Tag Archive | ชินภัทร

สพฐ.แจงครูอบรมธรรมกายพัฒนาอีคิว

ที่มา  :   ข่าวสด   ฉบับวันที่ 27 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)

             นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวชี้แจงกรณีข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร้องเรียนกับมูลนิธิแห่งหนึ่งว่า  ได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่งให้เข้าร่วมกิจกรรม  “การประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรม โครงการโรงเรียนในฝัน รุ่นครูทั้งโรงเรียน”      ซึ่งเป็นการอบรมจริยธรรมกับเครือข่าย วัดพระธรรมกาย ว่า  โครงการนี้สพฐ.จัดร่วมกับพระสังฆาธิการทั่วประเทศ  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ  และมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อศีลธรรม  จึงไม่ใช่การจัดร่วมกับวัดใดวัดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการอบรมปฏิบัติธรรมที่วัด สำนัก หรือศูนย์ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 52 แห่ง

        ส่วนวัตถุประสงค์หลักนั้น  เนื่องจากสพฐ.ต้องการเปลี่ยนแนวคิด จากเดิมที่โรงเรียนหนึ่งมีครูแค่ 1 คนรับผิดชอบ เป็นเน้นให้ครูทุกคนมีบทบาทในการส่งเสริมศีลธรรม 

          เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า  ที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับจากผู้เข้ารับการอบรมว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ฉะนั้นก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อะไร  ควรเข้าร่วมกิจกรรมก่อน  แล้วค่อยนำข้อเท็จจริงจากผลการอบรมมาวิจารณ์  ถึงจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากกว่านี้   ส่วนประเด็นที่บอกว่า มีการสั่งการให้ปิดการเรียนการสอนเพื่อให้ครูมาเข้าร่วมโครงการนั้น ขอชี้แจงว่า  เป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)  ต้องหารือถึงความเหมาะสม แต่หากพบปัญหาติดขัด ก็ต้องไปปรับเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอน 

“ยืนยันว่าโครงการนี้ เน้นพัฒนาให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีอีคิว  ตลอดจนพฤติกรรมความประพฤติที่พึงประสง ค์ แต่ที่ผ่านมา เรามักจะโยน ความรับผิดชอบให้ครูเพียงคนเดียว  ซึ่งสุดท้ายแล้วจึงไม่มีพลังที่จะแก้ไขปัญหา  แต่หากเป็นครูทั้งโรงเรียน การเปลี่ยนแปลงที่สพฐ.คาดหวังคงเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก”  นายชินภัทรกล่าว

พงศ์เทพ-เสริมศักดิ์ไม่เด้งชินภัทรพ้นสพฐ.

ที่มา  :   ASTVผู้จัดการออนไลน์  27 มีนาคม 2556 16:37 น.

p68533921625f21

 

“พงศ์เทพ-เสริมศักดิ์” รวมพลังไม่เด้ง “ชินภัทร” พ้นสพฐ.

cosline1

“พงศ์เทพ-เสริมศักดิ์” ยังไม่พิจารณาเด้ง “ชินภัทร” ออกนอก สพฐ. อ้างขอดูข้อมูลให้รอบด้าน แจงที่ผ่านมามีการขยับไปมากแล้ว ด้าน”ชินภัทร”ชะลอตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีก 5 ชุดเผยให้ตรวจสอบทางลับก่อน 

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้ให้ข้อพิจารณาไปกับนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่าควรพิจารณาให้รางวัลกับผู้ที่มาให้ข้อมูลทุจริตการสอบครูผู้ช่วยในเขต 2 อุดรธานี และยโสธร โดยวันที่ 27 มี.ค.2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วยเข้าเป็นคดีพิเศษ โดยตนจะตั้งศูนย์อำนวยการสนับสนุนคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา มีผู้ตรวจราชการศธ. ทีมกฏหมาย รวมทั้งตนจะออกไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และจะเร่งรัดทำเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์ครู 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในระหว่างที่มีการสอบสวนจำเป็นต้องย้าย เลขาธิการ กพฐ.ออกไปก่อนหรือไม่ นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนและได้หารือกับ รมว.ศึกษาธิการ แล้วว่าโดยหลักการทั่วไปถ้ามีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ อาจมีผลต่อการสอบสวน ไม่สะดวก ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยหลักการจะมีการขอให้ขยับออกชั่วคราวระยะหนึ่ง 

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้หารือกับนายเสริมศักดิ์ ถึงกรณีระหว่างที่มีการสอบสวนจะต้องมีการขยับขยายผู้บริหารสูงสุดหรือไม่ โดยเรื่องนี้จะต้องขอดูข้อมูลรอบด้านได้ก่อน โดยสิ่งที่ทุกคนต้องการเห็นคือ ทำอย่างไรที่การสืบสวนคดีสามารถดำเนินการไปได้อย่างไม่ติดขัด และไม่มีใครแคลงใจอะไร ดังนั้นจึงต้องขอดูข้อมูลก่อน ว่าจะต้องขยับอะไรหรือไม่ ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบระบบภายในสพฐ.นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอตัวบุคคลเข้ามาให้ตนพิจารณา 

“การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการสืบสวนข้อเท็จจริงนั้น ขึ้นอยู่กับว่าการสอบสวนในเรื่องนั้นมีความเชื่อมโยงมากน้อยขนาดไหน ถ้าถามว่าจะมีข้าราชการสักคนหนึ่งไปทำอะไรที่ผิดวินัย หรือทำอะไรที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วต้องขยับผู้บริหารสูงสุดเสมอไป คงไม่ใช่แน่เพราะที่ผ่านมาก็มีข้าราชการโดนสอบวินัยจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้มีการขยับผู้บริการระดับสูง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีข้อมูล ให้เห็นชัดเจนว่ามีการเชื่อมโยงกันกัน ก็จะต้องดูเป็นกรณี ๆ ไป” นายพงศ์เทพ กล่าว 

ถามด้วยว่า กรณีการทุจริต สอบครูผู้ช่วย เคยมีการออกมาระบุว่า มีผู้บริหารระดับสูง และระดับกลางเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ตรงนี้ถือว่ามีความชัดเจน และจำเป็นต้องขยับผู้บริหารออกไปก่อนเพื่อให้ไม่เป็นอุปสรรคกับการสอบสวนหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ต้องดูข้อมูล ซึ่งจริงๆ ก็มีการขยับไปเยอะแล้ว และในส่วนของดีเอสไอก็มีข้อมูลบางอย่างที่เห็นว่าควรจะขยับอะไรอย่างไร โดยปกติดีเอสไอไม่ต้องเกรงใจใครอยู่แล้วเพราะเขาไม่รู้จัดคนของศธ. 

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้ชะลอการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง 5ชุดที่มีผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 10 เขตพื้นที่การศึกษาที่พบข้อมูลส่อทุจริตไว้ก่อน ทั้งนี้ เพราะทางฝ่ายนิติกรต้องการให้มีการสอบสวนในทางลับก่อน เพราะก่อนหน้าในกรณีของ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ก็มีการสอบในทางลับก่อน เมื่อพบว่า มีมูลจึงตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น เพื่อให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน จึงยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ให้สอบสวนทางลับก่อน

คปร.คืนอัตราช้า ลุ้น426คาดพ.ย.บรรจุสควค.

ที่มา  :  สยามรัฐ   by kanvadee on Wed, 24/10/2012 – 17:47

คปร.คืนอัตรากำลังช้าซ้ำไม่พอ-ลุ้นก.ค.ศ.อนุมัติ 426 อัตรา

ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เมื่อวันที่ 24 ต.ค.55 กลุ่มตัวแทนนิสิต นักศึกษาทุนโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษ ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) รุ่นที่ 14 ประมาณ 20 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรม จากกรณีที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย ล่าช้า โดยมีนายไกร เกษทัน ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. เป็นตัวแทนรับเรื่อง เนื่องจากนายชินภัทร ติดภารกิจเดินทางไปราชการต่างประเทศ 

นายจิโรจ จิ๋วแหยม ตัวแทนนิสิต นักศึกษาทุน สควค. กล่าวว่า โครงการ สควค.เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สพฐ. และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยให้ทุนการศึกษา 580 ทุนต่อปี แก่ผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 1 ปี และเมื่อสาเร็จการศึกษาแล้ว ให้บรรจุในเขตพื้นที่การศึกษา ตามภูมิลำเนาของผู้รับทุน ซึ่งในปีการศึกษา 2554 มีนักศึกษาทุน 541 คน และสำเร็จการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย.55ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เวลาผ่านไป 6 เดือนแล้ว มีนักศึกษาทุนได้บรรจุเป็นข้าราชการครู เพียง 189 คน ส่วนที่เหลือ 352 คน ยังไม่ได้บรรจุ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาการให้ทุนการศึกษาของรัฐบาล ที่ระบุว่า “เมื่อผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาตามสัญญานี้แล้ว ผู้เข้ารับทุนต้องเข้ารับราชการเป็นครู/อาจารย์ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หรือหน่วยงานของรัฐ” 

นายจิโรจ กล่าวต่อไปว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้น ยังทำให้นักศึกษาที่รับทุนเกิดความเครียด เพราะส่วนมากมาจากฐานะครอบครัวที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ และไม่สามารถไปทำงานที่อื่นได้เนื่องจากติดสัญญาทุน ทำให้ขาดรายได้และเป็นภาระของครอบครัว อีกทั้งขาดขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพครู ขาดความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของตนเอง จากการขาดความเอาใจใส่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่บรรจุนักศึกษาทุน เป็นข้าราชการ ต่างทราบมาก่อนว่าจะมีจำนวนผู้เข้ารับการบรรจุแต่ละปีเท่าใด แต่หน่วยงาน/ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีแผนรองรับ ฉะนั้นขอตำหนิการปฏิบัติงานของหน่วยงาน/ผู้เกี่ยวข้องกับการบรรจุครั้งนี้ ว่าไม่พึงตระหนักและไม่ได้เอาใจใส่ในผลประโยชน์ของทรัพยากรบุคคลของประเทศ อย่างไรก็ตาม ขอให้ สพฐ.เร่งรัดให้มีการบรรจุนักศึกษาทุน สควค. รุ่น 14 ที่เหลือทั้งหมดเข้ารับราชการครูโดยเร็วที่สุด เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศ 

ด้านนายไกร กล่าวว่า ความล่าช้าการบรรจุในปีนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับการจัดสรรอัตราเกษียณมาจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มาล่าช้ามากโดยได้รับอัตราในเดือน ก.ย. และอัตราที่ได้รับเมื่อเกลี่ยไปยังเขตพื้นที่ฯ ก็ไม่เพียงพอ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติ กำหนดตำแหน่งจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จำนวน 426 อัตรา โดยมั่นใจว่าภายในเดือน พ.ย.นี้ จะบรรจุนักศึกษาทุน สควค.และครูพันธ์ใหม่ ได้อย่างแน่นอน

ชินภัทรหนุนแก้ศัพท์สเตรทเสียงถูก

ภาพประกอบจาก :  google.com

ที่มา  :  ASTVผู้จัดการออนไลน์  วันที่ 1 ตุลาคม 2555 16:36 น. 

“ชินภัทร” แนะแก้ไขศัพท์ภาษาอังกฤษ ควรเพิ่มจุดเน้นเรื่องการออกเสียงที่ถูกต้อง ชี้ ภาษาอังกฤษมีการสเตรทเสียง หากปรับให้เหมาะสมจะทำให้เด็กออกเสียงได้ถูกต้อง ระบุ ควรจัดประชุมระดมความเห็นคนภายนอกด้วย

 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่ราชบัณฑิตเสนอให้มีการแก้ไขคำศัพท์ ที่ยืมมาจากคำภาษาอังกฤษ 176 คำ เขียนไม่ตรงกับเสียงวรรณยุกต์ของคำนั้นๆ ตามอักขรวิธีไทย โดยระบุว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมาจากขั้นตอนการถอดคำ หรือว่ายืมคำมาจากภาษาอังกฤษ เมื่อแปลมาเป็นภาษาไทย ไม่ได้เติมวรรณยุกต์เสียงเอก โท หรือ ตรี รวมทั้ง ไม้ไต่คู้ ให้ตรงตามอักขรวิธีไทย อย่างเช่นคำว่า “แคลอรี” การเขียนให้ตรงกับการออกเสียงต้องเป็น “แคลอรี่” หรือว่าคำว่า “โควตา” ถ้าจะให้ตรงกับการออกเสียงต้องเป็นคำว่า “โควต้า” ซึ่งการเสนอแก้ไขนั้น เพื่อให้เขียนถูกต้องตามเสียงของคำนั้น ว่า ตนเห็นด้วยกับความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และอยากให้เน้นในเรื่องของการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันวิธีการเขียนของเรานั้นเป็นยืมคำ หรือถอดภาษาอังกฤษออกมาเป็นคำๆ มาใช้เขียน สำหรับแนวทางใหม่ที่ราชบัณฑิตจะเปลี่ยน ตนเข้าใจว่าเพื่อการอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ซึ่งตนอยากให้ข้อสังเกตว่า แม้จะเปลี่ยนโดยเพิ่มวรรณยุกต์ให้การอ่านออกเสียงมีความใกล้เคียงกับภาษาที่แท้จริง แต่ก็ยังไม่ 100% เพราะภาษาอังกฤษจะมีตัวสเตรท หรือพยางค์ที่เน้น อยู่ด้วย ดังนั้น หากจะเปลี่ยนแล้วก็ควรเพิ่มเรื่องจุดเน้นและการออกเสียงสั้น เสียงยาว เพื่อให้เด็กได้อ่านออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องด้วย

 “ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ควรจะไปให้สุดทาง คือ เน้นตรงพยางค์ที่ควรต้องเน้น รวมถึงการออกเสียงสั้นยาวเพื่อทำให้เด็กสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากขึ้น และหากจะเป็นเช่นนี้ได้ก็น่าจะมีการประชุมระดมความคิดเห็น แม้ราชบัณฑิตจะเป็นผู้ทรงความรู้ แต่ก็ต้องรับฟังเสียงจากคนภายนอกด้วย เพราะการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้ง จะกระทบกับคนส่วนใหญ่ ดังนั้นหากจะปรับจริง ก็ควรจะให้สมประโยชน์กับทุกฝ่าย” นายชินภัทร กล่าว

ชินภัทรชี้แท็บเล็ตเว็บโป๊ที่จิตสำนึก

ที่มา : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2555 เวลา 14:48 น.

เมื่อวันที่ 20 ส.ค. นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้นำคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ต ที่รัฐบาลแจกให้แก่นักเรียนชั้น ป.1 ทั่วประเทศ  ตามโครงการแท็บเล็ต เพื่อการศึกษาไทย (One Tablet per Child) ไปทดสอบการเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ปรากฏว่า สามารถเข้าเว็บไซต์ลามกอนาจารได้  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้มีการระบุว่า แท็บเล็ตทุกเครื่องได้มีการบล็อกการเข้าเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมไว้แล้ว  ว่า  ที่ผ่านมาได้มีการจัดทำโปรแกรมที่บล็อกไม่ให้เด็กเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ถึงประสงค์ไว้กับเซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว  เพียงแต่ตัวโปรแกรมที่บล็อกนั้น เป็นโปรแกรมที่ไม่ได้อยู่ในตัวเครื่อง แต่หากนักเรียนใช้อินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะมีเซิร์ฟเวอร์ช่วยป้องกันไว้อย่างดี แต่หากนำไปเล่นที่บ้านจะไม่มีการป้องกันการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากที่บ้าน  ดังนั้น  จึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ปกคอรงในการช่วยสอดส่องดูแลอีกทางหนึ่ง

ต่อข้อถามถึงกรณีที่โรงเรียนให้เด็กนำแท็บเล็ตกลับบ้านได้ เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ตามกฎระเบียบแล้วโรงเรียนสามารถให้เด็กนำแท็บเล็ตกลับบ้านได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูที่จะพิจารณาว่านักเรียนของตนเองมีความพร้อมที่จะรักษาเครื่องได้หรือไม่ รวมไปถึงความรับผิดชอบในการใช้อย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้มองว่าควรจะต้องมาจากจิตสำนึกในการป้องกัน และการใช้อย่างถูกวิธี เพราะไม่ว่าจะบล็อกกี่ชั้นคงเป็นเรื่องยากในการดูแล ดังนั้น เรื่องนี้จะต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ใหญ่ที่จะต้องดูแลเด็กให้ใกล้ชิดมากขึ้น ส่วนกรณีที่โรงเรียนที่ได้รับแท็บเล็ตไปแล้ว แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้นั้น ขอให้ทางเขตพื้นที่การศึกษารวบรวมข้อมูลเสนอมาและทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะได้จัดสรรเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่าง ๆ ในการผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป เช่น แผงโซลาเซลล์ เป็นต้น