Tag Archive | ต่อ

ลูกจ้างสพฐ.รวมตัวเรียกร้องสิทธิ

ตัวแทนลูกจ้างสพฐ.บุกกระทรวงศึกษาทวงสิทธิเงินเพิ่มค่าครองชีพ ต่อสัญญาจ้างทุกโครงการทุกตำแหน่งโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ที่มา :   เดลิินิวส์ วันพุธที่ 3 เมษายน 2556  11.35 น.

       

วันนี้( 3 เม.ย.) ที่บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ บรรดาลูกจ้างชั่วคราวสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งประกอบด้วยลูกจ้างโครงการพัฒนาครูทั้งระบบ โครงการคืนครูให้นักเรียน โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และโครงการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 200 คน นำโดย นายอมรัตน์ ทองสาคร ประธานเครือข่ายลูกจ้างชั่วคราว สพฐ. ได้มาเรียกร้องสิทธิและทวงสัญญาจากรัฐบาลที่เคยรับปากจะช่วยเหลือลูกจ้างชั่วคราวให้มีความมั่นคงในชีวิต

นายอมรัตน์ กล่าวว่า พวกตนเคยมายื่นข้อเรียกร้องหลายครั้งแล้ว โดยขอให้มีการต่อสัญญาจ้างให้กับลูกจ้างชั่วคราวสังกัด สพฐ.ทุกโครงการ และขอให้ได้รับสิทธิเงินเพิ่มค่าครองชีพปริญญาตรี 15,000 บาทตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมทั้งให้บรรจุเป็นพนักงานราชการเมื่อทำงานครบ 3 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นคงในหน้าที่ แต่ที่ผ่านมาพวกตนไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างที่รับปาก มีแต่การโปรยยาหอมจึงต้องรวมตัวกันมาทวงสัญญา เนื่องจากขณะนี้ทางเขตพื้นที่การศึกษาได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้งให้ทราบว่าจะเลิกสัญญาจ้าง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาครูทั้งระบบในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้

ด้านนายพิธาน พื้นทอง ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. กล่าวว่า ได้ประสานกับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ และนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งรมว.ศึกษาธิการได้รับในหลักการที่จะนำเรื่องการต่อสัญญาจ้างเข้าพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ต้องดูผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาด้วย ส่วนเงินเดือน 15,000 บาทนั้นเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอต่อ ครม.แล้ว แต่ต้องพิจารณาไปพร้อมกับลูกจ้างในสังกัดอื่นๆทั่วประเทศด้วย สำหรับการบรรจุเป็นพนักงานราชการนั้น สพฐ.รับที่จะนำเข้า คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ระบบเกี่ยวกับตำแหน่ง ที่ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อขออนุมัติสิทธิพิเศษให้ลูกจ้างชั่วคราวสอบบรรจุเป็นพนักงานราชการได้


ลูกจ้างชั่วคราว สพฐ.บุก ศธ.ทวงสัญญาเพิ่มค่าครองชีพ 1.5 หมื่น    ที่มา  :  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2556

กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวฯ สพฐ. บุก ศธ. ทวงสัญญารัฐบาลดูแลความมั่นคงทางอาชีพ ด้านแกนนำ เผยยื่นข้อเรียกร้องมาแต่ปี 55 จนตอนนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ลั่นคราวนี้ต้องมีความชัดเจนอย่างน้อยขอให้ดูการต่อสัญญาจ้าง เพิ่มค่าครองชีพ 1.5 หมื่นบาท ก่อน ขณะที่ “พงศ์เทพ” บอกผ่าน ผอ.สพร.รับในหลักการจะเสนอเรื่องต่อสัญญาจ้างต่อ ครม. ขณะที่ปรับเพิ่ม 1.5 หมื่นเสนอ ครม.แล้วแต่ต้องรอการพิจารณาพร้อมหน่วยงานอื่น ๆ

วันนี้ (3 เม.ย.) เมื่อเวลา 08.30 น.ที่บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายอมรัตน์ ทองสาคร ประธานเครือข่ายลูกจ้างชั่วคราว สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยลูกจ้างชั่วคราวฯ ในโครงการแผนงานขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษาผลผลิตผู้จบการศึกษาภาคบังคับ โครงการพัฒนาครูทั้งระบบ โครงการคืนครูให้นักเรียน โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และโครงการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งระยะที่ 2 หรือ SP2 กว่า 200 คน เดินทาง เพื่อเรียกร้องสิทธิและทวงสัญญาจากรัฐบาลที่เคยรับปากจะช่วยเหลือให้ลูกจ้างชั่วคราวให้มีความมั่นคงทางวิชาชีพ โดยต้องการขอเข้าพบ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่จ.หนองคาย

นายอมรัตน์ กล่าวว่า พวกตนเคยมายื่นข้อเรียกร้องหลายครั้งแล้วตั้งแต่ปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ว่าขอให้มีการต่อสัญญาจ้างให้กับลูกจ้างชั่วคราวสังกัด สพฐ.ในทุกโครงการ และขอให้ได้รับสิทธิเงินเพิ่มค่าครองชีพปริญญาตรี 15,000 บาทตามนโยบายของรัฐบาลด้วย ขณะเดียวกัน ขอให้บรรจุเป็นพนักงานราชการสำหรับลูกจ้างชั่วคราวที่ทำงานครบ 3 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นคงในหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมาพวกตนไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างที่รับปาก มีแต่การโปรยยาหอมจึงต้องรวมตัวกันมาทวงสัญญา เนื่องจากขณะนี้ทางเขตพื้นที่การศึกษาได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้งให้ทราบว่าจะเลิกสัญญาจ้าง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาครูทั้งระบบในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้

“วันนี้พวกผมอยากได้คำตอบที่ชัดเจนว่าข้อเรียกร้องที่ขอไปนั้น ศธ. และรัฐบาลจะทำให้ได้เมื่อไร ซึ่งหากเบื้องต้นสามารถดูแลเรื่องการทำสัญญาในทุกโครงการให้พวกเราทุกคนมีความมั่นคง คือ ให้ได้เข้าเป็นลูกจ้างในระบบของ สพฐ รวมทั้งปรับเพิ่มค่าครองชีพให้ได้ 15,000 บาทนั้น ซึ่งถ้าทำ 2 เรื่องนี้ให้ก่อนพวกเราพอจะยอมรับได้ โดยกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวทั่วประเทศมีจำนวน 65,172 คน”นายอมรัตน์ กล่าว

ด้านนายพิธาน พื้นทอง ผู้อำนวยสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. กล่าวว่า ได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ และนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการได้รับในหลักการที่จะนำเรื่องการต่อสัญญาจ้างเข้าพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ต้องดูผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาด้วย ส่วนเงินเดือน 15,000บาท ขณะนี้ ศธ. ได้เสนอเรื่องไปยังที่ ครม.แล้วแต่ต้องพิจารณาไปพร้อมกับลูกจ้างในสังกัดอื่นๆทั่วประเทศด้วย ส่วนข้อเรียกร้องให้บรรจุลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติมาแล้ว 3 ปีเป็นพนักงานราชการ นั้น สพฐ.รับที่จะนำเข้าสู่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ระบบเกี่ยวกับตำแหน่ง ที่ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เพื่อขออนุมัติสิทธิพิเศษให้ลูกจ้างชั่วคราวสอบบรรจุเป็นพนักงานราชการได้

แนะนร.เลือกสาขาถนัด-ขาดแคลนไม่ตกงาน

ที่มา  :   เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2556 เวลา 14:50 น.

          เมื่อวันที่  7ม.ค. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นายพงศ์เทพ   เทพกาญจนา  รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง  ”ผลกระทบของประชาคมอาเซียน(AEC) ต่อระบบการศึกษาไทย”  ในงานสัมมนาทางวิชาการของครูและอาจารย์แนะแนวทั่วประเทศ ประจำปี 2556   ว่า  ส่วนตัวเห็นว่านักเรียนได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากการเปิดประชาคมอาเซียน   แต่ฝากครูแนะแนวช่วยศึกษาว่ามีกฎหมายอื่น ๆที่มีผลกระทบต่อนักเรียนจากการเปิดประชาคมอาเซียนด้วยหรือไม่ เพื่อจะได้แนะนำให้กับนักเรียน ได้ทราบ    และสิ่งสำคัญที่ครูและอาจารย์แนะแนวจะต้องแนะนำกับนักเรียนคือการเลือกเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในสาขาที่นักเรียนถนัด  เป็นสาขาที่ประเทศขาดแคลนและเป็นความต้องการของประเทศด้วย เพื่อที่บัณฑิตจบออกมาจะได้้ไม่ตกงานเหมือนปัจจุบันนี้  อีกทั้งยังทำงานไม่ตรงสาขาที่เรียนมาทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา   โดยจะต้องเน้นให้นักเรียนได้เรียนด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น   เช่น  สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์   สาขาคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

นายพงศ์เทพ  กล่าวต่อไปว่า   การเปิดประชาคมอาเซียนนั้นจะทำให้มีบริษัทหรือผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น  ซึ่งอาจจะทำให้ความต้องการแรงงานในประเทศน้อยลง แต่ตนเชื่อมั่นว่าแม้สถานประกอบการจะไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ยังต้องการบัณฑิตไทยที่มีคุณภาพ เพื่อไปทำงานให้ เพราะมั่นใจในคนไทยด้วยกันเอง    ดังนั้นมหาวิทยาลัยยังจำเป็นจะต้องผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน และสถานประกอบการต้องการมากขึ้น ไม่ใช่ผลิตเฉพาะสาขาที่ตนถนัด และจบออกมาไม่มีงานทำ   นอกจากนี้การผลิตบัณฑิตนั้นไม่ใช่ผลิตออกไปเป็นลูกจ้างอย่างเดียว แต่จะต้องผลิตออกไปเป็นผู้ประกอบการด้วย   เพราะรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่มากขึ้น   โดยมีโครงการ กองทุนตั้งตัวได้สนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่  เน้นไปที่กลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่เกิน 5 ปี   เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

 

“พงศ์เทพ” ชี้รับครูเกินจริงส่งผลต่อคุณภาพ

ที่มา   :  เดลินิวส์  วันที่ 7 มกราคม 2556

“พงศ์เทพ”รับครูเกินจริงส่งผลต่อคุณภาพ เสนอตัวเป็นเจ้าภาพหารือเร่งด่วน ให้ได้ข้อสรุปก่อนรับนักศึกษาปี 2556 พร้อมรับดูเรื่องเงินเดือนอาจารย์น้อยกว่าครู 

Picture24
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มตัวแทนข้าราชการอาจารย์ และเจ้าหน้าที่สังกัดมหาวิทยาลัย จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ประสานมิตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.)และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ขอให้ปรับเงินเดือนให้เท่ากับครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ว่า ตนคงจะต้องขอไปดูรายละเอียดต่าง ๆก่อนว่าเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องที่กลุ่มอาจารย์ขอจัดทำแท่งเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นเอกเทศ ไม่ต้องอิงกับแท่งเงินเดือนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องดูรายละเอียดต่าง ๆเช่นกันว่าจะสามารถทำได้หรือไม่อย่างไร 

นายพงศ์เทพ ยังกล่าวถึงกรณีการผลิตบัณฑิตคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ที่มีมากในแต่ละปี ว่า ตัวเลขการผลิตครูที่ทางที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)เสนอมากับข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)มีอยู่ยังไม่ตรงกันแต่สิ่งที่พบคือข้อมูลการผลิตครูของมหาวิทยาลัยต่าง ๆมีจำนวนเกินความต้องการ และหากรวมกับข้อมูลผู้ที่จบครูก่อนหน้านี้ยิ่งมากเกินไป ดังนั้นถ้าจะยังผลิตเพิ่มอีกจำนวนบัณฑิตจะล้นจำนวนงานที่รับได้ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้เรียนและอาจส่งผลต่อคุณภาพของผู้ที่จะเข้าไปเรียนลดลงด้วย ดังนั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ผลิตครูต้องมาหารือกันว่าจะผลิตครูในละปีจำนวนเท่าไหร่ สาขาไหนบ้าง และสถาบันไหนจะผลิตครูบ้าง โดยศธ.จะเป็นเจ้าภาพหลักในการหารือเรื่องนี้ นอกจากนี้จะต้องดูเรื่องของการผลิตครูในโครงการครูมืออาชีพด้วยที่จะต้องปรับการดำเนินการต่าง ๆใหม่ให้เหมาะสม รวมทั้งจะต้องให้ทุนและประกันการมีงานทำด้วย เพราะสาขาที่ให้ทุนนั้นเป็นสาขาที่ขาดแคลน อย่างไรก็ตามศธ.คงจะต้องเร่งดำเนินการสรุปข้อมูลทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันก่อนที่จะมีการปิดรับนิสิตนักศึกษาศึกษา2556 

ด้าน รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มก. กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องมาดูแลบุคลากรทุกแท่งและทั้งระบบให้เท่าเทียมกัน อย่างเช่นเงินเดือน ไม่เช่นนั้นถ้าใครได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างหรือน้อยกว่าจะออกมาเรียกร้องตลอด หรือที่ว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ จนไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการศึกษา 

 

 

ตุ๊กตุ๊กไทยไปทั่วโลก เป็นรถยอดนิยม

ที่มา  :  มติชนออนไลน์   วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:20:37 น.

 

อีกไม่นานเกินรอ  ชาวเมืองโจฮันเนสเบริ์กกำลังจะได้เริ่มใช้บริการรถตุ๊กตุ๊กหรือสามล้อเครื่องนี้กัน


รีน่า เจยากูมาร์  เป็นผู้ก่อตั้งโครงการ E-tuktuk  แห่งโจฮันเนสกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า  ราคาค่ารถตุ๊กตุ๊กอยู่ที่คันละสี่พันดอลล่าร์สหรัฐ  หรือประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นบาท  และรถตุ๊กตุ๊กจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนระบบขนส่งมวลชนในเมืองโจฮันเนสเบริ์ก  เพราะค่าบริการไม่แพง  โครงการ E-tuktuk จะเริ่มต้นให้บริการในเขตชานเมือง Melville  เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างทันสมัยใกล้กับมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ สองแห่ง  เป็นแหล่งอาศัยของนักศึกษา นักวิชาการ  ผู้สื่อข่าว  และผู้ทำงานสาขาอาชีพสร้างสรรค์อื่นๆ

เจยากูมาร์  หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการ E-tuktuk  กล่าวว่า  เริ่มแรก รถตุ๊กตุ๊กจะจำกัดการให้บริการอยู่ในระยะรัศมี 5 กิโลเมตรเท่านั้น  โดยจะวิ่งให้บริการแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งโจฮันเนสเบริ์กจำนวนสามหมื่นคนก่อนเป็นหลัก

ผู้ก่อตั้งโครงการ  กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า  ต้องการจัดหาบริการการขนส่งที่ปลอดภัย  ในราคาที่คนจ่ายได้ โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษา  และเป็นการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  เพราะปล่อยควันเสียน้อยกว่ารถยนตร์ทั่วไป   รถตุ๊กตุ๊กจะช่วยให้คนจอดรถยนตร์ส่วนตัวไว้ที่บ้าน  ทำให้รถติดน้อยลง  ท้องถนนปลอดภัยมากขึ้นเพราะมีปัญหาคนเมาแล้วขับรถน้อยลง

การบริการรถตุ๊กตุ๊ก  จะพร้อมให้บริการแก่สาธารณชนอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า  ทีมงานในโครงการจะทำการตั้งราคาค่าบริการเพื่อให้เหมาะสมและเทียบกับค่าบริการขนส่งมวลชนชนิดอื่นๆได้

รายงานข่าว แจ้งว่า  ชาติแอฟริกาอื่น ๆ ได้นำรถตุ๊กตุ๊กออกวิ่งให้บริการตามท้องถนนกันแล้ว   ไม่ว่าจะเป็นในเมืองมุมบาซา   เมืองชายทะเลของประเทศเคนยา   หรือในเมือง Dire Dawa เมืองชายฝั่งตะวันออกของประเทศเอธิโอเปีย และในอีกหลายๆเมืองของไนจีเรีย

สมาคมการขนส่งมวลชนนานาชาติ  (International Association of Public Transport)  รายงานว่า  เมืองโจฮันเนสเบริ์ก  ประเทศแอฟริกาใต้  มีจำนวนรถยนตร์ต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในทวีปแอฟริกา

ตัวเลขเมื่อสองปีก่อนชี้ว่า  มีรถยนตร์มากกว่าเก้าแสนคันในเมืองนี้  ในขณะที่มีประชากรในเมืองทั้งหมด 3 ล้าน 8 แสนคน  แม้ตัวเลขจำนวนรถยนตร์จะสูงมาก  แต่ยังมีชาวเมืองโจฮันเนสเบริ์กอีกมากมายที่ไม่มียานพาหนะของตน  คนส่วนมากต้องพึ่งรถมินิบัสเเท็กซี่  ทีมงานโครงการ E-tuktuk ต้องการเลี่ยงแข่งขันกับรถแท็กซี่ที่ให้บริการอยู่แล้ว  ด้วยการกำหนดให้รถตุ๊กตุ๊กขับด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เพื่อให้บริการเฉพาะบนท้องถนนสายย่อย ๆ เท่านั้น

พินิจคอลัมน์:สตีฟ จ็อบส์คงช็อกอีกรอบ

ภาพประกอบจาก  :  google.com

ที่มา  :  ข่าวสดรายวัน  วันที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7985  

จม.เปิดผนึก7/55 เฮ!ต่อทุกครูอัตรา

ewt_news.php?nid=1022&filename=index

ที่มา  :  ศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ. สำนักนโยบายและแผน สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ กทม.

เด็กไทยอ่านหนังสือ2-5เล่ม/ปี

ภาพจาก :  google.com

ที่มา  :  คมชัดลึก  วันที่  3  ตุลาคม  2555

เผยเด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 2-5 เล่มต่อปี โดย กทม. อ่านมากที่สุด ร้อยละ 89.3 และที่อ่านหนังสือน้อยสุดคือภาคอีสา 

วันนี้ (2 ตุลาคม) นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานแถลงข่าว มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 17 (Book Expo Thailand 2012) ว่า จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องการอ่านหนังสือของประชากรในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2554 จาก 53,000 ครัวเรือน พบว่า คนไทยตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนและนอกเวลาทำงาน ร้อยละ 68.8 โดยผู้ชายจะอ่านหนังสือร้อยละ 69.3 ผู้หญิงร้อยละ 68.3 และกรุงเทพมหานครจะมีผู้อ่านหนังสือมากที่สุด คือ ร้อยละ 89.3 ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) มีอัตราการอ่านหนังสือต่ำที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 62.8 

โดยประเภทของหนังสือที่คนนิยมอ่านคือ หนังสือพิมพ์ (ร้อยละ 63.4) ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบสถิติของปี พ.ศ. 2554 กับ ปี พ.ศ. 2551 จะพบว่ามีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 ขณะที่เวลาในการอ่านหนังสือต่อวันลดลง เพราะหันไปสนใจกิจกรรมใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตหรือเกมมากขึ้น 

นอกจากนี้ นายกุลธร เลิศสุริยะกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาหลักสูตร สำนักงานส่งเสริมการศึกษาและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้เปิดเผยว่า เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 2-5 เล่มต่อปี ต่างจากสิงคโปร์ที่เฉลี่ยแล้วอ่านหนังสือ 50-60 เล่มต่อปี ดังนั้นจึงควรเพิ่มพฤติกรรมการอ่านหนังสือ และส่งเสริมการอ่านในกลุ่มคนด้อยการศึกษาและยากจน ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ

มหกรรมหนังสือ17เด็กไทยอ่าน<1ชม/วัน

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 15:38 น.

 

วันนี้ ( 2 ต.ค.) ในงานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 17 (Book Expo Thailand 2012)” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-28 ต.ค.2555 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ พูแบท (PUBAT) กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติประจำปีนี้ มีแนวคิด “อ่านทั่วไทย อ่านได้ อ่านดี” เพื่อสะท้อนถึงปัญหาความแตกต่างของพฤติกรรมการอ่านในสังคมไทย ภายหลังสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรทั่วประเทศ ในช่วงเดือน พ.ค. ถึง มิ.ย. 2554

พบว่า อัตราการอ่านของเด็กในเขตเทศบาลสูงกว่าเด็กนอกเขตเทศบาล ขณะที่เด็กเล็กในพื้นที่ภาคกลางมีอัตราการอ่านหนังสือต่ำสุด ร้อยละ 47.4 และเชื่อว่ามีแนวโน้มลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยี ส่วนเด็กเล็กในกรุงเทพมหานครมีอัตราการอ่านสูงสุด ร้อยละ 67.2 และเป็นอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่นๆ สำหรับการอ่านนอกเวลาเรียนและนอกเวลาทำงานของคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป พบอัตราการอ่านร้อยละ 68.8 โดยผู้ชายร้อยละ 69.3 และผู้หญิง ร้อยละ 68.3 ซึ่งกรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่ที่มีการอ่านมากที่สุด คือ ร้อยละ 89.3

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการอ่านหนังสือต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 62.8 จำนวนเวลาที่กลุ่มตัวอย่างใช้ในการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนและนอกเวลาทำงาน คิดเป็นค่าเฉลี่ย 35 นาทีต่อวัน โดยกลุ่มเด็กและเยาวชนใช้เวลาอ่านเฉลี่ย 40-41 นาทีต่อวัน ส่วนวัยทำงานและวัยสูงอายุใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 31-32 นาทีต่อวัน นอกจากนี้ยังสำรวจพบการอ่านในภาคการเกษตร มีเพียงร้อยละ 47.3 ส่วนภาคนอกเกษตรมีอัตราการอ่าน ร้อยละ 76.5

“เมื่อเปรียบเทียบอัตราการอ่านกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประเทศไทยอาจได้เปรียบหลายประเทศที่มีอัตราการออกเขียนได้ต่ำ อาทิ ลาว พม่า กัมพูชา แต่ขณะเดียวกันเราก็เสียเปรียบหลายประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาบัณฑิตไทยในปัจจุบันไม่สามารถอ่านจับประเด็น และขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ รวมถึงทักษะด้านการใช้ภาษา ซึ่งจะกลายเป็นข้อเสียเปรียบบัณฑิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นเห็นว่าภาครัฐควรเร่งควรหาวิธีเพิ่มทักษะต่างๆ เหล่านี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาคนของประเทศให้สามารถแข่งขันกับอาเซียนได้” นายวรพันธ์ กล่าว

ด้าน นายกุลธร เลิศสุริยะกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาหลักสูตร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) กล่าวว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าเด็กไทยมีอัตราการอ่านหนังสือลดลง ปัจจุบันเฉลี่ยเด็กไทยอ่านหนังสือเพียง 2-5 เล่มต่อปี ซึ่งแตกต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่มีอัตราการอ่านหนังสือประมาณ 60 เล่มต่อปี

โดยปัญหาหลักของการอ่านหนังสือน้อยของคนไทย เนื่องจากพฤติกรรมการอ่านหนังสือ มีความสัมพันธ์กับระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการอ่านให้คนไทย จึงส่งผลให้การอ่านของคนในชนบทน่าเป็นห่วงมากกว่าสังคมเมือง ดังนั้นโจทย์การอ่านทั่วไทย ถือเป็นโจทย์ที่ดีมากในการสร้างโอกาสให้แก่คนในชนบทให้มากขึ้น

“คนที่น่าเป็นห่วงคือคนในสังคมชนบท เพราะขาดโอกาส ดังนั้นทำอย่างไรวัฒนธรรมการอ่านจึงจะไปอยู่ในวิถีชีวิตของพวกเขาได้ ไม่ใช่รอให้ฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น หรือมีการศึกษาสูงขึ้นก่อน แต่รัฐบาลและทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้ประชาชนเห็นว่าการอ่านหนังสือ มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพเขาอย่างไร ถ้าเขาตระหนักว่าองค์ความรู้ที่ได้จากการอ่านมีอิทธิพลต่อชีวิต ก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการอ่านหนังสือ อย่างไรก็ตามปัจจุบันหนังสือที่ตอบโจทย์ชนชั้นกลางยังมีน้อย ทั้งในแง่ของเนื้อหาและราคาที่คนกลุ่มนี้จะเข้าถึงได้” นายกุลธร กล่าว

ครูต้องทำให้ดีที่สุด:ครูดีครูเด่น

ที่มา : เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2555 เวลา 00:00 น. ชาญฤทธิ์ มณีจอม

“ครู” ถือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ระบบการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า หากประเทศใดมี “ครู” ที่มีคุณภาพ ย่อมเป็นเครื่องการันตีได้ถึงแนวโน้มในการมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ… เหมือนอย่าง ครูบุญโชติ แสงคำ วัย 58 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านม่วงสามปี อ.ลี้ จ.ลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป)ลำพูน เขต 2 ที่ถือได้ว่าเป็นครูที่มีคุณภาพน่ายกย่องอีกท่านหนึ่ง และเป็น 1 ในจำนวน 15 ครูดีทั่วประเทศ ที่ได้รับเกียรติบัตร และเข็มเชิดชูเกียรติ รางวัลคุรุสภา ประจำปีการศึกษา 2554 ในฐานะ “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของอาชีพ ประเภท ครูผู้สอน” ระดับประเทศ จากนายกรัฐมนตรี เมื่อวันครู 16 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา
ปัจจุบันครูบุญโชติ ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะดนตรี ซึ่งครูบุญโชติ ให้แง่คิดของการจัดการเรียนการสอนไว้ว่า การจัดการเรียนการสอน ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการแสวงหาความรู้ตามสภาพ โดยผู้สอนต้องคำนึงถึงความแตกต่างของบุคคล สนับสนุนให้มีการปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถสรุปความรู้ทั้งหลายได้ด้วยตนเอง ก่อให้เกิดความนิยมและนิสัยในการปฏิบัติ จนกลายเป็นบุคลิกภาพถาวรติดตัวผู้เรียน

” จากการที่นักเรียนได้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรีปฏิบัติ ยังทำให้นักเรียนมีสมาธิเกิดปัญญาในการศึกษาเรียนรู้ในกลุ่มสาระอื่น ๆ ดีขึ้นไปด้วย นอกจากนั้นยังทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนบุคลิกลักษณะนิสัยเป็นคนดี เป็นผู้มีความสุภาพเรียนเรียบร้อย มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส มีความสุขสนุกสนาน มีความอ่อนน้อมอ่อนโยน มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ และผู้อาวุโสกว่า มีความกตัญญูต่อครูอาจารย์ และจะเป็นคนดีของสังคมประเทศชาติต่อไป” ครูบุญโชติ กล่าว

และด้วยบ้านพักอาศัยที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน ครูบุญโชติ จึงใช้เวลาว่าง และวันหยุดประจำสัปดาห์ สละเวลามาช่วยฝึกสอนซ่อมเสริมให้กับเด็กนักเรียน ทั้งด้านดนตรี และด้านวิชาการ โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ จนส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของทุกกลุ่มสาระที่ได้รับมอบหมายมีคะแนนอยู่ในระดับร้อยละ 75 ขึ้นไปทุกสาระ ซึ่งสูงกว่าระดับเขตพื้นที่การศึกษาฯ และสูงกว่าระดับประเทศ จึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กนักเรียน และบุคคลทั่วไปในละแวกนั้น จนเป็นที่กล่าวถึง และที่สำคัญที่ครูบุญโชติเน้นย้ำก็คือ การมีความเป็นอยู่โดยยึดถือศีล 5 เป็นหลักและปฏิบัติตนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด

ครูบุญโชติยังได้รับเกียรติบัตรและรางวัลอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รางวัลครูผู้สอนนักเรียนได้รับรางวัล เหรียญทอง, เหรียญเงิน,เหรียญทองแดง ระดับภาคเหนือ “การแข่งขันเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยจำนวน 9 ประเภท และประเภทวงดนตรี จำนวน 2 วง รางวัลครูผู้สอนนักเรียนได้รับรางวัล เหรียญทอง, เหรียญเงิน,เหรียญทองแดง ระดับภาคเหนือ “การแข่งขันเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยจำนวน 5 ประเภท และประเภทวงดนตรี จำนวน 1 วง รางวัลครูผู้สอนนักเรียนได้รับรางวัล ระดับภาคเหนือ ระดับดีเด่นการแข่งขันวงดนตรีพื้นบ้านล้านนาภาคเหนือ เป็นต้น รางวัลเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูบุญโชติ แสงคำ ครูโรงเรียนบ้านม่วงสามปี จังหวัดลำพูน ผู้ถือคติที่ว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”