Tag Archive | การศึกษา

อ๋อยจี้คุรุสภา-กคศ.ประเมินใหม่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ

ที่มา  :  www.moe.go.th

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2556 เรื่อง “การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555

กล่าวว่า การส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครู ซึ่งงานในวันนี้เป็นงานที่คุรุสภาจัดขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจแก่ครูที่มุ่งมั่น คิดค้น พัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษา อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการประชุมดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึง 9 ปีแล้ว จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ครูได้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอนที่สำคัญ

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของการประชุมทางวิชาการของคุรุสภาในปีนี้ เป็นหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเรายังต้องการการวิจัยและใช้ผลการวิจัยและการพัฒนามาเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและการพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา การจะวางนโยบายและแผนได้ดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรองรับ เพราะฉะนั้น การประชุมในหัวข้อดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจที่จะสร้างฐานที่มั่นคงแข็งแรง และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปพัฒนาเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา จะต้องมีการพัฒนากันอีกมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือ องค์กรที่จะทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาจะมีองค์กรในลักษณะนี้อยู่ เพื่อจะได้รู้ว่าหลักสูตรที่กำหนดออกมาเป็นอย่างไร เด็กเรียนรู้ได้ดีไหม วิชาที่เรียนสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนหรือไม่ และวิธีการสอนของครูเป็นอย่างไร เป็นต้น จึงเป็นเรื่องดีที่คุรุสภามีการส่งเสริมให้เกิดการวิจัย

การพัฒนาวิชาชีพครู มิใช่ทำเพื่อความมั่นคงของอาชีพครูหรือเพื่อความก้าวหน้าของผู้ที่เป็นครูเท่านั้น แต่เป็นการจัดการศึกษาได้ดีขึ้น เพื่อทำให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีและเพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นการพัฒนาวิชาชีพครู จึงต้องโยงกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษา เริ่มจากการที่ประเทศกำลังต้องการการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่กำลังผันผวนครั้งใหญ่จากวิกฤตของเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการพัฒนาคน

ขณะเดียวกัน โลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการพัฒนาทุกด้าน รวมทั้งการพัฒนาคนและการเรียนการสอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปหรือยกระดับคุณภาพการศึกษา คุณลักษณะของคนอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากที่ได้มีการหารือมาระยะหนึ่งแล้ว คือ ต้องการให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักแก้ปัญหา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กไปสู่คุณลักษณะดังกล่าว การทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาต่างๆ ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตร ดังที่ได้มอบนโยบายไว้ว่า จะต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและให้เชื่อมโยงกับการทดสอบวัดผลประเมินผลอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบเชื่อมโยงกัน ในการเรียนหลายระดับชั้นยังไม่มีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน ในวิชาภาษาไทย ก็ไม่มีการทดสอบวัดผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาที่จะวัดสมรรถนะทางภาษาเหมือนอย่างที่ประเทศต่างๆ ใช้วัดสมรรถนะทางภาษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานหรือการทดสอบกลาง

ในส่วนของการให้ผู้เรียนเรียนรู้ในยุค ICT ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนการสอนในยุคนี้ก็ต้องเปลี่ยน เนื่องจากผู้เรียนสามารถหาความรู้ได้เองอย่างไม่จำกัด หากมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก ซึ่งต้องมาดูที่หลักสูตรว่าผู้เรียนควรรู้และเรียนอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเมื่อผู้เรียนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก การเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สอดคล้องกัน เพราะผู้เรียนอาจจะหาคำตอบจากคำถามของครูได้ แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือคิดไม่ได้ว่าคำตอบที่ได้มาต้องการสื่อถึงอะไร การเรียนการสอนในโลกยุคอินเทอร์เน็ตจะต้องเปลี่ยนแปลง และมีวิธีการสอนอีกมากมายที่เกิดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอพลิเคชั่น ซึ่งก็ได้มีครูในโรงเรียนบางแห่งเริ่มใช้เพื่อพัฒนาในการเรียนการสอนแล้ว

แนวคิดอีกอย่างที่ได้มีการรวบรวมกันมา คือ การอบรมพัฒนาครูโดยอาศัย ICT ซึ่งต้องคำนึงว่าจะทำได้ผลมากแค่ไหน ต้องมีการช่วยกันคิด ครูสามารถเรียนรู้จากวีดิทัศน์ที่บันทึกไว้ใน YouTube หรือแอพลิเคชั่นบางอย่าง เมื่อมีใครต้องการจะศึกษาก็สามารถเข้าไปดูได้ หรืออาจจะทำเป็นระบบปิด เช่น ระบบที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ แยกเป็นรายวิชาเพื่อใช้สำหรับการเรียนวิชาต่างๆ นอกจากนี้ อาจจะจัดการเรียนแบบใหม่ เรียกว่า “Flip the Classroom”คือ การนำเรื่องที่เด็กต้องทำเป็นการบ้าน มาทำในห้องเรียน แล้วนำเรื่องที่เคยทำในห้องเรียนกลับไปทำที่บ้าน หมายความว่าให้เด็กไปดูวีดิทัศน์ อ่านหนังสือ หรือเข้าอินเทอร์เน็ต ดูเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มาจากบ้าน เมื่อถึงห้องเรียน ครูก็ตั้งคำถามและให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การเรียนการสอนดังกล่าว มีคนถ่ายวีดิทัศน์ แล้วนำลงอินเทอร์เน็ต อาจจะเชิญชวนครูให้มาดูพร้อมๆ กัน ดังนั้น การพัฒนาครูในเรื่องเทคนิคการเรียนการสอน หากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาครูเพื่อยกระดับการศึกษาของผู้เรียน จึงเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

คุรุสภา ในฐานะสภาวิชาชีพ ก็ต้องดูแลรักษาคุณภาพมาตรฐาน จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพครู แต่ที่ต้องการจะฝาก คือ การพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา สิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้การพัฒนาวิชาชีพครูมีการคำนึงเรื่องครูขาดแคลน ซึ่งได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ.ไปดูว่าจะเกลี่ยอย่างไร ในเรื่องของการผลิตและการรับครู พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งต้องให้คุรุสภามีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้การกำหนดกติกาในการพัฒนาวิชาชีพ หากเคร่งครัดเกินไป ก็จะกลายเป็นปิดกั้นโอกาสที่จะหาครูมาสอน เพราะในปัจจุบันครูอาชีวศึกษาขาดแคลนอย่างมาก ขณะนี้มีการจ้างครูอัตราจ้างมากกว่าครูที่เป็นข้าราชการ หากสถานศึกษาไม่สามารถจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญมาสอนได้ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู หากผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่มีความรู้ทางด้านนั้นน้อยมาก ก็ไม่สามารถสอนคนให้เป็นช่างที่มีความสามารถได้ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจะมีผู้สนใจจะสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่ระบบของอาชีพครูเป็นระบบปิด คือ มีการวางระบบเหมือนจะปกป้องอาชีพนี้ไม่ให้ผู้อื่นมาเป็นได้ง่าย เพื่อความมั่นคงของวิชาชีพ แต่กลายเป็นไปว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดยต้องมีครูและเป็นครูด้านที่ขาดแคลน

ก.ค.ศ.กับคุรุสภามีหลักเกณฑ์ที่ลักลั่นกันอยู่ ก.ค.ศ.อนุญาตให้ทำได้ แต่ติดหลักเกณฑ์ของคุรุสภา ทำให้ไม่สามารถทำได้ หน่วยงานทั้งสองจึงจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะหรือการพัฒนาวิชาชีพที่โยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและโรงเรียน จากการสำรวจพบว่ามีความเชื่อมโยงกันน้อยมาก และพบว่า   ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาหลายแห่งมีความก้าวหน้าขึ้น   มีวิทยฐานะ เงินเดือน  รายได้สูงขึ้น  แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในสถานศึกษานั้นแย่มาก  จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ.และคุรุสภาช่วยกันคิดวิธีประเมินวิทยฐานะที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วย

รมว.ศธ.ย้ำว่า การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเป็นหัวข้อที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการร่วมกันคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู โดยอาศัยการวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ดี ก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นไป อย่างน้อยแล้ว ต้องถือว่าจุดมุ่งหมายอันดับแรกในการพัฒนาวิชาชีพครู คือ เพื่อพัฒนาคน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และจะได้พัฒนากำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่มีความหมายที่สุด

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา “ผลงานวิจัยระดับภูมิภาค” และชมนิทรรศการต่างๆ เช่น นิทรรศการสารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม จำนวน 80 ผลงาน, นิทรรศการผลงานวิจัยภาคแผ่นป้ายนิทรรศการ จำนวน 30 ผลงาน, ร้านค้าสวัสดิการคุรุสภา เป็นต้น

ONET แนวปฏิรูปข้อสอบยุคทักษะ

รายงาน: ONET และอื่นๆ แนวทางปฏิรูปข้อสอบไทยในยุค‘ทักษะแห่งศตวรรษ21’

ที่มา   :   ประชาไืท  Fri, 2013-02-22 00:48   ธีร์ อาจชายแดน

เรามักได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอว่า “ระบบการศึกษาของไทยสอนให้เด็กท่องจำ” หรือ “ระบบการศึกษาของไทยทำให้เด็กคิดไม่เป็น” แต่ก็ยังไม่เป็นที่ชัดแจ้งว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่า “คิดเป็น” และเราจะหลุดพ้นจากการเรียนการสอนที่เรียกว่า “ท่องจำ” ได้อย่างไร

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นักการศึกษาสมัยใหม่ เป็นอีกคนหนึ่งพยายามจะหาคำตอบในเรื่องนี้

 

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค

ภูมิศรัณย์ จบปริญญาเอกทางด้านการศึกษา จากมหาวิทยาลัย Stanford ประเทศสหรัฐอเมริกา  นอกเหนือจากเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์แล้ว เขายังทำวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาในหลายมิติ โดยเขาเน้นในส่วนของระบบข้อสอบ สิ่งที่นักเรียนทุกคนในยุคนี้ต้องเผชิญปีละหลายครั้ง และที่โด่งดังมากคงหนีไม่พ้น O-NET

O-NET เป็นข้อสอบวัดผล “การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ของระดับชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 มีทั้งหมด 8 วิชาคือ 1.ภาษาไทย 2.สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.ภาษาอังกฤษ 4.คณิตศาสตร์ 5.วิทยาศาสตร์ 6.สุขศึกษาและพลศึกษา 7.การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8.ศิลปะ และในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คะแนนสอบ O-NET ต้องใช้ยื่นเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาผ่านระบบ Admission ด้วย ซึ่งระบบนี้จะนำคะแนนจากส่วนต่างๆ คือ เกรด (GPA) + คะแนนสอบ O-NET + คะแนน Gat, Pat มารวมกันเป็นคะแนนเต็ม 30,000 คะแนน โดยแบ่งสัดส่วนถึง 30% หรือ 9,000 คะแนนให้กับ O-NET

นอกจากระบบ Admission แล้วยังมีระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ โดยต้องสอบวิชาสามัญ 7 วิชา คือ 1.วิชาภาษาไทย 2.วิชาสังคมศึกษา 3.วิชาภาษาอังกฤษ 4.วิชาคณิตศาสตร์ 5.วิชาฟิสิกส์ 6.วิชาเคมี 7.วิชาชีววิทยา เพื่อใช้คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อตามเงื่อนไขของคณะ และสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมระบบเคลียริ่งเฮาส์อีกต่างหาก

ในการพูดคุยกับภูมิศรัณย์ เขาเริ่มต้นเท้าความว่า ข้อสอบนั้นเป็นปลายทางส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างเยาวชนแบบที่สังคมต้องการ ซึ่งในยุคปัจจุบัน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” เป็นแนวคิดของนักการศึกษาในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับกันแล้วว่าเป็นทักษะสำคัญสำหรับเยาวชน การประเมินความสามารถในการทำข้อสอบหรือความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวเหมือนในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไป แต่เด็กต้องมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์ได้ ที่เรียกว่า Critical Thinking และต้องมี Non-Cognitive Skills อื่นๆ ด้วย มี EQ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงมีความรู้ทั่วไปที่สำคัญในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่อง Financial Literacy (ความสามารถในการเข้าใจความรู้พื้นฐานในเรื่องการเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ความเสี่ยงทางการเงิน – เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) เรื่องทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ข้อสรุปของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องพัฒนาการเรียนในห้องเรียนเพื่อนำไปสู่ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” และหากเราต้องการให้การเรียนการสอนเป็นไปในแนวทาง “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” เราต้องออกแบบข้อสอบให้มันสอดคล้อง ทำให้ครูไม่ใช้วิธีการสอนให้ท่องจำเหมือนเดิม

แนวคิดนี้อาจยังดูห่างไกลนักเมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า อย่างข้อสอบ O-NET ที่เป็นประเด็นโด่งดังแทบทุกปี เช่นเดียวกันกับปีนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาเกี่ยวกับเนื้อหาของข้อสอบ

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

“เหตุผลของการปรับเปลี่ยนข้อสอบ เพื่อให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์มากขึ้น ลดการเดาข้อสอบ แต่ สทศ. มีคำอธิบายไหมว่า ข้อสอบที่ออกมาใช้หลักอะไรในการคิดวิเคราะห์ แล้วการคิดวิเคราะห์นี้ตายตัวจนสามารถออกมาเป็นข้อสอบแบบช้อยส์ได้เลยหรือ ยกตัวอย่างที่ว่าปลูกฝังความเป็นไทยควรดูละครเรื่องใด? คนหนึ่งคนอาจตีความหมายของคำว่าความเป็นไทยต่างกัน มีกรอบความคิดและจินตนาการของคำว่า “ความเป็นไทย” ต่างกัน เมื่อมีกรอบความคิดที่ต่างกันหรือทัศนะที่แตกต่างกัน เหตุผลในการเลือกคำตอบนั้นๆ ย่อมแตกต่างกันไปด้วย บางคนอาจจะเลือกกี่เพ้าก็ได้ หากเขามองว่าความเป็นไทยของเขาคือความหลากหลายทางวัฒนธรรม”

ณัฎฐณิชา เหล็กกล้า นักเรียน ชั้น ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี แสดงความเห็นถึงตัวอย่างข้อสอบโอเน็ตอันเป็นที่โด่งดังใน social network

 

 

จาก : แก๊งค์เด็กแอดฯ : Admission Fanclub

 

สอดรับกับความเห็นของภูมิศรัณย์ว่า มาตรฐานข้อสอบที่ยังไม่ดีมากนักอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านบุคลากร

“จริงๆ การออกข้อสอบค่อนข้างเป็นศาสตร์ที่ต้องมีความรู้ในระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ดีก็จะควรจบด้านนี้โดยตรง คือด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา”

ภูมิศรัณย์กล่าวว่า ข้อสอบที่ดีควรเป็นในลักษณะที่เรียกว่า Literacy-Based Test หรือ ข้อสอบที่เน้นวัดความเข้าใจ ซึ่งสามารถทำเป็นข้อสอบช้อยส์หรือข้อสอบแบบตอบบรรยายก็ได้ แต่การทำสอบจะต้องใช้ความเข้าใจในเนื้อหาและอาจต้องประยุกต์กับหลายๆ ศาสตร์ ไม่ใช่ข้อสอบแบบ Content-Based อีกต่อไป ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์ หากเป็นข้อสอบแบบ Content-Based จะมีลักษณะที่ถามตรงตัว บทนี้สูตรเป็นอย่างไร ใส่ตัวแปรแล้วตอบ ตามสูตรเลย แต่ Literacy-Based ก็อาจจะประยุกต์เข้ากับเรื่องราวในสถานการณ์จริงเลย เช่น พิซซ่า 2 ชิ้น เส้นผ่านศูนย์กลางต่างกัน ราคาต่างกัน  ซื้อชิ้นไหนถึงจะคุ้มกับเงินที่เสียไปมากที่สุด หรืออย่างข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้อ่านบทความวิทยาศาสตร์ มีการผสมผสานความรู้ในเรื่องต่างๆ แล้วให้นักเรียนทำความเข้าใจเพื่อตอบคำถาม ตัวอย่างข้อสอบแบบนี้ในระดับสากล คือ ข้อสอบ PISA ทำโดย OECD อ่านแล้วรู้สึกว่า ต้องใช้ทั้งความรู้และความคิด

 

ตัวเลขอื่นๆ บอกอะไรได้มากกว่า คะแนนสอบ

ภูมิศรัณย์ ยังกล่าวถึงภาพรวม “คะแนน” สอบด้วยว่า ตัวเลขคะแนนสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้บอกอะไรมากนัก และไม่สามารถทำให้เกิดการวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนของแต่ละพื้นที่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บข้อมูลอื่นๆ ของนักเรียน ครู หรือโรงเรียนด้วย เพื่อที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการศึกษาของประเทศ

เช่น อาจจะให้นักเรียนทำแบบสอบถามว่ามีพื้นเพมาอย่างไร ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร ใช้เวลาอ่านหนังสือกี่ชั่วโมง ที่บ้านมีหนังสือกี่เล่ม นอกจากนี้ก็อาจจะสำรวจว่าโรงเรียนมีสภาพอย่างไร มีห้องสมุดไหม เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราก็นำมาประเมินผลว่าเด็กทำคะแนนสอบได้เยอะเพราะปัจจัยใด แค่ไหน อย่างไร นำมาสู่ข้อสรุปว่า ควรจะจัดการศึกษาอย่างไร หรือควรจะให้โรงเรียนมีทรัพยากรอะไร เด็กควรอ่านหนังสือวันละกี่โมง เป็นต้น

ภูมิศรัณย์ กล่าวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีระบบการเก็บข้อมูลตรงนี้เพื่อดูบริบทต่างๆ แต่ประเทศไทย จะเก็บผลลัพธ์เพียงแค่ว่านักเรียนของจังหวัดนี้ได้คะแนนสอบ O-NET เท่าไร แต่ละวิชานี้มีคะแนนเฉลี่ยเท่าไร ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่าไร หรือเรียงเป็นจังหวัดว่าจังหวัดไหนได้คะแนนเยอะสุด ภาคไหนได้คะแนนเยอะสุด ซึ่งตัวเลขเพียงเท่านี้ไม่ได้บอกอะไรนัก เพราะไม่ได้กล่าวถึงบริบทว่าเด็กที่คะแนนสูงเขามีลักษณะอย่างไร ที่บ้านเขาเป็นอย่างไร ฐานะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ สาธารณชนก็เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยาก นักวิจัย ปัญญาชนทั่วไปที่เขาอยากจะศึกษาก็ลำบาก

นอกจากนี้เวลารัฐจะวางแผนยุทธศาสตร์ก็วางตัวชี้วัดในลักษณะที่ว่า คะแนนเฉลี่ยปีที่แล้วเท่าไร ปีนี้ต้องได้คะแนนเท่าไร ต้องเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงแทบจะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าคะแนน O-NET แต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน ข้อสอบก็ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบในลักษณะนั้นได้ด้วยซ้ำ แต่ควรจะเอามาใช้ในแง่ของการดูความไม่เท่าเทียมกันมากกว่า เน้นดูค่าความเบี่ยงเบน เช่น ปีนี้คะแนนโรงเรียน A อยู่ห่างจากคะแนนเฉลี่ยของประเทศเท่านี้ ถ้าปีถัดมาเขาอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศน้อยลง ก็แปลว่าเขามีพัฒนาการมากขึ้น แบบนี้จะมีสมเหตุสมผลมากกว่า

นักการศึกษาแห่งสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ยังยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า จะเน้นการทำโครงงานโดยมีพื้นฐานจากความรู้ในสาขานั้นๆ มากกว่าเรื่องข้อสอบ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ก็อาจจะให้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ วิชาภาษาก็อาจจะมีให้ค้นคว้าทำรายงานและออกมานำเสนอ โดยระบบประเมินจะเป็นลักษณะ Portfolio คือ เวลาส่งการบ้านแต่ละครั้งหรือจะส่งโครงงานแต่ละชิ้น ครูก็จะต้องบันทึกว่าเป็นอย่างไร วิจารณ์ว่าควรแก้ไขในส่วนไหน แล้วครั้งต่อๆ ไปได้แก้ไขเพิ่มเติมอะไรบ้าง มีพัฒนาการมากน้อยเพียงไร ทุกอย่างถูกเก็บเป็นฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่สำหรับประเทศไทยระบบแบบนี้อาจทำได้เพียงบางโรงเรียนที่เป็นระดับแนวหน้า

 

ครูต้องเก่ง และครูต้องได้ดี

หากเราดูการจัดอันดับการศึกษาในระดับสากล ซึ่งจัดทำโดย Pearson บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการศึกษา จะพบว่า ประเทศเกาหลีใต้ได้อันดับ 2 แม้ประเทศเกาหลีใต้จะไม่ได้มีแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับแนวคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” ยังเน้นการเรียนแบบท่องจำ มีชั่วโมงเรียนที่ยาวนาน แต่เกาหลีใต้มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเหมือนหลายๆ ประเทศที่มีอันดับการศึกษาดี คือ วัฒนธรรมที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและการทำให้ครูเป็นอาชีพที่มีสถานะสูงในสังคม จนสามารถดึงดูดคนเก่งมาเป็นครูได้

 

อันดับการศึกษาของแต่ละประเทศ : ในส่วนของ Cognitive Skill จะวัดจากคะแนนสอบ PISA, TIMSS, PIRLS

ซึ่งเป็นข้อสอบแบบ Literacy-Based Test

 

ประเด็นเรื่องผลการเรียนจึงแยกกันไม่ออกกับเรื่องคุณภาพของครู ภูมิศรัณย์ย้ำถึงเรื่องนี้โดยยกตัวอย่างกรณีประเทศฟินแลนด์ ซึ่งแม้จะไม่มีชั่วโมงเรียนอันยาวนานเท่าเกาหลีใต้ ไม่มีการสอบมาตรฐาน  พูดอย่างง่ายคือไม่มีการสอบ O-NET เหมือนของประเทศไทย การบ้านไม่เยอะ แต่สิ่งที่โดดเด่นและเป็นจุดร่วมกับเกาหลีใต้คือ คุณภาพของครูที่โดดเด่น เน้นการ ช่วยเหลือ’ ให้เด็กเข้าใจและสามารถประยุกต์บทเรียนได้ มีการแผนการฝึกฝนอบรมครู (Professional Development) ครูจะให้เวลากับเด็กในห้องเรียนมาก ครูพร้อมที่จะสอนและริเริ่มทำโครงการต่างๆ เด็กเรียนแบบมีความสุข ไม่ได้เรียนหนักมากเกินไป ผลลัพธ์คือคะแนนเด็กออกมาดี

เขาเห็นว่า หากพิจารณาประเทศที่มีคะแนนสูงจะพบว่าครูของประเทศนั้นๆ จะเป็นคนระดับชั้นนำของประเทศ ยกตัวอย่างรูปธรรมเช่น การสอบเข้าวิทยาลัยครูของประเทศไต้หวันยากพอๆ กับการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ต้องเป็นระดับหัวกะทิของประเทศถึงจะเป็นครูได้ หรือกรณีครูมัธยมในสิงคโปร์ก็เป็นผู้ที่มีการศึกษาดี จำนวนมากจบการศึกษาจาก Oxford Cambridge หรือ Harvard

ในตอนท้าย เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนให้สวัสดิการครูดีมาก และภายในสังคมก็ถือว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก ไม่มีประเทศไหนที่นักเรียนได้คะแนนสูง แต่เงินเดือนครูต่ำ เช่น ครูไต้หวันได้เงินเดือนพอๆ กับวิศวกร สำหรับประเทศไทยจะดูเหมือนว่าเงินเดือนครูจะสูง แต่สิ่งที่เห็นนี้ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งจะปรับกันเมื่อไม่นานมานี้เอง อีกทั้งครูที่ได้รับเงินเดือนสูงก็เป็นคนที่อยู่ในวิชาชีพมาสักระยะหนึ่งแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ผลตอบแทนทั้งด้านการเงินและด้านสังคมของอาชีพครู ยังไม่น่าสนใจพอจะดึงดูดให้คนเก่งๆ แย่งกันเข้ามาในวิชาชีพครูได้

TDRI : 2554

ตะลึง!WEFจัดศึกษาไทยรั้งอาเซียนอันดับ8

คาถาเรียนเก่ง

a1

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 22:50:38 น.

หน้า 6 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2556

กศ_ไทย2013

กศ_ไทย2013_2

ผลการจัดอันดับของ “World Economic Forum-WEF” ในรายงาน “The Global Competitiveness Report 2013-2014” ต่อระบบการศึกษาไทย ชี้ว่าการศึกษาไทยนับตั้งแต่ระดับประถม มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย มีคุณภาพต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว และกัมพูชา ข้อมูลดังกล่าวดูเหมือนว่าจะตรงกันข้ามกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแวดวงการศึกษา ทั้งนักวิชาการ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาการ

“หลายคนยากจะยอมรับผลการจัดอันดับดังกล่าว ถึงขั้นทึกทักไปว่าองค์กรนี้ขาดมาตรฐาน เชื่อไม่ได้ หากโดยความเป็นจริงแล้วก็ควรจำเป็นต้องสำเหนียกต่อประเด็นดังกล่าว โดยควรต้องกลับไปถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันควรตั้งคำถามต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.ที่มีความเชื่อเป็นมั่นว่ามหาวิทยาลัยไทยมีมาตรฐานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็นรองก็แค่สิงคโปร์เท่านั้น ที่เหลือไม่ได้มาตรฐาน หรือเทียบเท่าการศึกษาไทย (ประเด็นหลังนี้ สกอ.ชี้วัด/จัดมาตรฐานด้วยการใช้อำนาจผ่านการเทียบคุณวุฒิการศึกษาและการให้การรับรองการเปิดหลักสูตร) โดยอ้างประกาศเกณฑ์มาตรฐานระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 ซึ่งไปๆ มาๆ ขัดแย้งสำนักงาน ก.พ. จนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดีระหว่างสองหน่วยงานนี้ เพราะเกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษาทั้งคู่”

จากประเด็นดังกล่าว จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่น้อยเมื่อพิจารณาถึงข้อมูลผลการจัดอันดับในแต่และปีของ WEF โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน มีดังนี้ 

“ปี 2012-2013” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 3 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 19 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 32 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 36 WEF) อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 40 WEF) อันดับ 6 ลาว (อันดับ 57 WEF) อันดับ 7 กัมพูชา (อันดับ 76 WEF) อันดับ 8 ไทย (อันดับ 78 WEF) และอันดับ 9 เวียดนาม (อันดับ 96 WEF) 

“รายงานปี 2011-2012” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 2 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 14 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 28 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 44 WEF) อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 61 WEF) อันดับ 6 กัมพูชา (อันดับ 68 WEF) เวียดนาม (อันดับ 69 WEF) อันดับ 8 ไทย (อันดับ 77 WEF) 

“รายงานปี 2010-2011” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 1 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 23 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 31 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 40 WEF) อันดับ 5 เวียดนาม (อันดับ 61 WEF) อันดับ 6 ไทย (อันดับ 66 WEF) อันดับ 7 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 69 WEF) อันดับ 7 กัมพูชา (อันดับ 82 WEF) 

“ปัจจุบันระบบการสอนในมหาวิทยาลัยไทย ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ด้วยระบบการประเมินผลแบบ KPI กระบวนการทำงานนับตั้งแต่การทำวิจัย การเรียนการสอน และโครงการกิจกรรมล้วนมุ่งเน้นเอกสารรายงานมากกว่าสิ่งอื่นใด อาจารย์ที่มุ่งเน้นการสอน ดูแลนักศึกษามาก ล้วนตกที่นั่งลำบาก ในทางตรงกันข้ามอาจารย์ที่ทำงานข้างนอกมหาวิทยาลัย รับเชิญสอน หรือหางบทำวิจัย งดการดูแลนักศึกษา อาจารย์ประเภทหลังนี้เมื่อประเมินตามเอกสารรายงาน ผลการทำงานอยู่ใน “ระดับดีมาก” ในขณะที่ประเภทแรกส่วนใหญ่ได้ “ระดับพอใช้” คณาจารย์จำนวนไม่น้อยจึงเริ่มทิ้งห้องสอน และห้องทำงาน ส่งผลให้นักศึกษาอยู่ในสถานะโดดเดี่ยวไร้การดูแลเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ”

นอกจากนี้ เพื่อพิจารณาข้อมูลการศึกษา ทั้งอัตราเงินเดือนอาจารย์ และค่าใช้จ่ายในการศึกษา (ค่าเทอม) ระหว่างมหาวิทยาลัยไทย และประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาในประเทศไทยจะสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ โดยเฉพาะหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา เช่น ปริญญาเอกประเทศไทย ค่าเทอมตลอดหลักสูตรเฉลี่ยราว 500,000-650,000 บาท มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เฉลี่ย 200,000-250,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนอาจารย์ผู้สอนในบรูไนสูงกว่าไทยราว 6 เท่า (ไม่รวมบ้านพักและรถยนต์) มาเลเซียสูงกว่าไทยราว 3 เท่า และฟิลิปปินส์ต่ำกว่าไทยเล็กน้อย 

บทสะท้อนสถานการณ์และพัฒนาการศึกษาไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และ สกอ.อาจไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใดๆ หากเชื่อมั่นว่าการศึกษาไทยมีมาตรฐานดีกว่า พร้อมๆ กับการปฏิเสธข้อมูลของ WEF ว่าไร้สาระเชื่อไม่ได้…

และก็ไม่แปลกที่กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง สกอ.เชื่อเช่นนี้ เพราะนับจากมติ ครม.ปี พ.ศ.2542 เป็นต้นมา การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบพร้อมๆ กับพัฒนาระบบพนักงานมหาวิทยาลัยแทนข้าราชการยังคงย่ำอยู่กับที่ และประสบปัญหามากมาย ระบบเงินเดือน และสวัสดิการของอาจารย์มหาวิทยาลัยในสถาบันต่างๆ จำนวนไม่น้อย ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยยักย้ายถ่ายเทงบประมาณที่ได้รับจากสำนักงบประมาณ 1.7 เท่า เหลือเพียง 1.2, 1.30 หรือ 1.45 เท่านั้น 

“ทำให้ขาดความมั่นคงในชีวิต และศักดิ์ศรีในอาชีพอย่างรุนแรง ณ วันนี้”

edu0

ที่มา  :   แนวหน้า  วันจันทร์ ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2556

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.กระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณี ที่ World Economic Forum (WEF)  จัดอันดับให้การศึกษาไทย ตกลงไปอยู่ในระดับที่ 8 แพ้ ประเทศกัมพูชา และ เวียดนาม ว่า ตนขอรับข้อวิจารณ์ และเสนอข้อเสนอแนะของทุกเสียงเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้การศึกษาของเด็กไทยมีการพัฒนาและเกิดความสมบูรณ์มากที่สุด สำหรับกรณีที่ว่าให้เงินเดือนครูสูงแต่ครูไม่สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นนั้น ตนคิดว่าการเพิ่มเงินเดือนให้ครู ยังเป็นความสำคัญ เนื่องจากเป็นการให้ขวัญกำลังใจของครู เราต้องทำให้ครูมีขวัญกำลังใจที่สุด เพราะหากครูมีขวัญกำลังใจที่ดีก็จะอุทิศเวลา อุทิศตนให้กับการเรียนการสอน หากจะมองถึงปัญหาที่การศึกษาไทยต้องตกต่ำเช่นนี้ น่าจะอยู่ที่ปัจจัยอื่นๆ ประกอบกันด้วย อาทิ หลักสูตร เครื่องมืออุปกรณ์ในการเรียนการสอน ความพร้อมของเด็ก สถานที่เรียน สภาพแวดล้อม และส่วนหนึ่งก็คือความพร้อมของครู ซึ่งครูเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ 

รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐมนตรีทุกคนที่มาบริหารด้านการศึกษา ย่อมมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะหัวใจของการศึกษา อยู่ที่คุณภาพหรือมาตรฐานการศึกษา และที่มุ่งพัฒนาแก้ไขอยู่ คือการให้โอกาสทางการศึกษา และการบริหารจัดการที่เป็นธรรมาภิบาล ซึ่ง 3 เรื่องนี้คือหัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไขควบคู่กันไป 

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  โดยส่วนตัวเข้าใจว่ารายงานผลการจัดอันดับของ WEF จะประเมินโดยวิเคราะห์ระบบการศึกษา ในฐานะของการผลิตกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า โดยมองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงมีการเปรียบเทียบเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนและผลที่ได้รับกลับมา ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพีที่สูงแต่ได้ผลตอบแทนที่ต่ำ จึงทำให้อันดับของไทยอยู่ต่ำกว่าประเทศที่ลงทุนต่อจีดีพีต่ำกว่า แต่ได้คุณภาพที่สูง 

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เข้าใจว่า WEF จะมอง 3 ส่วนหลัก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ

ประเด็นแรก  คือ  มองที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน  ซึ่งปัจจัยสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จ คือ คุณภาพและสมรรถนะของครู ในส่วนของประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับบุคลากรที่สูงโดยเฉพาะเงินเดือนครู  แต่ไม่สัมพันธ์กับคุณภาพของการศึกษาที่ได้รับกลับคืน  ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)อยู่แล้ว  และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญ จึงมีนโยบายที่จะเพิ่มคุณภาพและสมรรถนะของครู รวมทั้งปรับการประเมินครูให้เป็นการประเมินที่สัมพันธ์กับคุณภาพของผู้เรียนของเด็ก โดยประเมินจากผลการสอนจริง

ส่วนที่ 2  น่าจะดูจากทักษะของนักเรียน  โดยให้ความสำคัญกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วย 3 สมรรถนะหลัก คือ สมรรถนะทางด้านการคิด สมรรถนะทางด้านภาษา และสมรรถนะทางด้านไอซีที   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สพฐ. พยายามที่จะเติมคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียนอยู่

ส่วนที่ 3  น่าจะประเมินจากอัตรากำลังคนทางด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นกำลังคนที่สำคัญมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผู้เรียนสายอาชีวะของไทย ยังมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และคุณลักษณะของผู้เรียนสายอาชีพก็ยังไม่ถึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนล 

การศึกษารั้งท้ายอันดับสิ่งสำคัญในชีวิต

ที่มา  :  อินโฟกราฟฟิค ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2555

การสำรวจความสุขและความพึงพอใจในชีวิตของคนไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีการให้กลุ่มตัวอย่างระบุว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งพวกเขา เลือกให้ เรื่องสุขภาพมาอันดับ 1 ในขณะที่การศึกษา อยู่ในอันดับรั้งท้าย

ผู้บริหารการศึกษาหนึ่งแสนครูดี ปี2556

ที่มา  :  hrd.obec.go.th/news/2556

ประกาศรายชื่อผู้บริหารการศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2556

 

หนึ่งแสนครูดี2556

8 นโยบายการศึกษา”จาตุรนต์ ฉายแสง”

ที่มา  :   ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 212/2556

8 นโยบายการศึกษา “จาตุรนต์ ฉายแสง”

ศึกษาธิการ – นายจาตุรนต์  ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงนโยบายการศึกษา พร้อมประกาศ 8 นโยบาย เพื่อเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ

  • ย้ำการพัฒนาคน เป็นโจทย์สำคัญของการปฏิรูปการศึกษา และยกระดับพัฒนาประเทศ

 รมว.ศธ.กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาได้พิจารณาจากโจทย์ใหญ่ คือขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ ในภูมิภาคและสังคมโลก ในขณะที่ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป รวมทั้งประเทศใหญ่ๆ ของทวีปเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แม้บางประเทศ เช่น จีน จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วมาก ก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวทำให้มีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจลง ในสภาพเช่นนี้จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเตรียมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อที่จะให้อยู่รอดในภาวะการณ์ปัจจุบันหรือในอนาคตต่อไป นอกจากนี้จะมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน พร้อมทั้งความพยายามที่จะเชื่อมโยงกันของกลุ่มประเทศอาเซียนกับนอกภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

การจะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบ Logistics ที่สำคัญของประเทศ เช่น ด้านการคมนาคม การสื่อสาร ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนและกำลังเร่งดำเนินการในขณะนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  แต่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่สำคัญมากและขาดไม่ได้ คือ “การพัฒนาคน” เพราะฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ที่สำคัญของการจัดการศึกษาและปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย

การศึกษาต้องเดินหน้าสู่การสร้าง การพัฒนา เตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับสังคมโลก โดยเฉพาะสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 เป็นผลจากการปฏิวัติด้านดิจิทัล (Digital Revolution) และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ทำให้โลกทั้งโลกเชื่อมโยงและสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องสร้างและพัฒนาให้คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความสามารถ มีทักษะ ความถนัด ความชำนาญพร้อมจะขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น

 

  •  ประกาศนโยบาย “2556 ปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา”

จากผลการประเมินการจัดอันดับโดย IMD พบว่าในปี ค.ศ.2013 การศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ 51 จาก 60 ประเทศ และผลการประเมินการทดสอบ PISAทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในปี ค.ศ.2009 พบว่าเด็กไทยอยู่ในอันดับที่ประมาณ 50 จาก 65 ประเทศ ในขณะที่ผลการจัดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดย Times Higher Education World Rankings ในปี ค.ศ.2012-2013 พบว่ามีมหาวิทยาลัยไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอยู่ในกลุ่ม 351-400 เป็นสภาพที่เป็นจริงที่เราประสบอยู่

รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายด้านการศึกษาที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งได้แถลงไว้ชัดเจนต่อรัฐสภา ให้มีการปฏิรูประบบการเรียนรู้ ซึ่งหมายความว่า  รัฐบาลมีความเข้าใจและกำหนดเป็นนโยบายที่ปฏิรูปการศึกษา และได้ดำเนินการมาเป็นลำดับ โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ.คนล่าสุด ได้เริ่มดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรอย่างตั้งใจและจริงจัง แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ของสังคมโลก จากโจทย์ที่ประเทศนี้จะต้องรับมือ ก็มีความจำเป็นที่เราจะต้องยกเครื่องการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐานในระดับสากล และสอดคล้องกับสังคมโลกยุคใหม่

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะประกาศให้ “การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ” โดยกำหนดให้ปี 2556 จากนี้ไปเป็น “ปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา” ซึ่งหมายความว่า เราจะทำตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยพลังของสังคมทั้งสังคมมาช่วยกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว

  

  • เป้าหมายมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้คิด วิเคราะห์ เรียนรู้ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21

เพื่อให้ปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นผลสำเร็จ จึงขอเสนอเป้าหมายมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยภายในปี พ.ศ.2558 ซึ่งไปพ้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีเดียวกัน ดังนี้

– ให้ผลการจัดอันดับการศึกษาไทย ผลการทดสอบ PISA ของไทย ให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น
– ให้สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสามัญเพิ่มขึ้นเป็น 50 : 50
– ให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกมากขึ้น
– ให้มีการกระจายโอกาสและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้น

ทั้งนี้ โดยเน้นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ จัดและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น คือวงการการศึกษา บุคลากรทางการศึกษาของรัฐทั้งหมด ต้องมีความเข้าใจร่วมกันว่า การศึกษาของภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

  
  

8 นโยบาย ที่จะเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว

1เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิรูปให้มีความเชื่อมโยงกันทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอน ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับการเรียนรู้ยุคใหม่ การพัฒนาครู และการพัฒนาระบบการทดสอบ การวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตรและการเรียนการสอน และการพัฒนาผู้เรียน

การที่ใช้คำว่า “ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน” ก็คือ เรื่องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ต้องมีการทดสอบประเมินผล ซึ่งการทดสอบประเมินผลต้องคำนึงถึงหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน ไม่ใช่เป็นการทดสอบที่ไม่สัมพันธ์กันหรือไม่คำนึงถึงการเรียนการสอน นอกจากนี้ การทดสอบของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติฯ ซึ่งโยงไปถึงระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันยังส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวคือ หากจัดการทดสอบเหมือนที่ผ่านมา จะทำให้คนในวงการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระบบไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาของตนเอง เนื่องจากผู้เกี่ยวข้อง คือ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง เห็นความสำคัญของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่าการเรียนในระบบ ความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวไม่ให้ความสำคัญ

ส่วนการประเมินวิทยฐานะความก้าวหน้า ก็ควรจะต้องเชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนการสอน การประเมินสถานศึกษา มีผู้กล่าวว่าควรให้เด็กคิดเป็นวิเคราะห์เป็น แต่ในบางครั้งก็ยังไม่ได้หารือร่วมกันว่าการเรียนการสอนและหลักสูตรเป็นอย่างไร จึงต้องใช้หลักสูตรเป็นแกนหลักเพื่อมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และมีผลต่อการพัฒนาครู ประเมินวิทยฐานะและความก้าวหน้าในวิชาชีพครูด้วย

ดังนั้นใน 6 เรื่อง คือ ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปการเรียนการสอน การทดสอบ/วัดและประเมินผลผู้เรียน การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย การประเมินวิทยฐานะและความก้าวหน้าในวิชาชีพครู และการประเมินสถานศึกษา ต้องเชื่อมโยงไปที่คุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบายทั้งหมด

 การที่จะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ทั้งระบบ ต้องมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

 – ต้องเร่งรัดและสานต่อเรื่องปฏิรูปหลักสูตรให้ก้าวหน้าและให้แล้วเสร็จ โดยจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตที่เหมาะสมทุกระดับชั้นการศึกษา

 – พัฒนากระบวนการเรียนการสอนในปัจจุบันและเพื่อรองรับหลักสูตรใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ โดยจะเริ่มจากวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ และการคิดวิเคราะห์

 – พัฒนาระบบทดสอบ วัดและประเมินผลทั้งภายในและภายนอก ให้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีมาตรฐานเทียบเคียงได้กับนานาชาติ โดยเชื่อมโยงกับเนื้อหาสาระในหลักสูตรกับการเรียนการสอน รวมทั้งพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลให้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 2. ปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครู

 ให้มีจำนวนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการ มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปัจจุบัน รองรับหลักสูตรใหม่ และการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะครูให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ดูแลระบบสวัสดิการ และลดปัญหาที่บั่นทอนขวัญกำลังใจของครู ให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนและคุณภาพผู้เรียน

 3. เร่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้

 สร้างมาตรฐานการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แท็บเล็ต) และพัฒนาเนื้อหาสาระ พัฒนาครู และการวัดประเมินผลที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิดระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสังคมไทย

 ทั้งนี้ แท็บเล็ตเป็นเรื่องสำคัญหนึ่งในนโยบายการศึกษาของรัฐบาล ที่ผ่านมาเรามักจะเน้นเฉพาะการจัดให้เด็กได้มีแท็บเล็ต ซึ่งเป็นรายละเอียดว่าเด็กจะได้เมื่อไร จำนวนเท่าไร คืบหน้าไปแล้วอย่างไร หรือมีเนื้อหากี่รายกี่ชิ้น แต่เรื่องใหญ่กว่าที่จะต้องเร่งพัฒนา คือ “เนื้อหาสาระ” เพื่อจะให้มีทั้งเนื้อหาที่ควรรู้ รูปแบบของแบบทดสอบ แบบฝึกหัด เทคนิค นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ให้เด็กใช้กับแท็บเล็ต เพื่อทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ได้ผลจริง เด็กได้รับผลที่ดีในการใช้งานดีกว่าไม่ใช้แท็บเล็ต ที่ต้องโยงไปกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ที่มีข้อมูลข่าวสารไม่จำกัด ซึ่งหมายถึงจะต้องมีการพัฒนาครู เพื่อให้เข้าใจการสอนที่มีเนื้อหาสาระแบบนี้ เพราะในโลกยุคใหม่ เราไม่สามารถสอนแบบเดิม เช่น ให้เด็กค้นหาว่าคำนี้แปลว่าอะไร เด็กก็ไปค้นหาในเวลาไม่นาน ก็สามารถตอบได้ แต่จะทำอย่างไรให้การสอนที่ส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักค้นหา คิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และสามารถตั้งคำถามได้เอง ฯลฯ ซึ่งเนื้อหาที่บรรจุลงในแท็บเล็ตจะต้องมีมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญบอกได้ว่า เนื้อหาสาระใดจะช่วยสร้างเด็กได้จริง เป็นประโยชน์จริง ไม่ใช่ใครคิดหรือประดิษฐ์แบบเรียน แบบฝึกหัด เนื้อหาสาระอะไรขึ้นมาได้ ก็บรรจุลงไปในแท็บเล็ต ซึ่งตรงนี้ยังขาดอยู่ และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการต่อไป

4พัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้กับระดับสากล ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

 โดยผลักดันให้เกิดการใช้กรอบคุณวุฒิวิชาชีพ ตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาใช้กำหนดทักษะความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ ผู้มีงานทำ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า ได้รับค่าตอบแทนตามสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ขึ้นกับวุฒิการศึกษาทั้งแบบอนุปริญญาหรือปริญญา

 ความหมายคือ อาชีพนี้ ระดับนี้ มีความสามารถทางสมรรถนะมากเพียงใด อันจะช่วยทำให้สถานประกอบการหรือกิจการต่างๆ เพิ่มผลผลิตได้มากน้อยเพียงใด และจะแปรกลับมาเป็นรายได้ค่าตอบแทน ทั้งนี้คุณวุฒิวิชาชีพบางประเภท แม้ผู้ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพประเภทนั้นไม่จบปริญญาตรี แต่อาจจะมีรายได้หรือเงินเดือนสูงกว่าผู้จบปริญญาตรีก็ได้ ส่งผลถึงเส้นทางความก้าวหน้าทางอาชีพและรายได้ และทำให้คนต้องการเข้ามาเรียนสายอาชีวศึกษามากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสามัญเป็น 50:50 เพราะเป็นความก้าวหน้ามีรายได้สูง มีสมรรถนะ ทั้งยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของการอาชีวศึกษาด้วย

 5. ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน มากกว่าการขยายเชิงปริมาณ

 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยให้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทย เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World Class University) ให้มากขึ้น

รมว.ศธ.กล่าวว่า การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของไทยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องแลกเปลี่ยนความเห็น หาองค์ความรู้มากพอสมควร เพื่อให้เห็นพ้องต้องกัน เพราะมหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอันดับในกลุ่ม 351-400 มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนมหาวิทยาลัยที่เหลือจะมีคุณภาพอย่างไร คำตอบคือไม่ค่อยมีใครทราบมากนัก ซึ่งคำถามคือเราจะพัฒนาการอุดมศึกษาอย่างไร หากใช้ความคิดว่าทำอะไรได้ดีที่สุดก็ทำกันไป แต่การที่จะรู้ว่ามหาวิทยาลัยใดสอนเป็นอย่างไร แนวทางหนึ่งคือเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แต่อีกแนวทางหนึ่งคือ ควรให้มีการเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง โดยใช้กติกาหรือเงื่อนไขที่เหมาะสมและเป็นสากล เพื่อให้คนในวงการศึกษาได้ทราบว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นอย่างไร และมหาวิทยาลัยก็จะทราบว่าตัวเองเป็นอย่างไร ประการสำคัญคือทั้งสังคมก็จะได้รับทราบว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นอย่างไรด้วย ไม่ใช่เกิดความรู้สึกว่าหากมาจากมหาวิทยาลัยนี้ ก็รู้สึกจะเข้าท่าดี แต่มาจากอีกมหาวิทยาลัยก็รู้สึกจะไม่ค่อยเก่งด้านนั้น อันนี้ถือเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ตรงเท่านั้น ไม่ได้อาศัยการวิเคราะห์และการประเมินที่เป็นระบบ

 ดังนั้น สาระสำคัญของนโยบายนี้ คือ ต้องการให้มีกระจก เพื่อให้มหาวิทยาลัยส่องตัวเอง และต้องการให้สังคมช่วยกันผลักดัน เพราะมหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่ต้องให้ความเป็นอิสระ ให้มหาวิทยาลัยคิดเอง ไม่ใช่เป็นการสั่งการจากรัฐมนตรี ขณะเดียวกันสังคมก็ต้องคิดกลไกว่าจะผลักดันให้มหาวิทยาลัยพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างไร ความหมายในแง่นี้คือ สังคมกับมหาวิทยาลัยไม่เป็นอิสระจากกัน

 6. ส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น

 สนับสนุนความร่วมมือแบบเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษารัฐและเอกชน (Public Private Partnership) ตลอดจนเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร เป็นวิทยากร สนับสนุนการฝึกงานและเรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่ทำงาน โดยในส่วนของการอาชีวศึกษานั้น การที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาแบบทวิภาคี ก็ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องร่วมจัดการศึกษาตลอดกระบวนการ คือต้องการหลักสูตรหรือกระบวนการแบบใด ต้องมากำหนดหลักสูตรร่วมกัน รัฐมีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมและอาศัยภาคเอกชนให้มามีบทบาทในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น โดยรัฐควรมีหน้าที่ในการกำกับควบคุมเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานการจัดการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรมุ่งกำกับควบคุมหรือห้ามเอกชน

 7. เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

 เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุได้รับบริการการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส และการพัฒนากองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (ICL) ให้สามารถเป็นกลไกในการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสและผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวคิดของกองทุน ICL ตามที่ได้ก่อตั้งหรือริเริ่มขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้สนใจที่เคยดำเนินการ เข้ามาช่วยดำเนินการอย่างจริงจัง

8พัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้วยการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาและสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม อัตลักษณ์ และความต้องการประชาชนในท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

 5 กลไก ในการขับเคลื่อน
เพื่อให้บรรลุผลตามนโยบาย และบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีกลไกขับเคลื่อน 5 ประการ ดังนี้

1. เร่งรัดจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ.คนล่าสุด ได้ดำเนินการใกล้จะเสร็จแล้ว กฎหมายดังกล่าวเพื่อเปิดโอกาสในการใช้ทรัพยากรให้มากขึ้น และประการสำคัญคือ จะทำให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

2. จัดตั้งสถาบันเพื่อวิจัยหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน  เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมาตรฐาน การจัดทำหลักสูตรซึ่งมีการปรับปรุงเป็นระยะมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 ทั้งนี้เรื่องสำคัญของการศึกษาประเทศไทยเกี่ยวกับหลักสูตรก็คือ เราใช้วิธีเชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันจัดทำ เมื่อจัดทำเสร็จแล้วก็ตีพิมพ์ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญก็จะแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง และอาจจะนัดพบกันอีกครั้งในอีก 5-6 ปี แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือ ควรมีองค์กรหรือกลไกที่จะทำการวิจัยพัฒนาเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพที่ชัดเจน มีการประเมินได้ว่าองค์กรต่างๆ ทำงานก้าวหน้าไปแล้วอย่างไร หลักสูตรเป็นอย่างไร ครูนักเรียนมีความเห็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดทำหลักสูตรของต่างประเทศ จึงพบว่าหลักสูตรเล่มหนึ่งมีขนาดเล็ก แต่อ้างผลการวิจัยเต็มไปหมดทุกหน้าว่าเหตุใดจึงบอกว่าเด็กชั้นนี้ควรเรียนอะไร และในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ ก็มีองค์กรที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ใช่วิธีเชิญผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบางครั้งก็หลงลืม ไม่ได้ติดตามการศึกษา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งสถาบันเพื่อวิจัยหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน

3สร้างความเข็มแข็งของกลไกการวัดผล ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล  พัฒนาให้มีตัวชี้วัดคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของประเทศที่เทียบเคียงได้ในระดับสากล เพื่อประเมินผลสำเร็จของระบบการศึกษาไทยในภาพรวม ซึ่ง ศธ.ต้องหารือกับองค์กรต่างๆ เช่น สทศ. สมศ. เพื่อที่จะทำงานร่วมกัน

4. เร่งรัดให้มีพระราชบัญญัติอุดมศึกษา เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระและความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันอุดมศึกษา

5. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงาน องค์กร และกลไกที่เกี่ยวข้อง

 2 แนวทาง บริหารจัดการ

ในการบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายและกลไกดังกล่าวข้างต้น จะดำเนินการเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1. ตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนเรื่องสำคัญต่างๆ  เช่น ผลการทดสอบ PISA ของไทย เมื่อได้ตั้งเป้าหมายให้ผลการจัดอันดับการศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น ก็จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยระดมผู้ที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากคณะกรรมการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์จากการทดสอบ PISA

2. จัดประชุมปฏิบัติการ (Workshop) อย่างเป็นระบบ โดยจะระดมความคิดและการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามนโยบาย

 
ภาพ สถาพร ถาวรสุข

  •  ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของ ศธ. และทั้งสังคม เพื่อร่วมกันยกเครื่องการศึกษาไทย

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายสำคัญและแนวความคิดที่จะอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนของ ศธ. เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญจำเป็นมากของประเทศในช่วงนี้และช่วงต่อไป การพัฒนาคนเป็นเรื่องจำเป็นที่เราไม่อาจที่จะละเลยได้ เราจะร่วมกันทำในเรื่องที่ยากและท้าทาย คือที่พูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องอาศัยหลายฝ่าย แต่หากประเทศนี้จะไปรอด จะอยู่ในเวทีแห่งการแข่งขันยุคใหม่ได้ เราต้องปฏิรูปการศึกษาให้ได้ ต้องพัฒนาคนให้ได้ ดังนั้นแม้จะยาก แต่ต้องพยายามช่วยกันให้ได้ และหวังว่าทั้งบุคลากรของการศึกษาจะช่วยกันคิดต่อว่าเราจะทำกันอย่างไร รวมทั้งเสนอความเห็น เสนอขอให้แก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม ก็ยินดีที่จะรับมาพิจารณาร่วมกัน หวังว่าทุกท่านมีความพร้อมที่จะทำงานในเรื่องยาก และอาศัยผู้เกี่ยวข้อง ผู้สนใจในสังคมทั้งสังคม เพื่อร่วมกันยกเครื่องการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ รวมพลังในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยต่อไป

  • กำชับให้ทุกหน่วยงานป้องกันแก้ไขปัญหาคอรัปชัน ไม่มีนโยบายให้นำชื่อไปแอบอ้างทั้งด้านดีและลบ

รมว.ศธ.ได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน กรณีการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชันว่า ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานทำงานด้วยความสุจริตโปร่งใส กรณีที่เกิดการทุจริตขึ้นแล้ว ก็จะดำเนินการอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมา เพื่อหาคนทำผิดมาลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก  ตั้งแต่การทำงาน การบริหารงาน รวมไปถึงการแต่งตั้งโยกย้าย ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างสุจริต และขอแจ้งไว้ด้วยว่า หากมีใครแอบอ้างถึงตน ซึ่งตนไม่มีนโยบายมอบใครไป หรือว่ามีใครไปแอบอ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องไม่ดีก็ตาม หากท่านสงสัยก็ให้มาแจ้งกับตนไว้ก่อน หลักการทำงานในเรื่องนี้ คือต้องใช้หลักความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเที่ยงธรรมประกอบกัน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริต จะใช้นโยบายเข้าไปมากนักไม่ได้  แม้นโยบายจะต้องทำตรงไปตรงมา แต่จะไปถึงขั้นกำหนดระยะเวลา ก็จะกลายเป็นการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนด แต่ที่สำคัญแน่นอนคือทุกเรื่องต้องไม่ล้มมวย ดังนั้นการจะไปบอกว่าเรื่องนั้นต้องเสร็จเมื่อนั้น เมื่อนี้ หากผู้เกี่ยวข้องบอกว่าต้องมีการสืบสวนสอบสวนและหาหลักฐานอีกมากมาย ก็จะกลายเป็นไปเร่งรัด อาจจะเสียหายอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตามจะทำให้มีประสิทธิภาพ ได้ผลจริง และมีความเที่ยงธรรม

 นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
 สรุป/รายงาน
11/7/2556

 

นร.เฮ สพฐ.ให้ครูลดงานการบ้านเริ่มพ.ค.

ที่มา  :  มติชนออนไลน์   วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 15:41:17 น.

hap22

เมื่อวันที่ 29 มกราคม  นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า  ที่ประชุมได้หารือเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544  ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551  ตามนโยบายของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยจะดำเนินการใน 2 ระยะ  ได้แก่  

      1.  ระยะเร่งด่วน  จะดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556  ในเดือนพฤษภาคม  ทาง สพฐ.จะเน้นบูรณาการทั้งเนื้อหา  เวลาเรียน  การวัดและประเมินผล  ตลอดจนการบ้านที่ต้องมีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชา  และจะต้องลดภาระงานของนักเรียนด้วย  เพราะที่ผ่านมาพบว่า  เด็กไทยต้องทำการบ้านเยอะมาก ทำให้เด็กเกิดความเครียด

               “ตั้งแต่ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นไป  เด็กไทยทุกคนในทุกระดับชั้นในโรงเรียนสังกัด สพฐ. จะมีภาระการเรียนในห้องเรียนลดน้อยลง  และจะมีโอกาสเรียนรู้  รวมถึงทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้น  ส่วนการบ้านและโครงงานที่ครูมอบให้ก็จะมีการบูรณาการในทุกกลุ่มสาระวิชาเข้าด้วยกัน  ฉะนั้น  ตั้งแต่เปิดเทอมหน้าเดือนพฤษภาคมนี้ งานทุกอย่างของเด็กจะต้องลดลงทั้งหมด  รวมถึงการให้การบ้านต้องลดลงด้วย และจะไม่ใช้วิธีการที่ครูจะมีอำนาจเหนือนักเรียน   ครูจะไม่สามารถให้การบ้านเด็กได้ตามใจชอบอีกต่อไป  ถ้าครูให้การบ้านเด็กจนเกิดความทุกข์ทรมานก็สามารถร้องเรียนมาได้ที่ สพฐ. เพื่อให้เกิดการปรับปรุงต่อไป”

       2.  สพฐ. จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่  6-8 กุมภาพันธ์  เพื่อพิจารณาทบทวนมาตรฐาน และตัวชี้วัดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า  มีมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดใดบ้างที่มีมากเกินความจำเป็น เพื่อที่จะได้ตัดทอนและปรับปรุงต่อไป

แนะนร.เลือกสาขาถนัด-ขาดแคลนไม่ตกงาน

ที่มา  :   เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2556 เวลา 14:50 น.

          เมื่อวันที่  7ม.ค. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นายพงศ์เทพ   เทพกาญจนา  รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง  ”ผลกระทบของประชาคมอาเซียน(AEC) ต่อระบบการศึกษาไทย”  ในงานสัมมนาทางวิชาการของครูและอาจารย์แนะแนวทั่วประเทศ ประจำปี 2556   ว่า  ส่วนตัวเห็นว่านักเรียนได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากการเปิดประชาคมอาเซียน   แต่ฝากครูแนะแนวช่วยศึกษาว่ามีกฎหมายอื่น ๆที่มีผลกระทบต่อนักเรียนจากการเปิดประชาคมอาเซียนด้วยหรือไม่ เพื่อจะได้แนะนำให้กับนักเรียน ได้ทราบ    และสิ่งสำคัญที่ครูและอาจารย์แนะแนวจะต้องแนะนำกับนักเรียนคือการเลือกเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในสาขาที่นักเรียนถนัด  เป็นสาขาที่ประเทศขาดแคลนและเป็นความต้องการของประเทศด้วย เพื่อที่บัณฑิตจบออกมาจะได้้ไม่ตกงานเหมือนปัจจุบันนี้  อีกทั้งยังทำงานไม่ตรงสาขาที่เรียนมาทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา   โดยจะต้องเน้นให้นักเรียนได้เรียนด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น   เช่น  สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์   สาขาคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

นายพงศ์เทพ  กล่าวต่อไปว่า   การเปิดประชาคมอาเซียนนั้นจะทำให้มีบริษัทหรือผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น  ซึ่งอาจจะทำให้ความต้องการแรงงานในประเทศน้อยลง แต่ตนเชื่อมั่นว่าแม้สถานประกอบการจะไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ยังต้องการบัณฑิตไทยที่มีคุณภาพ เพื่อไปทำงานให้ เพราะมั่นใจในคนไทยด้วยกันเอง    ดังนั้นมหาวิทยาลัยยังจำเป็นจะต้องผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน และสถานประกอบการต้องการมากขึ้น ไม่ใช่ผลิตเฉพาะสาขาที่ตนถนัด และจบออกมาไม่มีงานทำ   นอกจากนี้การผลิตบัณฑิตนั้นไม่ใช่ผลิตออกไปเป็นลูกจ้างอย่างเดียว แต่จะต้องผลิตออกไปเป็นผู้ประกอบการด้วย   เพราะรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่มากขึ้น   โดยมีโครงการ กองทุนตั้งตัวได้สนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่  เน้นไปที่กลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่เกิน 5 ปี   เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

 

นายกเปิดวันครูแนะการศึกษาคู่เทคโนโลยี

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันพุธที่ 16 มกราคม 2556 เวลา 10:33 น.

“ยิ่งลักษณ์”ร่วมงานวันครู เปรียบเป็นแม่คนที่ 2 ระบุไม่มีครู ไม่มีการศึกษา โลกของเราคงไม่สามารถพัฒนาเจริญก้าวหน้า เผยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนที่เป็นองค์ความรู้กว้างขึ้น

เมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้(16 ม.ค.)ที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดงานวันครู พ.ศ.2556 ณ บริเวณหอประชุมคุรุสภาและสนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยในเวลา 07.30 น.คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ คณะอนุกรรมการจัดงานวันครู พ.ศ.2556 ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา บุคลากรทางการศึกษาอื่น ข้าราชการครู และประชาชน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี จากนั้นเวลา 09.00 น.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงหอประชุมคุรุสภา เข้าสู่พิธีการงานวันครู หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีประกอบพิธีน้อมเกล้าฯถวายสักการะ “เฉลิมพระเกียรติพระแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเป็นครู” และวางพวงมาลัยสักการะปฐมบูรพาจารย์ 

ทั้งนี้นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดงานวันครู อ่านโองการอัญเชิญบูรพาจารย์ และ น.ส.สุทธาสินี วัชรบูล ครูอาวุโสนอกประจำการ กล่าวนำสวดคำฉันท์ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ทำนองสรภัญญะ นายประสงค์ ศรีนิล ครูอาวุโสประจำการ นำผู้ร่วมชุมนุมกล่าวคำปฎิญาณตน  หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีคาราวะครูอาวุโสสมัยเรียน ได้แก่ ครูอรศรี มนตรี  ครูผู้สอนระดับอนุบาลศึกษา ครูกาญจนา นันทขว้าง ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา และครูสุภาพ วัฒนวิกย์กรรม์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษา และนายกรัฐมนตรีมอบของที่ระลึกให้กับครูอาวุโส และผู้อ่านโองการอัญเชิญบูรพาจารย์ ครูอาวุโสนอกประจำการ และครูอาวุโสในประจำการ  พร้อมมอบรางวัลแก่พระผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาชาติและพระผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพทางการศึกษา

ดร.ดิเรก พรสีมา ประธานกรรมการคุรุสภา กล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่า  วันที่ 16 ม.ค. ของทุกปี  ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันครู ซึ่งคุรุสภาจัดงานวันครูเป็นประจำทุกปี หากนับจากการจัดงานวันครูครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 ม.ค.  2500 จนถึงวันที่ 16 ม.ค.56 นับเป็นครั้งที่ 57 โดยการจัดงานวันครูปีนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระแม่แห่งแผ่นดินผู้ทรงเป็นครูในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 ส.ค.55 และเพื่อรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ และยกย่องเชิดชูเกียรติคุณครูและวิชาชีพครูให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ซึ่งงานวันครูปีนี้จัดขึ้นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า  รู้สึกเป็นเกียรติและความภูมิใจอันสูงสุดที่มีโอกาสได้มาวันครู และพบตัวแทนครูทั่วประเทศเป็นปีที่ 2 การจัดวันครูในปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “พระแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเป็นครู” ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา ทุกวันที่ 16 ม.ค.ของทุกปี รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้เป็นวันครู เพื่อให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าของครู เพราะครูคือบุคคลสำคัญที่ทำให้วงการการศึกษาและเยาวชนของประเทศได้พบทางสว่างแห่งปัญหา ครูจึงเปรียบเสมือนบุพการีคนที่ 2 ของเยาวชนในประเทศไทยทุกคน

ครู  คือ  ผู้ที่เสียสละ  ใช้วิชาความรู้ที่สั่งสมมาบ่มเพาะอุปนิสัยให้ลูกศิษย์เป็นคนดีของพ่อแม่  เป็นคนดีของสังคม  และเป็นคนดีของประเทศชาติ  เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติต่อไป  ดิฉันเชื่อว่า  หากไม่มีครู ไม่มีการศึกษา โลกของเราคงไม่สามารถพัฒนาเจริญก้าวหน้าได้อย่างทุกวันนี้  ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวและว่า  ครู  คือ  ผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดและจิตสำนึกของลูกศิษย์ตั้งแต่เด็กๆ  ฉะนั้นพฤติกรรมต่างๆ ของเยาวชนนอกจากจะได้เรียนรู้จากครอบครัวแล้ว  จะต้องเรียนรู้จากครูด้วย

นายกรัฐมนตรี  กล่าวต่อว่า  วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการพัฒนาการในด้านต่างๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง   ตั้งแต่เรื่องของการเรียนรู้  หรือการปฏิรูปการศึกษา  ทำให้การศึกษาของประเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตามจากภาวะเศรษฐกิจ  ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ  มีการเปลี่ยนรูปแบบไปมาก จึงเป็นความจำเป็นของวงการการศึกษา ที่จะต้องร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและรองรับกับโลกหรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย   ส่วนตัวเห็นว่า  การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องร่วมกันพัฒนาและสร้างภูมิคุ้มกันในการศึกษา  โดยเฉพาะการปรับปรุงทั้งเรื่องของเนื้อหา  หลักสูตรวิชา  รวมถึงวิธีการเรียนการสอน โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ต่างๆ มากขึ้น  เพื่อเสริมให้การเรียนการสอนน่าสนใจ  ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สังสมมาอย่างยาวนาน

น.ส.ยิ่งลักษณ์  กล่าวอีกว่า   ครูยังเป็นบุคคลที่จะเนื้อหาต่างๆ มาปรับปรุงให้มีความทันสมัยเท่าเทียม และโดดเด่น เพื่อสื่อสารและถ่ายทอดไปยังเยาวชนไทย   ตนอยากเห็นความรู้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ทั้งสายสามัญหรือสายอาชีวะ และความรู้ที่ถ่ายทอดไปนั้น  ต้องเป็นความรู้ที่ตรงกับงาน สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง  สำหรับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น  อยากเห็นวงการการศึกษาไทยมีการปรับตัวให้ทัน และให้ความสำคัญในการประคับประคองบ่มเพาะเด็กและเยาวชน  เพราะการเรียนการเรียนรู้จากเทคโลโนยีนั้น สามารถเรียนรู้ได้อย่างมากมายนอกห้องเรียน การที่เราจะให้ลูกศิษย์แล้วเยาวชนเรียนรู้ได้อย่างตรงจุดจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก   พร้อมๆกับการรู้จักเข้าใจและเรียนรู้จักรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรม เมตตาธรรม   ตลอดจนการสนับสนุนให้เห็นความคิดต่าง  แต่ต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์  รัฐบาลยืนยันว่า  จะให้การสนับสนุนเครื่องมือต่าง ๆ   เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนที่เป็นองค์ความรู้กว้างขึ้น

“สิ่งสำคัญอีกประการ  คือ  การดูแลครู   เพราะกำลังใจในการทำงานของครูทุกท่านเป็นสิ่งสำคัญ  เชื่อว่า  ถึงรัฐบาลจะมีงบประมาณ มีเทคโนโลยีด้านการศึกษา แต่หากผู้ที่จะถ่ายทอดต่อเยาวชนขาดกำลังใจก็จะกระทบในวงกว้างได้  ดังนั้นรัฐบาลจะดูแลสวัสดิการของครู  ตลอดจนการดำรงชีวิต ให้ครูสามารถอยู่ได้อย่างมีเกียรติ  ควบคู่สวัสดิการที่เหมาะสม  เนื่องในวันครูนี้ดิฉันในนามรัฐบาลขอขอบคุณคุณครูที่ทุกท่าน  โดยเฉพาะะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียสละทำหน้าที่นี้เพื่อประเทศชาติ  ทุกท่านที่ส่วนสำคัญในการเติบโตของประเทศ  หากเราไม่มีครูแน่นอนว่าคงไม่มีลูกศิษย์ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ  สามารถยกระดับประเทศให้ก้าวทันนานาประเทศได้อย่างสง่างาม”  นายกฯ กล่าว

ด้านอ.กาญจนา  นันทขว้าง  อดีตครูผู้สอนและครูประจำชั้นของนายกรัฐมนตรี สมัยชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย  กล่าวว่า สมัยเรียนนายกรัฐมนตรีเป็นเด็กที่มีน้ำใจ  โอบอ้อมอารี  และเป็นที่รักของเพื่อน  อีกทั้งยังมีความประพฤติเรียบร้อย  อยู่ในระเบียบวินัย  นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังเป็นเด็กที่เข้มแข็งและอดทน  ชอบทำกิจกรรมของโรงเรียนเป็นอย่างมาก  และทุกครั้งที่ได้เจอกับนายกรัฐมนตรี  ตนจะพูดกับนายกฯ เสมอว่า  ขอให้เข้มแข็งและอดทนฝ่าฟันทุกปัญหาไปให้ได้  ซึ่งในวันครูปีนี้อยากจะฝากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการศึกษา และอยากให้เรื่องของการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ โดยอยากขอภาครัฐได้ให้ความสำคัญครูเอกชนเท่าเทียมกับครูของรัฐ

ติงร่างยุทธศาสตร์การศึกษาแต่ไม่บังคับใช้

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 14 มกราคม 2556 เวลา 13:52 น.

“สมพงษ์”ติงสกศ.คิดแบบเทกระจาด ทำจริงไม่ได้ แม้กางร่างยุทธศาสตร์การศึกษาระยะ 3 ปี ภาพรวมถือว่าสอบผ่าน แต่ไม่มีการบังคับใช้

วันนี้  (14 ม.ค.)  ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนปาร์ค  ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ สกศ.   กล่าวว่า   สกศ.  ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ.2556-2558    เพื่อจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสำหรับทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม  พัฒนาคนไทยทุกกลุ่มวัยให้คิดเป็น  ทำเป็น  พึ่งพาตนเองได้  อยู่ร่วมกันในสังคมไทยอย่างสันติสุข  และมีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558    โดยมี 7 ยุทธศาสตร์  ได้แก่

1.   พัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท

2.  สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค  และเป็นธรรม  โดยมีเป้าหมายให้ปีการศึกษาเฉลี่ย ของคนไทยอายุ 15-59 ปีเพิ่มขึ้นจาก 9.1 ปี ในปี 2555  เป็น 11 ปี ในปี 2558

3.   ปฏิรูปครู  เพื่อยกฐานะครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง  อาทิ  มีระบบสรรหาครูผู้แนะนำสำหรับช่วยสอนในสาขาที่ขาดแคลน ภายในปี 2558

 4.  การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา  อาชีวศึกษา  และการฝึกอาชีพ  ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ อาทิ สัดส่วนผู้เรียนระหว่างสายอาชีวศึกษา กับสายสามัญศึกษา เป็น 55:45 ภายในปี 2558

5.  พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ให้ทัดเทียมกับนานาชาติ อาทิ มีระบบการเรียนแบบอิเลคทรอนิกแห่งชาติ ภายในปี 2558 หาแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา 100%

6.  สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ

7.  เพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเเปิดเสรีประชาคมอาเซียน โดย สกศ.ได้นำร่างดังกล่าวออกรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค และภายในเดือน พ.ค.56 จะสรุปข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์ฯ และนำเสนอรัฐบาลต่อไป

 ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า   ตนมองว่า  ร่างยุทธศาสตร์ฯ ฉบับนี้เป็นการยกร่างแบบสะเปะสะปะ เทกระจาด ไม่มีการบังคับใช้  ซึ่ง สกศ.เป็นเครื่องจักรผลิตนโยบายการศึกษาของประเทศ  แต่ติดปัญหาทำออกมาแล้วไม่มีใครนำไปใช้   อย่างไรก็ตามหากมองใน  ภาพรวมร่างยุทธศาสตร์ฯฉบับนี้ถือว่า  สอบผ่าน   แต่ยังมีรายละเอียดต้องปรับปรุง  เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ขณะที่แนวโน้มการจัดการศึกษาของโลกต้องสอนให้เด็กรู้จักเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในโลก และแนวโน้มความต้องการแรงงานระดับกลางที่มีมากขึ้น  ซึ่งตนเชื่อว่า  หากไม่มีการปฏิรูปเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวกันใหม่  สัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษากับสายสามัญศึกษา  จะไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้อย่างแน่นอน   เพราะค่าใช้จ่ายรายหัวจะไปเชื่อมโยงกับตำแหน่งและวิทยฐานะ   ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายตัวเลขดังกล่าว  จึงเป็นตัวเลขเท็จในการปฏิบัติ   ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาควรจะมีการออกกฏหมายมาบังคับ  อาทิ  บังคับเรื่องคุณภาพ  เรื่องทวิภาคีที่ให้เอกชนมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา   เรื่องการศึกษาตลอดชีวิต  เป็นต้น  และจะต้องมาดูเรื่องงบประมาณกันใหม่

หมอประเวศชี้การศึกษาคือความงอกงาม

ที่มา  :    ASTVผู้จัดการออนไลน์  13 มกราคม 2556 13:59 น.

Picture9

 

“หมอประเวศ” แนะสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่มองการศึกษาเป็นความงอกงาม ไม่ใช่อุตสาหกรรม ด้าน “ศ.สุมน” ย้ำ “ชุมชนและท้องถิ่น” เป็นพลังสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยอยู่รอด ต้องปรับให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวนำและมีส่วนร่วม              ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวระหว่างเป็นประธานการเสวนาวิชาการเวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 12 “การพัฒนาการเรียนรู้ในจังหวัดนำร่อง : ฝันที่ตั้งใจให้เป็นจริง” กรณีศึกษาชัยภูมิ สุรินทร์ และน่าน จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส.เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า อนาคตประเทศจะประสบความยากลำบาก หากไม่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีคุณภาพได้ ด้วยอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลงเหลือ 7 แสนคนต่อปี ซึ่งปัญหาทั้งหมดยากเกินกว่าที่โรงเรียนจะทำได้โดยลำพัง ดังนั้น สิ่งที่เราพูดถึงกันในวันนี้ คือ การนำพื้นที่ เช่น ท้องถิ่น ชุมชน จังหวัด เป็นตัวตั้ง ทำให้เป็นพลังที่เกิดจากการรวมกัน

 อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนที่ผ่านมา เราคิดว่า การศึกษาที่ดีจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่ดี แต่พบว่า การศึกษาไทยทำมากว่า 100 ปียังไม่สำเร็จ สะท้อนว่าเราต้องทำการปฏิรูปการทำงานแบบกลับหัว ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดคือการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะการเรียนรู้จากการมีสัมมาชีพ และกระบวนการวัฒนธรรมชุมชนทำให้เด็กที่เข้าร่วมมีความมั่นใจ ภาคภูมิใจในตนเองและมีความรับผิดชอบ              “การเรียนรู้จากการมีสัมมาชีพ กระบวนการวัฒนธรรมชุมชนทำให้เด็กที่เข้าร่วมมีความมั่นใจในตนเอง เวลามีเรื่องวัฒนธรรมชุมชน เด็ก ผู้ใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมในชุมชน โดยเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เด็กจะได้ฝึกทักษะชีวิตต่างๆ ที่เป็นการสร้างคุณค่าความภูมิใจในตนเองและผู้เรียนก็มีความสุข จะเป็นจุดแข็งสำหรับเรื่องดีๆ ได้ อย่าเน้นแต่เรื่องมาตรฐานมากนัก เพราะการศึกษาไม่ใช่กระบวนการทางอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐาน มีการตรวจสอบ มีการชี้วัด ให้เปลี่ยนมุมมองว่าการศึกษา คือ ความงอกงามอย่างหลากหลาย จะง่าย และเบามาก เป็นการเรียนรู้ ชื่นชม เกิดการต่อ ยอด ทำให้เหนื่อยยากน้อยลงเยอะ เป็นการปรับแนวคิดของการศึกษาจากการควบคุม เป็นความงอกงามอย่างหลากหลาย” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว              ด้าน ศ.พญ.ชนิกา ตู้จินดา ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 4 สสส.กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาเด็ก คือ พ่อ แม่ ซึ่งหากดูผลการศึกษาด้านพัฒนาการของเด็ก 1-2 ขวบ เราไม่แพ้ชาติใดเลย แต่หลังจาก 2 ขวบไปแล้ว เราแพ้หมด เพราะปัจจุบันพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูลูกเอง ประกอบกับแม่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จากวิถีชีวิตที่ต้องกินแต่อาหารเร่งด่วน ทำให้มีความเสี่ยงซีดจางในอัตราถึง 18-30% โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้เด็กที่เกิดมาไม่แข็งแรง สู้เขาไม่ได้ เพราะต้นทุนไม่ดีตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นคงต้องร่วมมือกันเพื่อพัฒนาเด็กไทย              ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ที่ปรึกษา สสค.กล่าวว่า การจัดการศึกษาที่มีรูปแบบเป็นของตนเองใน 3 จังหวัดที่เป็นกรณีศึกษา เช่น ชัยภูมิสไตล์ ที่เน้นพลังการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อนำมาต่อยอดการเปลี่ยนแปลง มองการศึกษาที่ไกลออกไปจากรั้วโรงเรียน ชุมชน เป็นการทำงานแบบหมดเงินแต่ไม่หมดงาน สามารถที่จะก้าวต่อไปได้ ส่วน น่านสไตล์ เน้นทีมศึกษานิเทศก์ แบบ coaching และวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม เพราะมองว่า การที่เด็กน่านดี มีคุณธรรม รักท้องถิ่นเกิด จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นยั่งยืน โดยเจาะกลุ่มพื้นที่เสี่ยง ขาดแคลน และดูความต้องการจำเป็น แบบเจาะจุด ขณะที่ชัยภูมิเน้นทั้งจังหวัด สุดท้าย สุรินทร์สไตล์ เป็นการตั้งเป้าหมายที่สูง เป็นความฝันที่ตั้งใจให้เป็นจริง แก้ปัญหาเด็กชายขอบ เป็นความโดดเด่น แตกต่างเพราะเป็นเด็กเหลือคัด ขณะที่ในเมืองเป็นเด็กคัดเหลือ และด้วยความที่จังหวัดสุรินทร์เป็นเมืองช้าง และศูนย์กลางของอีสานใต้ จึงนำเอกลักษณ์ที่มี กระจายทรัพยากร ดี เด่น ดัง ของจังหวัดไปสู่ประชาคมอาเซียน เน้นการศึกษาเพื่อการทำมาหากิน และคิดสร้าง elephant worldซึ่งหากสามารถทำให้เมืองช้างเป็นสัมมาชีพได้ คนสุรินทร์ก็จะมีงานทำ มีธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน              “ทั้ง 3 จังหวัดสร้างความคิดที่จะปฏิรูปแบบกลับหัว คือ นำพื้นที่ ท้องถิ่น ชุมชนและชาวบ้านเป็นตัวตั้ง ให้ทุกคนมีส่วนร่วม สร้างสัมมาชีพทุกพื้นที่นี่คือคาถาที่จะทำให้ประเทศไทยอยู่รอด ” ศ.สุมน กล่าว

 

คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ…โทษใครดี ?

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2555 เวลา 00:00 น.

“จากการประเมินคุณภาพการศึกษาของประเทศกลุ่มอาเซียน ในงานเวิลด์อีคอนอมิกฟอร์ม หรือ WEF ที่เจนีวา พบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย อยู่ลำดับที่ 6 ตามหลัง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา อยู่ลำดับที่ 8 ตามหลังฟิลิปปินส์และ กัมพูชา เพิ่มอีก” และ “จากการวิจัยถึงแนวโน้มการจัดการศึกษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติ ปี 2554 ที่จัดโดย The International  Associationfor the Evaluation of Educational  Achievement  (IEA) พบว่า ชั้น ม.2วิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในลำดับที่ 28 และวิทยาศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 25 จาก 45 ประเทศ  ถูกจัดอยู่ในกลุ่มระดับแย่  ชั้น ป.4 วิชาคณิตศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 34 วิทยาศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 29  จาก 52 ประเทศ โดยคณิตศาสตร์จัดอยู่ในระดับแย่ (poor) วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับพอใช้ (fair)” รวมถึง “ผลการสอบ O–NET ปี 2554 คะแนนเฉลี่ยต่ำทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ ป.6  คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 38  ม.6 คะแนนเฉลี่ยแค่ร้อยละ 21” เท่านั้น

จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาดังกล่าวคงไม่ต้องบอกว่าการจัดศึกษาของไทยพัฒนาขึ้นหรือถอยหลังลง ขนาดเปรียบเทียบแค่กับกลุ่มประเทศอาเซียนที่เราเคยเป็นพี่เบิ้มเขามาแท้ ๆ เดี๋ยวนี้ต้องมาเดินตามหลังเขาไปแล้ว นี่หากรวมถึงคุณภาพที่ต้องการให้เกิดตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542  “เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เก่ง ดี มีความสุข”  และเกิดสมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ด้วยแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่าอยู่ในอาการหนักจริง ๆ ซึ่งการที่คุณภาพเด็กไทยตกต่ำเช่นนี้น่าจะสวนทางกับเงินที่ถูกใช้ไปแต่ละปีที่สูงเป็นอันดับหนึ่งแถมครูก็มีวุฒิการศึกษาสูงจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ จึงเป็นที่กังขาว่าต้นเหตุปัญหานี้มาจากส่วนไหนกันแน่หรือหากจะกล่าวโทษน่าจะโทษใครกันดี
โทษรัฐบาลดีไหม?  ที่ทุกรัฐบาลผ่านมามักจะบอกว่าให้ความสำคัญกับคุณภาพบุคลากรของชาติ แต่นโยบายและวิธีการใช้การศึกษาพัฒนาคนในชาติยังทำได้แค่เปลือกนอกเพราะต้องการเห็นผลสำเร็จเร็วเพื่อการหาเสียงการจัดซื้อ จัดหาครุภัณฑ์ จึงเกิดขึ้นมากกว่าวิธีการที่จะพัฒนาถึงตัวเด็กหรือดำเนินการตามแผนการศึกษาชาติที่กำหนดไว้ ทำให้การจัดการศึกษาที่ผ่านมาไร้ทิศทาง ขาดความต่อเนื่องเพราะเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไม่ยอมรับแนวทางที่รัฐบาลเก่าทำมาเป็นเช่นนี้ตลอดมา…ใช่หรือไม่?

โทษรัฐมนตรีที่ดูแลการศึกษาดีไหม? ที่มีการเปลี่ยนตัวบ่อยครั้งเกินไปและนโยบายรัฐมนตรีแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเมื่อเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเกิดขึ้นงานใหม่ถูกเข้ามาแทนที่งานเก่า ที่สำคัญรัฐมนตรีบางคนก็หวังสร้างชื่อให้ติดตลาดผลงานที่ดำเนินการจึงเป็นแค่กิจกรรมย่อยมากกว่าที่จะดูแลนโยบายสำคัญให้เกิดผล เมื่องานเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อยครูต้องทำงานหนักแต่ผลเกิดกับผู้เรียนกลับน้อย.. ใช่หรือไม่?

โทษหน่วยเหนือดีไหม?  ที่ไปคิดงานคิดกิจกรรมต่าง ๆ แทนภาคปฏิบัติ จนเกิดสารพัดงานที่โรงเรียนต้องดำเนินการ ทั้งที่สิ่งคิดไปให้นั้นสอดคล้องกับบริบทการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กแต่ละพื้นที่หรือไม่ เมื่อครูมีงานอื่นให้ทำมากจนกลายเป็นงานหลัก งานสอนจึงกลายเป็นงานรอง โดยเฉพาะปัญหาครูขาดแคลนครูที่เกิดขึ้นจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แล้วต้องการคุณภาพมาก ๆ เป็นไปได้หรือไม่ … ใช่หรือไม่?

โทษหลักสูตรการศึกษาดีไหม? ที่ยังยึดอยู่กับกรอบ กฎเกณฑ์ ระเบียบในการจัดทำ มากกว่าที่จะเน้นให้นำไปใช้กับการสอน ทำให้หลักสูตรของโรงเรียนส่วนใหญ่ จึงมีไว้เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆมากกว่า และยิ่งหลักสูตรปัจจุบันกำหนดให้เรียนสาระมากมายแบบครอบจักรวาลตั้งแต่ ป.1–ม.6 ทำให้เด็กต้องแบกหนังสือหลังแอ่นทุกวัน เมื่อสาระเรียนรู้มีมากเวลาแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยตารางสอนของครูและพ่วงท้ายด้วยการบ้านของแต่ละวิชา ทำให้เด็กไม่มีเวลาได้เล่นหรือทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้รวมถึงการวัดประเมินผลที่ใช่ระบบตกซ่อมได้ทำให้เด็กขาดความใส่ใจและรับผิดชอบการเรียนรู้…ใช่หรือไม่?

โทษผู้บริหารสถานศึกษาดีไหม?  ที่ส่วนใหญ่ยังมุ่งพัฒนาด้านกายภาพมากกว่าคุณภาพผู้เรียน ทำให้ความสนใจด้านวิชาการและ นิเทศการสอนของครู จึงเกิดขึ้นน้อย ยิ่งมีการโยกย้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การทำงานแบบฉาบฉวยเพื่อรอโอกาสก้าวไปสู่โรงเรียนขนาดใหญ่กว่า ด้วยการบังคับให้ครูสร้างผลสำเร็จสนองนโยบายให้ได้โดยไม่ร่วมรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับครูและเด็กทำให้การคิดแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องไม่เกิดขึ้น…ใช่หรือไม่?

โทษครูดีไหม? ที่ครูจำนวนไม่น้อยยังไม่ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน ยังสอนเนื้อหาตามตำรา หรือสอนตามประสบการณ์เดิม ขาดเทคนิคการพัฒนาเด็กที่ความแตกต่างด้านศักยภาพเป็นรายบุคคล ขาดสื่อหรือนวัตกรรมที่จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้คนเก่งมาเรียนครู ครูส่วนหนึ่งสร้างงานเพื่อหวังผลแค่การขอเลื่อนวิทยฐานะมากกว่าหวังผลที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ครูส่วนหนึ่งขาดจิตวิญญาณ ทำงานไปวัน ๆ และมีครูอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังทำตัวเป็นเหลือบหากินกับเด็กด้วยการสอนกั๊กความรู้เพื่อนำไปใช้สอนพิเศษแลกกับรายได้ของตนเอง…ใช่หรือไม่?

โทษพ่อ แม่ ผู้ปกครองดีไหม? ที่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการทำมาหากิน มากกว่าที่จะใส่ใจอบรมเลี้ยงดูลูกหลานให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามกับอยากให้ลูกหลานได้เข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือมหาวิทยาลัยดัง จึงมุ่งอยู่กับการเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้าเรียนต่อ ไม่ใส่ใจกับกิจกรรมการพัฒนาคุณลักษณะประสงค์ด้านอื่นหรือไม่ก็ส่งเสริมลูกไปตามกระแสสังคมด้านการแต่งกาย ความสวยงาม อยากให้เป็นดารา นักร้อง ฯลฯ โดยไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตด้านวิชาชีพ วิชาชีวิต …ใช่หรือไม่?

โทษสังคมภายนอกดีไหม? ที่นำอบายมุขต่าง ๆ เข้ามาล่อให้เด็กตกหลุมพรางหวังเพียงประโยชน์ของตนเอง ส่วนผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นบุคคลสาธารณะส่วนหนึ่งก็ไม่สามารถเป็นต้นแบบให้เด็กปฏิบัติตามในทางสร้างสรรค์ได้รวมถึงสื่อสารมวลชนที่มักจะนำแต่ภาพความโหดร้าย ความขัดแย้งรุนแรงในทุกภาคส่วนมาเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนต้องการตอกย้ำให้เด็กได้จดจำซึ่งส่วนนี้น่าจะรวมถึงละครที่ส่วนใหญ่มักจะนำเรื่องราวความแตกแยกของครอบครัว การแข่งขันชิงดีชิงเด่นถึงความร่ำรวย การแย่งชิงผู้ชาย ส่วนนี้แม้จะบอกว่าเป็นการแสดงแต่กับการที่เด็กต้องดูทุกวัน การแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ …ใช่หรือไม่?

โทษหน่วยงานภายนอกดีไหม? ที่ไปใช้อำนาจชี้ถูก ชี้ผิดกับวิธีการจัดการศึกษาของโรงเรียนมากไปไม่ว่าจะเป็น  สมศ. ที่มีหน้าที่ประเมินคุณภาพที่จะนำจุดด้อยมาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพัฒนา แต่การใช้เกณฑ์เป็นไม้บรรทัดเดียวกันทั้งที่บริบทโรงเรียนแต่ละพื้นที่ต่างกัน และการประเมินจากกรรมการ  3 คน ดูแค่ 3 วัน แล้วมาชี้เป็นชี้ตายคุณภาพโรงเรียนแทนครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาได้เลยนั้นถูกต้องหรือไม่ และการประเมินได้เพิ่มภาระงานด้านเอกสารจนครูหมดแรงหมดเวลาสอนไปด้วย หรือ การสอบ O-NET ที่ให้ใช้ผลมาเกี่ยวข้องกับการประเมินของ สมศ. การประเมินวิทยฐานะของครู หรือแม้แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน จึงเกิดข้อข้องใจว่าข้อสอบแต่ละวิชาที่มีไม่กี่ข้อ สามารถชี้คุณภาพเด็กได้ทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ เมื่อเด็กในแต่ละพื้นที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน เมื่อนโยบายออกไปพลอยทำให้การจัดการเรียนการสอนของครูจำนวนหนึ่งหลงทางมุ่งสอนแต่เนื้อหาหรือไม่ก็สอนข้อสอบ O–NET ไปเลยเพื่อหวังให้ผลคะแนนการสอบสูงขึ้นตามนโยบาย จนลืมพัฒนาคุณภาพชีวิต  เก่ง ดี มีความสุข ไปหมดแล้ว…ใช่หรือไม่

โทษการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านดีไหม?  ที่ไปลอกรูปแบบฝรั่งเขามาใช้ทั้งหมดโดยไม่ดูความพร้อมของเราเอง ผลก็คือ กรมและหน่วยงานที่จัดการศึกษาสอดคล้องกับบริบทและอยู่ใกล้ชิดกับภาคปฏิบัติถูกยุบ และที่หวังว่าหน่วยเหนือที่ใหญ่ขึ้นจะทำหน้าที่แค่กำหนดนโยบาย ติดตามกำกับ ประเมินผล และให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนดำเนินงานแทน นั้นสุดท้ายหน่วยเหนือก็ยังไม่ยอมคายงานแถมคิดกิจกรรมเพิ่มเข้าไปอีกเขตพื้นที่การศึกษาจึงเป็นแค่ไปรษณีย์คอยรับและส่งงาน  โรงเรียนกลายเป็นผู้ปฏิบัติสนองความต้องการเจ้าหน้าที่หน่วยเหนือมากกว่าสนองความต้องการของเด็ก…ใช่หรือไม่? โทษเด็กดีไหม? ที่เด็กยุคปัจจุบันขาดความรับผิดชอบไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ขาดนิสัยรักการทำงาน ฯลฯ

จริง ๆ แล้วน่าจะมีอีกหลายฝ่ายที่น่าจะต้องถูกกล่าวโทษจากปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยแต่ด้วยข้อจำกัดเนื้อที่จึงนำเสนอมาเป็นตัวอย่างเพียงเท่านี้และก็เห็นว่าการที่จะไปกล่าวโทษกันไปมาก็คงไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาของชาติดีขึ้น ทางที่ดีทุกฝ่ายควรยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้วหาทางแก้ไขและพัฒนาความรับผิดชอบของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกันเพราะการศึกษาไทยยามนี้หากเป็นรถยนต์ก็เครื่องรวนไปหมดแล้ว จะทำได้อย่างเดียวคือต้องยกเครื่องใหม่ การที่จะทำให้คุณภาพเด็กไทยกลับมายิ่งใหญ่ในอาเซียนหรือก้าวเข้าสู่สากลคงต้องแก้ไขกันทั้งระบบอย่างที่ว่าและวิธีแก้ปัญหาก็น่าจะหมดยุคการมีแต่หลักการเขียนไว้สวยหรูเท่านั้นแต่ทุกอย่างต้องพัฒนาถึงตัวเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ผลถึงจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง นะครับ.

กลิ่น สระทองเนียม

จม.เปิดผนึกที่ 10/55 (25ธค.55)

ที่มา  :  เว็บไซต์สำนักนโยบายและแผน สพฐ.

ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สพฐ. ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 10/2555 (25/12/2555) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ งบประมาณปี 2555 ที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี , แนวทางการจัดสรรเงินรายหัวให้กับนักเรียนในอนาคต และการยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับตำบล

 จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 10/2555


ถึง พี่น้องชาวแผนและผู้ที่สนใจทุกท่านครับ

ทำงานเพลินๆ เผลอไม่นาน ก็จะหมดปีเสียแล้ว ก็เป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างหนึ่งว่าผมยังสนุกกับงาน และชีวิต คนที่ไม่สนุกกับงานและชีวิตก็จะตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไรจะหมดวันเสียที เมื่อไปจะถึงวันนั้นวันนี้ ในรอบเดือนที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการศึกษาขั้นพื้นฐานในส่วนที่ผมรับผิดชอบอยู่สามเรื่อง ซึ่งไม่นับรวมเรื่องเก่าคือ ค่าตอบแทน 15,000 บาทสำหรับอัตราชั่วคราว ซึ่งรอเข้ารับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอยู่ และเรื่องเงินตกเบิกวิทยฐานะ ซึ่งมี 6 ทางเลือก ผู้บริหารระดับนโยบายเลือกทางเลือกที่ 3 โดยใช้งบประมาณ 1,846 ล้านบาท ถ้าไม่ทราบว่าทางเลือกที่ 3 เป็นอย่างไร ลองเปิดจดหมายฉบับที่ 9/2555 ดูสิครับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการเสนอของบกลางจากคณะรัฐมนตรีอยู่ คุณครูหลายท่านพยายามถามผมว่าแล้วเมื่อไรรัฐมนตรีถึงจะพิจารณา ประเด็นนี้เหนือการควบคุมของเราครับ แต่ผมเชื่อว่าคงเร็วๆนี้ จดหมายฉบับนี้ผมขอคุยสามเรื่อง เรื่องที่หนึ่ง งบประมาณ ปี 2555 ที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี เรื่องที่สอง แนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนในอนาคต และเรื่องสุดท้าย การยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับตำบล เริ่มเลยดีกว่าครับ

►งบประมาณปี 2555 ที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี

หากพี่น้องชาวแผนจำได้ก็จะทราบว่า ช่วงปลายๆเดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ทำเรื่องกันเงินงบประมาณที่ สพฐ./สพท./โรงเรียนใช้ไม่ทันถึง 3,644 ล้าน เป็นงบประมาณ ปี 2554 จำนวน 144 ล้าน งบประมาณ ปี 2555 จำนวน 3,500 ล้านไปยังกรมบัญชีกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายการ ก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การศึกษาบางรายการ เช่น รถยนต์ตู้โดยสารของเขตพื้นที่และโรงเรียน เครื่องดนตรีในวงดุริยางค์ รวมถึงรายการโต๊ะเก้าอี้นักเรียนในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งตามกำหนดการเดิม รายการต่างๆเหล่านี้ต้องก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2555 ขณะนี้มีข่าวดีที่จะบอกครับว่า กรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้ใช้งบประมาณดังกล่าวได้แล้ว และทราบเป็นการภายในว่าจะขยายเวลาให้ก่อหนี้ผูกพันได้จนถึง 31 มีนาคม 2556 ค่อยหายใจคล่องขึ้นมาหน่อยเพราะมีเวลาอีก 3 เดือนจากนี้ ขณะนี้สำนักคลังและสินทรัพย์ สพฐ.กำลังแจ้งเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบ เมื่อทราบแล้วก็เร่งดำเนินการนะครับ เพราะรัฐบาลต้องการให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินทองจะได้ไหลเวียนและคงไม่ขยายเวลาให้อีกแล้วถ้าดำเนินการล่าช้าไม่ทันตามกำหนดเวลาดังกล่าว

►แนวทางการจัดสรรเงินรายหัวให้กับนักเรียนในอนาคต

ขณะนี้เป็นช่วงการโอนเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับภาคเรียนที่ 2/2555 ให้กับโรงเรียน 3 รายการ คือ ค่าเล่าเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งต้องยอมรับว่าช้ามากๆสำหรับการดอนเงินครั้งนี้ ก็ไม่รู้จะโทษใครดี ก็หันไปโทษระบบข้อมูลที่ไม่เสถียร ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่า ที่ผ่านมาเกิดความผิดพลาดในการโอนเงินอุดหนุนดังกล่าวบ้างเหมือนกัน กล่าวคือ บางแห่งได้รับเงินเกิน บางแห่งได้รับเงินน้อยกว่าที่ตนเองจะได้ ทำให้เงินขาดไป เพื่อไม่ให้โรงเรียนเหนื่อยเกินไป สพฐ.ก็ใช้หลักการที่ว่า หากโอนเกินให้คืน หากโอนขาดก็จะโอนเพิ่มให้ ส่วนใหญ่ก็เรียบร้อยดีครับ จะมีก็เพียงบางแห่งที่ได้รับเงินเกินไปแต่ไม่ยอมคืน ดังนั้นการจัดสรรครั้งนี้ สพฐ.จึงไม่จัดสรรให้ เพราะถือเป็นการหักลบกลบหนี้ โดยให้โรงเรียนดังกล่าวใช้เงินส่วนเกินที่ยังไม่ได้ส่งคืน สพฐ. กลับกลายเป็นว่า เงินเก่าที่เกินก็ใช้หมดไปแล้ว ส่วนเงินใหม่ก็ไม่ได้รับจัดสรร จึงเดือดร้อนเพราะไม่มีเงินใช้ในปัจจุบัน ก็คงต้องแก้ปัญหาเป็นรายๆไปครับ โดยอาจจัดสรรงบประมาณให้ไปใช้เป็นบางส่วนก่อน แต่ก่อนจะจัดสรรให้ จะให้ชี้แจงก่อนว่าโรงเรียนนำงบประมาณส่วนเกินไปใช้อะไรหมดทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ใช้ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนมัธยมศึกษาอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ส่งข้อมูลนักเรียน ถ้าไม่มีข้อมูลจำนวนนักเรียนก็ไม่สามารถจัดสรรให้ได้ครับ

ขณะนี้เกิดแนวคิดในการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนให้กับผู้ปกครองโดยตรง ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปการเงินเพื่อการศึกษาได้ให้ข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวไว้นานแล้ว คงเข้าหลักที่ว่า “ใครถือเงิน คนนั้นมีอำนาจต่อรอง” ซึ่งเรื่องนี้ในหลายๆประเทศได้ดำเนินการแล้ว โดยจ่ายเงินอุดหนุนนักเรียนให้ผู้ปกครอง แล้วให้ผู้ปกครองนำไปจ่ายให้กับโรงเรียนตามรายการที่โรงเรียนเรียกเก็บ โรงเรียนก็จะพยายามสร้างความดีเด่นดัง ผู้ปกครองจะได้ส่งบุตรหลานเข้าเรียน เมื่อมีนักเรียนโรงเรียนก็จะได้เงิน ในทางตรงข้ามถ้าไม่มีนักเรียน โรงเรียนก็จะไม่มีเงินเข้ามาบำรุงโรงเรียน ต่างจากโรงเรียนของไปในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าผลสัมฤทธิ์จะต่ำสักเพียงไรก็ตาม หรือไม่ผ่าน สมศ.ก็ตาม หรือไม่มีเด็กเหลืออยู่สักคนก็ตาม ครูผู้สอน ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เลขาธิการ กพฐ. ทุกคนก็คงยังได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนเต็มทุกคน และไม่เคยมีใครถูกลงโทษ ปัจจุบัน สพฐ.ก็จ่ายเงินเรียนฟรีในรูปเงินสดให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง 2 รายการ คือ ค่าเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียน และยังมีอีก 2 รายการที่ได้สำหรับนักเรียนยากจนและนักเรียนพักนอน และในอนาคตหากเป็นไปได้ สพฐ.อาจจ่ายเงินอุดหนุนให้กับนักเรียนในลักษณะของบัตรเดบิต (Debit card) ซึ่งเป็นบัตรที่มีมูลค่าตามจำนวนเงินอุดหนุนที่นักเรียนได้รับ นักเรียนจะได้รับบัตรเดบิตคนละ 1 ใบ เพื่อใช้แทนเงินสดในการไปซื้อสินค้าและบริการเรื่องต่างๆ ขณะนี้กำลังศึกษารายละเอียดกันอยู่ครับ ถ้ามีความคืบหน้าก็จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

►การยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับตำบล

ขณะนี้ได้เกิดแนวคิดอย่างมีส่วนร่วมในระดับนโยบายถึงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับตำบลเกิดขึ้น โดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์แล้วว่า ในระดับตำบลจะมีโรงเรียนขนาดเล็กกระจายอยู่ ๒-๔ โรง และโรงเรียนเหล่านี้อยู่ท่ามกลางความขาดแคลนทรัพยากรในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ หากปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปนักเรียนในโรงเรียนดังกล่าวก็จะกลายเป็นเด็กด้อยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีความพยายามที่จะใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในตำบลที่คาดว่าจะส่งผลให้คุณภาพของนักเรียนสูงขึ้น บางแห่งอาจใช้นวัตกรรมการหมุนเวียนครู หมุนเวียนคอมพิวเตอร์ หรือหมุนเวียนนักเรียน ไปเรียนรวมกับโรงเรียนอื่น ซึ่งหลายแห่งทำได้ดี เช่น สพป. เลย ๑(แก่งจันทร์โมเดล) สพป. เลย ๓(ลากข้างโมเดล) สพป. ลพบุรี เขต ๒(ใจประสานใจโมเดล) สพป. นครราชสีมา3 (ทุ่งหลวงโมเดล) สพป.นครสวรรค์1(พยุหะศึกษาคารโมเดล) สพป.แพร่1(บ้านห้วยโรงนอกโมเดล) สพป.อุดรธานี2(เสอเพลอโมเดล) สพป.พิษณุโลก1(วังน้ำคู้โมเดล)และยังมีอีกหลายแห่ง ซึ่งบางแห่งก็ยั่งยืน บางแห่งก็ไม่ยั่งยืน ทำๆ หยุดๆ แล้วแต่ผู้บริหารโรงเรียนและนโยบายระดับสูง

การสนับสนุนจากต้นสังกัดเพื่อให้นวัตกรรมดังกล่าวข้างต้นดูจะจริงจังขึ้นมาเสียแล้ว โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความเห็นชอบที่จะให้ สพฐ. จัดทำรถตู้โดยสาร ๑๕ ที่นั่ง ตำบลละ ๑ คัน จำนวน 6,545 คัน (ตำบลทั้งหมดในประเทศไทยมี 7,409ตำบล แต่บางตำบลไม่มีโรงเรียน หรือบางตำบลมีโรงเรียนเป็นเอกเทศไม่ต้องหมุนเวียนเด็ก/ครูหรือบางตำบลเดินทางไปเรียนกับตำบลอื่น) รถยนต์ตู้โดยสารดังกล่าวนี้ จะใช้รับส่งนักเรียนในช่วงเช้า-เย็น กลางวันให้ อบต./เทศบาลตำบลนำไปใช้บริการชุมชน อาคารเรียนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันเนื่องมาจากการรวมนักเรียนก็เปิดโอกาสให้ กศน. เข้ามาใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ในระดับตำบล หรือให้พัฒนาชุมชนมาใช้เป็นศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ของชุมชน โดย สพฐ. จะเป็นผู้ตั้งงบประมาณซื้อรถยนต์และค่าบำรุงรักษา ส่วนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะเป็นผู้ตั้งงบประมาณเพื่อเป็นค่าจ้างพนักงานขับรถและค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถดังกล่าว ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีครับ ที่จะเกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้สูงขึ้น มีคำถามแล้วสิว่าจะได้จริงๆ หรือ ทำได้ครับ และมีตัวอย่างให้เห็นแล้วตามรายชื่อสำนักงานเขตพื้นที่ที่กล่าวถึงข้างต้น

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการทำงานนะครับ แล้วค่อยพบกันใหม่ฉบับหน้านะครับ 

ครู 94,675เฮ อนุมัติ1,754ล.ชดเชยงด.

ที่มา  :   โลกวันนี้   วันที่ 24 ต.ค. 2555

ครม. อนุมัติงบ 1,754 ล้านบาท ชดเชยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 94,675 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือน 15,000 บาท มีผลย้อนหลัง 1 มกราคมที่ผ่านมา

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการปรับปรุงเงินเดือนชดเชยแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือนของภาครัฐ 15,000 บาท ในระดับปริญญาตรีตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีข้าราชการครูที่ได้รับการปรับครั้งนี้ 94,675 คน

ทั้งนี้ แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มที่เงินเดือนเกิน 15,000 บาทไม่มาก หรือเงินเดือนไม่ถึงและทำงานมานานแล้ว ประมาณ 70,000 กว่าคน และกลุ่มครูผู้ช่วยที่ได้รับการบรรจุใหม่ในปีนี้แต่ยังไม่ได้รับการปรับเงินเดือนประมาณ 20,000 คน โดยจะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา และจะใช้งบประมาณจำนวน 1,754 ล้านบาท ซึ่งการปรับเงินเดือนดังกล่าวจะเป็นผลดีกับข้าราชการครูเป็นอย่างมาก





ด้านนางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า การปรับปรุงเงินเดือนชดเชยนี้แบ่งเป็น กรณีกลุ่มที่บรรจุใหม่ในตำแหน่งครูผู้ช่วยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา จะมีการปรับบัญชีอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรองใหม่ดังนี้ ปริญญาเอก อัตราใหม่ 19,100 บาท อัตราเดิม 13,730 บาท ปริญญาโทที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี อัตราใหม่ 16,570 บาท อัตราเดิม 11,200 บาท

ปริญญาโททั่วไปหรือเทียบเท่า อัตราใหม่ 15,430 บาท อัตราเดิม 10,190 บาท ปริญญาตรี หลักสูตร 6 ปี อัตราใหม่ 15,430 บาท อัตราเดิม 10,190 บาท ปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี อัตราใหม่ 12,530 บาท อัตราเดิม 9,140 บาท ประกาศนียบัตรบัณฑิตที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อัตราใหม่ 12,530 บาท อัตราเดิม 9,140 บาท และปริญญาตรี 4 ปี อัตราใหม่ 11,920 บาท อัตราเดิม 8,340 บาท ซึ่งอัตราเงินเดือนใหม่ที่ปรับจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 70,000 กว่าคน ในส่วนของผู้ที่เงินเดือนเกือบถึง 15,000 บาท หรือเงินเดือนเกินไปไม่มากนั้นจะปรับชดเชยเงินเดือนให้ใหม่ตามเงินเดือนที่ได้รับอยู่ เช่น กรณีคนที่จบปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือนปัจจุบัน 14,660 บาท จะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนใหม่ 1 ขั้นครึ่ง เป็นเงิน 1,140 บาท คิดเป็นเงินเดือนใหม่ 15,800 บาท ส่วนกรณีเงินเดือน 11,920 บาท จะได้ปรับ 3 ขั้น เป็นเงิน 1,850 บาท คิดเป็นเงินเดือนใหม่ 13,770 บาท และจะได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวอีก 2,230 บาท เป็นต้น

“อัตราเงินเดือนที่ปรับใหม่นี้กรณีคนที่ได้ไม่ถึง 15,000 บาท จะได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวทุกคนเพื่อให้มีรายได้ครบ 15,000 บาทตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอัตราเงินเดือนระดับปริญญาตรีที่จะให้ได้รับ 15,000 บาทนั้น จะปรับให้เต็มขั้นในปี 2557 ตามนโยบายของรัฐบาล” นางรัตนากล่าว

ขณะที่นายสุบรรณ ไชยศิริโชติ รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน โดยเป็นการปรับเฉพาะปีงบ ประมาณ 2555 ส่วนปีงบประมาณ 2556 จะต้องเสนอต่อไป

สรุปผลงาน 31นโยบายการศึกษา

ที่มาื  :   ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๒๗๒/๒๕๕๕   ภารกิจ รมว.ศธ.ที่เชียงราย

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้นโยบาย “๓๑ นโยบายหลักด้านการศึกษา” แก่ผู้บริหาร ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัดในจังหวัดเชียงรายจำนวนประมาณ ๑,๒๐๐ คน เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๕ ณ โรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย

รมว.ศธ.กล่าวตอนหนึ่งว่า ตั้งใจที่จะเดินทางไปพบปะข้าราชการครูและบุคลากรในสังกัดกว่า ๔.๕ แสนคน เพื่อให้สามารถนำนโยบายต่างๆ ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ อยากจะเห็นคุณงามความดี ศีลธรรม คุณธรรมของครูกลับมาอีกครั้งเหมือนในสมัยที่ มล.ปิ่น มาลากุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งที่เมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วเราเจริญเท่าสิงคโปร์ แต่วันนี้แตกต่างกันอย่างมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาการปกครองชาติบ้านเมือง มักไม่คิดว่าพี่น้องประชาชนเหมือนกับคนที่อยู่ในครอบครัวของเรา แต่ ศธ.วันนี้มีนโยบายชัดเจนที่มองครูเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นเราจะไม่ทำร้ายน้องชายน้องสาวของเรา จะไม่โกงเงินเด็กซึ่งก็คือลูกหลานของเรา และพร้อมจะส่งเสริมคนดีให้มีอำนาจ และป้องกันไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจเพื่อมาปกครองเราได้ 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทุกคนต้องอยู่บนพื้นฐานที่สามารถช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อน เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาที่เป็นIndividualism ที่ให้ประชาชนทุกคนสามารถยืนอยู่ได้บนขาของตนเอง เหมือนอัตตาหิ อัตตโน นาโถ หรือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่าหวังพึ่งคนอื่น เพราะหากแต่ละคนแก้ปัญหาให้ตนเองได้แล้ว จะช่วยทำให้สังคมประเทศชาติมีความเข้มแข็งมากขึ้น ที่ผ่านมายอมรับว่าหมดกำลังใจหลายครั้งกับข่าวคราวของ ศธ.ที่หลายครั้งกลายเป็นเรื่องทั้งที่ไม่น่าเป็นเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นข่าวเกี่ยวกับทุจริตคอรัปชัน หรือการใช้อำนาจกฎหมู่บังคับให้ ศธ.ต้องยอมรับโดยไม่ยึดกฎระเบียบ จึงฝากเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้ช่วยกันดูแล และในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ จะแถลงข่าวเกี่ยวกับนโยบายที่ ๓๒ ของกระทรวงศึกษาธิการที่ห้องMOC

สรุปผลการดำเนินงานตาม ๓๑ นโยบายหลักด้านการศึกษา

ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นคำประกาศต่อสาธารณชนวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง โดยได้ประกาศเป็นจุดเน้นจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ให้คนจบ ม.๖ ที่ต้องการทำงาน โดยรัฐประกันรายได้ ๓๐๐ บาท/วัน ส่วนผู้จบ ป.ตรี ก็ประกันรายได้ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน นโยบายดังกล่าวเน้น ๔ ด้าน คือโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร แหล่งเงินทุน การฝึกฝนทักษะ และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ตัวอย่างการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น พัฒนารูปแบบ รร.ขนาดเล็กโดยแก่งจันทร์โมเดล เพื่อสร้างความเท่าเทียมและโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กในชนบท, ปรับเวลาเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีการสอนเนื้อหาครึ่งชั่วโมง อีกครึ่งชั่วโมงให้มีการถกเถียง แสดงความคิดเห็นร่วมกับครู หรือแม้กระทั่งเด็กพิการ ก็มีแผนพัฒนาการศึกษาคนพิการ ๕ ปี ทั้งยังตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยจัดสรรงบฯ ให้ ๓๑ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕

ปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ ได้หารือกับ TDRI เพื่อเป็นกรอบปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ ที่เน้น ๑) ความโปร่งใส ๒) ระบบตรวจสอบและความรับผิดชอบ โดยผูกการประเมินครู ผู้บริหาร ไปที่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นหลัก นอกจากนี้ได้ผลักดันให้ สสค.คัดเลือกครูสอนดีทั่วประเทศจำนวน ๕๕๑ คน โดยให้เงินทุนสนับสนุนคนละ ๒๕๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งคัดเลือกจังหวัดที่มีกระบวนการคัดเลือกครูดีเด่นอีก ๑๐ จังหวัดด้วย และเผยแพร่กระบวนการดังกล่าวผ่านเว็บไซต์

ปรับเลื่อนวิทยฐานะ ให้ครูได้เลื่อนวิทยฐานะตามความสามารถของแต่ละคน เน้นผลสัมฤทธิ์นักเรียนเป็นหลัก โดยดูจากผลการสอบ O-Net หากค่าโดยเฉลี่ยสูงขึ้นก็มีผลต่อผู้บริหารและครู เช่น นักเรียน ป.๑ ทั้งชั้น มีคะแนนสังคมเฉลี่ย ๕๐ คะแนน เมื่อขึ้น ป.๒ เพิ่มเป็น ๗๐ คะแนน จะนำส่วนต่าง ๒๐ คะแนน เป็นตัววัดผลการสอนของครูวิชาสังคมในสัดส่วน ๕๐-๖๐% ของการเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน นอกจากนี้ ได้เน้นปรับปรุงกฎระเบียบบริหารงานบุคคล เช่น มติ ครม. เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ได้กำหนดให้ครูรับเงินเดือนหรือขั้นตามอัตราที่กำหนด ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการประเมินวิทยฐานะซึ่งจะประกาศใช้ในเดือนนี้

สอบ O-Net ป.๖ ม.๓ ม.๖ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ได้เห็นชอบให้จัดสอบ O-Net ชั้น ป.๖ ม.๓ ม.๖ โดยในปีแรกจะใช้คะแนน O-Net ต่อคะแนนสอบของโรงเรียนในสัดส่วน ๒๐:๘๐ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง ๕๐:๕๐ เพื่อสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมแก่ผู้จบการศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด โรงเรียนใด รวมทั้งให้นำผลสอบ O-Net ของนักเรียนมาเป็นส่วนหนึ่งของค่าคะแนนผลงานครูและผู้บริหารในการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และเลื่อนเงินเดือน ได้ขอให้ สทศ.ไปพิจารณาการออกข้อสอบต่างๆ ให้มีจำนวนแบบน้อยลง เพื่อไม่ให้เด็กวิ่งรอกไปสอบหลายแห่ง และขอให้ออกข้อสอบตรงๆ จากคลังข้อสอบที่จะให้ครูทั่วประเทศเป็นผู้ออกข้อสอบเอง หากข้อสอบครูรายใดได้รับคัดเลือกก็จะได้ค่าตอบแทน

กระทรวงศึกษาธิการไทยใสสะอาด ได้ให้การแต่งตั้งโยกย้ายครู ผู้บริหารทุกระดับ เป็นไปด้วยความโปร่งใส ลดการสอบสัมภาษณ์ในทุกระดับ เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นหรือเสียเงินทองแก่กรรมการที่จะสอบสัมภาษณ์ ส่วนการออกข้อสอบนั้น ได้ขอให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้ามามีส่วนออกข้อสอบและดำเนินการจัดสอบอย่างโปร่งใส ส่วนการจัดซื้อได้กระจายไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาโดยตรง เพื่อลดการซื้อของโดยมีเงินทอนและได้ของตามที่ต้องการ ไม่ถูกยัดเยียดให้ได้รับสิ่งของที่ไม่ต้องการ

ปฏิบัติธรรม นำการศึกษา ให้ครู ผู้บริหาร นักเรียน นักศึกษาทุกสังกัด ไปปฏิบัติธรรมหรืออบรมทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น ดำเนินตามโครงการนำครูเข้าวัดปฏิบัติธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ๒๐๗ แห่ง, โครงการโรงเรียนดีศรีตำบล โดยเน้นเครือข่าย บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) แก่นักเรียนใน ๑,๙๒๖ โรงเรียน, โครงการ “ฝึกจิต ปฏิบัติกาย ถวายพุทธชยันตี” เพื่อให้เด็กนั่งสมาธิวันละ ๑ นาที ก่อนเข้าเรียน ที่สำคัญได้ดำเนินโครงการอบรมปฏิบัติธรรมผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกคนทั่วประเทศแล้วในปีนี้

แท็บเล็ต เพื่อการศึกษา ได้มอบให้ ICT ดำเนินการจัดซื้อแท็บเล็ต ส่วน ศธ.จัดทำเนื้อหา หลักสูตร บรรจุลงในแท็บเล็ต โดยแท็บเล็ตเครื่องแรกได้ถึงมือเด็กไทยในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕ และแท็บเล็ตทั้งหมดกว่า ๔๐๐,๐๐๐ เครื่อง ได้ทยอยนำมาใช้ในการเรียนการสอนสำหรับเด็ก ป.๑ ทั่วประเทศทุกคนทุกสังกัดแล้ว พร้อมกับได้มีการอบรมพัฒนาครูผู้สอนในการใช้แท็บเล็ตด้วย ส่วนในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ จะดำเนินการจัดหาแท็บแล็ตให้นักเรียนชั้น ม.๑ ทุกคนต่อไป สิ่งสำคัญที่แจกคือ ต้องการให้เด็กๆ ได้เข้าสู่ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วมากขึ้น และทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เช่น ภาษาอังกฤษ และเชิญชวนให้ครูทุกคนเข้าร่วมประกวด Appication ที่จะนำไปบรรจุลงในแท็บเล็ตด้วย ส่วนครูทุกคนต้องการให้มีโน้ตบุ้คไว้ใช้

เรียน ม.๖ จบได้ใน ๘ เดือน ซึ่ง ครม.ได้เห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕ เพื่อต้องการให้คนไทยที่ยังไม่จบ ม.๖ จำนวนกว่า ๑๐ ล้านคนทั่วประเทศ ได้เทียบโอนความรู้และประสบการณ์หรือเข้าเรียนให้จบ ม.๖ ได้ภายใน ๘ เดือน โดยมี ๓ เส้นทางให้เลือกเรียน คือ ๑) เทียบ/เรียนจบ ม.๖ ๒) เทียบระดับการศึกษา ๓) พบกลุ่ม/ทางไกล ซึ่งได้เปิดโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๕ นโยบายดังกล่าวถือเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ประชาชน จะช่วยให้ประเทศชาติเข้มแข็ง ประชาชนจะมีความรู้ และเริ่มกันคิดแก้ไขปัญหาของตนเองได้ก่อนจะพึ่งรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพิงตนเองได้มากขึ้น และการเรียนรู้ของ กศน.ในปัจจุบันก็มีคุณภาพมากขึ้น บางแห่งเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษแล้ว

กองทุนตั้งตัวได้ รัฐบาลได้เห็นชอบเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ให้จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ และ ๒๕๕๗ ส่วนปีงบประมาณ ๒๕๕๘ และ ๒๕๕๙ ได้รับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมลงทุนแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา ที่ศึกษาอยู่หรือจบแล้วไม่เกิน ๕ ปีการศึกษา และสถาบันการศึกษาที่สนับสนุนการบ่มเพาะวิสาหกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างผู้ประกอบการรายเล็กเพิ่มเติมขึ้นสำหรับเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ ราย ใน ๒๐ ปี เป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งสร้างความเท่าเทียมและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่ฐานภาษีเงินได้จากผู้ประกอบการใหม่จำนวนมากจะสูงขึ้น พร้อมทั้งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาไทยอีกด้วย

๑ อำเภอ ๑ ทุน ศธ.ได้ดำเนินการคัดเลือกเด็กเรียนดีจากทุกอำเภอทั่วประเทศในรุ่นที่ ๓ จำนวน ๗๐๐ คน แบ่งเป็นทุนรัฐบาล ๖๘๙ คน คือ ศึกษาต่อในประเทศ ๑๕๑ คน และศึกษาต่อต่างประเทศ ๕๓๘ คน และศึกษาต่อโดยทุนส่วนตัว ๑๑ คน เพื่อให้ไปเรียนต่อในประเทศชั้นนำของโลก ๓๑ ประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งได้เริ่มไปศึกษาต่อแล้วตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๕ ส่วนในปีหน้าก็จะเน้นเด็กที่เก่งที่สุดในอำเภอให้ไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อให้กลับมาบริหารประเทศชาติต่อไป

สื่อสารภาษาอังกฤษได้ พร้อมเข้าสู่ประชาคม ASEAN ศธ.ได้จัดหาครูอาสาสมัครเจ้าของภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาต่างชาติอื่น เช่น จีน ญี่ปุ่น และภาษาประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสิ้น ๔,๕๐๐ คน โดยสอนภาษาต่างประเทศอื่นๆ ๕๐๐ คน ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีครูต่างชาติเข้ามาสอนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นจากเดิม ๓,๐๐๐ คน เป็น ๗,๐๐๐ คน พร้อมทั้งได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนค่าตอบแทนครูที่จ้างสอนประมาณรายละ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน โดยมุ่งหวังที่จะให้มีครูต่างชาติเข้ามาช่วยสอนจำนวน ๑๐,๐๐๐ คน ภายในปีการศึกษา ๒๕๕๖ อย่างกว้างขวางและทั่วถึงต่อไป นอกจากนี้ได้ขอให้ทางบริติช เคานซิล จัดหาครูอาสาสมัครชาวอังกฤษ ๒,๐๐๐ คน เพื่อสอนในโรงเรียนทุกสังกัดทั่วประเทศ ซึ่งในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีครูอาสาสมัคร ๑๐๐ คน เข้ามาสอนในโรงเรียน ๑๐๐ แห่ง เป็นเวลา ๖ สัปดาห์ สำหรับภาษาจีน นายกรัฐมนตรีได้เปิดโครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนประจำปี ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ โดยในปีแรกฮั่นปั้นได้ส่งครูอาสาสมัคร จำนวน ๑,๒๐๐ คน สอนภาษาจีนให้เด็กไทย และคาดว่าภายในอนาคตอันใกล้จะมีครูอาสาสมัคร ๔,๐๐๐ คน มาช่วยสอนภาษาจีนแก่เด็กไทย ซึ่งคาดว่าภายในปี ๒๕๕๘ เด็กของเราร้อยละ ๘๐ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษหรือจีนได้

เรียนดีอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๔๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยอุดหนุน ๕ ฟรี คือ ค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าหนังสือเรียน และค่ากิจกรรม ควบคู่ไปกับการแจกแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้น ป.๑ และ ม.๑ ในปีนี้ด้วย

สร้างผู้นำอาเซียน ศธ.มีแผนที่จะดำเนินโครงการสร้างผู้นำอาเซียน โดยให้ทุนการศึกษาแก่ตัวแทนประเทศอาเซียนละ ๕ คน เพื่อมาศึกษาต่อร่วมกันในไทยในระดับปริญญาโท สาขาการบริหารประเทศ เพื่อให้ตัวแทนอาเซียนได้รู้จักกัน ใกล้ชิดกัน สามารถแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความรู้ ประสบการณ์ร่วมกันได้ ก่อเกิดความเข้าใจ มีความผูกพัน และจะเป็นผู้นำอาเซียนร่วมเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต พร้อมทั้งจะส่งนักศึกษาปริญญาโท-เอก ไปทำวิจัยในประเทศเพื่อนบ้านประเทศละ ๕ คนด้วย

ทุนการศึกษาเพื่ออนาคต (กรอ.) ได้เปลี่ยนระบบกู้ยืมเงินจาก กยศ. เป็น กรอ. โดยให้ชำระเงินคืนเมื่อมีงานทำและมีรายได้เดือนละ ๑๖,๐๐๐ บาท ปีแรกของการทำงานใช้คืนเพียงร้อยละ ๒ ของเงินเดือนเท่านั้น ผู้ที่กู้ได้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ และนักศึกษา ปวส.ตั้งแต่ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ส่วนนักเรียน ม.๔-๖ และนักศึกษาปี ๒-๔ สามารถกู้เงินจาก กยศ.ได้ตามปกติ สำหรับรายการที่เปิดให้กู้ยืม ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ ค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ ครม.กำลังพิจารณาร่างระเบียบก่อนออกเป็นแนวปฏิบัติเพื่อดำเนินการต่อไป

ครูมืออาชีพ ครม.ได้เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เป็น “โครงการผลิตครูมืออาชีพ” เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ พร้อมทั้งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่บริหารโครงการครูมืออาชีพ จำนวน ๒ ชุด คือ คณะกรรมการบริหารโครงการผลิตครูมืออาชีพ และคณะกรรมการคัดเลือกสถาบันฝ่ายผลิตและนักศึกษาทุนโครงการผลิตครูมืออาชีพ ซึ่งขณะนี้ได้รับสมัครคัดเลือกนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมโครงการผลิตครูมืออาชีพ ในปี ๒๕๕๕ เพื่อบรรจุเป็นครูจำนวน ๑,๕๖๖ คน ในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากโครงการครูพันธุ์ใหม่สมัครเข้าร่วม ๗๓๗ คน ส่วนที่เหลืออีก ๘๒๙ อัตราจะเปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาครูที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ ๕ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ จากทุกสถาบันที่มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ๓ ปีการศึกษาไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ โดยมีสาขาที่จะบรรจุตามความต้องการของ สพฐ. และ สอศ.ทั้งสาขาพื้นฐานและสาขาวิชาชีพ

ขยายศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix-it Center ได้เน้นให้มีการขยายศูนย์อีกจำนวน ๑,๗๐๐ แห่ง ให้ครบ ๒๐,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ และยกระดับช่างชุมชน ๘,๕๐๐ คน เพื่อให้บริการประชาชน ๑๗๐,๐๐๐ คน หรือ ๕,๑๐๐ หมู่บ้าน โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณแก่ สอศ.ในการขยายศูนย์เป็นเงิน ๕๑๐ ล้านบาท

การศึกษาดับไฟใต้ ศธ.ได้เสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.เพื่อให้ครูที่ยังไม่ได้เป็นข้าราชการกว่า ๒,๕๐๐ คน ได้บรรจุเป็นข้าราชการในเบื้องต้น ๒๕๐ คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ครม.

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน OTOP Mini MBA ศธ.ได้เปิดโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เพื่อให้ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนสามารถจัดหลักสูตรการฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น เพื่อขยายโอกาสในการพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และการบริการ รวมไปถึงการยกระดับคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่องทางการจำหน่ายและการส่งออก พร้อมทั้งจัดหลักสูตรบริหารธุรกิจระยะสั้นฟรี ด้านการบริหารจัดการธุรกิจสินค้า OTOP, ธุรกิจ OTOP ส่งออก, การตลาดและช่องทางการจำหน่าย และภาษาอังกฤษธุรกิจ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการฝึกอาชีพ เพิ่มพูนทักษะ คิดเป็น ผลิตเป็น ส่งออกต่างประเทศเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว

กระทรวงศึกษาไทย ปลอดภัย ไร้บุหรี่ ได้มอบหมายให้ทุกสถานศึกษาติดป้ายห้ามสูบบุหรี่หน้าสถานศึกษาและห้ามนักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบสูบบุหรี่ โดยขอให้ดำเนินการอย่างจริงจัง สำหรับผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ ที่ติดบุหรี่ ขอให้หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วย หรือให้พยายามเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสถานบันเทิงที่ขายเหล้า เบียร์ แอลกอฮอล์ จะต้องตั้งอยู่ห่างจากสถานศึกษา ๓๐๐ เมตร

เป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ ได้หารือความร่วมมือและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในระดับนานาชาติ เช่นการไปเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีศึกษาอาเซียน ครั้งที่ ๗ และการประชุมรัฐมนตรีศึกษาอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ ๑ ที่อินโดนีเซีย, ร่วมหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาลาว, ร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาภายใต้กรอบของเอเปค ครั้งที่ ๕ ที่สาธารณรัฐเกาหลี นอกจากนี้ในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา ได้หารือความร่วมมือด้านการศึกษากับเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ เช่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐอิรัก สาธารณรัฐเกาหลี รัฐกาตาร์ อุปทูตฯ แคนาดา อุปทูตฯ จีน เยอรมนี รวมทั้งคณะผู้แทนคณะกรรมการวัฒนธรรมเศรษฐกิจญี่ปุ่น

อัจฉริยะสร้างได้ ในระดับนานาชาติได้คัดเลือกเด็กและเยาวชนปัญญาเลิศ ๒๗ คน จากชั้น ป.๕-ม.๖ ที่มีระดับไอคิว ๑๓๐ ขึ้นไป เพื่อไปแข่งขันความสามารถที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ในด้านภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างให้เด็กมีความเป็นผู้นำ และนักเรียนได้ค้นหาความถนัดของตนเองในทุกๆ สาขา ส่วนในระดับชาติได้มีสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลจากต่างประเทศและระดับชาติ เช่น เครื่องกายภาพบำบัดข้อเข่าและสะโพก ของวิทยาลัยเทคนิคแพร่ ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทองจาก Seoul International Invention Fair 2010 เครื่องขจัดสิ่งอุดตันท่อน้ำ ของวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร และกระเป๋าผ้าเน็คไท ของวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา ส้วมเคลื่อนที่ ของวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี เครื่องตัดลวดรัดต้นยางพาราอัตโนมัติ ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ได้ส่งเสริมสนับสนุนเด็กไทยก้าวไกลในระดับโลกในด้านต่างๆ เช่น ด้านดาราศาสตร์ ได้จัดการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ ๙ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ ด้านดนตรี ได้นำคณะนักเรียนที่ชนะเลิศการประกวดวงโยธวาทิตชิงแชมป์โลก ปี ๒๕๕๕ ที่ประเทศแคนาดา เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ด้านวิชาการโอลิมปิก ได้นำคณะผู้แทนประเทศไทย เข้ารับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ ซึ่งไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลทั้งหมด ๔๐๖ รางวัล คือ เหรียญทอง ๘๘ เหรียญ เหรียญเงิน ๑๔๗ เหรียญ เหรียญทองแดง ๑๒๘ เหรียญ

อินเทอร์เน็ตตำบลและหมู่บ้าน ได้จัดตั้ง กศน.ตำบล เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิตอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ จัดให้มีศูนย์ ICT เพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับประชาชน โดยได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานที่ศูนย์ ICTกศน.ตำบล เช่น กศน.ตำบลบ้านใต้ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๕

บ้านหนังสืออัจฉริยะ ได้ให้ กศน.ดำเนินการจัดซื้อหนังสือมีคุณภาพและร่วมสร้างระเบียบวินัยในการใช้ห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือของประเทศนั้น ขณะนี้ได้รับการอนุมัติงบประมาณ ๔๕๐ ล้านบาท เพื่อจัดหาหนังสือพิมพ์ หนังสือรายปักษ์ และรายสัปดาห์ เข้าไปไว้ในบ้านหนังสือที่จะตั้งขึ้นในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ โดยจะเริ่มต้นปี ๒๕๕๖ จำนวน ๔๐,๐๐๐ หมู่บ้าน และจะขยายจนครบ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้านในปีต่อไป ในส่วนของพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้สนับสนุนให้คนในพื้นที่อ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ โดย กศน.จะจัดตั้งบ้านหนังสือให้ครบทุกหมู่บ้านภายในปีนี้

โรงเรียนในโรงงาน เร่งรัดจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทวิภาคี “โรงเรียนในโรงงาน” และ “โรงงานในโรงเรียน” ด้วยการจัดตั้งบริษัทหรือสถานประกอบการในสถานศึกษา เช่น ROI-ET Technical College ซึ่งยกโรงงานมาไว้ในโรงเรียน และอาชีวะระบบทวิภาคีของ สอศ.ที่ให้สถาบันอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๘ แห่ง ร่วมมือกับสถานประกอบการเอกชน นำชิ้นส่วนงานและเครื่องจักรกลไปตั้งในสถานศึกษา ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงและมีรายได้ การศึกษาแบบทวิภาคี “โรงเรียนในโรงงาน” จึงถือเป็นรูปแบบใหม่ของการศึกษา ที่เน้นการปฏิบัติงานจริงในสถานที่จริง ให้นักศึกษาได้ประสบการณ์จากการทำงานจริง และมีโอกาสในการเข้าทำงานในสถานประกอบการมากขึ้น จึงเสมือนเป็นพนักงานของบริษัทนั้นๆ โดยได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ค่าตอบแทน ที่พัก มีระบบประกันสังคม และมีโอกาสสูงที่สถานประกอบการนั้นๆ จะรับเข้าทำงานในอนาคต

อาชีวะไทยก้าวไกล ใช้เทคโนโลยี ได้มีการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะเทียบโอน ปวช. และ ปวส. ซึ่งมีการพัฒนาชุดการเรียนสำหรับเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ สำหรับผู้ทำงานที่จบการศึกษา ม.๓ และ ม.๖ เพื่อยกระดับให้ได้วุฒิ ปวช. และ ปวส. หรือโครงการภาษาอังกฤษกินได้สำหรับประชาชน ที่ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ในด้านอาชีวศึกษาเกษตรได้จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรนำร่อง ๔ สถาบัน และจัดทำโครงการสำคัญ เช่น โครงการเพิ่มผลผลิตเกษตรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พัฒนางานฟาร์มและห้องปฏิบัติการมีชีวิต พัฒนานักศึกษาเกษตรแกนนำระดับประเทศและระดับชาติ ต่อยอดความร่วมมืออาชีวศึกษาเกษตรกับต่างประเทศ และทำความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่น ตลอดจนคิดค้นสิ่งประดิษฐ์เพื่อการเกษตรและนำเทคโนโลยีชั้นสูงที่สอดคล้องกับภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศไทย ในขณะเดียวกัน แม้จะจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นจริง ยังมีนักศึกษาอาชีวะส่วนน้อยทั้งรัฐและเอกชน ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง จึงได้มีนโยบายที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทแบบเบ็ดเสร็จ โดยได้หารือกับกองทัพบก เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ และหารือกับผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ เป็นต้น

สร้างพลังครู ได้เปิดโครงการตามนโยบายสร้างพลังครู เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ เพื่อพัฒนาผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. และ สอศ. ได้เข้ารับการพัฒนาก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพที่เหมาะสม ก่อนปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งใหม่ นอกจากนี้ ได้ให้นโยบายในการสร้างพลังครู เช่น ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ ด้วย

หลักสูตรคิดเป็น ทำเป็น โดยขอให้ลดหลักสูตรที่เน้นการท่องจำลง ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ ใช้ปัญญาและจินตนาการอย่างไม่สิ้นสุด ทั้งนี้ ได้ให้แนวทางดำเนินการตามนโยบายที่สำคัญ เช่น ในการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ :สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เน้นถึงเป้าหมายพัฒนาคนให้มีศักยภาพ เต็มความสามารถ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นพื้นฐานในการส่งเสริมการเรียนรู้ และในการประชุมมอบนโยบายที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ได้ให้นโยบายว่า ศธ.ต้องการให้เด็กรุ่นต่อไปได้คิด มีจินตนาการ ไม่ยากจนเหมือนสมัยรุ่นพ่อแม่ และจะต้องมีความคิดที่แตกต่าง สำหรับการปรับเวลาของการเรียนการสอน ต้องการให้โรงเรียนสอนเนื้อหาเพียงครึ่งชั่วโมง อีกครึ่งชั่วโมงให้การถกเถียง แลกเปลี่ยน โดยมีเป้าหมายให้มันสมองของเด็ก ซึ่งกำลังแตกตัว ได้เบ่งบาน บินได้ หรือที่เรียกว่า Fly

โรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นนโยบายสำคัญของ ศธ.ในการระดมสรรพกำลัง เพื่อสร้างความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่าย ให้ร่วมกันขับเคลื่อนมุ่งไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนสู่คุณภาพและมาตรฐานที่สูงขึ้น ซึ่งโรงเรียนร่วมพัฒนาอาจเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับเดียวกัน หรือเครือข่ายร่วมพัฒนาทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับสากลระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายร่วมพัฒนามีหลากหลายรูปแบบ เช่น เครือข่ายร่วมพัฒนาตามพื้นที่ เป็นการจำแนกโรงเรียนร่วมพัฒนาตามสภาพพื้นที่ภูมิศาสตร์, เครือข่ายกลุ่มร่วมพัฒนา ประกอบด้วยโรงเรียน ๒ โรงเรียนหรือมากกว่านั้นในท้องถิ่นเดียวกันเครือข่ายร่วมพัฒนาที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นการร่วมพัฒนาระหว่างโรงเรียนที่มีวาระการพัฒนาหรือวัตถุประสงค์เฉพาะร่วมกัน เช่น กลุ่มโรงเรียนเน้นความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย กลุ่มEducation Hub เป็นต้น และเครือข่ายที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ เป็นการรวมกลุ่มเพื่อให้ความช่วยเหลือร่วมมือกันตามอัตลักษณ์ร่วมของโรงเรียน เช่น กลุ่มโรงเรียนเทิดพระเกียรติฯ กลุ่มเฉลิมพระเกียรติฯ กลุ่มโรงเรียนอนุบาลจังหวัด เป็นต้น อีกรูปแบบที่สำคัญของโรงเรียนร่วมพัฒนาในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก คือ การนำ “แก่งจันทร์โมเดล” เป็นรูปแบบในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะเป็นรูปแบบที่ช่วยให้โรงเรียนประสบความสำเร็จจนสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะผลสอบ O-Net ป.๖ ของโรงเรียนในเครือข่ายแก่งจันทร์โมเดลสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทุกรายวิชา

ศูนย์อบรมอาชีวศึกษา โดยได้จัดตั้งศูนย์อบรมอาชีวศึกษา เพื่อสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน พร้อมให้บริการเพื่อการเรียนรู้และหาประสบการณ์เบื้องต้นก่อนไปประกอบอาชีพ ส่งเสริมการฝึกอาชีพตามปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง โดยเปิดฝึกสอนอาชีพ ๗๕ ชั่วโมง ให้กับประชาชนที่ไม่มีงานทำ ผู้ถูกเลิกจ้างงาน ผู้กำลังอยู่ในข่ายเลิกจ้าง ผู้สำเร็จการศึกษาที่ยังไม่มีงานทำ และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งให้ความรู้การเป็นผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชนให้มีความรู้ ทักษะวิชาชีพเพิ่มขึ้น เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน

ตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ครม.ได้เห็นชอบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ให้รวมสถาบันอาชีวศึกษา จำนวน ๑๖๑ แห่ง จัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาแบบกลุ่มจังหวัด ๑๙ แห่ง ซึ่งจัดตั้งครอบคลุมพื้นที่ใน ๕ ภูมิภาค เพื่อส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและบริการ และสนับสนุนการผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดการค้าและการลงทุนเน้นความร่วมมือกับสถานประกอบการในการจัดการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพตามมาตรฐานสากล ในขณะเดียวกันได้จัดทำกรอบคุณวุฒิการศึกษาวิชาชีพระดับสาขาวิชา เพื่อพัฒนาสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ซึ่งในปี ๒๕๕๕ ได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรในประเภทวิชาต่างๆ จำนวน ๒๘ สาขาวิชา เพื่อสร้างผู้เรียนสายอาชีพให้มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพดังกล่าว

เทียบโอนประสบการณ์สายอาชีพ จบ ปวช.ได้ใน ๘ เดือน ในปัจจุบันกลุ่มประชาชนที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการและประกอบอาชีพอิสระ เป็นผู้ที่จบชั้น ม.๓ จำนวนกว่า ๔ ล้านคน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน ๑.๒ ล้านคน บุคคลเหล่านี้มีความต้องการที่จะได้วุฒิ ปวช. โดยการเทียบโอนผลการเรียนและความรู้และประสบการณ์งานอาชีพ ในรายที่มีประสบการณ์ในการทำงาน ๓-๕ ปี สามารถจัดทำหลักสูตรเฉพาะตามมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานรายวิชาของหลักสูตร ปวช. เป็นชุดการเรียนวิชาชีพหรือ Module สมรรถนะอาชีพ ที่สอดคล้องกับงานที่ทำ ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนให้ได้สมรรถนะอาชีพอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานโดยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๘ เดือน เมื่อได้พัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนด้วยชุดการเรียนวิชาชีพแล้วจะจัดทำเป็นหลักสูตร ปวส. และ ม.๖ ต่อไป

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

ศธ.ใช้O-Netจบหลักสูตร51กลุ่มเฉพาะ

ที่มา  :   academic.obec.go.th

เรียน : ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกเขต
เรื่อง : การใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

ปฏิรูป3 ลงชั้นเรียนชี้ศึกษาไทยย่ำ

279424   ที่มา  :  ไทยรัฐออนไลน์