Tag Archive | ความ

ผลวิจัย”ทุกข์ของครู”ปมสู่ความสิ้นหวัง

ที่มา  :     มติชน  ฉบับวันที่ 15 ม.ค. 2556 (กรอบบ่าย)

กุหลาบชมพู

ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตครู โดยคณะกรรมการการศึกษาวิจัยและประเมินของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตครู มี ดร.พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง เป็นประธานคณะกรรมการ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “เหตุแห่งทุกข์ที่นำไปสู่ความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทย” โดยมอบหมายให้ ดร.จันทร์แรม เรือนแป้น และคณะจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็น ผู้ดำเนินการวิจัย เนื้อหาสาระเพื่อนำเสนอกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงสัปดาห์แห่งงานวันครู วันที่ 16 มกราคม 2556 

การศึกษาวิจัยเรื่องเหตุแห่งทุกข์ที่นำไปสู่ความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจใช้วิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจเหตุแห่งทุกข์ของครูไทยและระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ที่พบ (2) สำรวจระดับความสิ้นหวังต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครูไทย (3) หาความสัมพันธ์ของเหตุแห่งทุกข์แต่ละสาเหตุกับความสิ้นหวังในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครู (4) เปรียบเทียบความแตกต่างของเหตุแห่งทุกข์ของครูไทยเมื่อจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล ลักษณะงาน และปริมาณของการปฏิบัติหน้าที่ (5) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระดับความรู้สึกสิ้นหวังในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครูไทยเมื่อจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล ลักษณะงานและบริบทของการปฏิบัติงานและ (6) สังเคราะห์ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อวิธีการขจัดเหตุแห่งทุกข์ที่นำไปสู่ความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทย 

ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยโดยรวมมิได้อยู่ในสภาพที่เลวร้ายเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ในภาพรวมที่ปรากฏอยู่ในระดับน้อย และระดับความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยในภาพรวมที่ปรากฏอยู่ในระดับน้อยเช่นกัน และยังพบว่าเหตุแห่งทุกข์ทั้ง 4 ด้าน คือ (1) ด้านการทำงาน (2) ด้านชีวิตส่วนตัวและครอบครัว (3) ด้านสุขภาพ และ (4) ด้านศาสนา และความเชื่อส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของครูไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 

ข้อค้นพบที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงปริมาณดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกที่พบว่ามีครูจำนวนมากที่ระบุว่าตนเองยังไม่สิ้นหวังกับการปฏิบัติหน้าที่ครู โดยอธิบายความรู้สึกของตนเองอันเป็นผลมาจากสภาพปัญหาที่ต้องเผชิญว่าเป็นความรู้สึก “ท้อแท้” มากกว่า “ความสิ้นหวัง” และยังอยู่ในวิสัยที่ครูจะสามารถคลี่คลายความรู้สึกท้อแท้ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง เช่น การหาทางแก้ไขปัญหาที่นำมาซึ่งความรู้สึกท้อแท้ การระบายความรู้สึกของตนเองกับสมาชิกในครอบครัว การมองโลกในแง่บวก การใช้หลักธรรมทางศาสนาเป็นเครื่อง ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นต้น 

แต่การสัมภาษณ์เชิงลึกยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า ยังมีครูที่ระบุว่าตนมีความรู้สึกสิ้นหวังกับการปฏิบัติหน้าที่ครูรวมอยู่ด้วย โดยพบว่าปัญหาด้านการงานเกือบทุกปัญหาสามารถทำให้ครูมีความรู้สึกสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ครูได้ทั้งสิ้น 

ข้อค้นพบในส่วนนี้ มีความสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ที่พบว่าเหตุแห่งทุกข์ด้านการงานสามารถอธิบายระดับความสิ้นหวังของครูไทยได้มากกว่าด้านอื่น และเมื่อนำค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ด้านการงานเป็นรายข้อมาพิจารณารวมด้วย จะพบว่าปัญหาด้านการงานนี้มีค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรงมากที่สุด 3 ลำดับแรกในกลุ่ม ยังคงเป็น

(1)  เรื่อง  เงินเดือนและค่าตอบแทน
(2) เรื่อง  สวัสดิการ และ
(3) เรื่อง  ของงานสนับสนุน ที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับครูส่วนใหญ่

ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญของครูที่มีการกล่าวถึงกันมาตลอด โดยเฉพาะปัญหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ที่ส่งผลโยงใยไปสู่ปัญหาหนี้สินครู ปัญหาคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจของผู้ที่เป็นครู ปัญหาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนที่ต่ำลง ปัญหาวิกฤตศรัทธาในวิชาชีพครู (พิมพิดา โยธาสมุทร, 2553 ; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543) และปัญหาภาระงานที่ครูส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาร้อยละ 10-20 ของเวลาสอนตามปกติไปกับงานธุรการ (อมรวิชช์ นาครทรรพ,2553) ยังคงเป็นปัญหาสำหรับครูส่วนใหญ่และยังคงมิได้รับการแก้ไขให้หมดสิ้นไปจากสภาพการปฏิบัติงานของครูในปัจจุบัน 

การวิจัยยังพบว่า ความแตกต่างในตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับบริบทของการทำงาน (การปฏิบัติงานของครู) ลักษณะส่วนบุคคลและลักษณะงาน เกือบทุกตัวแปรสามารถส่งผลให้เกิดความแตกต่างในระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์ และระดับความสิ้นหวังในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครูได้ทั้งสิ้น 

เช่น

(1) เมื่อนำตัวแปรภูมิภาคในการปฏิบัติงานมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มครูที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่นได้แก่ “ครูที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป็นผลมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่ส่งผลถึงขวัญกำลังใจและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของครูอย่างต่อเนื่อง

(2) เมื่อนำตัวแปรอายุมาพิจารณารวมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่นคือกลุ่มครูที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี เป็นช่วงวัยที่มีภาระทางการเงินสูง เนื่องจากอยู่ระหว่างการสร้างครอบครัว และฐานะทางเศรษฐกิจ ทางสังคม

(3) เมื่อนำตัวแปรประสบการณ์การทำงานมาพิจารณารวมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีประสบการณ์การทำงานมาเป็นเวลา 6-10 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีประสบการณ์ตรงกับการทำงานในหน้าที่ครูมาแล้วในระดับหนึ่ง ในขณะที่ยัง “มีไฟ” หรือความกระตือรือร้นที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ไม่ปรารถนาต่างๆ

(4) เมื่อนำตัวแปรระดับตำแหน่งมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มครูที่มีความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีตำแหน่งครูพิเศษ หรือครูอัตราจ้าง เป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงในอาชีพน้อย และมักได้รับเงินเดือนค่าตอบแทน รวมทั้งสิทธิประโยชน์อย่างอื่นต่ำกว่าครูในตำแหน่งอื่น

(5) เมื่อนำตัวแปรรายได้ของตนเองต่อเดือนมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาท และ 10,001-20,000 บาท อันเป็นอัตราที่ยากต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมปัจจุบัน

(6) เมื่อนำตัวแปรจำนวนหนี้สินมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่มีหนี้สิน 3,000,001 บาทขึ้นไป อันเป็นผลจากความวิตกกังวลในภาระหนี้สินที่มีเป็นจำนวนมาก เท่ากับมีระดับความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในการชำระหนี้มากกว่าผู้ที่มีจำนวนหนี้สินต่ำกว่า

(7) เมื่อนำตัวแปรหน่วยงานที่สังกัดมาพิจารณาร่วมด้วย จะพบว่ากลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของเหตุแห่งทุกข์มากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนเอกชน เป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงในอาชีพน้อย และมักได้รับเงินเดือนค่าตอบแทน รวมทั้งสิทธิประโยชน์อย่างอื่นต่ำกว่าครูในสังกัดอื่น เป็นต้น 

สำหรับสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ด้านการงาน เป็นด้านที่มีอิทธิพลสูงสุดในการอธิบายระดับความสิ้นหวังในการปฏิบัติหน้าที่ครูตามที่พบในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 

(1) ปัญหาจากภาระงานโดยเฉพาะภาระงานอย่างอื่นนอกเหนือจากการสอนที่มากเกินไปจนทำให้ครูไม่สามารถปฏิบัติงานสอนได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพ โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหาจะได้แก่ การลดภาระงานอื่นนอกเหนือจากการสอนให้น้อยลง และการจัดบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อรับผิดชอบงานเหล่านี้โดยตรง เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนา

(2) ปัญหาจากตัวผู้เรียนและผู้ปกครอง โดยปัญหาจากตัวผู้เรียนจะมีทั้งปัญหาเชิงปริมาณจากจำนวนนักเรียนในชั้นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และปัญหาเชิงคุณภาพที่เป็นผลจากกระบวนการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสม ไม่มีคุณภาพรวมทั้งลักษณะความประพฤติของเด็กแต่ละคน โดยแนวทางแก้ไข ครูต้องพัฒนาพฤติกรรมการสอนของตัวครูเอง และรวมทั้งปรับแก้พฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล ก็จะทำความยุ่งยากและต้องใช้เวลากับตัวครูพอสมควร ส่วนปัญหาจากผู้ปกครองจะมีตั้งแต่ความคาดหวังที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของครู/โรงเรียน ความไม่เข้าใจกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในกิจกรรมของทางโรงเรียนที่ลดน้อยลง จนขาดโอกาสในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน การแก้ไขต้องสร้างความร่วมมืออย่าง ใกล้ชิดระหว่างครูกับผู้ปกครอง

(3) ปัญหาจากการบริหารสถานศึกษาและความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา แนวทางแก้ปัญหา อาจได้แก่ การปรับปรุงระบบสรรหาผู้บริหารโดยเน้นในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ภาวะผู้นำ และความสามารถในการบริหารจัดการสถานศึกษายุคใหม่

(4) ปัญหาจากระบบเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในสังคมปัจจุบันและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างครูแต่ละสังกัด แนวทางแก้ปัญหา ต้องแก้ปัญหาเป็นภาพรวมของประเทศ และหาทางชดเชยโดยวิธีการต่างๆ

(5) ปัญหาจากระบบสวัสดิการที่ยังไม่น่าพอใจและไม่เท่าเทียมกันระหว่างครูแต่ละสังกัด ต้องร่วมกันพิจารณาแก้ปัญหาเป็นภาพรวม

(6) ปัญหาเกี่ยวกับเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพครูที่ผูกโยงกับการทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนระดับเงินเดือนหรือระดับวิทยฐานะที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจทั้งในตัวระบบ วิธีการ เกณฑ์ และผลลัพธ์ แนวทางแก้ปัญหา ได้แก่ การปรับปรุงกฎ ระเบียบ และการปรับปรุงวิธีวัด วิธีประเมินผลงานให้เหมาะสมกับครู แต่ละกลุ่ม 
และ

(7) ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงในอาชีพ โดยจะพบปัญหานี้เฉพาะกลุ่มครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนเอกชน รวมทั้งกลุ่มครูพิเศษ และกลุ่มครูอัตราจ้างในโรงเรียนสังกัดหน่วยงานภาครัฐ แนวทางแก้ปัญหา การเปิดโอกาสให้ครูกลุ่มเหล่านี้ได้รับการบรรจุ หรือมีหลักประกันความมั่นคงในอาชีพมากกว่าที่ เป็นอยู่ 

ความคืบหน้า”เงินโบนัส”ข้าราชการ

ที่มา  :  กรมบัญชีกลาง

กรมบัญชีกลาง ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.6/ว5 ลงวันที่ 8 ม.ค.2556 เรื่องการตรวจสอบเิงินงบประมาณเหลือจ่าย ประจำปี 2554 ที่เหลือจ่าย เพื่อจัดสรรเป็นเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2554 ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วครับ ส่วนเงินจะได้ตอนไหน ต้องลุ้นกัน

พงศ์เทพชี้ครูล้น-คณิตศาสตร์ขาดแคลน

ที่มา   :  ASTVผู้จัดการออนไลน์   23 ธันวาคม 2555

เด็กจบครูล้น “พงศ์เทพ” ฝากราชภัฏผลิตให้ตรงความต้องการ

เด็กจบครูล้น “พงศ์เทพ” ฝากราชภัฏผลิตคนดูความต้องการของประเทศ ระบุอธิการ มรภ.เสนอให้ประกาศจำนวนที่ต้องการแต่ละปีให้ชัดเพื่อวางแผนผลิตให้สอดคล้อง พร้อมแนะ มรภ.จ้างคนให้ดูความจำเป็นและใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า เหตุรัฐแบกรับภาระสูง 

วันนี้ (23 ธ.ค.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) มี รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พระนคร ในฐานะประธานให้การต้อนรับว่า ได้ฝากให้อธิการ มรภ.ทั้ง 40 แห่งไปดูแลเรื่องการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสาขาด้านวิทยาศาสตร์ประเทศไทยขาดแคลนมาก แต่ในขณะที่บางสาขาผลิตบัณฑิตออกมาล้นกว่าตำแหน่งงานที่จะรองรับได้ ทำให้เด็กจบมาไม่มีงานทำ โดยเฉพาะผู้ที่จบสาขาศึกษาศาสตร์ และครุศาสตร์ เวลานี้มีจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อธิการ มรภ.ได้เสนอว่าอยากให้มีการประกาศจำนวนตัวเลขความต้องการบัณฑิตที่จบสาขาดังกล่าวที่ชัดเจนว่าในแต่ละปีต้องการเท่าไร โดยเฉพาะที่จะเข้าสู่โรงเรียนการศึกษาพื้นฐานเพื่อที่จะได้ผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องต่อความต้องการ 

นอกจากนี้ ได้ฝากให้ มรภ.ไปพิจารณาเรื่องการจ้างบุคลากรเพิ่มเติม เพราะเวลานี้รัฐบาลแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงมาก จึงต้องการให้การรับหรือบรรจุจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นและมีเหตุผลจริง ขณะเดียวกันหากทรัพยากรใดที่มีอยู่แล้วก็ควรจะนำมาใช้ร่วมกันให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งนี้ ได้ฝากเรื่องการเก็บค่าบำรุงการศึกษาในหลักสูตรพิเศษด้วยว่าควรอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลไม่แพงจนมากเกินไป รวมทั้งขอให้ไปดูเรื่องงานวิจัย เพราะในขณะที่มหาวิทยาลัยต้องการงบประมาณวิจัยเพิ่มขึ้นแต่กลับไม่มีผลงานวิจัยที่จะสามารถนำไปต่อยอดและเป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตร ภาคการผลิต ภาคเศรษฐกิจที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศได้ แต่หากสามารถสร้างงานวิจัยขึ้นมาใหม่หรือย้อนไปนำงานวิจัยที่มีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์ได้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีกว่า 

“ในเรื่องบุคลากรนั้นยังได้รับทราบปัญหาว่าใน มรภ.บางแห่งโดยเฉพาะ มรภ.ขนาดเล็กกำลังประสบปัญหาไม่สามารถดึงตัวบุคลากรของตนเองไว้ในระบบไม่ได้ เพราะบางรายพอได้รับการพัฒนาก็มักจะถูกสถาบันอื่นหยิบชิ้นปลามันไป หรือบางคนก็ตัดสินใจลาออกเพื่อไปราชการ เป็นต้น” นายพงศ์เทพกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่งต้องการขอออกนอกระบบ ซึ่งบางแห่งเรื่องอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วตนก็ยินดีจะช่วยผลักดันให้ 

 

 

มากกว่าLike! Faceเตรียมเปิดปุ่มWant

ที่มา  :   kapook.com  

ขอบคุณภาพประกอบจาก   :  pcmag.com , digitaltrends.com

หลังจากเพิ่งจะเปิดตัวบริการเฟซบุ๊กกิฟต์ (Facebook Gift) ที่ให้ผู้ใช้ซื้อของให้เพื่อนบนเฟซบุ๊กได้จริง ๆ ไปหมาด ๆ ล่าสุด  เฟซบุ๊กก็เตรียมเปิดตัวปุ่มใหม่ “Want” ออกมาให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กได้ใช้กันในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกใหม่ให้เข้าถึงอารมณ์ผู้ใช้มากขึ้น แถมยังเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจบนเฟซบุ๊กมากโข

โดยทางเฟซบุ๊ก ได้ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เฟซบุ๊กกำลังร่วมมือกับผู้ค้าปลีก 7 บริษัท ทดสอบการใช้งานฟีเจอร์ใหม่ “Facebook Collections” กับผู้ใช้ในสหรัฐฯ  ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวมีการเพิ่มปุ่ม Want เข้าไปให้ผู้ใช้งานได้แชร์ความต้องการสินค้าได้ชัดเจนขึ้น และสร้างรายชื่อสินค้าที่ต้องการ (Wishlists) ได้

 

Facebook Collections

สำหรับฟีเจอร์ Facebook Collections นี้ เฟซบุ๊กได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเอาใจทั้งเจ้าของธุรกิจบนเฟซบุ๊ก และผู้ใช้งานทั่วไป  เพราะต่อไปนี้ เมื่อเจ้าของธุรกิจบนเฟซบุ๊กแชร์ภาพสินค้าใด ๆ ผู้ใช้ก็จะสามารถระบุว่าตัวเอง Like, Want, หรือ Collect สินค้าชิ้นนั้น และเมื่อผู้ใช้ได้คลิกแสดงอารมณ์ของตัวเองที่มีต่อสินค้าชิ้นนั้นแล้ว แน่นอนว่า สินค้านั้นก็จะไปปรากฏบนหน้า News Feed เพื่อบอกต่อเพื่อน ๆ คนอื่นด้วย  เรียกว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการโปรโมทสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ได้ดีเลยทีเดียว และที่สำคัญ เจ้าของธุรกิจก็จะได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยาของผู้เข้าชมที่มีต่อสินค้า โดยแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่แค่ชื่นชอบ กลุ่มที่ต้องการ และกลุ่มที่ซื้อสินค้า      
ทั้งนี้ การเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Facebook Collections ลงในเฟซบุ๊ก หลังเปิดตัวบริการเฟซบุ๊กกิฟต์ (Facebook Gift) ซึ่งเป็นบริการสั่งซื้อของขวัญให้เพื่อนบนเฟซบุ๊ก ไปได้ไม่ถึงเดือน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เฟซบุ๊กกำลังเดินหน้ารุกตลาดอีคอมเมิร์สอย่างจริงจังแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวโกยรายได้ให้กับเฟซบุ๊กไม่น้อย
แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าฟีเจอร์ Facebook Collections นี้ คงจะเปิดตัวให้เริ่มใช้งานกันอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาก่อนเช่นเคย จึงจะขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ต่อไป

รู้ทันเบาหวาน โรคที่ทุกคนเสี่ยง

 

                                                                                  ภาพประกอบจาก :  google.com

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:30:44 น.  โดย ชนันทร์พร อภิธนไชยนันท์  

(หน้า 21,มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2555)

“เบาหวาน” ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่เป็นโรคเรื้อรังที่จะส่งผลให้ร่างกายค่อยๆ เสื่อมลงเรื่อยๆ

ความจริงแล้วโรคนี้ไม่ได้ทำให้คนเสียชีวิต แต่เพราะเป็นโรคที่นำมาซึ่งโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่จะส่งผลต่อระบบการทำงานภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หัวสมอง หัวใจ ตา ไต หรือ เท้า ฯลฯ  จึงทำให้โรคเบาหวานเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องรีบตรวจวินิจฉัยและป้องกันรักษานั่นเอง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เทพ หิมะทองคำ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเทพธารินทร์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคเบาหวาน เปิดเผยว่า  ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคเบาหวานจำนวนมาก   มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ของประชากร โดยสถิติของประชากรอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ตกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป ตกประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวาน     และเนื่องจากไม่รู้ ทำให้ไม่รู้จักดูแลตัวเอง จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้นำมาซึ่งการวินิจฉัยและรีบรักษา ควบคุม


“จากสถิตินี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลคือ เพราะคนไทยขาดการออกกำลังกาย และกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นเบาหวานก็เมื่ออ้วนไปแล้ว ซึ่งความอ้วนจะทำให้อาการต่างๆ ปรากฏขึ้น โดยอาการต่อมาคือปัญหาหลอดเลือดหัวใจ ปัญหาหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้ปัญหาหลอดเลือดหัวใจและปัญหาหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุหลักในการเสียชีวิต” นายแพทย์เทพกล่าว

จะเห็นได้ชัดว่า วัยยิ่งสูงขึ้นผู้ป่วยก็ยิ่งมีมากขึ้น ทั้งนี้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความดื้อของอินซูลินก็จะมากตามเป็นผลให้เกิดโรค  ยิ่งหากมีบุคคลในครอบครัวเป็นเบาหวานแล้วด้วย ยิ่งต้องดูแลควบคุมตัวเองเป็นพิเศษ เพราะโรคเบาหวานนั้นเป็น “กรรมพันธุ์”

นอกจากนี้ ควรดูแลไม่ให้เด็กอ้วน เพราะว่าเด็กอ้วนเมื่อโตขึ้นก็จะเป็นผู้ใหญ่อ้วน ทำให้ความดื้อต่ออินซูลินในร่างกายปรากฏขึ้นมาชัดเจนขึ้น เพราะความอ้วนเป็นตัวเร่งหนึ่ง เช่นเดียวกับ ไขมันสูง น้ำตาลสูง ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย

นพ.เทพยังได้แนะนำเรื่องการตรวจเลือดเพื่อวัดเบาหวานว่า  การตรวจเลือดเพื่อวัดเบาหวานในเส้นเลือดหลังรับประทานอาหารไม่เกิน 2 ชั่วโมง ค่อนข้างได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน  เพราะทำได้ง่าย และช่วยให้พบอาการของโรคเบาหวานได้ไวกว่าและดีกว่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการจับสัญญาณเบาหวานก่อน แต่หากอยากให้มั่นใจมากขึ้น ก็ต้องตรวจความต้านทานของน้ำตาล ว่าร่างกายสามารถเอาชนะน้ำตาลได้ดีแค่ไหน

“วิธีการคือ อาจดื่มน้ำหวานกลูโคสเข้าไป 75 กรัม แล้วดูว่าน้ำตาลสูงขึ้นเท่าไหร่  คนปกติไม่ว่าดื่มเข้าไปอย่างไรก็ไม่เกิน 120 ถ้าหากว่า  2 ชั่วโมงให้หลังขึ้นไปเกิน 200  ถือว่า เป็นเบาหวานแล้ว  ทั้งนี้ความถี่ในการตรวจเลือดต้องอยู่ที่ความเสี่ยงของเรา หากตรวจน้ำตาลแล้วต่ำกว่าเกณฑ์ คือ 140 มาก ก็อาจเป็นปีละครั้ง แต่ถ้าใกล้เคียงก็อาจตรวจให้ถี่ขึ้น”

ถามเรื่องการป้องกันโรคนี้ คุณหมอแนะนำว่าต้องหมั่นออกกำลังกาย และคิดมากขึ้นก่อนกินอะไร

“ต้องรู้จักกิน ใช้สมองในการรับประทานอาหารมากขึ้น ต้องพยายามหาสิ่งที่ทำให้สุขภาพเราดี ทั่วไปคนชอบกินอาหารเสริม  พวก
แอนติ ออกซิแดนท์ แต่ความจริงแล้วสารดังกล่าวสามารถหาได้ตามธรรมชาติ ทั้งผักผลไม้ทั่วไป  เราจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ใช้เงินน้อยที่สุด แต่ได้รับคุณค่ามากที่สุด  “นอกจากนี้ ยังควรลดอาหารที่เป็นอันตราย เช่น พวกไขมัน หวาน มัน เค็ม แป้ง และต้องดูปริมาณอาหาร การกินมากเกินไปจะทำให้อ้วนและเป็นโรคได้ แม้จะทานอย่างถูกต้องก็ตาม”

เบาหวานเป็นโรคที่ทุกคนมีความเสี่ยงจะเป็นได้ทั้งนั้น การป้องกันก่อนที่โรคนี้จะมาถามหาเป็นหนทางที่ดีที่สุด

ครูต้องทำให้ดีที่สุด:ครูดีครูเด่น

ที่มา : เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2555 เวลา 00:00 น. ชาญฤทธิ์ มณีจอม

“ครู” ถือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ระบบการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า หากประเทศใดมี “ครู” ที่มีคุณภาพ ย่อมเป็นเครื่องการันตีได้ถึงแนวโน้มในการมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ… เหมือนอย่าง ครูบุญโชติ แสงคำ วัย 58 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านม่วงสามปี อ.ลี้ จ.ลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป)ลำพูน เขต 2 ที่ถือได้ว่าเป็นครูที่มีคุณภาพน่ายกย่องอีกท่านหนึ่ง และเป็น 1 ในจำนวน 15 ครูดีทั่วประเทศ ที่ได้รับเกียรติบัตร และเข็มเชิดชูเกียรติ รางวัลคุรุสภา ประจำปีการศึกษา 2554 ในฐานะ “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของอาชีพ ประเภท ครูผู้สอน” ระดับประเทศ จากนายกรัฐมนตรี เมื่อวันครู 16 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา
ปัจจุบันครูบุญโชติ ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะดนตรี ซึ่งครูบุญโชติ ให้แง่คิดของการจัดการเรียนการสอนไว้ว่า การจัดการเรียนการสอน ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการแสวงหาความรู้ตามสภาพ โดยผู้สอนต้องคำนึงถึงความแตกต่างของบุคคล สนับสนุนให้มีการปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถสรุปความรู้ทั้งหลายได้ด้วยตนเอง ก่อให้เกิดความนิยมและนิสัยในการปฏิบัติ จนกลายเป็นบุคลิกภาพถาวรติดตัวผู้เรียน

” จากการที่นักเรียนได้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรีปฏิบัติ ยังทำให้นักเรียนมีสมาธิเกิดปัญญาในการศึกษาเรียนรู้ในกลุ่มสาระอื่น ๆ ดีขึ้นไปด้วย นอกจากนั้นยังทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนบุคลิกลักษณะนิสัยเป็นคนดี เป็นผู้มีความสุภาพเรียนเรียบร้อย มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส มีความสุขสนุกสนาน มีความอ่อนน้อมอ่อนโยน มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ และผู้อาวุโสกว่า มีความกตัญญูต่อครูอาจารย์ และจะเป็นคนดีของสังคมประเทศชาติต่อไป” ครูบุญโชติ กล่าว

และด้วยบ้านพักอาศัยที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน ครูบุญโชติ จึงใช้เวลาว่าง และวันหยุดประจำสัปดาห์ สละเวลามาช่วยฝึกสอนซ่อมเสริมให้กับเด็กนักเรียน ทั้งด้านดนตรี และด้านวิชาการ โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ จนส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของทุกกลุ่มสาระที่ได้รับมอบหมายมีคะแนนอยู่ในระดับร้อยละ 75 ขึ้นไปทุกสาระ ซึ่งสูงกว่าระดับเขตพื้นที่การศึกษาฯ และสูงกว่าระดับประเทศ จึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กนักเรียน และบุคคลทั่วไปในละแวกนั้น จนเป็นที่กล่าวถึง และที่สำคัญที่ครูบุญโชติเน้นย้ำก็คือ การมีความเป็นอยู่โดยยึดถือศีล 5 เป็นหลักและปฏิบัติตนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด

ครูบุญโชติยังได้รับเกียรติบัตรและรางวัลอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รางวัลครูผู้สอนนักเรียนได้รับรางวัล เหรียญทอง, เหรียญเงิน,เหรียญทองแดง ระดับภาคเหนือ “การแข่งขันเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยจำนวน 9 ประเภท และประเภทวงดนตรี จำนวน 2 วง รางวัลครูผู้สอนนักเรียนได้รับรางวัล เหรียญทอง, เหรียญเงิน,เหรียญทองแดง ระดับภาคเหนือ “การแข่งขันเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยจำนวน 5 ประเภท และประเภทวงดนตรี จำนวน 1 วง รางวัลครูผู้สอนนักเรียนได้รับรางวัล ระดับภาคเหนือ ระดับดีเด่นการแข่งขันวงดนตรีพื้นบ้านล้านนาภาคเหนือ เป็นต้น รางวัลเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูบุญโชติ แสงคำ ครูโรงเรียนบ้านม่วงสามปี จังหวัดลำพูน ผู้ถือคติที่ว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”