที่ยาวนาน แต่เกาหลีใต้มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเหมือนหลายๆ ประเทศที่มีอันดับการศึกษาดี คือ วัฒนธรรมที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและการทำให้ครูเป็นอาชีพที่มีสถานะสูงในสังคม จนสามารถดึงดูดคนเก่งมาเป็นครูได้

 

อันดับการศึกษาของแต่ละประเทศ : ในส่วนของ Cognitive Skill จะวัดจากคะแนนสอบ PISA, TIMSS, PIRLS

ซึ่งเป็นข้อสอบแบบ Literacy-Based Test

 

ประเด็นเรื่องผลการเรียนจึงแยกกันไม่ออกกับเรื่องคุณภาพของครู ภูมิศรัณย์ย้ำถึงเรื่องนี้โดยยกตัวอย่างกรณีประเทศฟินแลนด์ ซึ่งแม้จะไม่มีชั่วโมงเรียนอันยาวนานเท่าเกาหลีใต้ ไม่มีการสอบมาตรฐาน  พูดอย่างง่ายคือไม่มีการสอบ O-NET เหมือนของประเทศไทย การบ้านไม่เยอะ แต่สิ่งที่โดดเด่นและเป็นจุดร่วมกับเกาหลีใต้คือ คุณภาพของครูที่โดดเด่น เน้นการ ช่วยเหลือ’ ให้เด็กเข้าใจและสามารถประยุกต์บทเรียนได้ มีการแผนการฝึกฝนอบรมครู (Professional Development) ครูจะให้เวลากับเด็กในห้องเรียนมาก ครูพร้อมที่จะสอนและริเริ่มทำโครงการต่างๆ เด็กเรียนแบบมีความสุข ไม่ได้เรียนหนักมากเกินไป ผลลัพธ์คือคะแนนเด็กออกมาดี

เขาเห็นว่า หากพิจารณาประเทศที่มีคะแนนสูงจะพบว่าครูของประเทศนั้นๆ จะเป็นคนระดับชั้นนำของประเทศ ยกตัวอย่างรูปธรรมเช่น การสอบเข้าวิทยาลัยครูของประเทศไต้หวันยากพอๆ กับการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ต้องเป็นระดับหัวกะทิของประเทศถึงจะเป็นครูได้ หรือกรณีครูมัธยมในสิงคโปร์ก็เป็นผู้ที่มีการศึกษาดี จำนวนมากจบการศึกษาจาก Oxford Cambridge หรือ Harvard

ในตอนท้าย เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนให้สวัสดิการครูดีมาก และภายในสังคมก็ถือว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก ไม่มีประเทศไหนที่นักเรียนได้คะแนนสูง แต่เงินเดือนครูต่ำ เช่น ครูไต้หวันได้เงินเดือนพอๆ กับวิศวกร สำหรับประเทศไทยจะดูเหมือนว่าเงินเดือนครูจะสูง แต่สิ่งที่เห็นนี้ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งจะปรับกันเมื่อไม่นานมานี้เอง อีกทั้งครูที่ได้รับเงินเดือนสูงก็เป็นคนที่อยู่ในวิชาชีพมาสักระยะหนึ่งแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ผลตอบแทนทั้งด้านการเงินและด้านสังคมของอาชีพครู ยังไม่น่าสนใจพอจะดึงดูดให้คนเก่งๆ แย่งกันเข้ามาในวิชาชีพครูได้

TDRI : 2554

ตะลึง!WEFจัดศึกษาไทยรั้งอาเซียนอันดับ8

คาถาเรียนเก่ง

a1

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 22:50:38 น.

หน้า 6 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2556

กศ_ไทย2013

กศ_ไทย2013_2

ผลการจัดอันดับของ “World Economic Forum-WEF” ในรายงาน “The Global Competitiveness Report 2013-2014” ต่อระบบการศึกษาไทย ชี้ว่าการศึกษาไทยนับตั้งแต่ระดับประถม มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย มีคุณภาพต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว และกัมพูชา ข้อมูลดังกล่าวดูเหมือนว่าจะตรงกันข้ามกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแวดวงการศึกษา ทั้งนักวิชาการ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาการ

“หลายคนยากจะยอมรับผลการจัดอันดับดังกล่าว ถึงขั้นทึกทักไปว่าองค์กรนี้ขาดมาตรฐาน เชื่อไม่ได้ หากโดยความเป็นจริงแล้วก็ควรจำเป็นต้องสำเหนียกต่อประเด็นดังกล่าว โดยควรต้องกลับไปถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันควรตั้งคำถามต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.ที่มีความเชื่อเป็นมั่นว่ามหาวิทยาลัยไทยมีมาตรฐานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็นรองก็แค่สิงคโปร์เท่านั้น ที่เหลือไม่ได้มาตรฐาน หรือเทียบเท่าการศึกษาไทย (ประเด็นหลังนี้ สกอ.ชี้วัด/จัดมาตรฐานด้วยการใช้อำนาจผ่านการเทียบคุณวุฒิการศึกษาและการให้การรับรองการเปิดหลักสูตร) โดยอ้างประกาศเกณฑ์มาตรฐานระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 ซึ่งไปๆ มาๆ ขัดแย้งสำนักงาน ก.พ. จนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดีระหว่างสองหน่วยงานนี้ เพราะเกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษาทั้งคู่”

จากประเด็นดังกล่าว จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่น้อยเมื่อพิจารณาถึงข้อมูลผลการจัดอันดับในแต่และปีของ WEF โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน มีดังนี้ 

“ปี 2012-2013” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 3 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 19 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 32 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 36 WEF) อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 40 WEF) อันดับ 6 ลาว (อันดับ 57 WEF) อันดับ 7 กัมพูชา (อันดับ 76 WEF) อันดับ 8 ไทย (อันดับ 78 WEF) และอันดับ 9 เวียดนาม (อันดับ 96 WEF) 

“รายงานปี 2011-2012” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 2 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 14 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 28 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 44 WEF) อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 61 WEF) อันดับ 6 กัมพูชา (อันดับ 68 WEF) เวียดนาม (อันดับ 69 WEF) อันดับ 8 ไทย (อันดับ 77 WEF) 

“รายงานปี 2010-2011” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 1 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 23 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 31 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 40 WEF) อันดับ 5 เวียดนาม (อันดับ 61 WEF) อันดับ 6 ไทย (อันดับ 66 WEF) อันดับ 7 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 69 WEF) อันดับ 7 กัมพูชา (อันดับ 82 WEF) 

“ปัจจุบันระบบการสอนในมหาวิทยาลัยไทย ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ด้วยระบบการประเมินผลแบบ KPI กระบวนการทำงานนับตั้งแต่การทำวิจัย การเรียนการสอน และโครงการกิจกรรมล้วนมุ่งเน้นเอกสารรายงานมากกว่าสิ่งอื่นใด อาจารย์ที่มุ่งเน้นการสอน ดูแลนักศึกษามาก ล้วนตกที่นั่งลำบาก ในทางตรงกันข้ามอาจารย์ที่ทำงานข้างนอกมหาวิทยาลัย รับเชิญสอน หรือหางบทำวิจัย งดการดูแลนักศึกษา อาจารย์ประเภทหลังนี้เมื่อประเมินตามเอกสารรายงาน ผลการทำงานอยู่ใน “ระดับดีมาก” ในขณะที่ประเภทแรกส่วนใหญ่ได้ “ระดับพอใช้” คณาจารย์จำนวนไม่น้อยจึงเริ่มทิ้งห้องสอน และห้องทำงาน ส่งผลให้นักศึกษาอยู่ในสถานะโดดเดี่ยวไร้การดูแลเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ”

นอกจากนี้ เพื่อพิจารณาข้อมูลการศึกษา ทั้งอัตราเงินเดือนอาจารย์ และค่าใช้จ่ายในการศึกษา (ค่าเทอม) ระหว่างมหาวิทยาลัยไทย และประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาในประเทศไทยจะสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ โดยเฉพาะหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา เช่น ปริญญาเอกประเทศไทย ค่าเทอมตลอดหลักสูตรเฉลี่ยราว 500,000-650,000 บาท มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เฉลี่ย 200,000-250,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนอาจารย์ผู้สอนในบรูไนสูงกว่าไทยราว 6 เท่า (ไม่รวมบ้านพักและรถยนต์) มาเลเซียสูงกว่าไทยราว 3 เท่า และฟิลิปปินส์ต่ำกว่าไทยเล็กน้อย 

บทสะท้อนสถานการณ์และพัฒนาการศึกษาไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และ สกอ.อาจไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใดๆ หากเชื่อมั่นว่าการศึกษาไทยมีมาตรฐานดีกว่า พร้อมๆ กับการปฏิเสธข้อมูลของ WEF ว่าไร้สาระเชื่อไม่ได้…

และก็ไม่แปลกที่กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง สกอ.เชื่อเช่นนี้ เพราะนับจากมติ ครม.ปี พ.ศ.2542 เป็นต้นมา การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบพร้อมๆ กับพัฒนาระบบพนักงานมหาวิทยาลัยแทนข้าราชการยังคงย่ำอยู่กับที่ และประสบปัญหามากมาย ระบบเงินเดือน และสวัสดิการของอาจารย์มหาวิทยาลัยในสถาบันต่างๆ จำนวนไม่น้อย ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยยักย้ายถ่ายเทงบประมาณที่ได้รับจากสำนักงบประมาณ 1.7 เท่า เหลือเพียง 1.2, 1.30 หรือ 1.45 เท่านั้น 

“ทำให้ขาดความมั่นคงในชีวิต และศักดิ์ศรีในอาชีพอย่างรุนแรง ณ วันนี้”

edu0

ที่มา  :   แนวหน้า  วันจันทร์ ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2556

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.กระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณี ที่ World Economic Forum (WEF)  จัดอันดับให้การศึกษาไทย ตกลงไปอยู่ในระดับที่ 8 แพ้ ประเทศกัมพูชา และ เวียดนาม ว่า ตนขอรับข้อวิจารณ์ และเสนอข้อเสนอแนะของทุกเสียงเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้การศึกษาของเด็กไทยมีการพัฒนาและเกิดความสมบูรณ์มากที่สุด สำหรับกรณีที่ว่าให้เงินเดือนครูสูงแต่ครูไม่สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นนั้น ตนคิดว่าการเพิ่มเงินเดือนให้ครู ยังเป็นความสำคัญ เนื่องจากเป็นการให้ขวัญกำลังใจของครู เราต้องทำให้ครูมีขวัญกำลังใจที่สุด เพราะหากครูมีขวัญกำลังใจที่ดีก็จะอุทิศเวลา อุทิศตนให้กับการเรียนการสอน หากจะมองถึงปัญหาที่การศึกษาไทยต้องตกต่ำเช่นนี้ น่าจะอยู่ที่ปัจจัยอื่นๆ ประกอบกันด้วย อาทิ หลักสูตร เครื่องมืออุปกรณ์ในการเรียนการสอน ความพร้อมของเด็ก สถานที่เรียน สภาพแวดล้อม และส่วนหนึ่งก็คือความพร้อมของครู ซึ่งครูเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ 

รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐมนตรีทุกคนที่มาบริหารด้านการศึกษา ย่อมมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะหัวใจของการศึกษา อยู่ที่คุณภาพหรือมาตรฐานการศึกษา และที่มุ่งพัฒนาแก้ไขอยู่ คือการให้โอกาสทางการศึกษา และการบริหารจัดการที่เป็นธรรมาภิบาล ซึ่ง 3 เรื่องนี้คือหัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไขควบคู่กันไป 

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  โดยส่วนตัวเข้าใจว่ารายงานผลการจัดอันดับของ WEF จะประเมินโดยวิเคราะห์ระบบการศึกษา ในฐานะของการผลิตกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า โดยมองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงมีการเปรียบเทียบเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนและผลที่ได้รับกลับมา ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพีที่สูงแต่ได้ผลตอบแทนที่ต่ำ จึงทำให้อันดับของไทยอยู่ต่ำกว่าประเทศที่ลงทุนต่อจีดีพีต่ำกว่า แต่ได้คุณภาพที่สูง 

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เข้าใจว่า WEF จะมอง 3 ส่วนหลัก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ

ประเด็นแรก  คือ  มองที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน  ซึ่งปัจจัยสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จ คือ คุณภาพและสมรรถนะของครู ในส่วนของประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับบุคลากรที่สูงโดยเฉพาะเงินเดือนครู  แต่ไม่สัมพันธ์กับคุณภาพของการศึกษาที่ได้รับกลับคืน  ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)อยู่แล้ว  และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญ จึงมีนโยบายที่จะเพิ่มคุณภาพและสมรรถนะของครู รวมทั้งปรับการประเมินครูให้เป็นการประเมินที่สัมพันธ์กับคุณภาพของผู้เรียนของเด็ก โดยประเมินจากผลการสอนจริง

ส่วนที่ 2  น่าจะดูจากทักษะของนักเรียน  โดยให้ความสำคัญกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วย 3 สมรรถนะหลัก คือ สมรรถนะทางด้านการคิด สมรรถนะทางด้านภาษา และสมรรถนะทางด้านไอซีที   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สพฐ. พยายามที่จะเติมคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียนอยู่

ส่วนที่ 3  น่าจะประเมินจากอัตรากำลังคนทางด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นกำลังคนที่สำคัญมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผู้เรียนสายอาชีวะของไทย ยังมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และคุณลักษณะของผู้เรียนสายอาชีพก็ยังไม่ถึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนล