Tag Archive | ก.ค.ศ.

อ๋อยจี้คุรุสภา-กคศ.ประเมินใหม่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ

ที่มา  :  www.moe.go.th

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2556 เรื่อง “การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555

กล่าวว่า การส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครู ซึ่งงานในวันนี้เป็นงานที่คุรุสภาจัดขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจแก่ครูที่มุ่งมั่น คิดค้น พัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษา อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการประชุมดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึง 9 ปีแล้ว จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ครูได้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอนที่สำคัญ

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของการประชุมทางวิชาการของคุรุสภาในปีนี้ เป็นหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเรายังต้องการการวิจัยและใช้ผลการวิจัยและการพัฒนามาเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและการพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา การจะวางนโยบายและแผนได้ดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรองรับ เพราะฉะนั้น การประชุมในหัวข้อดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจที่จะสร้างฐานที่มั่นคงแข็งแรง และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปพัฒนาเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา จะต้องมีการพัฒนากันอีกมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือ องค์กรที่จะทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาจะมีองค์กรในลักษณะนี้อยู่ เพื่อจะได้รู้ว่าหลักสูตรที่กำหนดออกมาเป็นอย่างไร เด็กเรียนรู้ได้ดีไหม วิชาที่เรียนสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนหรือไม่ และวิธีการสอนของครูเป็นอย่างไร เป็นต้น จึงเป็นเรื่องดีที่คุรุสภามีการส่งเสริมให้เกิดการวิจัย

การพัฒนาวิชาชีพครู มิใช่ทำเพื่อความมั่นคงของอาชีพครูหรือเพื่อความก้าวหน้าของผู้ที่เป็นครูเท่านั้น แต่เป็นการจัดการศึกษาได้ดีขึ้น เพื่อทำให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีและเพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นการพัฒนาวิชาชีพครู จึงต้องโยงกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษา เริ่มจากการที่ประเทศกำลังต้องการการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่กำลังผันผวนครั้งใหญ่จากวิกฤตของเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการพัฒนาคน

ขณะเดียวกัน โลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการพัฒนาทุกด้าน รวมทั้งการพัฒนาคนและการเรียนการสอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปหรือยกระดับคุณภาพการศึกษา คุณลักษณะของคนอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากที่ได้มีการหารือมาระยะหนึ่งแล้ว คือ ต้องการให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักแก้ปัญหา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กไปสู่คุณลักษณะดังกล่าว การทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาต่างๆ ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตร ดังที่ได้มอบนโยบายไว้ว่า จะต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและให้เชื่อมโยงกับการทดสอบวัดผลประเมินผลอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบเชื่อมโยงกัน ในการเรียนหลายระดับชั้นยังไม่มีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน ในวิชาภาษาไทย ก็ไม่มีการทดสอบวัดผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาที่จะวัดสมรรถนะทางภาษาเหมือนอย่างที่ประเทศต่างๆ ใช้วัดสมรรถนะทางภาษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานหรือการทดสอบกลาง

ในส่วนของการให้ผู้เรียนเรียนรู้ในยุค ICT ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนการสอนในยุคนี้ก็ต้องเปลี่ยน เนื่องจากผู้เรียนสามารถหาความรู้ได้เองอย่างไม่จำกัด หากมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก ซึ่งต้องมาดูที่หลักสูตรว่าผู้เรียนควรรู้และเรียนอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเมื่อผู้เรียนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก การเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สอดคล้องกัน เพราะผู้เรียนอาจจะหาคำตอบจากคำถามของครูได้ แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือคิดไม่ได้ว่าคำตอบที่ได้มาต้องการสื่อถึงอะไร การเรียนการสอนในโลกยุคอินเทอร์เน็ตจะต้องเปลี่ยนแปลง และมีวิธีการสอนอีกมากมายที่เกิดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอพลิเคชั่น ซึ่งก็ได้มีครูในโรงเรียนบางแห่งเริ่มใช้เพื่อพัฒนาในการเรียนการสอนแล้ว

แนวคิดอีกอย่างที่ได้มีการรวบรวมกันมา คือ การอบรมพัฒนาครูโดยอาศัย ICT ซึ่งต้องคำนึงว่าจะทำได้ผลมากแค่ไหน ต้องมีการช่วยกันคิด ครูสามารถเรียนรู้จากวีดิทัศน์ที่บันทึกไว้ใน YouTube หรือแอพลิเคชั่นบางอย่าง เมื่อมีใครต้องการจะศึกษาก็สามารถเข้าไปดูได้ หรืออาจจะทำเป็นระบบปิด เช่น ระบบที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ แยกเป็นรายวิชาเพื่อใช้สำหรับการเรียนวิชาต่างๆ นอกจากนี้ อาจจะจัดการเรียนแบบใหม่ เรียกว่า “Flip the Classroom”คือ การนำเรื่องที่เด็กต้องทำเป็นการบ้าน มาทำในห้องเรียน แล้วนำเรื่องที่เคยทำในห้องเรียนกลับไปทำที่บ้าน หมายความว่าให้เด็กไปดูวีดิทัศน์ อ่านหนังสือ หรือเข้าอินเทอร์เน็ต ดูเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มาจากบ้าน เมื่อถึงห้องเรียน ครูก็ตั้งคำถามและให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การเรียนการสอนดังกล่าว มีคนถ่ายวีดิทัศน์ แล้วนำลงอินเทอร์เน็ต อาจจะเชิญชวนครูให้มาดูพร้อมๆ กัน ดังนั้น การพัฒนาครูในเรื่องเทคนิคการเรียนการสอน หากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาครูเพื่อยกระดับการศึกษาของผู้เรียน จึงเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

คุรุสภา ในฐานะสภาวิชาชีพ ก็ต้องดูแลรักษาคุณภาพมาตรฐาน จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพครู แต่ที่ต้องการจะฝาก คือ การพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา สิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้การพัฒนาวิชาชีพครูมีการคำนึงเรื่องครูขาดแคลน ซึ่งได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ.ไปดูว่าจะเกลี่ยอย่างไร ในเรื่องของการผลิตและการรับครู พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งต้องให้คุรุสภามีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้การกำหนดกติกาในการพัฒนาวิชาชีพ หากเคร่งครัดเกินไป ก็จะกลายเป็นปิดกั้นโอกาสที่จะหาครูมาสอน เพราะในปัจจุบันครูอาชีวศึกษาขาดแคลนอย่างมาก ขณะนี้มีการจ้างครูอัตราจ้างมากกว่าครูที่เป็นข้าราชการ หากสถานศึกษาไม่สามารถจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญมาสอนได้ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู หากผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่มีความรู้ทางด้านนั้นน้อยมาก ก็ไม่สามารถสอนคนให้เป็นช่างที่มีความสามารถได้ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจะมีผู้สนใจจะสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่ระบบของอาชีพครูเป็นระบบปิด คือ มีการวางระบบเหมือนจะปกป้องอาชีพนี้ไม่ให้ผู้อื่นมาเป็นได้ง่าย เพื่อความมั่นคงของวิชาชีพ แต่กลายเป็นไปว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดยต้องมีครูและเป็นครูด้านที่ขาดแคลน

ก.ค.ศ.กับคุรุสภามีหลักเกณฑ์ที่ลักลั่นกันอยู่ ก.ค.ศ.อนุญาตให้ทำได้ แต่ติดหลักเกณฑ์ของคุรุสภา ทำให้ไม่สามารถทำได้ หน่วยงานทั้งสองจึงจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะหรือการพัฒนาวิชาชีพที่โยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและโรงเรียน จากการสำรวจพบว่ามีความเชื่อมโยงกันน้อยมาก และพบว่า   ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาหลายแห่งมีความก้าวหน้าขึ้น   มีวิทยฐานะ เงินเดือน  รายได้สูงขึ้น  แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในสถานศึกษานั้นแย่มาก  จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ.และคุรุสภาช่วยกันคิดวิธีประเมินวิทยฐานะที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วย

รมว.ศธ.ย้ำว่า การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเป็นหัวข้อที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการร่วมกันคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู โดยอาศัยการวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ดี ก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นไป อย่างน้อยแล้ว ต้องถือว่าจุดมุ่งหมายอันดับแรกในการพัฒนาวิชาชีพครู คือ เพื่อพัฒนาคน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และจะได้พัฒนากำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่มีความหมายที่สุด

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา “ผลงานวิจัยระดับภูมิภาค” และชมนิทรรศการต่างๆ เช่น นิทรรศการสารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม จำนวน 80 ผลงาน, นิทรรศการผลงานวิจัยภาคแผ่นป้ายนิทรรศการ จำนวน 30 ผลงาน, ร้านค้าสวัสดิการคุรุสภา เป็นต้น

ก.ค.ศ.เยียวยา290รายเทียบประสบการณ์

ที่มา  :   มติชนออนไลน์  15 กค. 2556

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุม คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคลเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับระบบตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) จำนวน 290 ราย ที่ถูกยุบเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี และเจ้าหน้าที่ บริหารงานพัสดุ โดยมีมติ ดังนี้

1.เทียบประสบการณ์การปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี เจ้าหน้าที่บริหารงานพัสดุ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี รวมกับคุณวุฒิในระดับปริญญาทางอื่นเป็นคุณวุฒิทางอื่นที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการพัสดุ และนักวิชาการตรวจสอบภายใน เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เนื่องจากเหตุถูกยุบเลิกตำแหน่ง 

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า

2.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่น ผู้ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกตำแหน่งไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ในสายงานวิชาการเงินและบัญชี วิชาการพัสดุ วิชาการตรวจสอบภายใน ด้วยวิธีการคัดเลือก การสอบ ข้อเขียนและประเมินความเหมาะสม รวม 3 ภาค คือ ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง สำหรับเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และ

3.เห็นชอบให้เปลี่ยน ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น กลุ่มดังกล่าว หากเป็นผู้มีคุณสมบัติและผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดแล้วไม่ต้องจัดทำผลงานทางวิชาการเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกตำแหน่ง 

วิกฤตครู เกษียณแสน56-60 คปร.คืน20%

ที่มา  :  มติชนออนไลน์    วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 16:14:03 น.

ครู

รายงานข่าวแจ้งว่า  จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  พบว่า จำนวนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2556-2560 มีจำนวน 97,254 คน  มีรายละเอียดดังนี้

ปี 2556 จ ำนวน 10,932 คน  ได้แก่  อันดับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (คศ.) 1 จำนวน 11 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 3,929 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 6,556 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 260 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ 9 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค (2) จำนวน 167 คน

ปี 2557 จำนวน 15,541 คน ได้แก่ คศ. 1 จำนวน 6 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 5,774 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 9,239 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 275 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 10 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) จำนวน 237 คน

ปี 2558 จำนวน 20,661 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 23 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 7,612 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 12,546 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 206 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 10 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค(2) จำนวน 264 คน ปี 2559 จำนวน 24,689 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 28 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 9,165 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 15,019 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 174 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 5 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค (2) จำนวน 298 คน

ปี 2560 จำนวน 25,431 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 42 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 9,057 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 15,865 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 146 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 2 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) จำนวน 319 คน

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  กล่าวว่า  เรื่องนี้หน่วยผลิตบัณฑิตสายครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ จะต้องมาขอข้อมูลเพื่อผลิตบัณฑิตให้เพียงพอทดแทนกับข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงปี 2556-2560  ซึ่งจะต้องมาดูว่า จะต้องผลิตบัณฑิตในสาขาอะไรบ้าง  และจะต้องเริ่มวางแผนการผลิตตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 นี้  โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานหรือขอข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานที่ข้าราชการครูเหล่านี้ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ก็ไม่สามารถกำหนดอัตรามาทดแทนได้ เพราะตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) ได้กำหนดให้มีการคืนอัตราเกษียณอายุราชการให้ ศธ.100% จนถึงปี 2556 นี้  และหลังจากนัั้นจะเหลืออัตราคืนให้เพียง 20% ของอัตราเกษียณในแต่ละปี โดยเมื่อพิจารณาตั้งแต่ปี 2557-2560 แล้ว จะได้อัตราเกษียณคืนมาประมาณ 20,000 อัตราเท่านั้น  ฉะนั้น หากไม่มีการวางแผนแล้ว  ก็จะมีปัญหาการขาดแคลนข้าราชการครู อย่างแน่นอน

”หน่วยผลิตสามารถเสนอขอข้อมูลมายัง ก.ค.ศ.เพื่อให้วิเคราะห์รายละเอียดข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการช่วงปี 2556-2560 จำแนกตามสาขาวิชาเอกได้ จะได้เป็นประโยชน์ในการผลิตบัณฑิตให้เพียงพอ ในส่วนของ สพฐ.นั้น ก็อาจจะต้องสรรหาครูให้ตรงและเพียงพอกับสาขาที่ขาดแคลน”Ž เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

ก.ค.ศ.มติไม่ขึ้นบัญชี ผอ.สอบผ่าน60

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่  29  มกราคม  2556

g15

เมื่อวันที่ 28 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ว่า  ที่ประชุมได้พิจารณากรณีกลุ่มผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่ได้สอบไปในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2555  โดยได้ทำหนังสือถึงตนเพื่อขอความเป็นธรรมในการบรรจุ และขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ประกาศขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์การตัดสินร้อยละ 60  จำนวน 1,224 คน  ให้เป็นบัญชีผู้ผ่านการสรรหา โดยให้นำมาจัดเรียงเป็นบัญชีของเขตพื้นที่การศึกษา  และรวมในบัญชีของ สพฐ.มีอายุไม่เกิน 2 ปีนั้น  ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลทั้งหมดแล้ว  พบว่า  ในการสอบครั้งที่ผ่านมามีผู้ที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  และได้รับการประกาศขึ้นบัญชีจำนวน 1,658 คน  ตามตำแหน่งว่างของสถานศึกษาที่มีนักเรียนตั้งแต่ 60 คนขึ้นไป  ตามข้อมูลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2555 และรวมกับตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างอีก 2 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต่างจากที่ได้ร้องเรียนมาที่ตน ฉะนั้น ที่เรียกร้องให้ขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 จำนวน 1,224 คนนั้น จะไม่ประกาศขึ้นบัญชี เพราะหากประกาศแล้วภายใน 2 ปี จะไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ 1,658 คน จะได้รับการแต่งตั้งก่อนที่จะครบอายุการขึ้นบัญชี 2 ปี อย่างแน่นอน

กคศ.ปลด”ผอ.ร.ร.”ลอกผลงานวิชาการ

ที่มา  :  มติชน  29  มกราคม  2556

        เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ว่า  “ที่ประชุมได้อนุมัติลงโทษทางวินัยร้ายแรงให้ปลดออกผู้อำนวยการสถานศึกษาแห่งหนึ่งที่  คัดลอกผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมา 42 หน้า  เพื่อนำมาใช้ยื่นขอให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ  ผมจึงขอแจ้งเตือนไปยังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะคัดลอกผลงานของผู้อื่นมา บทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้รุนแรง  ฉะนั้น  จึงขอให้รอบคอบไม่ไปลอกผลงานใครมา และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการลงโทษทางวินัยกับผู้ที่คัดลอกผลงาน”

        จึงขอเตือนท่านที่กำลังทำหรือคิดที่จะลอกผลงานของคนอื่น ได้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ครับ จากตัวอย่าง ลอกคนอื่นมา 42 หน้า ก็หมดอนาคตแล้ว

พงศ์เทพหนุนคุมจริยธรรมครูห้ามขายสินค้า

ที่มา  :  มติชน  23 มค. 2556

g2

เมื่อวันที่ 22 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  กำลังจัดทำประชาพิจารณ์ร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วย  ประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. … และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแนบท้าย ซึ่งจะบังคับให้ข้าราชการครูฯต้องปฏิบัติตามร่างประมวลจริยธรรมว่า จริยธรรมข้าราชการเป็นเรื่องที่สำคัญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกกฎจริยธรรมมาใช้   ซึ่งจะเห็นได้ว่าหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นข้าราชการประจำ  ข้าราชการการเมือง หรือองค์กรต่างๆ ได้กำหนดจริยธรรมในเรื่องนี้  รวมทั้งในระดับมหาวิทยาลัย  ได้กำหนดจริยธรรมด้วยเช่นกัน เพราะหากไม่กำหนดไว้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายอาจจะไม่ทราบว่าจริยธรรมที่ตัวเองต้องให้ความสนใจ และต้องยึดถือมีอะไรบ้าง ฉะนั้น การจะกำหนดจริยธรรมเกี่ยวข้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นสิ่งที่จะต้องมี ทั้งนี้ ประมวลจริยธรรมที่จะกำหนดต้องสามารถปรับปรุงพัฒนาเพิ่มเติมได้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดไปแล้วปรับปรุงไม่ได้

นางรัตนา ศรีเหรัญ  เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า  ร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. … และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ  ที่อยู่ระหว่างประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากข้าราชการครูฯ ผู้ที่เกี่ยวข้องทาง ก.ค.ศ.จะนำความเห็นต่างๆ มาพิจารณา  เพื่อนำมาปรับและทบทวนร่างดังกล่าวอีกครั้ง  ทั้งนี้ ไม่อยากให้ข้าราชการครูฯกังวลว่าเรื่องนี้จะทำให้ข้าราชการครูฯ มีความยากลำบากในการปฏิบัติตน  เพราะปกติแล้วข้าราชการครูฯประพฤติปฏิบัติกันอยู่แล้ว  อีกทั้ง  ครูส่วนใหญ่มีความประพฤติที่ดี จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจประพฤติไม่ดี  ดังนั้น  คิดว่าเรื่องนี้ไม่กระทบกับข้าราชการครูฯ อย่างแน่นอน และหากมองว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ก็ควรต้องมีร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. …และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯออกมาใช้จะช่วยส่งเสริมวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

“การนำของมาขายแก่นักเรียนเป็นเรื่องที่ไม่ควร เพราะครูต้องเป็นผู้ให้ ไม่ใช่มาทำการค้า ซึ่งในร่างประมวลจริยธรรมฯคงไม่สามารถระบุรายละเอียดข้อห้ามไว้ได้หมด จึงต้องระบุเป็นหลักการกว้างๆ และสำนักงาน ก.ค.ศ.อาจจะออกแนวปฏิบัติที่จะมีรายละเอียดข้อห้ามต่างๆ แจ้งไปอีกครั้ง เพื่อให้ปฏิบัติได้” นางรัตนากล่าว

นางรัตนากล่าวอีกว่า ร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. … และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ  ใกล้เคียงกับของส่วนราชการอื่น  เช่น  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  อย่างไรก็ตาม ช่วงประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เสนอร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. … เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใหม่ จึงส่งเรื่องกลับมาทบทวน และยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อ

ไขข้อข้องใจเงินเดือนครู

ที่มา :  มติชน ฉบับวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สถานี ก.ค.ศ. ไขข้อข้องใจเงินเดือนครู

จากการที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรอง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 ตามที่คณะรัฐมนตรี ในการประชุม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2555 มีมติเห็นชอบการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการปรับเงินเดือน ชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่ โดยให้มีผลใช้บังคับพร้อมกับการปรับอัตรา เงินเดือนแรกบรรจุด้วย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 และสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนราชการทราบและถือปฏิบัติแล้ว ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนมาก ที่ ศธ.0206.7/ว 30 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2555

ปรากฏว่าได้มีผู้สอบถามเกี่ยวกับการปรับอัตราเงินเดือนดังกล่าวเข้ามายังเว็บบอร์ดของสำนักงาน ก.ค.ศ.จำนวนมาก เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงขอหยิบยกบางคำถามมาให้ความรู้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

1.   จบวุฒิ ป.ตรี 5 ปี บรรจุครั้งแรก 14 กุมภาพันธ์ 2554 ได้รับเงินเดือน 8,700 บาท เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555 เงินเดือนอยู่ที่ 9,700 บาท ปรับเลื่อนเงินเดือนเมื่อเมษายน 2555 เป็น 9,960 บาท ต่อมา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 จบการศึกษาวุฒิ ป.โท (เป็นวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรอง) และโรงเรียนทำคำสั่งปรับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่สูงขึ้นเป็น 10,190 บาท ต่อมาปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนตุลาคมเป็น 10,770 บาท อยากทราบว่าในกรณีนี้ ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ปัจจุบันจะได้รับการปรับเงินเดือนอย่างไร

ตอบ ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 จะได้ปรับเงินเดือนชดเชย ในคุณวุฒิ ป.ตรี 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย เงินเดือน 9,700 บาท จะได้รับการปรับเงินเดือนเป็น 12,530 บาท ต่อมาเมื่อยื่นปรับเพิ่มคุณวุฒิ หากยังมีเงินเดือนไม่ถึง 15,430 บาท (อัตราแรกบรรจุ วุฒิ ป.โท) ก็จะได้รับการปรับให้เป็น 15,430 บาท แต่หากว่า ณ วันที่ยื่นปรับวุฒิมีเงินเดือนเกิน 15,430 บาทแล้ว ก็จะได้รับการเพิ่มคุณวุฒิใน ก.พ.7 อย่างเดียว

2.   บรรจุเป็นข้าราชการครูเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2541 ด้วยตำแหน่งอาจารย์ 1 ระดับ 3 จบ ป.โท เมื่อ 31 มีนาคม 2545 ไม่ได้รับการปรับอัตราเงินเดือน แต่ได้เพิ่มวุฒิ ป.โท ลงใน ก.พ.7 แล้ว ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ดำรงตำแหน่งครู รับเงินเดือนอันดับ คศ.2 ในอัตรา 22,460 บาท อยากทราบว่า เมื่อมีการปรับเงินเดือนใหม่ จะได้รับการปรับเงินเดือนด้วยหรือไม่

ตอบ ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ได้รับเงินเดือนในอันดับ คศ.2 ขั้น 22,460 บาท คุณวุฒิ ป.โท ก็จะได้รับการปรับเงินชดเชยเป็น 23,450 บาท

ทั้ง 2 กรณีที่นำมาเป็นตัวอย่างในวันนี้หวังว่าจะทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายๆ ท่านที่มีข้อคำถามใกล้เคียงกันได้รับคำตอบกันไปบ้าง แล้วจะทยอยนำมาเสนอในโอกาสต่อไป

วัชรี เกิดพิพัฒน์   ผอ.ภารกิจเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ