Tag Archive | ก.ค.ศ.

อ๋อยจี้คุรุสภา-กคศ.ประเมินใหม่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ

ที่มา  :  www.moe.go.th

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2556 เรื่อง “การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555

กล่าวว่า การส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครู ซึ่งงานในวันนี้เป็นงานที่คุรุสภาจัดขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจแก่ครูที่มุ่งมั่น คิดค้น พัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษา อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการประชุมดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึง 9 ปีแล้ว จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ครูได้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอนที่สำคัญ

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของการประชุมทางวิชาการของคุรุสภาในปีนี้ เป็นหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเรายังต้องการการวิจัยและใช้ผลการวิจัยและการพัฒนามาเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและการพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา การจะวางนโยบายและแผนได้ดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรองรับ เพราะฉะนั้น การประชุมในหัวข้อดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจที่จะสร้างฐานที่มั่นคงแข็งแรง และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปพัฒนาเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา จะต้องมีการพัฒนากันอีกมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือ องค์กรที่จะทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาจะมีองค์กรในลักษณะนี้อยู่ เพื่อจะได้รู้ว่าหลักสูตรที่กำหนดออกมาเป็นอย่างไร เด็กเรียนรู้ได้ดีไหม วิชาที่เรียนสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนหรือไม่ และวิธีการสอนของครูเป็นอย่างไร เป็นต้น จึงเป็นเรื่องดีที่คุรุสภามีการส่งเสริมให้เกิดการวิจัย

การพัฒนาวิชาชีพครู มิใช่ทำเพื่อความมั่นคงของอาชีพครูหรือเพื่อความก้าวหน้าของผู้ที่เป็นครูเท่านั้น แต่เป็นการจัดการศึกษาได้ดีขึ้น เพื่อทำให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีและเพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นการพัฒนาวิชาชีพครู จึงต้องโยงกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษา เริ่มจากการที่ประเทศกำลังต้องการการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่กำลังผันผวนครั้งใหญ่จากวิกฤตของเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการพัฒนาคน

ขณะเดียวกัน โลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการพัฒนาทุกด้าน รวมทั้งการพัฒนาคนและการเรียนการสอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปหรือยกระดับคุณภาพการศึกษา คุณลักษณะของคนอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากที่ได้มีการหารือมาระยะหนึ่งแล้ว คือ ต้องการให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักแก้ปัญหา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กไปสู่คุณลักษณะดังกล่าว การทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาต่างๆ ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตร ดังที่ได้มอบนโยบายไว้ว่า จะต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและให้เชื่อมโยงกับการทดสอบวัดผลประเมินผลอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบเชื่อมโยงกัน ในการเรียนหลายระดับชั้นยังไม่มีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน ในวิชาภาษาไทย ก็ไม่มีการทดสอบวัดผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาที่จะวัดสมรรถนะทางภาษาเหมือนอย่างที่ประเทศต่างๆ ใช้วัดสมรรถนะทางภาษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานหรือการทดสอบกลาง

ในส่วนของการให้ผู้เรียนเรียนรู้ในยุค ICT ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนการสอนในยุคนี้ก็ต้องเปลี่ยน เนื่องจากผู้เรียนสามารถหาความรู้ได้เองอย่างไม่จำกัด หากมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก ซึ่งต้องมาดูที่หลักสูตรว่าผู้เรียนควรรู้และเรียนอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเมื่อผู้เรียนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก การเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สอดคล้องกัน เพราะผู้เรียนอาจจะหาคำตอบจากคำถามของครูได้ แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือคิดไม่ได้ว่าคำตอบที่ได้มาต้องการสื่อถึงอะไร การเรียนการสอนในโลกยุคอินเทอร์เน็ตจะต้องเปลี่ยนแปลง และมีวิธีการสอนอีกมากมายที่เกิดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอพลิเคชั่น ซึ่งก็ได้มีครูในโรงเรียนบางแห่งเริ่มใช้เพื่อพัฒนาในการเรียนการสอนแล้ว

แนวคิดอีกอย่างที่ได้มีการรวบรวมกันมา คือ การอบรมพัฒนาครูโดยอาศัย ICT ซึ่งต้องคำนึงว่าจะทำได้ผลมากแค่ไหน ต้องมีการช่วยกันคิด ครูสามารถเรียนรู้จากวีดิทัศน์ที่บันทึกไว้ใน YouTube หรือแอพลิเคชั่นบางอย่าง เมื่อมีใครต้องการจะศึกษาก็สามารถเข้าไปดูได้ หรืออาจจะทำเป็นระบบปิด เช่น ระบบที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ แยกเป็นรายวิชาเพื่อใช้สำหรับการเรียนวิชาต่างๆ นอกจากนี้ อาจจะจัดการเรียนแบบใหม่ เรียกว่า “Flip the Classroom”คือ การนำเรื่องที่เด็กต้องทำเป็นการบ้าน มาทำในห้องเรียน แล้วนำเรื่องที่เคยทำในห้องเรียนกลับไปทำที่บ้าน หมายความว่าให้เด็กไปดูวีดิทัศน์ อ่านหนังสือ หรือเข้าอินเทอร์เน็ต ดูเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มาจากบ้าน เมื่อถึงห้องเรียน ครูก็ตั้งคำถามและให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การเรียนการสอนดังกล่าว มีคนถ่ายวีดิทัศน์ แล้วนำลงอินเทอร์เน็ต อาจจะเชิญชวนครูให้มาดูพร้อมๆ กัน ดังนั้น การพัฒนาครูในเรื่องเทคนิคการเรียนการสอน หากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาครูเพื่อยกระดับการศึกษาของผู้เรียน จึงเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

คุรุสภา ในฐานะสภาวิชาชีพ ก็ต้องดูแลรักษาคุณภาพมาตรฐาน จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพครู แต่ที่ต้องการจะฝาก คือ การพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา สิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้การพัฒนาวิชาชีพครูมีการคำนึงเรื่องครูขาดแคลน ซึ่งได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ.ไปดูว่าจะเกลี่ยอย่างไร ในเรื่องของการผลิตและการรับครู พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งต้องให้คุรุสภามีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้การกำหนดกติกาในการพัฒนาวิชาชีพ หากเคร่งครัดเกินไป ก็จะกลายเป็นปิดกั้นโอกาสที่จะหาครูมาสอน เพราะในปัจจุบันครูอาชีวศึกษาขาดแคลนอย่างมาก ขณะนี้มีการจ้างครูอัตราจ้างมากกว่าครูที่เป็นข้าราชการ หากสถานศึกษาไม่สามารถจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญมาสอนได้ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู หากผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่มีความรู้ทางด้านนั้นน้อยมาก ก็ไม่สามารถสอนคนให้เป็นช่างที่มีความสามารถได้ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจะมีผู้สนใจจะสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่ระบบของอาชีพครูเป็นระบบปิด คือ มีการวางระบบเหมือนจะปกป้องอาชีพนี้ไม่ให้ผู้อื่นมาเป็นได้ง่าย เพื่อความมั่นคงของวิชาชีพ แต่กลายเป็นไปว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดยต้องมีครูและเป็นครูด้านที่ขาดแคลน

ก.ค.ศ.กับคุรุสภามีหลักเกณฑ์ที่ลักลั่นกันอยู่ ก.ค.ศ.อนุญาตให้ทำได้ แต่ติดหลักเกณฑ์ของคุรุสภา ทำให้ไม่สามารถทำได้ หน่วยงานทั้งสองจึงจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะหรือการพัฒนาวิชาชีพที่โยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและโรงเรียน จากการสำรวจพบว่ามีความเชื่อมโยงกันน้อยมาก และพบว่า   ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาหลายแห่งมีความก้าวหน้าขึ้น   มีวิทยฐานะ เงินเดือน  รายได้สูงขึ้น  แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในสถานศึกษานั้นแย่มาก  จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ.และคุรุสภาช่วยกันคิดวิธีประเมินวิทยฐานะที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วย

รมว.ศธ.ย้ำว่า การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเป็นหัวข้อที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการร่วมกันคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู โดยอาศัยการวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ดี ก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นไป อย่างน้อยแล้ว ต้องถือว่าจุดมุ่งหมายอันดับแรกในการพัฒนาวิชาชีพครู คือ เพื่อพัฒนาคน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และจะได้พัฒนากำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่มีความหมายที่สุด

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา “ผลงานวิจัยระดับภูมิภาค” และชมนิทรรศการต่างๆ เช่น นิทรรศการสารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม จำนวน 80 ผลงาน, นิทรรศการผลงานวิจัยภาคแผ่นป้ายนิทรรศการ จำนวน 30 ผลงาน, ร้านค้าสวัสดิการคุรุสภา เป็นต้น

ก.ค.ศ.เยียวยา290รายเทียบประสบการณ์

ที่มา  :   มติชนออนไลน์  15 กค. 2556

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุม คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคลเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับระบบตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) จำนวน 290 ราย ที่ถูกยุบเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี และเจ้าหน้าที่ บริหารงานพัสดุ โดยมีมติ ดังนี้

1.เทียบประสบการณ์การปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี เจ้าหน้าที่บริหารงานพัสดุ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี รวมกับคุณวุฒิในระดับปริญญาทางอื่นเป็นคุณวุฒิทางอื่นที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการพัสดุ และนักวิชาการตรวจสอบภายใน เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เนื่องจากเหตุถูกยุบเลิกตำแหน่ง 

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า

2.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่น ผู้ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกตำแหน่งไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ในสายงานวิชาการเงินและบัญชี วิชาการพัสดุ วิชาการตรวจสอบภายใน ด้วยวิธีการคัดเลือก การสอบ ข้อเขียนและประเมินความเหมาะสม รวม 3 ภาค คือ ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง สำหรับเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และ

3.เห็นชอบให้เปลี่ยน ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น กลุ่มดังกล่าว หากเป็นผู้มีคุณสมบัติและผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดแล้วไม่ต้องจัดทำผลงานทางวิชาการเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกตำแหน่ง 

วิกฤตครู เกษียณแสน56-60 คปร.คืน20%

ที่มา  :  มติชนออนไลน์    วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 16:14:03 น.

ครู

รายงานข่าวแจ้งว่า  จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  พบว่า จำนวนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2556-2560 มีจำนวน 97,254 คน  มีรายละเอียดดังนี้

ปี 2556 จ ำนวน 10,932 คน  ได้แก่  อันดับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (คศ.) 1 จำนวน 11 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 3,929 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 6,556 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 260 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ 9 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค (2) จำนวน 167 คน

ปี 2557 จำนวน 15,541 คน ได้แก่ คศ. 1 จำนวน 6 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 5,774 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 9,239 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 275 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 10 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) จำนวน 237 คน

ปี 2558 จำนวน 20,661 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 23 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 7,612 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 12,546 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 206 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 10 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค(2) จำนวน 264 คน ปี 2559 จำนวน 24,689 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 28 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 9,165 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 15,019 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 174 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 5 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค (2) จำนวน 298 คน

ปี 2560 จำนวน 25,431 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 42 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 9,057 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 15,865 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 146 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 2 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) จำนวน 319 คน

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  กล่าวว่า  เรื่องนี้หน่วยผลิตบัณฑิตสายครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ จะต้องมาขอข้อมูลเพื่อผลิตบัณฑิตให้เพียงพอทดแทนกับข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงปี 2556-2560  ซึ่งจะต้องมาดูว่า จะต้องผลิตบัณฑิตในสาขาอะไรบ้าง  และจะต้องเริ่มวางแผนการผลิตตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 นี้  โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานหรือขอข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานที่ข้าราชการครูเหล่านี้ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ก็ไม่สามารถกำหนดอัตรามาทดแทนได้ เพราะตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) ได้กำหนดให้มีการคืนอัตราเกษียณอายุราชการให้ ศธ.100% จนถึงปี 2556 นี้  และหลังจากนัั้นจะเหลืออัตราคืนให้เพียง 20% ของอัตราเกษียณในแต่ละปี โดยเมื่อพิจารณาตั้งแต่ปี 2557-2560 แล้ว จะได้อัตราเกษียณคืนมาประมาณ 20,000 อัตราเท่านั้น  ฉะนั้น หากไม่มีการวางแผนแล้ว  ก็จะมีปัญหาการขาดแคลนข้าราชการครู อย่างแน่นอน

”หน่วยผลิตสามารถเสนอขอข้อมูลมายัง ก.ค.ศ.เพื่อให้วิเคราะห์รายละเอียดข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการช่วงปี 2556-2560 จำแนกตามสาขาวิชาเอกได้ จะได้เป็นประโยชน์ในการผลิตบัณฑิตให้เพียงพอ ในส่วนของ สพฐ.นั้น ก็อาจจะต้องสรรหาครูให้ตรงและเพียงพอกับสาขาที่ขาดแคลน”Ž เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

ก.ค.ศ.มติไม่ขึ้นบัญชี ผอ.สอบผ่าน60

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่  29  มกราคม  2556

g15

เมื่อวันที่ 28 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ว่า  ที่ประชุมได้พิจารณากรณีกลุ่มผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่ได้สอบไปในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2555  โดยได้ทำหนังสือถึงตนเพื่อขอความเป็นธรรมในการบรรจุ และขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ประกาศขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์การตัดสินร้อยละ 60  จำนวน 1,224 คน  ให้เป็นบัญชีผู้ผ่านการสรรหา โดยให้นำมาจัดเรียงเป็นบัญชีของเขตพื้นที่การศึกษา  และรวมในบัญชีของ สพฐ.มีอายุไม่เกิน 2 ปีนั้น  ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลทั้งหมดแล้ว  พบว่า  ในการสอบครั้งที่ผ่านมามีผู้ที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  และได้รับการประกาศขึ้นบัญชีจำนวน 1,658 คน  ตามตำแหน่งว่างของสถานศึกษาที่มีนักเรียนตั้งแต่ 60 คนขึ้นไป  ตามข้อมูลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2555 และรวมกับตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างอีก 2 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต่างจากที่ได้ร้องเรียนมาที่ตน ฉะนั้น ที่เรียกร้องให้ขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 จำนวน 1,224 คนนั้น จะไม่ประกาศขึ้นบัญชี เพราะหากประกาศแล้วภายใน 2 ปี จะไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ 1,658 คน จะได้รับการแต่งตั้งก่อนที่จะครบอายุการขึ้นบัญชี 2 ปี อย่างแน่นอน

กคศ.ปลด”ผอ.ร.ร.”ลอกผลงานวิชาการ

ที่มา  :  มติชน  29  มกราคม  2556

        เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ว่า  “ที่ประชุมได้อนุมัติลงโทษทางวินัยร้ายแรงให้ปลดออกผู้อำนวยการสถานศึกษาแห่งหนึ่งที่  คัดลอกผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมา 42 หน้า  เพื่อนำมาใช้ยื่นขอให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ  ผมจึงขอแจ้งเตือนไปยังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะคัดลอกผลงานของผู้อื่นมา บทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้รุนแรง  ฉะนั้น  จึงขอให้รอบคอบไม่ไปลอกผลงานใครมา และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการลงโทษทางวินัยกับผู้ที่คัดลอกผลงาน”

        จึงขอเตือนท่านที่กำลังทำหรือคิดที่จะลอกผลงานของคนอื่น ได้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ครับ จากตัวอย่าง ลอกคนอื่นมา 42 หน้า ก็หมดอนาคตแล้ว

พงศ์เทพหนุนคุมจริยธรรมครูห้ามขายสินค้า

ที่มา  :  มติชน  23 มค. 2556

g2

เมื่อวันที่ 22 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  กำลังจัดทำประชาพิจารณ์ร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วย  ประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. … และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแนบท้าย ซึ่งจะบังคับให้ข้าราชการครูฯต้องปฏิบัติตามร่างประมวลจริยธรรมว่า จริยธรรมข้าราชการเป็นเรื่องที่สำคัญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกกฎจริยธรรมมาใช้   ซึ่งจะเห็นได้ว่าหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นข้าราชการประจำ  ข้าราชการการเมือง หรือองค์กรต่างๆ ได้กำหนดจริยธรรมในเรื่องนี้  รวมทั้งในระดับมหาวิทยาลัย  ได้กำหนดจริยธรรมด้วยเช่นกัน เพราะหากไม่กำหนดไว้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายอาจจะไม่ทราบว่าจริยธรรมที่ตัวเองต้องให้ความสนใจ และต้องยึดถือมีอะไรบ้าง ฉะนั้น การจะกำหนดจริยธรรมเกี่ยวข้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นสิ่งที่จะต้องมี ทั้งนี้ ประมวลจริยธรรมที่จะกำหนดต้องสามารถปรับปรุงพัฒนาเพิ่มเติมได้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดไปแล้วปรับปรุงไม่ได้

นางรัตนา ศรีเหรัญ  เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า  ร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. … และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ  ที่อยู่ระหว่างประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากข้าราชการครูฯ ผู้ที่เกี่ยวข้องทาง ก.ค.ศ.จะนำความเห็นต่างๆ มาพิจารณา  เพื่อนำมาปรับและทบทวนร่างดังกล่าวอีกครั้ง  ทั้งนี้ ไม่อยากให้ข้าราชการครูฯกังวลว่าเรื่องนี้จะทำให้ข้าราชการครูฯ มีความยากลำบากในการปฏิบัติตน  เพราะปกติแล้วข้าราชการครูฯประพฤติปฏิบัติกันอยู่แล้ว  อีกทั้ง  ครูส่วนใหญ่มีความประพฤติที่ดี จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจประพฤติไม่ดี  ดังนั้น  คิดว่าเรื่องนี้ไม่กระทบกับข้าราชการครูฯ อย่างแน่นอน และหากมองว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ก็ควรต้องมีร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. …และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯออกมาใช้จะช่วยส่งเสริมวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

“การนำของมาขายแก่นักเรียนเป็นเรื่องที่ไม่ควร เพราะครูต้องเป็นผู้ให้ ไม่ใช่มาทำการค้า ซึ่งในร่างประมวลจริยธรรมฯคงไม่สามารถระบุรายละเอียดข้อห้ามไว้ได้หมด จึงต้องระบุเป็นหลักการกว้างๆ และสำนักงาน ก.ค.ศ.อาจจะออกแนวปฏิบัติที่จะมีรายละเอียดข้อห้ามต่างๆ แจ้งไปอีกครั้ง เพื่อให้ปฏิบัติได้” นางรัตนากล่าว

นางรัตนากล่าวอีกว่า ร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. … และร่างประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ  ใกล้เคียงกับของส่วนราชการอื่น  เช่น  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  อย่างไรก็ตาม ช่วงประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เสนอร่างกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการครูฯ พ.ศ. … เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใหม่ จึงส่งเรื่องกลับมาทบทวน และยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อ

ไขข้อข้องใจเงินเดือนครู

ที่มา :  มติชน ฉบับวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สถานี ก.ค.ศ. ไขข้อข้องใจเงินเดือนครู

จากการที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรอง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 ตามที่คณะรัฐมนตรี ในการประชุม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2555 มีมติเห็นชอบการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการปรับเงินเดือน ชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่ โดยให้มีผลใช้บังคับพร้อมกับการปรับอัตรา เงินเดือนแรกบรรจุด้วย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 และสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนราชการทราบและถือปฏิบัติแล้ว ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนมาก ที่ ศธ.0206.7/ว 30 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2555

ปรากฏว่าได้มีผู้สอบถามเกี่ยวกับการปรับอัตราเงินเดือนดังกล่าวเข้ามายังเว็บบอร์ดของสำนักงาน ก.ค.ศ.จำนวนมาก เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงขอหยิบยกบางคำถามมาให้ความรู้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

1.   จบวุฒิ ป.ตรี 5 ปี บรรจุครั้งแรก 14 กุมภาพันธ์ 2554 ได้รับเงินเดือน 8,700 บาท เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555 เงินเดือนอยู่ที่ 9,700 บาท ปรับเลื่อนเงินเดือนเมื่อเมษายน 2555 เป็น 9,960 บาท ต่อมา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 จบการศึกษาวุฒิ ป.โท (เป็นวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรอง) และโรงเรียนทำคำสั่งปรับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่สูงขึ้นเป็น 10,190 บาท ต่อมาปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนตุลาคมเป็น 10,770 บาท อยากทราบว่าในกรณีนี้ ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ปัจจุบันจะได้รับการปรับเงินเดือนอย่างไร

ตอบ ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 จะได้ปรับเงินเดือนชดเชย ในคุณวุฒิ ป.ตรี 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย เงินเดือน 9,700 บาท จะได้รับการปรับเงินเดือนเป็น 12,530 บาท ต่อมาเมื่อยื่นปรับเพิ่มคุณวุฒิ หากยังมีเงินเดือนไม่ถึง 15,430 บาท (อัตราแรกบรรจุ วุฒิ ป.โท) ก็จะได้รับการปรับให้เป็น 15,430 บาท แต่หากว่า ณ วันที่ยื่นปรับวุฒิมีเงินเดือนเกิน 15,430 บาทแล้ว ก็จะได้รับการเพิ่มคุณวุฒิใน ก.พ.7 อย่างเดียว

2.   บรรจุเป็นข้าราชการครูเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2541 ด้วยตำแหน่งอาจารย์ 1 ระดับ 3 จบ ป.โท เมื่อ 31 มีนาคม 2545 ไม่ได้รับการปรับอัตราเงินเดือน แต่ได้เพิ่มวุฒิ ป.โท ลงใน ก.พ.7 แล้ว ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ดำรงตำแหน่งครู รับเงินเดือนอันดับ คศ.2 ในอัตรา 22,460 บาท อยากทราบว่า เมื่อมีการปรับเงินเดือนใหม่ จะได้รับการปรับเงินเดือนด้วยหรือไม่

ตอบ ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ได้รับเงินเดือนในอันดับ คศ.2 ขั้น 22,460 บาท คุณวุฒิ ป.โท ก็จะได้รับการปรับเงินชดเชยเป็น 23,450 บาท

ทั้ง 2 กรณีที่นำมาเป็นตัวอย่างในวันนี้หวังว่าจะทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายๆ ท่านที่มีข้อคำถามใกล้เคียงกันได้รับคำตอบกันไปบ้าง แล้วจะทยอยนำมาเสนอในโอกาสต่อไป

วัชรี เกิดพิพัฒน์   ผอ.ภารกิจเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ 

กคศ.ขึ้นเงินเดือน คศ.2-4 มีผลบังคับใช้

ที่มา  :   มติชน  ฉบับวันที่ 25 ธ.ค. 2555  (กรอบบ่าย)

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่าขณะนี้ได้มีการประกาศกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ลงในราชกิจจานุเบกษาและได้มีผลบังคับใช้แล้ว 

ซึ่งจะทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับเงินเดือนของตำแหน่งและวิทยฐานะในอันดับ คศ.2 คศ.3 และ คศ.4 ให้ไปรับเงินเดือนในอันดับถัดไปได้อีกหนึ่งอันดับได้เลย เช่น ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับเงินเดือน คศ.2 ให้ไปรับเงินเดือนในอันดับ คศ.3 ที่เงินเดือนสูงสุดประมาณ 59,00 บาท และในกรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณอายุราชการให้ได้รับเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นในวันที่ 30 กันยายนของปีสุดท้าย ก่อนที่จะพ้นจากราชการเพราะเหตุเกษียณอายุ 

“การเลื่อนระดับเงินเดือนนี้แค่เป็นการเปลี่ยนแท่งอันดับเงินเดือนเท่านั้นเพื่อให้สามารถปรับเงินเดือนได้เพราะเดิมพอเงินเดือนอยู่ในขั้นสูงหรือเงินเดือนเต็มขั้นก็จะปรับเงินเดือนได้น้อยมาก โดยกฎ ก.ค.ศ.ดังกล่าวนี้จะให้โอกาสเพื่อนครูที่เงินเดือนเต็มขั้นเลื่อนไปรับเงินเดือนในขั้นที่สูงกว่าได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น และหากเต็มขั้นแล้วต่อไปก็ต้องประเมินเพื่อขอให้มีและเลื่อนวิทยฐานะเพื่อเลื่อนแท่งอันดับเงินเดือนแทน เพราะจริงๆ แล้วข้าราชการประเภทอื่นไม่สามารถเลื่อนระดับเงินเดือนแบบนี้ได้ ส่วนวิทยฐานะไม่ได้มีการเลื่อนไปด้วยยังเป็นวิทยฐานะเดิมที่ได้รับอยู่”เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕


 

รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก     http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/A/123/8.PDF

 

 

คปร.คืนอัตราช้า ลุ้น426คาดพ.ย.บรรจุสควค.

ที่มา  :  สยามรัฐ   by kanvadee on Wed, 24/10/2012 – 17:47

คปร.คืนอัตรากำลังช้าซ้ำไม่พอ-ลุ้นก.ค.ศ.อนุมัติ 426 อัตรา

ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เมื่อวันที่ 24 ต.ค.55 กลุ่มตัวแทนนิสิต นักศึกษาทุนโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษ ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) รุ่นที่ 14 ประมาณ 20 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรม จากกรณีที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย ล่าช้า โดยมีนายไกร เกษทัน ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. เป็นตัวแทนรับเรื่อง เนื่องจากนายชินภัทร ติดภารกิจเดินทางไปราชการต่างประเทศ 

นายจิโรจ จิ๋วแหยม ตัวแทนนิสิต นักศึกษาทุน สควค. กล่าวว่า โครงการ สควค.เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สพฐ. และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยให้ทุนการศึกษา 580 ทุนต่อปี แก่ผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 1 ปี และเมื่อสาเร็จการศึกษาแล้ว ให้บรรจุในเขตพื้นที่การศึกษา ตามภูมิลำเนาของผู้รับทุน ซึ่งในปีการศึกษา 2554 มีนักศึกษาทุน 541 คน และสำเร็จการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย.55ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เวลาผ่านไป 6 เดือนแล้ว มีนักศึกษาทุนได้บรรจุเป็นข้าราชการครู เพียง 189 คน ส่วนที่เหลือ 352 คน ยังไม่ได้บรรจุ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาการให้ทุนการศึกษาของรัฐบาล ที่ระบุว่า “เมื่อผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาตามสัญญานี้แล้ว ผู้เข้ารับทุนต้องเข้ารับราชการเป็นครู/อาจารย์ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หรือหน่วยงานของรัฐ” 

นายจิโรจ กล่าวต่อไปว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้น ยังทำให้นักศึกษาที่รับทุนเกิดความเครียด เพราะส่วนมากมาจากฐานะครอบครัวที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ และไม่สามารถไปทำงานที่อื่นได้เนื่องจากติดสัญญาทุน ทำให้ขาดรายได้และเป็นภาระของครอบครัว อีกทั้งขาดขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพครู ขาดความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของตนเอง จากการขาดความเอาใจใส่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่บรรจุนักศึกษาทุน เป็นข้าราชการ ต่างทราบมาก่อนว่าจะมีจำนวนผู้เข้ารับการบรรจุแต่ละปีเท่าใด แต่หน่วยงาน/ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีแผนรองรับ ฉะนั้นขอตำหนิการปฏิบัติงานของหน่วยงาน/ผู้เกี่ยวข้องกับการบรรจุครั้งนี้ ว่าไม่พึงตระหนักและไม่ได้เอาใจใส่ในผลประโยชน์ของทรัพยากรบุคคลของประเทศ อย่างไรก็ตาม ขอให้ สพฐ.เร่งรัดให้มีการบรรจุนักศึกษาทุน สควค. รุ่น 14 ที่เหลือทั้งหมดเข้ารับราชการครูโดยเร็วที่สุด เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศ 

ด้านนายไกร กล่าวว่า ความล่าช้าการบรรจุในปีนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับการจัดสรรอัตราเกษียณมาจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มาล่าช้ามากโดยได้รับอัตราในเดือน ก.ย. และอัตราที่ได้รับเมื่อเกลี่ยไปยังเขตพื้นที่ฯ ก็ไม่เพียงพอ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติ กำหนดตำแหน่งจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จำนวน 426 อัตรา โดยมั่นใจว่าภายในเดือน พ.ย.นี้ จะบรรจุนักศึกษาทุน สควค.และครูพันธ์ใหม่ ได้อย่างแน่นอน

มติกคศ.คผช. อกคศ.ข ย้ายรองผอข.

ที่มา  :  ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๒๗๖/๒๕๕๕   ผลประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๕ 

(ดรุวรรณ บุญมาก  บัลลังก์ โรหิตเสถียร  สรุป/รายงาน)

ศึกษาธิการ – ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  นายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ ร่วมประชุม โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๕  เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ เฉพาะประเด็น

๑) ขออนุมัติปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งครูผู้ช่วย   จากการที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยกำหนดคุณสมบัติเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งไว้ คือ ๑) มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือทางอื่นตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด ๒) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น ในปัจจุบันผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไป มีหลากหลายสาขาที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน เช่น วิศวกรรม สถาปัตยกรรม เครื่องยนต์ เครื่องกล ฯลฯ ซึ่งผู้จบสาขาเหล่านี้ไม่ได้ จบวิชาชีพครู แต่หน่วยงานหรือสถานศึกษามีความจำเป็นต้องใช้บุคคลดังกล่าวเข้ามาจัดการ เรียนการสอนในสถานศึกษา จึงเห็นควรเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้ที่มีใบอนุญาตปฏิบัติการสอนจากคุรุสภา แต่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่ง ครูผู้ช่วย      ที่ประชุมพิจารณาแล้ว อนุมัติให้ปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งครูผู้ช่วยตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.เสนอ โดยปรับคุณสมบัติเฉพาะข้อ ๒) จากเดิม “มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” เป็น “มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอน” 

๒)  อนุมัติตั้งอนุกรรมการผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา  นายจินดา ฝั้นคำอ้าย ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต ๒ เป็นอนุกรรมการผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่นใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต ๒ 

 

๓)  อนุมัติย้ายและแต่งตั้งรอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  จำนวนทั้งสิ้น ๒๐๔ ราย ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป 

๔)  คุณสมบัติของอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ กรณีมีอายุครบ ๗๐ ปีบริบูรณ์  ว่าจะพ้นจากการเป็นอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญฯ หรือไม่ ที่ประชุมมีมติว่า อนุกรรมการฯ ต้องมีอายุไม่เกิน ๗๐ ปีบริบูรณ์ ดังนั้นหากมีอายุเกิน ๗๐ ปีบริบูรณ์ ต้องพ้นจากการเป็นอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๘ (๒) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ 

โอกาสนี้ รมว.ศธ.มอบดอกไม้แสดงความยินดีต่อนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธาน ก.ค.ศ. และนางรัตนา ศรีเหรัญ ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ ก.ค.ศ.คนใหม่    ประเด็นอื่นๆ “ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี” จะเผยแพร่ในที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ พร้อมสื่อมวลชนทุกฉบับ

มติกคศ.โอเน็ตขยับวิทยฐานะครู

ที่มา :  เดลินิวส์  ฉบับวันที่  2  ตค. 2555   (กรอบบ่าย)

ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการเรื่องการให้ครูมีและเลื่อนวิทยฐานะด้วยการประเมินสมรรถนะ ตามที่ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เสนอ โดยให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมสำหรับครูในสังกัดต่าง ๆ และให้เสนอที่ประชุมพิจารณาในครั้งต่อไป 

ด้าน ดร.ชินภัทร กล่าวว่า การประเมินแบบใหม่ประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ 1. ประเมินสมรรถนะครู ทั้งด้านการสอนและสมรรถนะทางวิชาการ เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินคุณภาพของครู และ 2. ประเมินผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน หรือผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยดูจากคะแนนความก้าวหน้าของผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต หรือการทดสอบระดับชาติ เช่น อาจพิจารณาจากคะแนนเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 เป็นจุดตัด ซึ่งเป็นคะแนนที่บ่งบอกให้ทราบว่าผู้เรียนคนนั้น ๆ อยู่ในระดับที่เท่าใด เมื่อเทียบจาก 100 คน หากกลุ่มโรงเรียนใดได้คะแนนกรีนโซน เช่น อาจจะมากกว่า 70 ขึ้นไป ครูควรได้รับการประเมินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษหรือเชี่ยวชาญได้ โดยอาจจะจัดทำเพียงสาระนิพนธ์ประมาณ 50 หน้า ซึ่งบ่งบอกถึงวิธีการทำให้เปอร์เซ็นไทล์นักเรียนสูงขึ้น ในขณะเดียวกันกลุ่มที่ได้เปอร์เซ็นไทล์ ต่ำกว่า 50 ถือเป็นกลุ่มเรดโซน ที่ต้องได้รับการดูแลและพัฒนา ทั้งนี้ ระดับการพิจารณาสมรรถนะทางวิชาการ อาจจะพิจารณาให้ครูเลื่อนเป็นชำนาญการโดยดูจากค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50, ชำนาญการพิเศษ ได้ค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 60 และเชี่ยวชาญ ได้ค่าเปอร์เซ็นไทล์ ที่ 70 เป็นต้น.

กคศ.ชวนส่งภาพยกย่องครูชิง2.5แสนบ.

 ก.ค.ศ.จัดประกวดภาพถ่ายยกย่องเชิดชูเกียรติครู 

ที่มา  :   ASTVผู้จัดการออนไลน์   วันที่  27 กันยายน 2555 18:42 น

วันนี้ (27 ก.ย.) นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) แถลงข่าวว่า สำนักงาน ก.ค.ศ.จัดโครงการประกวดภาพถ่ายยกย่องเชิดชูเกียรติครู เพื่อเชิดชูเกียรติพร้อมทั้งเสริมสร้างขวัญกำลังใจและความภูมิใจในวิชาชีพให้กับผู้ประกอบวิชาชีพครู ด้วยการจัดกิจกรรมให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนส่งภาพถ่ายนำเสนอแนวคิดและมุมมองประทับใจที่มีต่อครูเข้าประกวดชิงรางวัลเงินสด โล่ และเกียรติบัตรมูลค่ากว่า 255,000 บาท ทั้งนี้ การประกวดแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทนักเรียน ประเภทนิสิต นักศึกษา และประเภทประชาชนทั่วไป ซึ่งกติกาในการส่งผลงานเข้าประกวดนั้น ภาพที่ส่งเขาประกวดจะถ่ายจากกล้องถ่ายรูปชนิดใดก็ได้ กรณีที่เป็นกล้องดิจิตอลต้องมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซลขึ้นไป ไม่จำกัดเทคนิคของการถ่ายภาพ แต่ห้ามตัดต่อแต่งเติมรูปเดิมของภาพถ่าย ที่สำคัญ ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดนั้น จะต้องเป็นภาพที่ไม่เคยได้รับรางวัล หรือทำการประกวดมาก่อน และต้องสามารถสื่อสารตามหัวข้อที่กำหนด ซึ่งผู้ส่งภาพเข้าประกวดแต่ละรายสามารถส่งภาพถ่ายเข้าประกวดได้ไม่เกิน3 ภาพ และสามารถได้รับรางวัลสูงสุดเพียง 1 รางวัล ผู้เข้าประกวดประเภทนักเรียน และนิสิต นักศึกษา ต้องระบุชื่อสถานศึกษา และชื่ออาจารย์ผู้รับรอง 

       
       “ส่วนเงินนั้น แต่ละประเภทมีรางวัล 8 รางวัล คือ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล และเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลชมเชย 5 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร โดยมีกำหนดเปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม จนถึง 30 พฤศจิกายน 2555 และจะทำการประกาศผลในวันที่ 17 ธันวาคม 2555 นี้ สำหรับพิธีมอบรางวัลกำหนดจัดขึ้นในวันครูคือวันพุธที่ 16 มกราคม 2556 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ” นางศิริพร กล่าว
       
       ผู้สนใจส่งภาพถ่ายเข้าประกวดสามารถส่งผลงานได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการ สำนักงาน ก.ค.ศ.อาคารรัชมังคลาภิเษก ชั้น 5 กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 หรือส่ง ทางไปรษณีย์ที่ตู้ ปณ.32 ปณฝ.สาธุประดิษฐ์ กรุงเทพฯ 10124 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.otepc.go.th หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณประทวน มูลหล้า โทร.02-280-3226-7 หรือ คุณวัลลยา พรมงาม โทร.083-666-3696

กคศ.จัดตำแหน่ง/ระดับบุคลากรศึกษา


กคศ_จัดตำแหน่ง55

ที่มา  :  http://203.146.15.33

สพฐ.ทุ่มโอเน็ตสูงไม่ทำผลงานวิทยฯ

สพฐ.ทุ่มงบฯรร.ตามคะแนนโอเน็ต ค่าเฉลี่ยสูงไม่ต้องทำผลงานขอวิทยฐานะ

ที่มา  :  เดลินิวส์  

 ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ว่า ที่ประชุมได้วิเคราะห์คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ทั้ง 8 วิชา ของนักเรียน ป.6 ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. เมื่อปีการศึกษา 2554 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยคะแนนโอเน็ตระดับประเทศที่จัดทำโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พบว่า จากจำนวนนักเรียน ป.6 ของ สพฐ.ที่เข้าสอบ 543,815 คน ในโรงเรียน 28,290 แห่งนั้น นักเรียนของ สพฐ.ทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.58 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 49.36 คะแนน และเมื่อจำแนกเป็นรายโรงเรียนก็พบว่ามีโรงเรียนที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศถึง 16,294 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 11,995 โรง

ดร.ชินภัทร กล่าวต่อไปว่า เมื่อแยกเป็นรายวิชา พบว่า

ภาษาอังกฤษ    ค่าเฉลี่ยที่ 38.37        มีโรงเรียนถึง 18,681 โรงที่มีคะแนนโอเน็ตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 9,609 โรง

ภาษาไทย         ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50.04  มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16,290 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,000 โรง

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม    ค่าเฉลี่ย 52.22  มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16,432 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 11,858 โรง

คณิตศาสตร์     ค่าเฉลี่ย 52.40           มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15,448 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,842 โรง

วิทยาศาสตร์    ค่าเฉลี่ย 40.82            มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 17,076 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 11,214 โรง

สุขศึกษาและพลศึกษา ค่าเฉลี่ย 58.87  มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 14,780 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 13,509 โรง

ศิลปะ                  ค่าเฉลี่ย 46.75           มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16,169 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,120 โรง

การงานอาชีพและเทคโนโลยี ค่าเฉลี่ย 55.38 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15,478 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,811 โรง

และเมื่อแยกตามเขตพื้นที่การศึกษาพบว่าคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กาฬสินธุ์ เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.41, ยโสธร เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.00 และขอนแก่น เขต 5 ค่าเฉลี่ย 56.86 ส่วนเขตพื้นที่ฯ ที่ได้คะแนนต่ำสุด ได้แก่ ยะลา เขต 3 เฉลี่ย 36.51, ปัตตานี เขต 1 เฉลี่ย 37.34 และ ยะลา เขต 2 เฉลี่ย 37.98

ดร.ชินภัทร กล่าวอีกว่า การวิเคราะห์ผลคะแนนโอเน็ตทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาครู ซึ่งต่อไป    สพฐ.จะไม่อุดหนุนงบฯ ให้ทุกโรงเรียนในสูตรเดียวกัน แต่จะจัดสรรแบบ “สั่งตัด” เพื่อให้เหมาะสมกับเขตพื้นที่และโรงเรียนแต่ละแห่ง ซึ่งเมื่อเรามีกราฟให้เห็นชัดเจนแล้ว

สพฐ.จึงได้เตรียมเสนอหลักเกณฑ์การประเมินเข้าสู่วิทยฐานะแบบใหม่ให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้พิจารณา เพื่อขอให้ครูในโรงเรียนที่มีค่าเฉลี่ยโอเน็ตสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ แร๊งค์ (Percentile Rank) ที่ 70 ไม่ต้องทำผลงานวิชาการเล่มหนา ๆ เพื่อการประเมินเลื่อนวิทยฐานะ เพราะถือว่าครูเหล่านี้ มีผลงานการสอนที่ประสบความสำเร็จแล้ว และจะดึงมาเป็นวิทยากรอบรมครูอื่น ๆ ด้วย. 

สพฐ.วิเคราะห์คะแนน O-Net ป.6 พบต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกวิชา

ที่มา  :     ASTVผู้จัดการออนไลน์  18 กันยายน 2555 17:18 น.

สพฐ.วิเคราะห์ O-Net ชั้น ป.6 ใช้ค่าเฉลี่ยระดับประเทศลากเส้นแบ่งกลุ่มโรงเรียน พบ ร.ร.ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในทุกวิชา โดยเฉพาะ “ภาษาอังกฤษ” มี ร.ร.อยู่ใต้เส้นมากสุด เตรียมนำผลคะแนน O-Net เชื่อมโยงการประเมินความดีความชอบ หวังกดดันให้ครู ร.ร.ตั้งใจพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก และใช้เป็นนัยยะพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้วิเคราะห์คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-Net  โดยนำค่าเฉลี่ยคะแนน O-Net ระดับประเทศมาลากเส้นแดงเพื่อดูว่า มีโรงเรียนที่อยู่บนเส้นและใต้เส้นจำนวนเท่าใด โดยเริ่มวิเคราะห์จากคะแนนO-Netระดับชั้น ป.6  ซึ่งมีนักเรียนเข้าสอบ O-Net จำนวนทั้งสิ้น 28,290 คน  ส่วนค่าเฉลี่ยคะแนน O-Net รวมทุกวิชาระดับ ป.6  อยู่ที่ 49.36 คะแนน

ทั้งนี้ พบว่า มีโรงเรียนที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว จำนวน 16,294 โรง และโรงเรียนที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 11,995 โรง เมื่อแยกเป็นรายวิชา พบว่า วิชาภาษาอังกฤษ มีจำนวนโรงเรียนที่ได้คะแนน O-Net ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุด  18,681  โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยจำนวน 9,609 โรง  ขณะที่ค่าเฉลี่ยวิชานี้อยู่ที่ 38.37  คะแนน ส่วนวิชาภาษาไทย  ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50.04 มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 16,290 โรง และโรงเรียนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน  12,000 โรง, วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ค่าเฉลี่ย 52.22 มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 16,432 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 11,858 โรง วิชาคณิตศาสตร์ ค่าเฉลี่ย 52.40  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 15,448 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 12,842 โรง, วิชาวิทยาศาสตร์ ค่าเฉลี่ย 40.82 มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 17,076 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 11,214 โรง, วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ค่าเฉลี่ย 58.87  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 14,780 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวนจำนวน 13,509 โรง, วิชาศิลปะ ค่าเฉลี่ย 46.75  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 16,169 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน จำนวน 12,120 โรง และวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ค่าเฉลี่ย 55.38  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 15,478 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน จำนวน 12,811 โรง

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ผลคะแนนแยกตามเขตพื้นที่การศึกษา พบว่า 10 เขตพื้นที่การศึกษาที่มีคะแนน O-Net สูงสุด  10 อันดับ ดังนี้ อันดับ 1  กาฬสินธุ์ เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.41 อันดับที่ 2 ยโสธร เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.00 คะแนน อันดับที่ 3 ขอนแก่น เขต 5 ค่าเฉลี่ย 56.86 คะแนน อันดับที่ 4 ร้อยเอ็ด เขต 2 ค่าเฉลี่ย 56.55 คะแนน อันดับที่ 5 ศรีสะเกษ เขต 2 ค่าเฉลี่ย 59.95 คะแนน อันดับที่ 6 ศรีสะเกษ เขต 1 ค่าเฉลี่ย 55.86 คะแนน อันดับที่ 7 หนองคาย เขต 1 คะแนน 55.85 คะแนน อันดับที่ 8 ชัยนาท เขต 1 ค่าเฉลี่ย 55.37 คะแนน อันดับที่ 9 อุดรธานี เขต 4 ค่าเฉลี่ย 55.32 คะแนน และอันดับที่ 10 พิจิตร เขต 1 ค่าเฉลี่ย 55.19 คะแนน

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้คะแนน O-Net ต่ำสุดนั้น   ส่วนใหญ่เป็นเขตพื้นที่การศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพื้นที่การศึกษาในภาคเหนือ ดังนี้   แม่ฮ่องสอน เขต 1 ค่าเฉลี่ย 40.65 นราธิวาส เขต 3 ค่าเฉลี่ย 40.49 คะแนน เชียงใหม่ เขต 6 ค่าเฉลี่ย 39.97 คะแนน เขต 2 ค่าเฉลี่ย 39.93 คะแนน เชียงใหม่ เขต 5  ค่าเฉลี่ย 39.04 คะแนน ตาก เขต 2 ค่าเฉลี่ย 38.97 คะแนน แม่ฮ่องสอน เขต 2 คะแนน 38.75 คะแนน ยะลา เขต 2 ค่าเฉลี่ย 37.98คะแนน ปัตตานี เขต 1 ค่าเฉลี่ย 37.34 คะแนน และ ยะลา  เขต 3 ค่าเฉลี่ย 36.51 คะแนน

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ผลคะแนน O-Net นั้น ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาใช้สำหรับการบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาครู   ต่อไป สพฐ.จะไม่อุดหนุนงบประมาณให้ทุกโรงเรียนในสูตรเดียวกัน   แต่จะจัดสรรงบประมาณแบบ “สั่งตัด” ให้เหมาะสมกับเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนแต่ละแห่ง   เขตพื้นที่การศึกษาที่ได้คะแนนต่ำสุด 10 อันดับ  ก็จะต้องมีแผนปฏิบัติเข้าไปยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน   โดยได้มอบให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ของ สพฐ.ไปศึกษารายละเอียดและจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าง  ส่วนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จ.กาฬสินธุ์ เขต 1 ที่ได้คะแนน O-Net สูงสุดนั้น   จะดึงมาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลให้กับเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ ขณะเดียวกัน สพฐ.จะเตรียมเสนอหลักเกณฑ์ในการประเมินเข้าสู่วิทยฐานะใหม่ แก่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะมีการประชุมปลายเดือนนี้ ขอให้ครูในโรงเรียนที่ค่าเฉลี่ย O-Net สูงกว่าเส้นเขียว หรือค่าเปอร์เซ็นไทล์แร็ง ที่ 70 นั้น  ไม่ต้องทำงานวิชาการเล่มหนาเพื่อประเมินเลื่อนวิทยฐานะ  เพราะถือว่าครูเหล่านี้ มีผลงานทางการสอนที่ประสบความสำเร็จ และจะดึงมาเป็นวิทยากรอบรมครูอื่นๆ ด้ว

ครูอัตรจ้างจี้1.5หมื่น บรรจุ พนง/ครูผช

ครูอัตราจ้างนับหมื่นจี้ศธ.ต่อสัญญา จ่ายเงินเดือน1.5หมื่น

บรรจุ′พนง.-ครูผช.′สพฐ.ชี้เตรียมงบ684ล.แล้ว

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 11:45:26 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอมรรัตน์ ทองสาดี ประธานชมรมครูอัตราจ้างแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนครูอัตราจ้างจากโรงเรียนต่างๆ ในโครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือ SP2 ประมาณ 100 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อขอให้ต่อสัญญาจ้างครูอัตราจ้างต่อไป โดยมีนายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) รับเรื่องแทน

นายอมรรัตน์กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ใช้งบประมาณตามโครงการ SP2 จ้างครูอัตราจ้างตามโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ 5,290 อัตรา และโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ 3,323 อัตรา เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2552 และทำสัญญาจ้างปีต่อปี แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สพฐ.ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ ศธ.04010/ว1156 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 และด่วนที่สุดที่ ศธ.04006/ว1036 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ให้จ้างครูอัตราจ้างถึงสิ้นเดือนกันยายน 2555 เท่านั้น เนื่องจากในปีงบประมาณ 2556 สพฐ.ไม่มีงบจ้างครูอัตราจ้างแล้ว จากหนังสือดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการศึกษา ทั้งกับโรงเรียนและนักเรียน เช่น ขาดแคลนบุคลากรด้านการสอน ฯลฯ ดังนั้น พวกตนจึงได้เดินทางเพื่อยื่นหนังสือและข้อเรียกร้องดังนี้ 1.ขอให้ต่อสัญญาจ้างให้กับครูอัตราจ้างทั้ง 2 โครงการทุกปี โดยไม่ตัดโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบออกจาก สพฐ.โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในกลุ่มของลูกจ้างชั่วคราว และต่อสัญญาจ้างโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้กับบุคลากรเดิม โดยไม่ต้องสอบคัดเลือกใหม่ และโอนการดูแลมาอยู่ที่ สพฐ. พร้อมกันนี้ขอให้ทำตามสัญญาที่นายไกรเคยให้ไว้กับกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา คือลูกจ้างทุกคนในโครงการจะได้ทำสัญญาจ้าง 3 ปีต่อครั้ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน

นายอมรรัตน์กล่าวต่อว่า 2.ขอให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาให้ครูอัตราจ้างทั้ง 2 โครงการ อยู่ในหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด และให้ได้รับค่าครองชีพ 15,000 บาท ตามนโยบายรัฐบาล และได้รับค่าครองชีพย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป เหมือนลูกจ้างโครงการอื่นโดยไม่เลือกปฏิบัติ 3.ครูอัตราจ้างที่ทำงานครบ 3 ปี ขอบรรจุเข้าสู่ตำแหน่งพนักงานราชการ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในหน้าที่การงาน และเป็นกำลังใจในการทำหน้าที่ และ 4.เมื่อเป็นพนักงานราชการครบ 5 ปี ขอบรรจุเข้ารับตำแหน่งครูผู้ช่วย เพื่อให้เกิดความมั่นคงในหน้าที่การงาน เป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

นายอนันต์กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้เตรียมงบ 684 ล้านบาท เพื่อจ้างครูอัตราจ้างจากทั้ง 2 โครงการแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ทำหนังสือแจ้งไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต่างๆ ส่วนกรณีที่ขอให้ปรับเพิ่มเงินเดือนเป็น 15,000 บาท ตามนโยบายรัฐบาลนั้น ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หาก ครม.เห็นชอบก็เบิกจ่ายได้ทัน เพราะงบดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 วาระแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเรียกร้องที่ให้บรรจุครูอัตราจ้างทั้งหมด เข้าสู่ตำแหน่งพนักงานราชการตาม ว.12 นั้น คงต้องไปดูระเบียบของ ก.ค.ศ.ซึ่งทุกอย่างคงต้องเป็นไปตามระเบียบ โดย สพฐ.จะทำหนังสือสอบถามไปยัง ก.ค.ศ.ให้พิจารณาว่ากรณีดังกล่าวจะดำเนินการได้หรือไม่