Tag Archive | คุณภาพ

ศธ.ห่วง ร.ร.ใหญ่ดูดครูเก่งหวั่นคุณภาพ

ที่มา  :  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2556 19:12 น.

ศธ.ห่วงปัญหาโรงเรียนใหญ่ดูดครูเก่งจาก ร.ร.ขนาดกลางและเล็กโนเนม สร้างปัญหาเหลื่อมล้ำ “จาตุรนต์” ฝากเขตพื้นที่ฯหาหนทางแก้ปัญหา              นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบตนเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาตามนโยบายของตน โดยตนได้เน้นย้ำว่าเขตพื้นที่การศึกษาจะมีบทบาทช่วยผลักดันการปฏิรูปการศึกษา และการเรียนการสอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างไร ซึ่งต่อไปต้องทำเรื่องวิทยฐานะให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมากขึ้น ขณะเดียวกันเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากไม่มีทิศทางที่ชัดเจนบางเขตพื้นที่การศึกษาอาจอยู่ในสภาพที่ทำให้โรงเรียนที่มีชื่อเสียง โรงเรียนขนาดใหญ่ดูดครูดี หรือครูเก่งจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่มีชื่อเสียงไป จนส่งผลให้เกิดความแตกต่างอย่างมากระหว่างโรงเรียน ฉะนั้นเป็นโจทย์ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป โดยดูจากการแต่งตั้งโยกย้ายมาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง นอกจากนี้ต้องดูการสร้างขวัญกำลังใจ แก้ปัญหาครูอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา               “ผมได้ฝากเขตพื้นที่การศึกษาไปช่วยกันคิดว่าต่อไปควรจะมีแนวทางให้ ศธ.หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีบันทึกความตกลงกับเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อกำหนดเกณฑ์ต่างๆ ให้เขตพื้นที่การศึกษาไปใช้ในการทำงานและทำหน้าที่ได้อย่างไร เช่น เรื่องการพัฒนาคุณภาพอย่างทั่วถึงไม่กระจุกบางพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งหากให้เขตพื้นที่การศึกษาบริหารนานๆ ก็จะพบว่าบางพื้นที่คุณภาพการศึกษาอ่อนมากๆ หรือบางเขตพื้นที่การศึกษามีโรงเรียนคุณภาพกระจุกตัวและปล่อยให้โรงเรียนจำนวนมากไม่มีคุณภาพ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

พงศ์เทพลดการบ้าน รร.ดังคุณภาพไม่หย่อน

ที่มา  :  สยามรัฐ    30/01/2013 – 18:07

k5

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.56  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  มีนโยบายลดการบ้านนักเรียนทุกระดับชั้น เริ่มภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556  ว่า  เรื่องนี้ต้องมองภาพรวมเพราะนักเรียนแต่ละวัย แต่ละระดับชั้นไม่เหมือนกัน เช่น  ระดับประถมไม่ควรจะต้องมีการเรียนอะไรมากและไม่ควรมีการบ้านเยอะ แต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่จะต้องทุ่มเทเพื่อการสอบเข้าเรียนต่อ จะมีความแตกต่างจากระดับอื่น  ดังนั้นจะลดการบ้านเหมือนกันทั้งหมดไม่ได้  นอกจากนี้ควรกำหนดว่า  ลักษณะของการบ้าน  เพราะบางอย่างเด็กไม่รู้สึกว่าเป็นการบ้าน เช่น ครูให้นักเรียนอ่านหนังสือสัปดาห์ละสองเล่ม  แบบนี้ถือเป็นการบ้านหรือไม่  จึงต้องแยกแยะให้ชัดเจน 

     นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า  สพฐ.ได้วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวว่าเกิดจากสาเหตุใดบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อครูทั้ง 8 กลุ่มสาระให้การบ้านพร้อมกัน เด็กจะมีการบ้านมหาศาล   แต่หากครูมีการพูดคุยกันก่อนว่าภาคการศึกษานี้จะสอนเรื่องอะไรบ้าง  รวมถึงการบ้านที่ให้นักเรียนไปค้นคว้าจะมีกี่เรื่อง  ก็ทำให้ครูแต่ละกลุ่มสาระสามารถประเมินนักเรียนได้อย่างเพียงพอ  เช่น  การบ้านที่จะให้จาก 8 ส่วน  ต่อไปก็อาจลดเหลือ 3 ส่วน หรือ 4 ส่วน 

     “ผมเชื่อว่าเมื่อเปิดภาคการศึกษาที่ 1/2556 ในเดือน พ.ค.เด็กจะมีความสุขมากขึ้น ในแง่ทำการบ้านเท่าที่จำเป็น ไม่ซ้ำซ้อน เพราะครูแต่ละวิชาต้องมาคุยและวางแผนกันก่อนในการให้การบ้าน   ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นการบูรณาการครบวงจรทั้งหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอน   ทั้งนี้   จุดสมดุลของการให้การบ้านจะอยู่ที่โรงเรียนเป็นผู้กำหนด สพฐ.ไม่ได้บอกว่าให้ลดเท่านั้นเท่านี้เพียงจะบอกแนวทางเพื่อเป็นนโยบายไว้ก่อน”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

     ด้านนายปรเมษฐ์ โมลี ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวว่า   การจะลดการบ้านนักเรียนต้องให้อิสระกับครูผู้สอนเป็นหลัก  เพราะครูผู้สอนจะรู้จักนักเรียนแต่ละคนดี  และอาจจะต้องมีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การลดการบ้านลงไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของผู้เรียนจะหย่อนลงไปด้วย

     นางจำนงค์ แจ่มจันทรวงศ์ ผอ.โรงเรียนสตรีวิทยา  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาทางโรงเรียนเน้นย้ำกับครูมาตลอดว่า  จะต้องลดภาระงานของเด็ก และบูรณาการในแต่ละรายวิชาเข้าด้วยกัน  แต่อย่างไรก็ตาม  ส่วนตัวแล้วมองว่าการบ้านยังเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งบางวิชาจำเป็นต้องมีการฝึกทักษะ และฝึกทำบ่อยๆ ดังนั้นครูก็ยังคงให้การบ้านได้ แต่ต้องไม่เป็นภาระมากเกินไป 

ครูตกอีเทรนนิ่ง 9พันประเมินวิทยฐานะใหม่

ที่มา  :  มติชนออนไลน์   29 ม.ค. 2556

g16

เมื่อวันที่ 28 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า  ที่ประชุมมีมติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 9,000 คน ที่ผ่านการพัฒนาตามระบบอี-เทรนนิ่ง  แต่ไม่ผ่านการประเมินผลงานทางวิชาการ จึงทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะ  ได้รับการพิจารณาให้รับการประเมินอีกครั้งหนึ่ง  โดยต้องยื่นคำขอเพื่อเข้ารับการพัฒนาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้/สาขาวิชา  ที่เสนอขอรับการประเมินที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการ  และให้ส่วนราชการดำเนินการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้  และให้ทดสอบความรู้หลังการพัฒนา โดยการพัฒนาจะต้องไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน  ทั้งนี้  เมื่อผ่านการพัฒนาและทดสอบความรู้แล้วต้องกลับไปปฏิบัติงาน ณ สถานศึกษา/สถานที่ปฏิบัติงานเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียน  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วให้ทำรายงานกระบวนการปฏิบัติงานและผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผลการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา  ผลการพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษา  หรือผลนิเทศการศึกษาแล้วแต่กรณี  ทั้งนี้จะให้ผู้ขอรับการประเมินเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

แนะดูคุณภาพหลังครูมีเงินวิทยฐานะ

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันที่  23  มค. 2556

g15

รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)  เปิดเผยว่า  ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนที่ มฟล.จำนวนมาก  ซึ่งพบข้อแตกต่างชัดเจนว่า  นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะตั้งใจเรียนมากกว่าเด็กไทย  ที่สำคัญนักศึกษาต่างชาติบางประเทศ  เช่น  พม่า  เวียดนาม  และภูฏาน  สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเด็กไทยมาก  ส่วนนักศึกษาเกาหลี ญี่ปุ่น ใช้ภาษาอังกฤษอยู่ระดับปานกลาง   ขณะที่นักศึกษาลาว และจีนอยู่ในระดับที่ไม่ดีเท่าไหร่  สำหรับนักศึกษาไทยพบว่า  เด็กที่เก่ง ๆ อยู่ในระดับดีมาก  ส่วนเด็กที่อ่อนก็จะอ่อนไปเลย  ดังนั้นเราต้องพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพราะจำเป็นต่อการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะการเปิดประชาคมอาเซียน 

รศ.ดร.วันชัย กล่าวต่อไปว่า  มฟล.พยายามช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา  โดยการนำครูสอน 8 กลุ่มสาระของโรงเรียนในจังหวัดเชียงรายมาอบรมพัฒนาการเรียนการสอน  ซึ่งผลปรากฏว่า  หลังจากที่ครูมาอบรมกับ มฟล.  ทำให้ผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ของนักเรียนดีขึ้นมาก  อีกทั้งยังพบว่า  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนต่างจังหวัดมีคุณภาพหรือไม่  ขึ้นอยู่ที่ตัวผู้บริหารสถานศึกษา  ที่จะต้องให้ความสนใจ มีเวลา และให้ความสำคัญกับการบริหารโรงเรียนอย่างจริงจัง รวมทั้งการเปลี่ยนตัวผู้บริหารสถานศึกษายังเชื่อมโยงต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนทั้งโรงเรียนด้วย 

“การปฏิรูปการศึกษา ตั้งแต่ปี 2542  เน้นเปลี่ยนโครงสร้าง  มีการกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่การศึกษา  แต่ผลคือผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีทักษะเพียงพอที่จะกำกับดูแลคุณภาพการศึกษา  จนเกิดความเสียหายต่อการศึกษา  ผมเห็นด้วยให้แก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542  ให้ปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่  โดยเฉพาะเขตพื้นที่การศึกษา  และการพัฒนาครูที่ควรให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ช่วยอบรมพัฒนาครูในโรงเรียนใกล้เคียง  แต่การบริหารงานระบบให้เป็นหน้าที่ส่วนกลางเหมือนเดิม ส่วนเงินวิทยฐานะของครูอยากให้มีการสำรวจใหม่ว่า หลังจากได้เงินวิทยฐานะแล้ว คุณภาพการศึกษาดีขึ้นหรือไม่ แต่เท่าที่ดูคุณภาพยังเหมือนเดิม” รศ.ดร.วันชัย กล่าว. 

“พงศ์เทพ” ชี้รับครูเกินจริงส่งผลต่อคุณภาพ

ที่มา   :  เดลินิวส์  วันที่ 7 มกราคม 2556

“พงศ์เทพ”รับครูเกินจริงส่งผลต่อคุณภาพ เสนอตัวเป็นเจ้าภาพหารือเร่งด่วน ให้ได้ข้อสรุปก่อนรับนักศึกษาปี 2556 พร้อมรับดูเรื่องเงินเดือนอาจารย์น้อยกว่าครู 

Picture24
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มตัวแทนข้าราชการอาจารย์ และเจ้าหน้าที่สังกัดมหาวิทยาลัย จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ประสานมิตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.)และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ขอให้ปรับเงินเดือนให้เท่ากับครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ว่า ตนคงจะต้องขอไปดูรายละเอียดต่าง ๆก่อนว่าเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องที่กลุ่มอาจารย์ขอจัดทำแท่งเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นเอกเทศ ไม่ต้องอิงกับแท่งเงินเดือนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องดูรายละเอียดต่าง ๆเช่นกันว่าจะสามารถทำได้หรือไม่อย่างไร 

นายพงศ์เทพ ยังกล่าวถึงกรณีการผลิตบัณฑิตคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ที่มีมากในแต่ละปี ว่า ตัวเลขการผลิตครูที่ทางที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)เสนอมากับข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)มีอยู่ยังไม่ตรงกันแต่สิ่งที่พบคือข้อมูลการผลิตครูของมหาวิทยาลัยต่าง ๆมีจำนวนเกินความต้องการ และหากรวมกับข้อมูลผู้ที่จบครูก่อนหน้านี้ยิ่งมากเกินไป ดังนั้นถ้าจะยังผลิตเพิ่มอีกจำนวนบัณฑิตจะล้นจำนวนงานที่รับได้ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้เรียนและอาจส่งผลต่อคุณภาพของผู้ที่จะเข้าไปเรียนลดลงด้วย ดังนั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ผลิตครูต้องมาหารือกันว่าจะผลิตครูในละปีจำนวนเท่าไหร่ สาขาไหนบ้าง และสถาบันไหนจะผลิตครูบ้าง โดยศธ.จะเป็นเจ้าภาพหลักในการหารือเรื่องนี้ นอกจากนี้จะต้องดูเรื่องของการผลิตครูในโครงการครูมืออาชีพด้วยที่จะต้องปรับการดำเนินการต่าง ๆใหม่ให้เหมาะสม รวมทั้งจะต้องให้ทุนและประกันการมีงานทำด้วย เพราะสาขาที่ให้ทุนนั้นเป็นสาขาที่ขาดแคลน อย่างไรก็ตามศธ.คงจะต้องเร่งดำเนินการสรุปข้อมูลทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันก่อนที่จะมีการปิดรับนิสิตนักศึกษาศึกษา2556 

ด้าน รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มก. กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องมาดูแลบุคลากรทุกแท่งและทั้งระบบให้เท่าเทียมกัน อย่างเช่นเงินเดือน ไม่เช่นนั้นถ้าใครได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างหรือน้อยกว่าจะออกมาเรียกร้องตลอด หรือที่ว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ จนไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการศึกษา 

 

 

คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ…โทษใครดี ?

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2555 เวลา 00:00 น.

“จากการประเมินคุณภาพการศึกษาของประเทศกลุ่มอาเซียน ในงานเวิลด์อีคอนอมิกฟอร์ม หรือ WEF ที่เจนีวา พบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย อยู่ลำดับที่ 6 ตามหลัง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา อยู่ลำดับที่ 8 ตามหลังฟิลิปปินส์และ กัมพูชา เพิ่มอีก” และ “จากการวิจัยถึงแนวโน้มการจัดการศึกษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติ ปี 2554 ที่จัดโดย The International  Associationfor the Evaluation of Educational  Achievement  (IEA) พบว่า ชั้น ม.2วิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในลำดับที่ 28 และวิทยาศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 25 จาก 45 ประเทศ  ถูกจัดอยู่ในกลุ่มระดับแย่  ชั้น ป.4 วิชาคณิตศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 34 วิทยาศาสตร์ อยู่ลำดับที่ 29  จาก 52 ประเทศ โดยคณิตศาสตร์จัดอยู่ในระดับแย่ (poor) วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับพอใช้ (fair)” รวมถึง “ผลการสอบ O–NET ปี 2554 คะแนนเฉลี่ยต่ำทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ ป.6  คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 38  ม.6 คะแนนเฉลี่ยแค่ร้อยละ 21” เท่านั้น

จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาดังกล่าวคงไม่ต้องบอกว่าการจัดศึกษาของไทยพัฒนาขึ้นหรือถอยหลังลง ขนาดเปรียบเทียบแค่กับกลุ่มประเทศอาเซียนที่เราเคยเป็นพี่เบิ้มเขามาแท้ ๆ เดี๋ยวนี้ต้องมาเดินตามหลังเขาไปแล้ว นี่หากรวมถึงคุณภาพที่ต้องการให้เกิดตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542  “เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เก่ง ดี มีความสุข”  และเกิดสมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ด้วยแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่าอยู่ในอาการหนักจริง ๆ ซึ่งการที่คุณภาพเด็กไทยตกต่ำเช่นนี้น่าจะสวนทางกับเงินที่ถูกใช้ไปแต่ละปีที่สูงเป็นอันดับหนึ่งแถมครูก็มีวุฒิการศึกษาสูงจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ จึงเป็นที่กังขาว่าต้นเหตุปัญหานี้มาจากส่วนไหนกันแน่หรือหากจะกล่าวโทษน่าจะโทษใครกันดี
โทษรัฐบาลดีไหม?  ที่ทุกรัฐบาลผ่านมามักจะบอกว่าให้ความสำคัญกับคุณภาพบุคลากรของชาติ แต่นโยบายและวิธีการใช้การศึกษาพัฒนาคนในชาติยังทำได้แค่เปลือกนอกเพราะต้องการเห็นผลสำเร็จเร็วเพื่อการหาเสียงการจัดซื้อ จัดหาครุภัณฑ์ จึงเกิดขึ้นมากกว่าวิธีการที่จะพัฒนาถึงตัวเด็กหรือดำเนินการตามแผนการศึกษาชาติที่กำหนดไว้ ทำให้การจัดการศึกษาที่ผ่านมาไร้ทิศทาง ขาดความต่อเนื่องเพราะเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไม่ยอมรับแนวทางที่รัฐบาลเก่าทำมาเป็นเช่นนี้ตลอดมา…ใช่หรือไม่?

โทษรัฐมนตรีที่ดูแลการศึกษาดีไหม? ที่มีการเปลี่ยนตัวบ่อยครั้งเกินไปและนโยบายรัฐมนตรีแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเมื่อเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเกิดขึ้นงานใหม่ถูกเข้ามาแทนที่งานเก่า ที่สำคัญรัฐมนตรีบางคนก็หวังสร้างชื่อให้ติดตลาดผลงานที่ดำเนินการจึงเป็นแค่กิจกรรมย่อยมากกว่าที่จะดูแลนโยบายสำคัญให้เกิดผล เมื่องานเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อยครูต้องทำงานหนักแต่ผลเกิดกับผู้เรียนกลับน้อย.. ใช่หรือไม่?

โทษหน่วยเหนือดีไหม?  ที่ไปคิดงานคิดกิจกรรมต่าง ๆ แทนภาคปฏิบัติ จนเกิดสารพัดงานที่โรงเรียนต้องดำเนินการ ทั้งที่สิ่งคิดไปให้นั้นสอดคล้องกับบริบทการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กแต่ละพื้นที่หรือไม่ เมื่อครูมีงานอื่นให้ทำมากจนกลายเป็นงานหลัก งานสอนจึงกลายเป็นงานรอง โดยเฉพาะปัญหาครูขาดแคลนครูที่เกิดขึ้นจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แล้วต้องการคุณภาพมาก ๆ เป็นไปได้หรือไม่ … ใช่หรือไม่?

โทษหลักสูตรการศึกษาดีไหม? ที่ยังยึดอยู่กับกรอบ กฎเกณฑ์ ระเบียบในการจัดทำ มากกว่าที่จะเน้นให้นำไปใช้กับการสอน ทำให้หลักสูตรของโรงเรียนส่วนใหญ่ จึงมีไว้เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆมากกว่า และยิ่งหลักสูตรปัจจุบันกำหนดให้เรียนสาระมากมายแบบครอบจักรวาลตั้งแต่ ป.1–ม.6 ทำให้เด็กต้องแบกหนังสือหลังแอ่นทุกวัน เมื่อสาระเรียนรู้มีมากเวลาแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยตารางสอนของครูและพ่วงท้ายด้วยการบ้านของแต่ละวิชา ทำให้เด็กไม่มีเวลาได้เล่นหรือทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้รวมถึงการวัดประเมินผลที่ใช่ระบบตกซ่อมได้ทำให้เด็กขาดความใส่ใจและรับผิดชอบการเรียนรู้…ใช่หรือไม่?

โทษผู้บริหารสถานศึกษาดีไหม?  ที่ส่วนใหญ่ยังมุ่งพัฒนาด้านกายภาพมากกว่าคุณภาพผู้เรียน ทำให้ความสนใจด้านวิชาการและ นิเทศการสอนของครู จึงเกิดขึ้นน้อย ยิ่งมีการโยกย้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การทำงานแบบฉาบฉวยเพื่อรอโอกาสก้าวไปสู่โรงเรียนขนาดใหญ่กว่า ด้วยการบังคับให้ครูสร้างผลสำเร็จสนองนโยบายให้ได้โดยไม่ร่วมรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับครูและเด็กทำให้การคิดแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องไม่เกิดขึ้น…ใช่หรือไม่?

โทษครูดีไหม? ที่ครูจำนวนไม่น้อยยังไม่ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน ยังสอนเนื้อหาตามตำรา หรือสอนตามประสบการณ์เดิม ขาดเทคนิคการพัฒนาเด็กที่ความแตกต่างด้านศักยภาพเป็นรายบุคคล ขาดสื่อหรือนวัตกรรมที่จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้คนเก่งมาเรียนครู ครูส่วนหนึ่งสร้างงานเพื่อหวังผลแค่การขอเลื่อนวิทยฐานะมากกว่าหวังผลที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ครูส่วนหนึ่งขาดจิตวิญญาณ ทำงานไปวัน ๆ และมีครูอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังทำตัวเป็นเหลือบหากินกับเด็กด้วยการสอนกั๊กความรู้เพื่อนำไปใช้สอนพิเศษแลกกับรายได้ของตนเอง…ใช่หรือไม่?

โทษพ่อ แม่ ผู้ปกครองดีไหม? ที่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการทำมาหากิน มากกว่าที่จะใส่ใจอบรมเลี้ยงดูลูกหลานให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามกับอยากให้ลูกหลานได้เข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือมหาวิทยาลัยดัง จึงมุ่งอยู่กับการเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้าเรียนต่อ ไม่ใส่ใจกับกิจกรรมการพัฒนาคุณลักษณะประสงค์ด้านอื่นหรือไม่ก็ส่งเสริมลูกไปตามกระแสสังคมด้านการแต่งกาย ความสวยงาม อยากให้เป็นดารา นักร้อง ฯลฯ โดยไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตด้านวิชาชีพ วิชาชีวิต …ใช่หรือไม่?

โทษสังคมภายนอกดีไหม? ที่นำอบายมุขต่าง ๆ เข้ามาล่อให้เด็กตกหลุมพรางหวังเพียงประโยชน์ของตนเอง ส่วนผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นบุคคลสาธารณะส่วนหนึ่งก็ไม่สามารถเป็นต้นแบบให้เด็กปฏิบัติตามในทางสร้างสรรค์ได้รวมถึงสื่อสารมวลชนที่มักจะนำแต่ภาพความโหดร้าย ความขัดแย้งรุนแรงในทุกภาคส่วนมาเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนต้องการตอกย้ำให้เด็กได้จดจำซึ่งส่วนนี้น่าจะรวมถึงละครที่ส่วนใหญ่มักจะนำเรื่องราวความแตกแยกของครอบครัว การแข่งขันชิงดีชิงเด่นถึงความร่ำรวย การแย่งชิงผู้ชาย ส่วนนี้แม้จะบอกว่าเป็นการแสดงแต่กับการที่เด็กต้องดูทุกวัน การแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ …ใช่หรือไม่?

โทษหน่วยงานภายนอกดีไหม? ที่ไปใช้อำนาจชี้ถูก ชี้ผิดกับวิธีการจัดการศึกษาของโรงเรียนมากไปไม่ว่าจะเป็น  สมศ. ที่มีหน้าที่ประเมินคุณภาพที่จะนำจุดด้อยมาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพัฒนา แต่การใช้เกณฑ์เป็นไม้บรรทัดเดียวกันทั้งที่บริบทโรงเรียนแต่ละพื้นที่ต่างกัน และการประเมินจากกรรมการ  3 คน ดูแค่ 3 วัน แล้วมาชี้เป็นชี้ตายคุณภาพโรงเรียนแทนครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาได้เลยนั้นถูกต้องหรือไม่ และการประเมินได้เพิ่มภาระงานด้านเอกสารจนครูหมดแรงหมดเวลาสอนไปด้วย หรือ การสอบ O-NET ที่ให้ใช้ผลมาเกี่ยวข้องกับการประเมินของ สมศ. การประเมินวิทยฐานะของครู หรือแม้แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน จึงเกิดข้อข้องใจว่าข้อสอบแต่ละวิชาที่มีไม่กี่ข้อ สามารถชี้คุณภาพเด็กได้ทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ เมื่อเด็กในแต่ละพื้นที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน เมื่อนโยบายออกไปพลอยทำให้การจัดการเรียนการสอนของครูจำนวนหนึ่งหลงทางมุ่งสอนแต่เนื้อหาหรือไม่ก็สอนข้อสอบ O–NET ไปเลยเพื่อหวังให้ผลคะแนนการสอบสูงขึ้นตามนโยบาย จนลืมพัฒนาคุณภาพชีวิต  เก่ง ดี มีความสุข ไปหมดแล้ว…ใช่หรือไม่

โทษการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านดีไหม?  ที่ไปลอกรูปแบบฝรั่งเขามาใช้ทั้งหมดโดยไม่ดูความพร้อมของเราเอง ผลก็คือ กรมและหน่วยงานที่จัดการศึกษาสอดคล้องกับบริบทและอยู่ใกล้ชิดกับภาคปฏิบัติถูกยุบ และที่หวังว่าหน่วยเหนือที่ใหญ่ขึ้นจะทำหน้าที่แค่กำหนดนโยบาย ติดตามกำกับ ประเมินผล และให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนดำเนินงานแทน นั้นสุดท้ายหน่วยเหนือก็ยังไม่ยอมคายงานแถมคิดกิจกรรมเพิ่มเข้าไปอีกเขตพื้นที่การศึกษาจึงเป็นแค่ไปรษณีย์คอยรับและส่งงาน  โรงเรียนกลายเป็นผู้ปฏิบัติสนองความต้องการเจ้าหน้าที่หน่วยเหนือมากกว่าสนองความต้องการของเด็ก…ใช่หรือไม่? โทษเด็กดีไหม? ที่เด็กยุคปัจจุบันขาดความรับผิดชอบไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ขาดนิสัยรักการทำงาน ฯลฯ

จริง ๆ แล้วน่าจะมีอีกหลายฝ่ายที่น่าจะต้องถูกกล่าวโทษจากปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยแต่ด้วยข้อจำกัดเนื้อที่จึงนำเสนอมาเป็นตัวอย่างเพียงเท่านี้และก็เห็นว่าการที่จะไปกล่าวโทษกันไปมาก็คงไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาของชาติดีขึ้น ทางที่ดีทุกฝ่ายควรยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้วหาทางแก้ไขและพัฒนาความรับผิดชอบของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกันเพราะการศึกษาไทยยามนี้หากเป็นรถยนต์ก็เครื่องรวนไปหมดแล้ว จะทำได้อย่างเดียวคือต้องยกเครื่องใหม่ การที่จะทำให้คุณภาพเด็กไทยกลับมายิ่งใหญ่ในอาเซียนหรือก้าวเข้าสู่สากลคงต้องแก้ไขกันทั้งระบบอย่างที่ว่าและวิธีแก้ปัญหาก็น่าจะหมดยุคการมีแต่หลักการเขียนไว้สวยหรูเท่านั้นแต่ทุกอย่างต้องพัฒนาถึงตัวเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ผลถึงจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง นะครับ.

กลิ่น สระทองเนียม