Tag Archive | มือถือ

โนเกียเปิด WhatsApp Phone 2,100บ.

ที่มา  :   slashgear.com

โนเกียเปิดตัวโทรศัพท์แบบ QWERTY รุ่นใหม่ โดยเป็นโทรศัพท์ราคาถูกตระกูล Asha โทรศัพท์รุ่นใหม่นี้ใช้ชื่อรุ่นว่า Asha 210 เป็นมือถือสไตล์แคนดี้บาร์ มีจุดเด่นที่สามารถเล่น WhatsApp ได้ฟรี (ไม่เสียค่าแอพฯ แต่เสียค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตนะ) โดย Asha 210 จะมี 2 รุ่นคือแบบ 1 ซิม และ 2 ซิม

Nokia-Asha-210-Yellow_DualSIM_Whatsapp-580x489Nokia-Asha-210_Yellow_SingleSIM_Self_Portrait-566x500

จุดเด่นของโทรศัพท์รุ่นนี้คือ  มีปุ่ม WhatsApp ให้มาบนเครื่องเลย กดเพื่อแชทได้ตลอดเวลา และผนวก WhatsApp เข้าไปในสมุดโทรศัพท์ของ Asha 210 เอาไว้ให้ด้วย

อย่างอื่นที่น่าสนใจก็มี Wi-Fi,  กล้องหลัง 2MP  ไม่มีกล้องหน้า  ไม่รองรับ 3G  ใช้งานได้แค่ GPRS/EDGE  มีแอพฯอย่าง Facebook, Twitter, Gmail และ Youtube มาให้ด้วย     

โนเกียจะวางขายในไตรมาศ 2 ปีนี้ ในราคา $72 คิดเป็นเงินไทยก็เกือบๆ 2,100 บาท

ซัมซุงได้อัพเดท Android4.2/Android5.0

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก SamMobile

          ข่าวนี้ถือว่าเป็นข่าวนี้สำหรับคนใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของซัมซุง ล่าสุดเว็บไซต์ SamMobile ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากแหล่งข่าววงใน เกี่ยวกับการอัพเดทเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการ Android ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของค่ายซัมซุง

          จากข้อมูลเผยให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นใดบ้าง ที่จะได้รับการอัพเดทเป็นระบบปฏิบัติการ Android 4.2 และ Android 5.0 (ที่กำลังจะออกปลายปีนี้) ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง มาติดตามกันเลย 

รายชื่อมือถือซัมซุงที่จะได้อัพเดทเป็น Android 4.2.2 (รอมสุดท้าย)

    •    GT-I9080 – Galaxy Grand
    •    GT-I9082 – Galaxy Grand DUOS
    •    GT-I8190 – Galaxy S3 Mini
    •    GT-I8730 – Galaxy Express
    •    GT-I9100 – Galaxy S2
    •    GT-I9105 – Galaxy S2 Plus
    •    GT-I9260 – Galaxy Premier
    •    GT-N7000 – Galaxy Note
    •    GT-S6310 – Galaxy Young
    •    GT-S6312 – Galaxy Young DUOS
    •    GT-S6810 – Galaxy Fame
    •    GT-S7710 – Galaxy X Cover 2

รายชื่อมือถือและแท็บเล็ตซัมซุงที่จะได้อัพเดทเป็น Android 5.0 (สามารถอัพเป็น 4.2.2 ได้) 

    •    GT-I9300 – Galaxy S3
    •    GT-I9305 – Galaxy S3 LTE
    •    GT-I9500 – Galaxy S4
    •    GT-I9505 – Galaxy S4 LTE
    •    GT-N5100 – Galaxy Note 8.0
    •    GT-N5105 – Galaxy Note 8.0 LTE
    •    GT-N5110 – Galaxy Note 8.0 Wi-Fi
    •    GT-N7100 – Galaxy Note 2
    •    GT-N7105 – Galaxy Note 2 LTE
    •    GT-N8000 – Galaxy Note 10.1
    •    GT-N8005 – Galaxy Note 10.1 LTE
    •    GT-N8010 – Galaxy Note 10.1 Wi-Fi

          ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงข้อมูลที่หลุดมาเท่านั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ส่วนกำหนดการอัพเดทและรุ่นไหนจะได้อัพเดทบ้าง คงต้องรอทางซัมซุงออกมาประกาศอีกที

โพลเด็กอยากได้มือถือ-คอมพ์ของขวัญที่สุด

ที่มา  :   มติชนออนไลน์  วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 12:50:52 น.   ,

              คมชัดลึกออนไลน์วันที่ 11-01-2556 

               เรียบเรียงโดย  Kapook.com  

โพลสำรวจความคิดเห็นเด็ก เผย เด็กอยากไ ด้ มือถือ-คอมพิวเตอร์  เป็นของขวัญวันเด็กมากสุด  ขณะที่ชื่นชอบคำขวัญวันเด็กปี 2516 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ ของจอมพลถนอมมากสุด 

          วันที่ 10 มกราคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาชีวะโพล ได้สำรวจความคิดเห็นของเด็กไทยที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,214 คน ระหว่างวันที่ 4-10 มกราคม 2556 ถึงประเด็นต่าง ๆ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของเด็ก ๆ ผู้ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติก่อนเข้าสู่วันเด็กแห่งชาติในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ โดยสรุปผลได้ดังต่อไปนี้
 1.  ของขวัญวันเด็กที่อยากได้ในปีนี้

           อันดับ 1 โทรศัพท์มือถือ /คอมพิวเตอร์ /เครื่องเล่นเกม แผ่นเกม 40.18 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 เงิน /ทุนการศึกษา 31.46 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 ของเล่น เลโก้ /หนังสืออ่านเล่น /เครื่องเขียน 28.36 เปอร์เซ็นต์

 2. เพลงที่ชอบ

           อันดับ 1 กังนัมสไตล์ 59.47 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 สไมล์ 20.61 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 เจ็บจุงเบย 19.92 เปอร์เซ็นต์

 3. ดาราชายที่ชอบ

           อันดับ 1 ณเดช คูกิมิยะ 61.07 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 หมาก ปริญ 20.19 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 บี้ เดอะสตาร์ 18.74 เปอร์เซ็นต์

 4. ดาราหญิงที่ชอบ

           อันดับ 1 ญาญ่า อุรัสยา 58.38 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 คิมเบอร์ลี 22.62 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 อั้ม พัชราภา 19.00 เปอร์เซ็นต์

 5. ผู้ใหญ่ใจดีที่ชอบ

           อันดับ 1 พ่อแม่ /ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว 72.44 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 คุณครู 19.91 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 นายกรัฐมนตรี 7.65 เปอร์เซ็นต์

 6. สิ่งที่เด็กอยากบอกกับพ่อ

           อันดับ 1 รักพ่อ /จะเป็นเด็กดีของพ่อ 63.80 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 ขอให้พ่อมีความสุข สุขภาพแข็งแรง /อย่าทำงานหนัก 25.78 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 อยากให้พ่อเลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่ 10.42 เปอร์เซ็นต์

 7. สิ่งที่เด็กอยากบอกกับแม่

           อันดับ 1 รักแม่ /ขอบคุณแม่ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา 64.59 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 จะเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน ไม่ดื้อไม่ซน 18.61 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 ขอให้แม่มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน 16.80 เปอร์เซ็นต์

 8. สิ่งที่เด็กอยากบอกกับครู

           อันดับ 1 รักครูค่ะ/ครับ จะตั้งใจเรียนหนังสือ เชื่อฟังครู 40.30 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 อยากให้ครูเข้าใจเด็ก ไม่ดุ /ใจดี 33.21 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 ขอการบ้านน้อยๆ อย่าให้งานกลับมาบ้านเยอะ 26.49 เปอร์เซ็นต์

 9. สิ่งที่เด็กอยากบอกกับคนทำโทรทัศน์

           อันดับ 1 อยากให้ทำรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับเด็กเยอะ ๆ มีให้ดูทุกวัน 54.27 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 ทำรายการสนุก ๆ ให้ทั้งความรู้และความบันเทิง 30.34 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 อยากให้มีการ์ตูนเยอะ ๆ 15.39 เปอร์เซ็นต์

 10. สิ่งที่เด็กอยากบอกกับนายกรัฐมนตรี

           อันดับ 1 อยากให้นายกฯ ให้ความสำคัญกับเด็กและการศึกษาไทย 48.16 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 2 ในวันเด็กอยากได้ของขวัญจากนายกฯ อยากเจอนายกฯ  26.77 เปอร์เซ็นต์
           อันดับ 3 ขอให้นายกฯสู้ๆ ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 25.07 เปอร์เซ็นต์

          ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  ก็ได้เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ  เรื่อง  “เด็ก ๆ ชื่นชอบคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรีคนใดมากที่สุด”  โดยนำคำขวัญวันเด็กตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ. 2499 จนถึงยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในปี 2556 มาให้เลือก โดยไม่มีการระบุชื่อว่าเป็นคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรีท่านใด ศึกษาตัวอย่างเด็กและเยาวชนอายุ 10-15 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,368 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3–9 มกราคม 2556 ผลปรากฏว่า

 ร้อยละ 89.6 เลือกคำขวัญวันเด็กในปี 2516 ของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ระบุว่า “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ”

 ร้อยละ 88.9 เลือกคำขวัญวันเด็กในปี 2556 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ระบุว่า “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน”

 ร้อยละ 88.0 เลือกคำขวัญวันเด็กในปี 2555 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ระบุว่า“สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี”

รองลงมาคำขวัญวันเด็กในปี 2539 ของนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ว่า “มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด” และคำขวัญวันเด็กในปี 2520 ของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ระบุว่า “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย” ตามลำดับ

เมื่อถามว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แก้ปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างจริงจังและต่อเนื่องหรือไม่ พบว่า

 ร้อยละ 56.0 ระบุว่ารัฐบาลยังไม่ได้แก้ปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง และไม่ต่อเนื่อง
 ร้อยละ 44.0 ระบุว่ารัฐบาลได้แก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่องแล้ว

นอกจากนี้ เด็ก ๆ ยังได้ระบุสิ่งที่อยากขอจากผู้ใหญ่ในประเทศในโอกาสวันเด็กที่จะมาถึงนี้ ซึ่งตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า

 ร้อยละ 60.0 ระบุทำดีให้เด็กดูก่อน อย่าโทษแต่เด็ก
 ร้อยละ 57.9 ระบุขอให้ผู้ใหญ่มีความซื่อสัตย์ เลิกคดโกง
 ร้อยละ 56.2 ระบุช่วยกันพัฒนาประเทศ ไม่แบ่งฝ่าย ไม่แตกแยก
 ร้อยละ 56.0 ระบุช่วยกันทำให้สังคมไทยสงบสุข
 ร้อยละ 55.2 ขอให้รับฟังและเข้าใจเด็กมากขึ้น
 ร้อยละ 54.4 อยากให้ผู้ใหญ่เลิกทะเลาะกัน เลิกใช้ความรุนแรง

 ทั้งนี้ ดร.นพดล  ระบุด้วยว่า  สำหรับคำขวัญวันเด็กของจอมพลถนอม  ที่ได้รับความชื่นชอบมากที่สุด  เพราะมีความหมายลึกซึ้ง ทั้งความรู้ คุณธรรม และให้ความสำคัญต่อชาติมาเป็นอันดับแรก ซึ่งมักจะขาดไปในจิตใจของคนไทยจำนวนมาก ที่มักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ดังนั้น รัฐบาลน่าจะรณรงค์เข้มข้นและหามาตรการส่งเสริมพฤติกรรมของประชาชนว่า ถึงแม้ตัวเองและครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประเทศชาติต้องมาก่อนชุมชนและองค์กรบริษัททั้งหลาย จึงเสนอให้รัฐบาลทำโครงการทำดีให้เด็กดู ทั้งระดับครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ต้องซื่อสัตย์ต่อกันก่อนที่จะรณรงค์ให้ คนในชาติซื่อสัตย์สุจริต ผู้ใหญ่ในชุมชนและสังคมน่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหันมาให้ความเมตตากรุณา รู้จักให้อภัยรู้จักยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ที่รุนแรงต่อเด็ก ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และระดับชาติ

ครูระอาโทรศัพท์มือถือเด็กเล่นเพลง/เกม

ที่มา  :    ไทยรัฐ  วันที่ 11 มกราคม  2556

บรรดา​ครู​ใน​ประเทศ​อิสราเอล  บ่น​ว่า  เด็ก​นักเรียน​โรงเรียน​ระดับ​มัธยม  ต่าง​พา​กัน​พก​โทรศัพท์​มือ​ถือเข้าไป​เล่น​ส่ง​โซ​เ​ซี​ยลมีเดีย​ถึง​กันและกัน  หรือ​ไม่​ก็​ท่อง​เน็ต  ฟัง​เพลง  ถ่ายรูป  เล่น​เกม  หรือ​ไม่​ก็​ส่ง​ข้อความ​สั้น  กินเวลา​เกือบ​ร้อย​ละ 60 ของ​ชั่วโมง​การ​เรียน

นัก​วิจัย​มหาวิทยาลัย​ไฮฟา ซึ่ง​​พบ​ใน​การ​ศึกษา​กล่าว​ว่า  ไม่​ต้อง​สงสัย​เลย​ว่า  พฤติกรรม​เหล่า​นี้จะ​ต้อง​กระทบ​กับ​การ​ศึกษา​เล่าเรียน ซึ่ง​ทำให้​ครู​รู้สึก​อิดหนาระอาใจ​กัน​มาก

ทั้ง​ทาง​โรงเรียน​และ​ผู้​ปกครอง  ต่าง​ก็​กำลัง​พิจารณา​หา​ทาง​กัน​อยู่  ตั้งแต่​การ​จำกัด​เวลา​ให้​ใช้​โทรศัพท์  แต่​ก็​ยัง​เห็น​ว่า​ไม่​มี​วิธี​ที่​ดี​ที่สุด เพราะ​นักเรียน​วัยรุ่น​อาจจะ​ต่อต้าน  ซ้ำ​ยัง​เคย​พบ​มา​แล้ว​ว่า  ใน​ชั่วโมง​ที่​ครู​ผ่อนปรน  การ​ใช้​โทรศัพท์​มือ​ถือ​ใน​ห้อง​กลับ​น้อย​ลง 

แต่​ชั่วโมง​ที่​ครู​เข้มงวด​กลับ​หนักข้อ​ขึ้น  และ​เห็น​พ้อง​กัน​ว่า การ​บำบัด​ทาง​พฤติกรรม และ​วิธี​ทาง​จิตวิทยา จะ​ช่วย​แก้ไข​การ​หมกมุ่น​กับ​อินเตอร์เน็ต​ได้​ดี​กว่า.

 

 

LGสำรวจคนกรุง มีความสุขกับมือถือ

ที่มา  :  เดลินิวส์   วันพุธที่ 9 มกราคม 2556 เวลา 00:00 น.

แอลจีทำโพลสำรวจความสุขคนกรุงเทพฯ  ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่  บอกว่า โทรศัพท์มือถือช่วยทำให้ชีวิตมีความสุข   รองลงมาคือ  โทรทัศน์ โน้ตบุ๊ก  และแท็บเล็ต รวมถึงบริการไว-ไฟ  ที่ฟรีและแรงทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  บริษัทแอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ได้แถลงผลสำรวจไลฟ์ กู๊ด โพล  ซึ่งแอลจีได้ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจความสุขของคนกรุงเทพฯ ร่วมกับสวนดุสิตโพล  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  เพื่อสำรวจความสุขในทัศนคติต่อแนวคิดไลฟ์กู๊ด  หรือชีวิตที่ดี ทัศนคติ ต่อความสุขของตนเองและสังคม และอิทธิพลของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งผลต่อชีวิตแบบไลฟ์ กู๊ด โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,037 คน  อายุระหว่าง 20-45 ปี ในเขตธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา

นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิช  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด  กล่าวว่า  ผลสำรวจที่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น  ภาครัฐและเอกชนสามารถนำไปต่อยอดได้  จะได้รู้ว่าอะไรทำให้คนกรุงเทพฯ  มีความสุข  และความสุขของคนกรุงเทพฯ อยู่ตรงไหน  จะได้เข้าถึงความต้องการของคนกรุงเทพฯ จริง ๆ

ด้านนางสาวศุภรางคุ์ อนุชปรีดา ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร  กล่าวว่า  ผลการสำรวจความสุขของคนกรุงเทพฯ หรือไลฟ์ กู๊ด โพล ด้านทัศนคติของคนกรุงเทพฯ ที่มีต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม  พบว่า  คนกรุงเทพฯ  ยกให้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตมีความสุขมากที่สุด  ถึงร้อยละ 32  รองลงมา  เป็นโทรทัศน์และโน้ตบุ๊ก ร้อยละ 24 และ 19    และเทคโนโลยีที่จะทำให้มีความสุขมากขึ้นคือ   สัญญาณไว-ไฟ   หรือบริการอินเทอร์เน็ตความเร็ว สูงแบบไร้สาย ที่ให้บริการฟรีและแรงครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ยังเชื่อว่า   เครื่องใช้ไฟฟ้าและนวัตกรรมใหม่  จะช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นถึงร้อยละ 35  ส่วนเทรนด์หรือแนวโน้มของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนกรุงเทพฯ ต้องการคือ  ราคาที่เหมาะสม  คุณภาพดี  และใช้งานง่าย

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสาร พบว่า ยังคงติดตามข่าวสารทางทีวีและวิทยุมากถึงร้อยละ 36 โดยกลุ่มที่มีอายุมาก ติดตามข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์ร้อยละ 20 ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัย 41-45 ปี หากเป็นหญิงจะเป็นกลุ่ม 36 ปีขึ้นไป ส่วนโซเชียล เน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ฯลฯ จะเป็นกลุ่มวัย 20-25 ปี มีสัดส่วนรับรู้ข่าวสารผ่านเครือข่ายออนไลน์เพิ่มมากขึ้น.

เปิดGalaxy Young DuosงานMWC2013

ที่มา  :  kapook.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก   Sammobile

          สำหรับปีหน้าที่กำลังจะถึงนี้ ใครที่กำลังมองหามือถือรุ่นใหม่ ๆ อดใจและเตรียมตัวควักกระเป๋าจ่ายกันเลย  โดยในปีหน้านอกจากเราจะได้พบสมาร์ทโฟนระดับ high-end จากซัมซุงอย่าง Samsung Galaxy S4 และ Galaxy Note 3  เราจะได้เห็นสมาร์ทโฟนในตลาดระดับกลางรุ่นอื่น ๆ อีกเพียบ 

          ล่าสุดเว็บไซต์ SamMobile  ได้เผยรายละเอียดสเปคสมาร์ทโฟนในซีรี่ย์ Galaxy Y ที่มาพร้อมกับชื่อ Samsung Galaxy Young Duos (GT-S6312) สมาร์ทโฟนระดับกลาง (mid-end) ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด โดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวจะถูกเปิดตัวภายในงาน Mobile World Congress 2013 (MWC 2013) ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า 

Galaxy Y DUOS (GT-S6102)

          สำหรับสมาร์ทโฟนในซีรี่ย์ Galaxy Y ในตลาดตอนนี้มีคือรุ่น Galaxy Y DUOS (GT-S6102) ที่มีสเปครองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด มาพร้อมระะบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 2.3 Gingerbread ใช้หน้าจอแสดงผลแบบ QVGA ขนาด 3.14 นิ้ว พร้อมกล้องความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล ใช้หน่วยประมวลผลความเร็ว 832MHz ส่วนข้อมูลสเปคของ Samsung Galaxy Young Duos (GT-S6312) จากแหล่งข่าวตอนนี้บอกเพียงแค่ตัวเครื่องจะมีสองสีเท่านั้น คือ สีเทาฟ้า และสีขาว ส่วนระบบปฏิบัติการน่าจะใช้แอนดรอยด์ Jelly Bean

          อย่างไรก็ดี สำหรับใครที่สนใจตลาดมือถือระดับกลาง และเน้นฟีเจอร์การใช้งานทั่วไป แนะนำว่าให้อดใจรอดูปีหน้า เราอาจจะได้เห็นมือถือรุ่นใหม่ ๆ ของซัมซุงที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ชอบมือถือราคาถูกแนะนำว่าห้ามพลาด หากมีข่าวอัพเดทเพิ่มเติมเราจะรายงานให้ทราบกันอีกครั้ง

หามือถือแอนดรอยด์ด้วยGoogle Latitude

ที่มา  :  kapook.com     เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Google Latitude

          ครั้งก่อนได้แนะนำเพื่อนๆ ที่ใช้งาน iPhone ไปแล้ว  เมื่อเกิดเหตุการณ์ iPhone สุดรักของเราหายไปจะมีวิธีจัดการอย่างไรเมื่อ iPhone หาย สามารถดูขั้นตอนและวิธีการตามหา iPhone  คลิกที่นี่  คราวนี้มาถึงคิวเพื่อน ๆ ที่ใช้มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์กันบ้าง  ส่วนวิธีการค้นหามือถือบนแอนดรอยด์นั้นมีหลากหลายวิธี  แต่ที่จะแนะนำวันนี้เป็นการตามหามือถือแอนดรอยด์ด้วยบริการ Google Latitude ซึ่งเป็นบริการฟรีจากกูเกิล ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับบริการนี้กันก่อน 

Google Latitude

          Google Latitude  คือ   บริการระบบติดตามที่อยู่  เป็นอีกหนึ่งบริการที่ต่อยอดมาจาก Google Map  ทำหน้าที่ระบุตำแหน่งบนแผนที่ Google Maps โดยอ้างอิงจากระบบ  GPS  แบบ Tracking  ทำให้เราทราบว่าคนที่ใช้ Google Latitude อยู่ที่ไหนกันบ้างบนโลกใบนี้นั่นเอง     แต่ก็สามารถทำมาประยุกต์ใช้ติดตามมือถือหายและสำรองข้อมูลต่าง ๆ ได้  สำหรับบริการนี้รองรับการใช้งานโทรศัพท์มือถือหลายระบบปฏิบัติการ เช่น  iOS,  Android,  Nokia,  Blackberry,  Windows Mobile,  มือถือ Java  และใช้งานผ่านทางเว็บบราวเซอร์บนคอมพิวเตอร์ ส่วนขั้นตอนวิธีการใช้ Google Latitude ตามหามือถือที่หายมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง มาติดตามกันเลย 

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้งาน Google Latitude 

    •    โทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ที่เราใช้งาน และติดตั้งแอพฯ Google Maps ให้เรียบร้อย 

    •    บัญชี Google Account (Gmail) อีเมล 2 บัญชี

    •    โทรศัพท์มือถือควรเปิดการใช้งาน 3G อยู่ตลอดเวลา

    •    ในกรณีที่มือถือหายแล้ว ควรมีคอมพิวเตอร์, โน๊ตบุ๊คหรือมือถือเครื่องอื่น ๆ ที่ติดตั้ง Google Latitude ไว้สำหรับค้นหาตำแหน่งมือถือ

ก่อนมือถือหายควรตั้งค่าและเปิดใช้งาน Google Latitude กันก่อน

 1. เชื่อมต่อบัญชี Google Account โดยไปที่ Settings > Accounts and sync > Add account > Google จากนั้นให้ซิงก์บัญชี Gmail ที่เราใช้งานลงไป และซิงก์ข้อมูลต่าง ๆ ภายในเครื่องเข้ากับบริการของกูเกิล ไม่ว่าจะเป็น ปฏิทิน, เบอร์โทรศัพท์, รูปภาพ เป็นต้น ในกรณีที่มือถือหาย เราสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านี้มาเก็บไว้ได้ 

 2. ขั้นตอนต่อไปให้เปิดการติดตามด้วย Google Latitude (ควรเปิดการใช้งาน GPS ไว้ด้วย) โดยไปที่แอพฯ Maps > แตะเมนู > Settings > Location settings 

 3. จากนั้นแตะเลือก Share location with family or friends > Agree & Continue > รอสักครู่ระบบจะทำการค้นหาตำแหน่งมือถือ

 4. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วก็จะเจอกับหน้า Latitude เราสามารถแตะ Map View เพื่อดูตำแหน่งปัจจุบันของเราได้ โดยจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปโปรไฟล์ของเราแสดงบนแผนที่ (ตามภาพ) 

 5. ไปที่เว็บ http://www.google.com/latitude ล็อกอินด้วยบัญชีอีเมลอีกชื่อที่เราเตรียมไว้ เพื่อใช้สำหรับติดตามมือถือในกรณีที่สูญหาย (ไม่ใช่อีเมลเดียวกับที่ซิงก์อยู่บนมือถือ) 

 6. จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม เพิ่มเพื่อน ใส่อีเมล (อันแรก) ที่เราซิงก์ไว้บนมือถือ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม ส่งคำเชิญ 

 7. จะมีอีเมลแจ้งเตือนให้ทราบว่ามีการขอเพิ่มเป็นเพื่อนบน Google Latitude ให้เราเช็คอีเมลทั้งสองเมลแล้วกดยืนยันเพื่อแชร์ตำแหน่งให้กับอีเมลที่สอง เสร็จแล้วให้เข้าไปยัง Google Latitude บนมือถือก็จะพบกับข้อความร้องขอการแชร์ตำแหน่งบนแผนที่จากอีกอีเมล ให้แตะที่ข้อความจากนั้นแตะเลือก Accept and share back

เพียงเท่านั้นก็เสร็จขั้นตอนการตั้งค่า Google Latitude ก็สามารถใช้งานได้แล้ว 

วิธีตามหามือถือแอนดรอยด์หายด้วย Google Latitude

 1. สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกก็คือ การตั้งสติ อย่าตื่นตระหนกจนเกิดเหตุ และให้พยายามนึกให้ได้ว่าใช้งานมือถือครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะมีบางกรณีลืมไว้บนรถแท็กซี่, ตามร้านอาหาร สิ่งที่ควรทำให้หาโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องเพื่อโทรเข้าหามือถือของเรา 


 2. หากลองทำตามขั้นตอนที่ 1 แล้วไม่ได้ผล ให้กลับมาใช้ Google Latitude เพื่อดูตำแหน่งมือถือ โดยหาคอมพิวเตอร์หรือมือถือที่มีแอพฯ Google Latitude ในกรณีที่ใช้คอมฯ ตามหาให้เข้าไปที่เว็บ www.google.com/latitude  ล็อกอินด้วยอีเมลสำรอง (ที่เพิ่มเป็นเพื่อนกับอีเมลแรกบนมือถือ) จากนั้นบนแผนที่จะแสดงตำแหน่งมือถือของเราพร้อมกับบอกที่อยู่แบบชัดเจน

 3. เมื่อทราบตำแหน่งมือถือที่หายแล้ว ในกรณีที่ต้องการออกตามหาด้วยตัวเอง ควรมีเพื่อนหรือผู้ใหญ่ไปด้วย เพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
 ทางที่ดีให้เดินทางไปยังแจ้งความที่สถานีตำรวจ ในพื้นที่ที่เราทำมือถือหาย จากนั้นทางตำรวจจะสอบถามเพื่อเขียนเอกสารแจ้งความ และสิ่งสำคัญที่จะต้องมีก็คือหมายเลข IMEI ของเครื่อง (วิธีดูเลขอีมี่ให้กด *#06#)  เมื่อเสร็จขั้นตอนให้นำเอกสารแจ้งความไปยื่นยังแผนกกฏหมายของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (AIS, True และ Dtac) ตามเครือข่ายที่เราใช้งาน ควรนำไปยื่นด้วยตัวเอง เพื่อจะได้สอบถามข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้

 4. รอให้คนที่เจอหรือขโมยมือถือนำเครื่องไปใช้งาน ระหว่างนั้นให้เช็คกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เป็นระยะ สอบถามข้อมูลว่ามือถือของเราถูกเปิดใช้งานหรือไม่ (ขั้นตอนนี้เราจะต้องดำเนินการเอง) และอย่าลืมเข้าเว็บ Google Latitude เพื่อตรวจสอบตำแหน่งอีกช่องทาง
 

 5. ในกรณีที่มีข้อมูลสำคัญอยู่ในมือถือ หากเราทำการซิงก์ข้อมูลต่าง ๆ ไว้กับกูเกิล ให้เราเข้าไปดึงข้อมูลกลับมาโดยไปที่ accounts.google.com ล็อกอินด้วยบัญชีอีเมลเดียวกับที่อยู่บนมือถือ จากนั้นไปที่บัญชีซึ่งอยู่ด้านรายการซ้ายมือแล้วคลิก ดาวน์โหลดข้อมูลของคุณ เสร็จแล้วให้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านอีเมล เพื่อป้องกันคนที่เจอโทรศัพท์เข้าไปลบข้อมูลต่าง ๆ หรือเปิดดูอีเมลสำคัญ ๆ 

          ทั้งหมดนี้คือวิธีตามหามือถือสำหรับผู้ใช้งานแอนดรอยด์ ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายวิธี บางคนอาจจะเลือกตามหาด้วยแอพพลิเคชั่นหรือบริการตามหาจากผู้ผลิตมือถือ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้มือถือแอนดรอยด์เฉพาะซัมซุงสามารถติดตามมือถือได้ผ่านบริการ Samsung Dive หรือมือถือรุ่นอื่น ๆ สามารถใช้งานแอพฯ Android Lost, Plan B และ Lookout Security & Antivirus เป็นต้น 

          ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย ควรใช้มือถืออย่างระมัดระวังและเก็บไว้ให้มิดชิด ส่วนเรื่องมือถือที่หายไปแล้วนั้นจะได้มือถือคืนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและต้องอาศัยเวลาและความอดทน ทางที่ดีอย่าทำมือถือหายจะดีที่สุด

โหลดแอพ Google Play ผ่านแอนดรอยด์

ที่มา  :  kapook.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม          หากแอปเปิลมี App Store ที่เป็นศูนย์รวมแอพฯ สำหรับผู้ใช้งาน iPhone,iPod และ iPad เอาไว้ดาวน์โหลดแอพฯ ต่าง ๆ ติดตั้งลงบนสมาร์ทโฟน ฝั่งแอนดรอยด์ก็มี Google Play Store ศูนย์รวมแอพฯ และแหล่งรวมคอนเทนท์ต่าง ๆ ของกูเกิล ไม่ว่าจะเป็น เพลง, มือถือ, หนังสือ, เกม เป็นต้น ถ้าใครที่ใช้งานมือถือแอนดรอยด์อยู่คงคุ้นเคยกับ Google Play Store เป็นอย่างดีแน่นอน           สำหรับผู้ใช้งานมือใหม่ที่เพิ่งใช้มือถือแอนดรอยด์เป็นครั้งแรก และยังไม่รู้ว่าจะดาวน์โหลดแอพฯ ต่าง ๆ ได้จากที่ไหน วันนี้กระปุกดอทคอมขอแนะนำวิธีการดาวน์โหลดแอพฯ ต่าง ๆ จาก Google Play Store ที่สามารถดาวน์โหลดได้ง่าย ๆ ผ่านแอพฯ Play Store บนมือถือ แต่ก่อนดาวน์โหลดแอพฯ จำเป็นจะต้องมีบัญชีอีเมลกูเกิลเมลก่อน (Gmail) และไม่สามารถใช้งานอีเมลยี่ห้ออื่น ๆ ได้ หากยังไม่มีแนะนำให้ไปสมัครบัญชีอีเมล Gmail ก่อนดาวน์โหลดแอพฯ ส่วนใครที่มีแล้ว มาติดตามวิธีการดาวน์โหลดแอพฯ จาก Play Store กันเลย  วิธีดาวน์โหลดแอพฯ จาก Google Play Store ผ่านมือถือแอนดรอยด์ 

1. แตะเลือกแอพฯ Play Store > หากรู้ชื่อแอพฯ ที่ต้องการดาวน์โหลดสามารถพิมพ์ในช่องค้นหาได้ทันที

 

2. สามารถแตะเลื่อนหน้าจอไปทางด้านขวาเพื่อดูหมวดหมู่ของแอพฯ หรือแตะไปทางด้านซ้ายเพื่อดูรายการแอพฯ ฟรียอดนิยม 

 

3. พิมพ์ชื่อแอพฯ ที่ต้องการดาวน์โหลด ระบบจะแสดงชื่อแอพฯ ใกล้เคียงแบบอัตโนมัติมาให้ หากเจอแอพฯ ที่ต้องการให้แตะเลือก จากนั้นจะเข้าไปยังหน้าติดตั้งแอพฯ ให้แตะปุ่ม ติดตั้ง (Install) 

 

4. แตะปุ่ม ยอมรับและดาวน์โหลด จากนั้้แอพฯ ก็จะทำการดาวน์โหลดและติดตั้งให้อัตโนมัติโดยมีแถบสถานะการดาวน์โหลดแสดงให้ทราบ 

 

5. หน้าแอพฯ ที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถแตะปุ่ม เปิด เพื่อใช้งานแอพฯ นั้นได้

ไอโมบาย-เวลคอม-จีเนท ขน3Gโกยยอด

ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 18 ต.ค. 2555  เวลา 14:24:28 น.

นายฑิตพล จันทร์อุไร  ผู้จัดการฝ่ายอำนวยการผลิตภัณฑ์  บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า  ตลาดมือถือเฮาส์แบรนด์ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาค่อนข้างเงียบ  เหลือผู้เล่นแค่รายเดียว  คือ ไอ-โมบาย  เพราะแต่ละเจ้าปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด  ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเลตที่เข้ามามีบทบาทกับชีวิตผู้บริโภคมากขึ้น ตลอดจนการบริหารช่องทางการขาย ทำให้หายไปทบทวนและจัดการระบบภายในใหม่ คาดว่าตลาด เฮาส์แบรนด์จะกลับมาคึกคักอีกครั้งปลายปี

โดยแต่ละแบรนด์จะมาพร้อมกองทัพสมาร์ทโฟนและแท็บเลตระดับราคา 4-6 พันบาท รองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นหลัก เพราะจับต้องได้สำหรับผู้บริโภคที่กำลังจะเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น ราคาเครื่องถูกลง เทียบสเป็กแล้วเฮาส์แบรนด์จะสเป็กสูงกว่า ราคาถูกกว่าตลาดรวมโทรศัพท์มือถือเฮาส์แบรนด์ในปีนี้น่าจะมี 5 ล้านเครื่อง จาก 13-14 ล้านเครื่อง ในแง่การเติบโตเทียบกับปีที่ผ่านมาค่อนข้างทรงตัว ปีต่อไปแนวโน้มคงที่เช่นกัน อัตราส่วนของเครื่องระหว่างสมาร์ทโฟนกับฟีเจอร์โฟนครึ่งต่อครึ่ง แต่ที่เปลี่ยนแปลงคือมูลค่าตลาด เมื่อทุกเจ้าหันมาเน้นสมาร์ทโฟนซึ่งราคามากกว่าฟีเจอร์โฟนกว่า 2 เท่าตัว

“ตลาดเฮาส์แบรนด์ปลายปีนี้เดือดแน่ หลังเงียบไปนาน คู่แข่งต่างไปซุ่มเก็บตัวเพื่อกลับมาพร้อมสู้ไอ-โมบาย รวมถึงอินเตอร์แบรนด์ที่เริ่มรุกตลาดล่างมากขึ้น ฟีเจอร์โฟนราคาต่ำกว่า 600 บาท สมาร์ทโฟนรุ่นถูกเริ่มต้นที่ 3,990 บาท ถ้าไม่วางแผนใหม่ การเดินหน้าชนกับคู่ต่อสู้เหล่านี้น่าจะเป็นไปได้ยาก”

ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือ “ไอ-โมบาย” มีส่วนแบ่งในตลาดเฮาส์แบรนด์กว่า 70% มีสินค้าที่ออกสู่ตลาดมากกว่า 50 รุ่น หรือประมาณ 3 แสนเครื่องต่อเดือน แบ่งเป็นสมาร์ทโฟน 4-5 หมื่นเครื่อง, แท็บเลต 3 หมื่นเครื่อง และฟีเจอร์โฟน 2.2 แสนเครื่อง ซึ่งในจำนวนเครื่องใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่ในแง่มูลค่าเฉลี่ยทุกรุ่นอยู่ที่เครื่องละ 2,400 บาท (สมาร์ทโฟนและแท็บเลต) ฟีเจอร์โฟนที่ 1,500 บาท เพิ่มจากปีที่แล้ว กว่า 300 บาท

ด้านนายพิทักษ์ไท มุ่งเมฆา หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท นิวเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ “เอส เวลคอม” เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีแรกเป็นช่วงปรับปรุงโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ หลังมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท รวมถึงเร่งระบายสต๊อกสินค้ารุ่นเก่าออกให้หมดโดยเฉพาะสมาร์ทโฟน รวมถึงเตรียมทีมงานเพื่อกลับเข้าสู่ตลาดภายในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งจะมีสินค้าครบทุกไลน์ ทั้งสมาร์ทโฟน, แท็บเลต และฟีเจอร์โฟนที่ยังทิ้งไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังต้องการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อโทร.ออกและรับสายเท่านั้น 

“สต๊อกสินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟนและแท็บเลตเคลียร์หมดแล้ว ส่วนฟีเจอร์โฟนรุ่นเก่า ๆ ขอเวลา 2 เดือน พร้อมสำหรับการกลับมารุกตลาดจริงจังธ.ค. จะโฟกัสไปที่แต่ละกลุ่มลูกค้า เพราะความต้องการของผู้บริโภคมีหลายแบบ ถ้าแข่งช่วงต้นปีโอกาสเสี่ยงที่จะไม่ได้ก็สูงเอาเวลาไปปรับตัวเองน่าจะคุ้มกว่า”

โดยปีงบประมาณ 2555 (เริ่ม ก.ค. “เอส เวลคอม” จะจำหน่ายมือถือไตรมาสละ 15-20 รุ่น คละกันระหว่างสมาร์ทดีไวซ์และฟีเจอร์โฟน แต่ในแง่จำนวนเครื่องน้อยกว่าปีงบประมาณที่แล้ว หรือต่ำกว่า 7-8 หมื่นเครื่องต่อเดือน แต่เทียบเป็นมูลค่ามากกว่า โดยในปีนี้เน้นสมาร์ทโฟน ทำให้แม้ขายได้น้อยแต่มีกำไร บริษัทมีเป้าหมายรักษาลูกค้าเก่า และตั้งใจผลิตสินค้าที่ดีที่สุดออกมาเท่านั้น ไม่ได้เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากเจ้าอื่น

นายพิทักษ์ไทกล่าวต่อว่า ทุกแบรนด์หันมาเน้นสมาร์ทโฟน ทำให้ปลายปีนี้สัดส่วนตลาดจะอยู่ที่สมาร์ทโฟน 45% ที่เหลือเป็นฟีเจอร์โฟน มียอดขาย 14-15 ล้านเครื่อง สมาร์ทโฟนเริ่มเหมือนการทำตลาดสินค้าไอที เพราะอุปกรณ์ภายในประกอบด้วยซีพียู, ความกว้างหน้าจอ และระบบปฏิบัติการ ทำให้ก่อนเลือกซื้อลูกค้าเช็กสเป็ก และเทียบสินค้ากับเจ้าอื่น ๆ

นายฑัศ เชาวนเสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไวร์เลส แอ๊ดวานซ์ ซิสเต็ม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ “จีเนท” กล่าวว่า เฮาส์แบรนด์ไม่ปรับตัวอยู่ลำบาก ทุกเจ้าปรับตัวกันหมด เช่น การลดบทบาทฟีเจอร์โฟน ไปเน้นสมาร์ทโฟน 

โดยปลายปีนี้หากการประมูลคลื่น 2.1 GHz จบลงด้วยดี มีโอกาสที่เฮาส์แบรนด์จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะผู้บริโภคต้องการใช้ดาต้ามากขึ้น แต่ด้วยงบประมาณจำกัดเฮาส์แบรนด์ตอบโจทย์ได้

สำหรับแบรนด์ “จีเนท” 2 ไตรมาสที่ผ่านมาชะลอการทำตลาดรอการมาถึงของ 3G จึงมีสินค้าเพียง 30 กว่ารุ่น ส่วนใหญ่เป็นฟีเจอร์โฟน แต่ตั้งแต่ ต.ค.เป็นต้นไป จะกลับมาเน้นสมาร์ทโฟนอีกครั้ง จะทยอยเปิดตัวกว่า 20 รุ่น ระดับราคา 4-6 พันบาท หน้าจอ 4 นิ้ว ซีพียูดูอัลคอร์ขึ้นไป เพื่อรองรับการใช้ดาต้าและแอปพลิเคชั่น “ช่วงที่หายไป เราเน้นแท็บเลต ขายค่อนข้างดี 1 แสนเครื่องต่อเดือน มีสินค้า 10 รุ่น ครอบคลุมทุกราคาตั้งแต่ 3-9 พันบาท”

นายวงศ์สมรรถ สรรเพชุดาญาณ ผู้อำนวยการธุรกิจโมบาย บริษัท คอมพิวเตอร์ ซิสเต็ม คอนเน็คชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ซีเอสซี) เปิดเผยว่า หลังรุกเข้าสู่ธุรกิจมือถือจากเดิมเน้นสินค้าไอที ได้เปิดตัวฟีเจอร์โฟนและจำหน่ายผ่านหน้าร้านราคา 550 บาท และเร็ว ๆ นี้จะเปิดตัวแท็บเลตราคา 3,900 บาท 

“ฟีเจอร์โฟนยังจะอยู่ในตลาดต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปี ปีถัดไปจะมีสมาร์ทโฟนมาเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ราคา 5-6 พันบาท เพราะสมาร์ทโฟนค่อนข้างเปิดกว้างให้เฮาส์แบรนด์เข้ามาแข่งขัน และร่วมกับไบรท์สตาร์ทำให้การจัดจำหน่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น จัดโปรโมชั่น ร่วมกับโอเปอเรเตอร์”

เกิดอะไร”มือถือ”เมื่อ”3จี”ฉลุยใช้งาน

ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  updated: 17 ต.ค. 2555 เวลา 10:15:40 น.  (ข้อมูล : นสพ.มติชนรายวัน)

การประมูล 3จี (3rd generation mobile telecommunications) 

โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา คืออะไร 

เพราะเหตุใดจึงต้องนำ 3จี มาประมูลอีก ในเมื่อโทรศัพท์พวกสมาร์ทโฟนทั้งหลายที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็มีบริการ 3จี อยู่แล้ว

ขอย้อนเรื่องก่อนว่า โทรศัพท์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีผู้ประกอบการในตลาดรายใหญ่ๆ อยู่ 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส  บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค  และบริษัท ทรู มูฟ จำกัด หรือทรูมูฟและทรูมูฟเอช 

ทั้ง 3 ค่าย ต่างถือครองคลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าของตนแตกต่างกัน 

เอไอเอส การให้บริการหลักๆ จะอยู่ที่คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มีการแบ่งครึ่งของจำนวนช่องทางการสื่อสารของคลื่น (แบนวิดธ์) ที่มีอยู่ ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งเพื่อให้บริการในระบบ 2จี และ 3จี ควบคู่กันไป

ดีแทค และทรูมูฟ ที่การให้บริการหลักๆ จะอยู่ที่ความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในระบบ 2จี และ 850 เมกะเฮิรตซ์ ในระบบ 3จี   อย่างไรก็ตาม คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่นำมาทำ 3จี เพื่อให้บริการกันอยู่ขณะนี้ เป็นช่วงคลื่นที่เหมาะแก่การใช้งาน 2จี มากกว่า 3จี 

อีกทั้งเมื่อมีการนำคลื่นมาแบ่งใช้งานในลักษณะควบคู่กัน ประกอบกับการที่โทรศัพท์มือถือในยุคใหม่หรือสมาร์ทโฟนที่ใช้งาน 3จี ที่การอัพโหลด ดาวน์โหลด การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ เข้ามาแพร่หลายมากยิ่งขึ้น  จึงส่งผลให้คุณภาพการทำงาน 3จี ของคลื่นทั้ง 2 ย่านความถี่นั้นลดน้อยลง 

จะต่างกับคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่มีการรับรองโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ให้การรับรองว่าเป็นคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับการใช้งาน 3จี มากที่สุด   อีกทั้งคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เป็นย่านความถี่ที่หลายประเทศในโลกนำมาให้บริการ 3จี มากที่สุด

สำหรับคุณภาพการใช้งาน 3จี  เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันระหว่างคลื่น 3จี ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันในความถี่ย่าน 850 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ จะมีอัตราความเร็วสูงสุดในการเชื่อมต่อข้อมูลอยู่ที่ราว 7.2 เมกะบิตต่อวินาที    ส่วนคลื่น 3จี ในย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จะมีอัตราความเร็วสูงสุดในการเชื่อมต่อข้อมูลอยู่ที่ราว 42 เมกะบิตต่อวินาที    รวมทั้งการใช้งานยังไม่ต้องติดขัดปัญหาเรื่องขนาดของช่องทางการสื่อสารทำให้เน็ตช้า เช่นเดียวกับปัจจุบันอีกด้วย    อีกทั้งในอนาคต ยังมีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการที่ดีรับคลื่นจากการประมูลครั้งนี้ไปอาจนำคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์  มาพัฒนาเพื่อให้บริการในรูปแบบ 4 แทนที่คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 2300 กิกะเฮิรตซ์ เป็นย่านความถี่ที่เหมาะสมแก่บริการ 4จี มากสุด 

การเรียกคืนมาพัฒนาเป็น 4จี ยังคงติดปัญหาเรื่องการเรียกคืนของ กสทช. เนื่องจากผู้ที่ถือครองคลื่นอยู่ในขณะนี้  ทั้ง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  ยังคงติดในเรื่องสัญญาสัมปทานการให้บริการกับเอกชนยังไม่หมดอายุ และในคลื่นความถี่ดังกล่าวโดยเฉพาะ 1800 เมกะเฮิรตซ์  ยังคงมีลูกค้าที่ใช้บริการ 2จี คงค้างอยู่ในระบบอีกกว่า 20 ล้านคน ซึ่งการต้องโอนย้ายให้หมดทันทีอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้  

นอกจากนี้ คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ยังเป็นคลื่นความถี่ในระบบใบอนุญาต จะต่างกับการใช้งานคลื่นความถี่อื่นๆ ที่ใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ ที่อยู่ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน    ผู้ประกอบการภาคเอกชน ต้องแบ่งเงินรายได้จากการให้บริการคลื่นความถี่ส่งคืน  บริษัท ผู้ถือครองสัญญาสัมปทานทั้ง กสท และทีโอที ในอัตรา 20-30% ของเงินรายได้รวมทั้งหมด  การที่ภาคเอกชนไม่ต้องเสียส่วนต่างจากค่าสัญญาสัมปทานเมื่อได้รับใบอนุญาต จึงส่งผลให้มีเงินเหลือในการเร่งพัฒนาโครงข่าย หรือปรับอัตราค่าบริการให้ลดลงก็เป็นได้ 

ฉะนั้น แน่นอนที่สุด เบื้องต้นที่จะได้เห็นหลังภาคเอกชนให้บริการ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ลูกค้าในคลื่นภายใต้ระบบสัญญาสัมปทานเดิมที่ต้องการใช้งาน 3จี จะต้องถูกทยอยโอนย้ายมาสู่แบรนด์ใหม่ของผู้ประกอบการรายเดิมตามความสมัครใจของลูกค้า เช่น จากทรูมูฟ ย้ายไปทรูมูฟเอช เพื่อมาสู่การใช้คลื่นใหม่ภายใต้ระบบใบอนุญาต   

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการใช้ค่าบริการของคลื่น 2.1 เมกะเฮิรตซ์  หากอ้างอิงตามที่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. ในฐานะ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้เคยกล่าวไว้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่มีผู้ประกอบการได้รับ มีโอกาสบริการคลื่นความถี่ในอัตราส่วนเท่ากัน จะทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น  ทำให้ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงในราคาการใช้บริการ 3จี ที่ถูกลง   ความเห็นดังกล่าวนี้  ศุภชัย เจียรวนนท์  กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เคยกล่าวไว้เช่นกันว่า หลังได้รับใบอนุญาตใช้งานคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์  ลูกค้าของทรูจะได้ใช้งาน 3จี ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ในราคาที่ถูกลง

แต่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับ  สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  กล่าวว่า  เมื่อมีการเปิดการใช้งานของคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์  ราคาจะไม่ถูกลง  เนื่องจากผู้ประกอบการภาคเอกชนต่างรู้อยู่แล้วว่า ลูกค้าของตนเองที่จะใช้บริการ 3จี มีกำลังจ่ายในอัตราเดียวกับการใช้งาน 3จี ในปัจจุบัน   

ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับ จอห์น เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่กล่าวว่า  เมื่อการให้บริการ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ลูกค้าจะได้ใช้งาน 3จี ที่ดีขึ้นในราคาเท่าเดิม  

ส่วนสาเหตุที่ราคาไม่ลดลงนั้นเนื่องจากต้องนำเงินมาเป็นส่วนชดเชยจากเงินค่าประมูลที่เสียไปในหลักหมื่นล้านบาท   อย่างไรก็ตาม ในส่วนของระยะเวลาที่คนไทยจะได้สัมผัสการใช้งาน 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ตามกำหนดของ กสทช.  ระบุไว้ว่า หลังผู้ชนะประมูลได้รับใบอนุญาตต้องเปิดให้บริการทันทีใน 6 เดือน รวมทั้งการให้บริการต้องครอบคลุม 50% ใน 2 ปี และ 80% ใน 4 ปี   งานนี้ต้องมาลุ้นกันว่า 3จี ที่ทุกคนต่างรอคอยใช้งานมาเนิ่นนานนี้ จะดีจริงสมคำร่ำลือหรือไม่ 

การที่ผู้ประกอบการได้ถือครองคลื่นเพื่อให้บริการเท่าๆ กัน รายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ เช่นนี้ จะทำให้ราคาถูกลง จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องติดตามกันต่อไป

 

 

คลิปซัมซุงกาแล๊คซี่โน๊ต2ชนไอโฟน5

ที่มา  :  มติชนออนไลน์    วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:01:19 น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซัมซุงได้เปิดตัว”สมาร์ทโฟน กาแล๊คซี่ โน๊ต 2 “เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากแอปเปิลวางจำหน่ายไอโฟน 5 โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายใน 128 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐ ทั้งนี้ สำหรับกาแล๊คซี่โน๊ต 2 มีขนาดใหญ่กว่ากาแล๊คซี่ โน๊ต รุ่นก่อน ปฎิบัติการด้วยระบบแอนดรอยด์ ประมวลผลด้วยซีพียู 1.6 กิ๊กกะเฮิร์ช ซึ่งสามารถทำให้อุปกรณ์นี้ใช้งานในหลายฟังค์ชั่นได้เร็วกว่าระบบดูอัล คอร์ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้

 ทั้งนี้ สำหรับซัมซุงประสบความสำเร็จในการขายโทรศัพท์”กาแล๊คซี่ โน๊ต”เป็นจำนวนกว่า 10 ล้านเครื่อง และสามารถขายกาแล๊คซี่ เอส 3 ได้กว่า 20 ล้านเครื่อง และการเปิดตัวนี้มีขึ้นหลังจากแอปเปิลเพิ่งประสบความสำเร็จในการขายไอโฟน 5 ซึ่งมียอดจำหน่ายไปแล้ว 5 ล้านเครื่อง เพียงหลังจากวางจำหน่ายแค่ 5 วัน และก่อนหน้านี้ ซัมซุง เพิ่งแพ้คดีละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแอปเปิล ต้องจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวน 1,050 ล้านดอลลาร์ด้ว

news_detail.php?newsid=1348725957&grpid=&catid=09&subcatid=0904

มือถืออัจฉริยะให้เป็น“มนุษย์วิเศษ”

มือถือทำให้เราเป็น “มนุษย์วิเศษ” – โลกาภิวัตน์

ที่มา  :  เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.

โดย    รองศาสตราจารย์ ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล     อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร

มือถืออัจฉริยะ นับว่าเป็นอุปกรณ์ข้างกายเราที่ทรงพลังอย่างมหัศจรรย์ที่สุด จนทำให้เราเป็น “มนุษย์วิเศษ” กันเลย

มาระยะหลัง ถ้าหากเรามาวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญของโลกกันดู ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ปฏิวัติขนานใหญ่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ที่ประเทศตะวันตกเรียกว่า อาหรับสปริง นั้น ปฐมเริ่มแรกเกิดจากชายสองคนประท้วงเผาตัวเอง แต่เผอิญอีกคนหนึ่งนั้นมีโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ ที่สามารถบันทึกเหตุการณ์การเผาตัวตายเอาไว้ได้ วิดีโอที่ได้รับการบันทึกนี้ได้เกิดทำให้ประชาชนในประเทศนั้นตื่นตัวจนเกิดกระแสการปฏิวัติขึ้นในประเทศตูนิเซีย โทรศัพท์มือถือนั้นได้บันทึกการเผาตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจตกต่ำของพ่อค้าขายผลไม้คนหนึ่งที่ชื่อ โมฮัมเหม็ด นูอะ ซีซี เอาไว้ได้

หนังสือที่ชื่อ “คลื่นแห่งมือถือ” หรือ The Mobile Wave ก็ได้เล่าถึง โทรศัพท์มือถือนั้นเหมือน “มหาอำนาจ” ที่มนุษย์ใช้เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญใหญ่ ๆ ของโลกได้หลายครั้ง    กระทั่งประเทศไทย กลุ่มเครือข่ายมือถือมาประท้วงที่สีลมเรื่องพิษเศรษฐกิจ ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไทย ก็หลายครั้งมาแล้ว

ปัจจุบันมือถืออัจฉริยะข้างกายมนุษย์ ก็ได้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านคอร์รัปชั่น การซื้อขายของ ช่วยเตือนความจำ หาเสียงเลือกตั้งทางการเมือง ปรับปรุงระบบการศึกษา และทำให้มนุษย์ทั่วทั้งโลกสามารถใช้บริการเพื่อเข้าถึงการรักษาสุขภาพ

มือถือทำให้สังคมชีวิตเราสั่นไหวไปด้วย การส่งข้อความก็ถือเป็นแบบบันทึกการสนทนาสมัยใหม่ ทดแทนการโทรศัพท์คุยกันหรือส่งจดหมายถึงกัน การใช้มือถือเข้าสู่อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาความจริง หรือแก้ไขปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ บางเรื่องมนุษย์ก็สามารถทำได้ มีมือถือเอาไว้ค้นหาเส้นทางเดินทางและจะได้ไม่ต้องหลงทางถ้าหากมีสัญญาณถึง

ถ้าหาก “ซูเปอร์แมน” เหาะได้ มือถือก็ทรงพลังพอที่จะทำให้มนุษย์ทำแทบจะทุกสิ่งทุกอย่างได้เช่นกัน ยิ่งมีมือถือรุ่นใหม่เข้ามาก็ยิ่งทำให้เราจะยิ่งต้องติดกับดัก หรือจำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ ๆ เรื่อย ๆ จนทำให้เราเห็นคนทั่วโลกทุกสถานที่แทบจะเอามือถือปะติดข้างแก้มไปเสียแล้ว

แอมเบอร์ เดส นักมานุษยวิทยา ได้กล่าวเอาไว้เมื่อปี ค.ศ. 2012 ว่า “นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่มนุษย์ได้มีการติดต่อกันถึงเพียงนี้” “มันไม่ใช่เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่จะมาทดแทนพวกเรา แต่มันมาช่วยให้เรามีความเป็นมนุษย์ได้มากขึ้น เพราะมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน” “มือถืออัจฉริยะซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ช่วยให้เราสามารถดำรงชีวิตที่ดีได้อย่างเช่นปัจจุบัน”

นอกจากนี้มือถือยังเป็นอุปกรณ์ ที่จำเป็นที่สุดข้างกายมนุษย์ไปเรียบร้อย และขณะนี้มีจำนวนเกือบ 6 พันล้านเครื่อง กระจายไปยังทั่วโลก เพราะฉะนั้นมือถืออัจฉริยะ ก็คือมหาอำนาจที่ทำให้มนุษย์เราวิเศษมากขึ้น.