Tag Archive | วิทยฐานะ

อ๋อยจี้คุรุสภา-กคศ.ประเมินใหม่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ

ที่มา  :  www.moe.go.th

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2556 เรื่อง “การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555

กล่าวว่า การส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครู ซึ่งงานในวันนี้เป็นงานที่คุรุสภาจัดขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจแก่ครูที่มุ่งมั่น คิดค้น พัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษา อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการประชุมดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึง 9 ปีแล้ว จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ครูได้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอนที่สำคัญ

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของการประชุมทางวิชาการของคุรุสภาในปีนี้ เป็นหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเรายังต้องการการวิจัยและใช้ผลการวิจัยและการพัฒนามาเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและการพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา การจะวางนโยบายและแผนได้ดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรองรับ เพราะฉะนั้น การประชุมในหัวข้อดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจที่จะสร้างฐานที่มั่นคงแข็งแรง และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปพัฒนาเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา จะต้องมีการพัฒนากันอีกมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือ องค์กรที่จะทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาจะมีองค์กรในลักษณะนี้อยู่ เพื่อจะได้รู้ว่าหลักสูตรที่กำหนดออกมาเป็นอย่างไร เด็กเรียนรู้ได้ดีไหม วิชาที่เรียนสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนหรือไม่ และวิธีการสอนของครูเป็นอย่างไร เป็นต้น จึงเป็นเรื่องดีที่คุรุสภามีการส่งเสริมให้เกิดการวิจัย

การพัฒนาวิชาชีพครู มิใช่ทำเพื่อความมั่นคงของอาชีพครูหรือเพื่อความก้าวหน้าของผู้ที่เป็นครูเท่านั้น แต่เป็นการจัดการศึกษาได้ดีขึ้น เพื่อทำให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีและเพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นการพัฒนาวิชาชีพครู จึงต้องโยงกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษา เริ่มจากการที่ประเทศกำลังต้องการการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่กำลังผันผวนครั้งใหญ่จากวิกฤตของเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการพัฒนาคน

ขณะเดียวกัน โลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการพัฒนาทุกด้าน รวมทั้งการพัฒนาคนและการเรียนการสอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปหรือยกระดับคุณภาพการศึกษา คุณลักษณะของคนอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากที่ได้มีการหารือมาระยะหนึ่งแล้ว คือ ต้องการให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักแก้ปัญหา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กไปสู่คุณลักษณะดังกล่าว การทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาต่างๆ ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตร ดังที่ได้มอบนโยบายไว้ว่า จะต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและให้เชื่อมโยงกับการทดสอบวัดผลประเมินผลอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบเชื่อมโยงกัน ในการเรียนหลายระดับชั้นยังไม่มีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน ในวิชาภาษาไทย ก็ไม่มีการทดสอบวัดผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาที่จะวัดสมรรถนะทางภาษาเหมือนอย่างที่ประเทศต่างๆ ใช้วัดสมรรถนะทางภาษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานหรือการทดสอบกลาง

ในส่วนของการให้ผู้เรียนเรียนรู้ในยุค ICT ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนการสอนในยุคนี้ก็ต้องเปลี่ยน เนื่องจากผู้เรียนสามารถหาความรู้ได้เองอย่างไม่จำกัด หากมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก ซึ่งต้องมาดูที่หลักสูตรว่าผู้เรียนควรรู้และเรียนอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเมื่อผู้เรียนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก การเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สอดคล้องกัน เพราะผู้เรียนอาจจะหาคำตอบจากคำถามของครูได้ แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือคิดไม่ได้ว่าคำตอบที่ได้มาต้องการสื่อถึงอะไร การเรียนการสอนในโลกยุคอินเทอร์เน็ตจะต้องเปลี่ยนแปลง และมีวิธีการสอนอีกมากมายที่เกิดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอพลิเคชั่น ซึ่งก็ได้มีครูในโรงเรียนบางแห่งเริ่มใช้เพื่อพัฒนาในการเรียนการสอนแล้ว

แนวคิดอีกอย่างที่ได้มีการรวบรวมกันมา คือ การอบรมพัฒนาครูโดยอาศัย ICT ซึ่งต้องคำนึงว่าจะทำได้ผลมากแค่ไหน ต้องมีการช่วยกันคิด ครูสามารถเรียนรู้จากวีดิทัศน์ที่บันทึกไว้ใน YouTube หรือแอพลิเคชั่นบางอย่าง เมื่อมีใครต้องการจะศึกษาก็สามารถเข้าไปดูได้ หรืออาจจะทำเป็นระบบปิด เช่น ระบบที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ แยกเป็นรายวิชาเพื่อใช้สำหรับการเรียนวิชาต่างๆ นอกจากนี้ อาจจะจัดการเรียนแบบใหม่ เรียกว่า “Flip the Classroom”คือ การนำเรื่องที่เด็กต้องทำเป็นการบ้าน มาทำในห้องเรียน แล้วนำเรื่องที่เคยทำในห้องเรียนกลับไปทำที่บ้าน หมายความว่าให้เด็กไปดูวีดิทัศน์ อ่านหนังสือ หรือเข้าอินเทอร์เน็ต ดูเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มาจากบ้าน เมื่อถึงห้องเรียน ครูก็ตั้งคำถามและให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การเรียนการสอนดังกล่าว มีคนถ่ายวีดิทัศน์ แล้วนำลงอินเทอร์เน็ต อาจจะเชิญชวนครูให้มาดูพร้อมๆ กัน ดังนั้น การพัฒนาครูในเรื่องเทคนิคการเรียนการสอน หากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาครูเพื่อยกระดับการศึกษาของผู้เรียน จึงเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

คุรุสภา ในฐานะสภาวิชาชีพ ก็ต้องดูแลรักษาคุณภาพมาตรฐาน จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพครู แต่ที่ต้องการจะฝาก คือ การพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา สิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้การพัฒนาวิชาชีพครูมีการคำนึงเรื่องครูขาดแคลน ซึ่งได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ.ไปดูว่าจะเกลี่ยอย่างไร ในเรื่องของการผลิตและการรับครู พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งต้องให้คุรุสภามีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้การกำหนดกติกาในการพัฒนาวิชาชีพ หากเคร่งครัดเกินไป ก็จะกลายเป็นปิดกั้นโอกาสที่จะหาครูมาสอน เพราะในปัจจุบันครูอาชีวศึกษาขาดแคลนอย่างมาก ขณะนี้มีการจ้างครูอัตราจ้างมากกว่าครูที่เป็นข้าราชการ หากสถานศึกษาไม่สามารถจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญมาสอนได้ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู หากผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่มีความรู้ทางด้านนั้นน้อยมาก ก็ไม่สามารถสอนคนให้เป็นช่างที่มีความสามารถได้ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจะมีผู้สนใจจะสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่ระบบของอาชีพครูเป็นระบบปิด คือ มีการวางระบบเหมือนจะปกป้องอาชีพนี้ไม่ให้ผู้อื่นมาเป็นได้ง่าย เพื่อความมั่นคงของวิชาชีพ แต่กลายเป็นไปว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดยต้องมีครูและเป็นครูด้านที่ขาดแคลน

ก.ค.ศ.กับคุรุสภามีหลักเกณฑ์ที่ลักลั่นกันอยู่ ก.ค.ศ.อนุญาตให้ทำได้ แต่ติดหลักเกณฑ์ของคุรุสภา ทำให้ไม่สามารถทำได้ หน่วยงานทั้งสองจึงจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะหรือการพัฒนาวิชาชีพที่โยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและโรงเรียน จากการสำรวจพบว่ามีความเชื่อมโยงกันน้อยมาก และพบว่า   ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาหลายแห่งมีความก้าวหน้าขึ้น   มีวิทยฐานะ เงินเดือน  รายได้สูงขึ้น  แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในสถานศึกษานั้นแย่มาก  จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ.และคุรุสภาช่วยกันคิดวิธีประเมินวิทยฐานะที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วย

รมว.ศธ.ย้ำว่า การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเป็นหัวข้อที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการร่วมกันคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู โดยอาศัยการวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ดี ก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นไป อย่างน้อยแล้ว ต้องถือว่าจุดมุ่งหมายอันดับแรกในการพัฒนาวิชาชีพครู คือ เพื่อพัฒนาคน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และจะได้พัฒนากำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่มีความหมายที่สุด

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา “ผลงานวิจัยระดับภูมิภาค” และชมนิทรรศการต่างๆ เช่น นิทรรศการสารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม จำนวน 80 ผลงาน, นิทรรศการผลงานวิจัยภาคแผ่นป้ายนิทรรศการ จำนวน 30 ผลงาน, ร้านค้าสวัสดิการคุรุสภา เป็นต้น

ครูตกอีเทรนนิ่ง 9พันประเมินวิทยฐานะใหม่

ที่มา  :  มติชนออนไลน์   29 ม.ค. 2556

g16

เมื่อวันที่ 28 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า  ที่ประชุมมีมติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 9,000 คน ที่ผ่านการพัฒนาตามระบบอี-เทรนนิ่ง  แต่ไม่ผ่านการประเมินผลงานทางวิชาการ จึงทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะ  ได้รับการพิจารณาให้รับการประเมินอีกครั้งหนึ่ง  โดยต้องยื่นคำขอเพื่อเข้ารับการพัฒนาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้/สาขาวิชา  ที่เสนอขอรับการประเมินที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการ  และให้ส่วนราชการดำเนินการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้  และให้ทดสอบความรู้หลังการพัฒนา โดยการพัฒนาจะต้องไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน  ทั้งนี้  เมื่อผ่านการพัฒนาและทดสอบความรู้แล้วต้องกลับไปปฏิบัติงาน ณ สถานศึกษา/สถานที่ปฏิบัติงานเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียน  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วให้ทำรายงานกระบวนการปฏิบัติงานและผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผลการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา  ผลการพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษา  หรือผลนิเทศการศึกษาแล้วแต่กรณี  ทั้งนี้จะให้ผู้ขอรับการประเมินเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

อ.มหา’ลัยเซ็งครูแซงงด.สพฐ.2เด้ง

ที่มา  :  ไทยโพสต์   3 January 2556 – 00:00

gnat07

    สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยฯ ถกเครียดเงินเดือนครูโรงเรียน สพฐ.แซงหน้า หลังรัฐบาลเอาใจครู ขึ้นเงินเดือนเบิ้ล 2 ครั้ง แถมปรับค่าวิทยฐานะด้วย จี้ สกอ.ดูแลสิทธิด่วน เพราะเป็นปัญหามา 2 ปีแล้ว ด้าน “กำจร” เผยชงเรื่องเลื่อนเงินตำแหน่งทางวิชาการเข้า ครม.แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ยันไม่มีอาจารย์มหา’ลัยลาออกไปเป็นครู รร.แน่ เล็งรื้อระบบขอตำแหน่ง ผศ., รศ., ศ. ใหม่ทั้งหมด หลังหลักเกณฑ์ปัจจุบันไม่เวิร์ก
    ต่อเนื่องจากที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีประเด็นการแสดงความกังวลของเหล่าคณาจารย์มหาวิทยาลัยสมาชิก ต่อปัญหาค่าตอบแทน สวัสดิการ สวัสดิภาพอาจารย์มหาวิทยาลัย และการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการนั้น
    รศ.ดร.สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวนำเสนอข้อมูลค่าตอบแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยเทียบกับครูโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยมีค่าตอบแทนน้อยกว่าครูโรงเรียนสังกัด สพฐ.เป็นหลักพันบาทมากว่า 2 ปีแล้ว ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนลาออกไปสมัครเป็นข้าราชการครู โรงเรียนสังกัด สพฐ.บ้างแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเนื่องจากตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมา เฉพาะข้าราชการครูได้ปรับขึ้นเงินเดือน 8% ต่อมาในเดือนเมษายนของปีเดียวกัน รัฐบาลสั่งปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนทั่วไป 5% ซึ่งแค่ในปีเดียวครูก็มีเงินเดือนแซงหน้าอาจารย์มหาวิทยาลัย จนมาในช่วงปลายปี 2555 ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เห็นชอบการเลื่อนไหลเงินประจำตำแหน่งผู้มีวิทยฐานะ อาทิ วิทยฐานะ คศ.2 เงินเดือนเต็มขั้นไปรับเงินเดือน คศ.3 เช่นเดียวกับ คศ.3 เต็มขั้นไปรับเงินเดือน คศ.4 และ คศ.4 ไปรับ คศ.5
    อาจารย์ ม.รามคำแหง กล่าวอีกว่า ขณะที่อาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการต่างๆ ไม่มีสิทธิเลื่อนไหลไปรับเงินเดือนตำแหน่งทางวิชาการที่สูงกว่า อาทิ ตำแหน่งอาจารย์เงินเดือนเต็มขั้นจะไปรับเงินเดือนตำแหน่ง ผศ.ไม่ได้ เช่นเดียวกับ ผศ.เงินเดือนเต็มขั้นจะไปรับเงินเดือนตำแหน่ง รศ.ก็ไม่ได้ รศ.เต็มขั้นจะไปรับเงินเดือน ศ.ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบ และเป็นสิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานพิทักษ์สิทธิอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่จะต้องไปดูแลและแก้ไข รวมถึงปัญหาความเท่าเทียมกันระหว่างอาจารย์ข้าราชการและอาจารย์พนักงาน มหาวิทยาลัยด้วย
    รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สกอ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็ไม่อยากให้นำประเด็นอัตราค่าตอบแทนระหว่างครูและอาจารย์มาเปรียบเทียบ กัน เพราะทั้งคู่มีบริบทที่ต่างกัน อย่างครูหากโดนสั่งโยกย้ายก็ต้องไป ขณะที่อาจารย์ไม่ต้องไปก็ได้ ครูต้องสอนอยู่ในห้องเรียน ขณะที่อาจารย์ไม่จำเป็นต้องสอนในห้องเรียนก็ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นการขึ้นเงินเดือน เพราะมีการหวังผลทางการเมืองหรือไม่ ก็ให้ไปคิดเอาเอง ส่วนเรื่องการขอเลื่อนไหลเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการนั้น ที่ผ่านมา สกอ.ก็เสนอเรื่องดังกล่าวไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาแล้ว ที่ขณะนี้ก็ยังค้างพิจารณาอยู่ ซึ่งจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม
    “กรณีกระแสข่าวอาจารย์มหาวิทยาลัยลาออกไปเป็นครูโรงเรียนสังกัด สพฐ. ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะขณะนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ว่าอาจารย์คนนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน ย้ายไปแล้วได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ขณะเดียวกันเรื่องดังกล่าวก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะการเป็นครู สพฐ.ได้นั้นต้องผ่านการสอบบรรจุครูผู้ช่วย และต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่มี เว้นแต่เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่เดิมเคยเป็นวิทยาลัยครูมาก่อน ก็อาจมีพื้นฐานการเป็นครู มีใบอนุญาตฯ สามารถไปปฏิบัติการสอนได้ ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าอยากจะเลือกเป็นอาจารย์หรือครู” รศ.นพ.กำจรกล่าว
    รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาอาจารย์พนักงานมหาวิทยาลัยที่มีค่าตอบแทนต่ำกว่าอาจารย์ข้า ราชการนั้น เรื่องดังกล่าวเนื่องจากสำนักงบประมาณไม่มีบัญชีพนักงานมหาวิทยาลัย ทำให้ขึ้นแต่อาจารย์ ข้าราชการ ซึ่งที่ผ่านมาก็สั่งให้มหาวิทยาลัยไปทำบัญชีพนักงานแล้ว แต่ก็มีการขยับตลอดบัญชีไม่นิ่ง จน สกอ.ต้องเสนอให้จัดสรรงบฯ เป็นก้อนให้มหาวิทยาลัยไปบริหารจัดการเอาเอง อย่างไรก็ตาม เรื่องทำให้สิทธิอาจารย์ที่เป็นพนักงานให้เท่าเทียมข้าราชการที่ผ่านมา สกอ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.บ.บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ…. ซึ่งขณะนี้ก็คืบหน้าไปมาก
    รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวอีกว่า สำหรับข้อห่วงใยเรื่องการแก้หลักเกณฑ์การกำหนดตำแหน่งทางวิชาการของที่ ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เห็นชอบให้แก้หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. โดยกำหนดให้ทำงานวิจัย “หรือ” ตำรา จากเดิมที่กำหนดทำทั้งงานวิจัย “และ” ตำรานั้น ขณะนี้มีเสียงบ่นจากคณาจารย์ว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวช่วงแรกหวังให้แก้ เพราะจะทำให้ขอตำแหน่ง ผศ.ได้ง่ายขึ้นนั้น แท้จริงแล้วกลับยากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะประกาศใช้ไปแล้ว ดังนั้นคงถึงเวลาที่จะต้องมีการรื้อเรื่องการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการใหม่ เสียทั้งหมด
    รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวอีกว่า ปัจจุบันหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ., รศ. และ ศ. พ.ศ.2555 มีสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วยหลายข้อ อาทิ การรอเวลาหลังจบการศึกษา เพื่อทำผลงานขอตำแหน่ง ผศ. อย่าง ป.ตรีต้องใช้เวลา 9 ปี ป.โทต้องใช้เวลา 5 ปี ซึ่งทำไมต้องรอเวลา ขณะที่การทำผลงานเพื่อขอขึ้นตำแหน่งก็มีปัญหาไม่มีผู้อ่านผลงาน เพราะอ้างค่าตอบแทนต่ำ กลัวปัญหาฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม ในเป้าหมายที่จะรื้อ ต่อไปการขอ ผศ.ต้องเร็วขึ้น หากจบการศึกษาแล้วอยากขอก็ทำผลงานเสนอเลย หากไม่ขอในระยะ 9 ปีก็ให้เลย แต่ต้องอยู่สาขาอาชีพที่กำหนด ขณะที่ ผศ.ขึ้น รศ.ก็ดูที่ผลงาน และ รศ.ขึ้น ศ.ดูที่ผลงาน และดูประวัติว่าเคยเป็นผู้อ่านผลงานผู้ขอตำแหน่งทางวิชาการระดับล่างกว่ามา หรือไม่ อย่างไรก็ดี การรื้อคงต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะต้องทำความเข้าใจหลายฝ่าย
    ผศ.ดร.ชาญวิทย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้อาจารย์วัยรุ่นของจุฬาฯ กำลังเกิดความสับสน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปลี่ยนหลักเกณฑ์การขอ ผศ.ให้ทำงานวิจัย “หรือ” ตำรา แต่ที่จุฬาฯ ทางนายกสภาฯ ได้ยืนยันใช้หลักเกณฑ์เดิม คือทำทั้งงานวิจัย “และ” ตำรา จึงเป็นสิ่งที่ทำให้สับสนอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีการสอบถามจุฬาฯ มาว่า สามารถเป็นอิสระไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ของ ศธ.ทั้งหมดเลยหรือ แล้ว ม.นอกระบบอื่นๆ สามารถทำได้หรือไม่.

สพฐ.เร่งวิทยฐานะใหม่เน้นสมรรถนะ-ผลสัมฤทธิ์

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:12:17 น.

t18

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะด้วยการประเมินสมรรถนะ ว่า ขณะนี้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังจัดทำหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้อยู่ ซึ่ง สพฐ.จะให้ใช้การประเมินในสาขาวิชาที่มีความพร้อมก่อนใน 3 สาขาวิชา คือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์    โดยมีแนวทางเบื้องต้นว่าในการขอให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ จะไม่เน้นการทำผลงานทางวิชาการ แต่จะประเมินสมรรถนะของครูผู้สอน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อย่างคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เป็นสำคัญ เป็นต้นส่วนผลงานวิชาการจะให้ทำคล้ายๆ สารนิพนธ์ มีความหนาไม่เกิน 50 แผ่น จากเดิมที่การทำผลงานจะมีความหนามากกว่า 50 แผ่น

นายชินภัทร  กล่าวว่า  ด้านขั้นตอนการประเมินนั้น ครูที่จะเข้ารับการประเมินวิทยฐานะจะต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะจากหน่วยงานกลางตามที่กำหนดไว้ก่อน  จึงจะสามารถเข้าสู่กระบวนการประเมิน โดยการนำใบรับรองสมรรถนะมายื่นได้  ทั้งนี้ วิทยฐานะชำนาญการจะต้องผ่านการประเมินสมรรถนะระดับต้น  วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ต้องผ่านประเมินสมรรถนะระดับกลาง  และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ต้องผ่านการประเมินสมรรถนะระดับสูง   ส่วนการส่งกรรมการลงไปประเมินในระดับสถานศึกษานั้น อาจลงไปตรวจสอบข้อมูลครูที่ขอเข้ารับการประเมินว่าเป็นอย่างไร  อย่างกรณีสมรรถนะของเด็ก จะต้องไปดูในโรงเรียนว่าเด็กมีสมรรถนะจริงตามที่แจ้งหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีประจักษ์พยานที่ชัดเจน”

การประเมินวิทยฐานะด้วยการประเมินสมรรถนะนี้ จะเปิดโอกาสให้ครูได้เลื่อนวิทยฐานะเพิ่มขึ้น  เช่น  ภาษาอังกฤษ ที่ผ่านมามีครูผ่านการประเมินไม่ถึง 10%  ของผู้ที่เข้ารับการประเมิน  แต่วิธีการประเมินใหม่นี้จะเป็นธรรมมากขึ้น  ใครที่ตั้งใจทำงานแต่เขียนผลงานไม่เก่ง จะมีสิทธิผ่านประเมินมากยิ่งขึ้น  เพราะจะดูผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน และสมรรถนะผู้สอนเป็นหลัก”  

นายชินภัทรกล่าวอีกว่า  อย่างไรก็ตาม  สำหรับกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์นั้น  จะให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ช่วยทำหน้าที่ประเมินสมรรถนะของผู้ที่จะเข้ารับการประเมิน  เนื่องจาก สสวท.มีความเชี่ยวชาญใน 2 วิชานี้  ทั้งนี้ สพฐ.จะเร่งจัดทำรายละเอียดให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อนำไปใช้ในการประเมินวิทยฐานะต่อไป  ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เห็นชอบในหลักการแล้ว จึงไม่น่าจะต้องนำเสนอให้อนุมัติอีกครั้ง

ผุดเกณฑ์วิทยใหม่วิทย์คณิตอังกฤษก่อน

ที่มา  :   ข่าวสดรายวัน  วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555  ปีที่ 22  ฉบับที่ 7995  




นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)  กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า  สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา  มีมติเห็นชอบในหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะสายผู้สอน  และสายนิเทศก์การศึกษาแนวใหม่  ซึ่งจะเน้นการประเมินสมรรถนะครู  สพฐ.กำลังเตรียมการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยจะเชิญนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ มาหารือ  เพื่อทำหน้าที่ประเมินสมรรถนะครู เบื้องต้น  จะเริ่มจากสาขาที่มีความพร้อม ประกอบด้วย  วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  และภาษาอังกฤษ

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า  ทั้งนี้ จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย  สำหรับด้านภาษาอังกฤษจะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการสอนและประเมินสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษ  รวมไปถึงสถาบันภาษาของต่างประเทศที่อยู่ในไทย  เช่น  บริติช เคานซิล  และเอยูเอ  ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญการประเมินสมรรถนะดังกล่าว  จะครอบคลุมไปถึงด้านการศึกษาพิเศษที่จะเข้ามาระดมความคิดและเตรียมความพร้อม เพราะในหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินสมรรถนะครูจะครอบคลุมครูผู้สอนทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา และการศึกษาพิเศษ  ทั้งนี้ การประชุมจะมีขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนต.ค. และภายในเดือนพ.ย.จะมีข้อสรุปและแผนดำเนินการ เพื่อให้การประเมินวิทยฐานะแนวใหม่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ครูเฮ “เงินตกเบิกวิทยฐานะ”

 ครูเฮ “เงินตกเบิกวิทยฐานะ” ถึงมือ “สพฐ.” แล้ว เตรียมเบิกจ่าย สิ้นเดือนนี้รับเงินเดือนใหม่กันเลย

ที่มา  :   ศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ. สำนักนโยบายและแผน สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ กทม.

ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สพฐ. ได้กล่าวผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ ฉบับที่ 7/2555 (08/10/2555) เกี่ยวกับเงินตกเบิกวิทยฐานะ ดังนี้ 

 เงินตกเบิกวิทยฐานะ

ขณะนี้งบประมาณสำหรับเบิกจ่ายตกเบิกวิทยฐานะมาถึง สพฐ.เรียบร้อยแล้ว ผมประสานไปยังเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องเงินตกเบิกวิทยฐานะของ สพร.(คุณเขมจิรา) ทราบว่า ขณะนี้ สพร.ให้ทุกเขตพื้นที่ยืนยันข้อมูลไปยัง สพฐ.ว่ามีครูและบุคลากรทางการศึกษาท่านใดบ้างที่จะได้รับเงินตกเบิกในครั้งนี้และจะได้รับเท่าไร โดยให้ยืนยันไปที่ สพฐ.ภายในวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้น สพร.ก็จะแจ้ง สนผ.ที่ผมดูแลอยู่ว่าจะใช้เงินเงินเท่าไร(สนผ.เตรียมไว้พร้อมแล้วครับ) และขออนุมัติท่านเลขาธิการ เมื่อท่านเลขาธิการอนุมัติ ก็จะแจ้งเขตพื้นที่ให้ทำเรื่องเบิกเงินให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาดังกล่าว จากนั้นจะเร็วจะช้าก็อยู่ที่เขตพื้นที่แล้วละครับ เอ้า เริ่มตรวจสอบตั้งแต่ขั้นแรกเลย เขตแจ้งยืนยันไปยัง สพฐ.หรือยังเอ่ย และสิ้นตุลาคมนี้เงินเดือนและค่าตอบแทนวิทยฐานะก็จะปรับเป็นปัจจุบัน คือ รับอัตราใหม่กัน

มติกคศ.โอเน็ตขยับวิทยฐานะครู

ที่มา :  เดลินิวส์  ฉบับวันที่  2  ตค. 2555   (กรอบบ่าย)

ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการเรื่องการให้ครูมีและเลื่อนวิทยฐานะด้วยการประเมินสมรรถนะ ตามที่ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เสนอ โดยให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมสำหรับครูในสังกัดต่าง ๆ และให้เสนอที่ประชุมพิจารณาในครั้งต่อไป 

ด้าน ดร.ชินภัทร กล่าวว่า การประเมินแบบใหม่ประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ 1. ประเมินสมรรถนะครู ทั้งด้านการสอนและสมรรถนะทางวิชาการ เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินคุณภาพของครู และ 2. ประเมินผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน หรือผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยดูจากคะแนนความก้าวหน้าของผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต หรือการทดสอบระดับชาติ เช่น อาจพิจารณาจากคะแนนเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 เป็นจุดตัด ซึ่งเป็นคะแนนที่บ่งบอกให้ทราบว่าผู้เรียนคนนั้น ๆ อยู่ในระดับที่เท่าใด เมื่อเทียบจาก 100 คน หากกลุ่มโรงเรียนใดได้คะแนนกรีนโซน เช่น อาจจะมากกว่า 70 ขึ้นไป ครูควรได้รับการประเมินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษหรือเชี่ยวชาญได้ โดยอาจจะจัดทำเพียงสาระนิพนธ์ประมาณ 50 หน้า ซึ่งบ่งบอกถึงวิธีการทำให้เปอร์เซ็นไทล์นักเรียนสูงขึ้น ในขณะเดียวกันกลุ่มที่ได้เปอร์เซ็นไทล์ ต่ำกว่า 50 ถือเป็นกลุ่มเรดโซน ที่ต้องได้รับการดูแลและพัฒนา ทั้งนี้ ระดับการพิจารณาสมรรถนะทางวิชาการ อาจจะพิจารณาให้ครูเลื่อนเป็นชำนาญการโดยดูจากค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50, ชำนาญการพิเศษ ได้ค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 60 และเชี่ยวชาญ ได้ค่าเปอร์เซ็นไทล์ ที่ 70 เป็นต้น.

สพฐ.ทุ่มโอเน็ตสูงไม่ทำผลงานวิทยฯ

สพฐ.ทุ่มงบฯรร.ตามคะแนนโอเน็ต ค่าเฉลี่ยสูงไม่ต้องทำผลงานขอวิทยฐานะ

ที่มา  :  เดลินิวส์  

 ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ว่า ที่ประชุมได้วิเคราะห์คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ทั้ง 8 วิชา ของนักเรียน ป.6 ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. เมื่อปีการศึกษา 2554 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยคะแนนโอเน็ตระดับประเทศที่จัดทำโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พบว่า จากจำนวนนักเรียน ป.6 ของ สพฐ.ที่เข้าสอบ 543,815 คน ในโรงเรียน 28,290 แห่งนั้น นักเรียนของ สพฐ.ทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.58 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 49.36 คะแนน และเมื่อจำแนกเป็นรายโรงเรียนก็พบว่ามีโรงเรียนที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศถึง 16,294 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 11,995 โรง

ดร.ชินภัทร กล่าวต่อไปว่า เมื่อแยกเป็นรายวิชา พบว่า

ภาษาอังกฤษ    ค่าเฉลี่ยที่ 38.37        มีโรงเรียนถึง 18,681 โรงที่มีคะแนนโอเน็ตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 9,609 โรง

ภาษาไทย         ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50.04  มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16,290 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,000 โรง

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม    ค่าเฉลี่ย 52.22  มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16,432 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 11,858 โรง

คณิตศาสตร์     ค่าเฉลี่ย 52.40           มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15,448 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,842 โรง

วิทยาศาสตร์    ค่าเฉลี่ย 40.82            มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 17,076 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 11,214 โรง

สุขศึกษาและพลศึกษา ค่าเฉลี่ย 58.87  มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 14,780 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 13,509 โรง

ศิลปะ                  ค่าเฉลี่ย 46.75           มีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16,169 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,120 โรง

การงานอาชีพและเทคโนโลยี ค่าเฉลี่ย 55.38 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15,478 โรง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12,811 โรง

และเมื่อแยกตามเขตพื้นที่การศึกษาพบว่าคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กาฬสินธุ์ เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.41, ยโสธร เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.00 และขอนแก่น เขต 5 ค่าเฉลี่ย 56.86 ส่วนเขตพื้นที่ฯ ที่ได้คะแนนต่ำสุด ได้แก่ ยะลา เขต 3 เฉลี่ย 36.51, ปัตตานี เขต 1 เฉลี่ย 37.34 และ ยะลา เขต 2 เฉลี่ย 37.98

ดร.ชินภัทร กล่าวอีกว่า การวิเคราะห์ผลคะแนนโอเน็ตทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาครู ซึ่งต่อไป    สพฐ.จะไม่อุดหนุนงบฯ ให้ทุกโรงเรียนในสูตรเดียวกัน แต่จะจัดสรรแบบ “สั่งตัด” เพื่อให้เหมาะสมกับเขตพื้นที่และโรงเรียนแต่ละแห่ง ซึ่งเมื่อเรามีกราฟให้เห็นชัดเจนแล้ว

สพฐ.จึงได้เตรียมเสนอหลักเกณฑ์การประเมินเข้าสู่วิทยฐานะแบบใหม่ให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้พิจารณา เพื่อขอให้ครูในโรงเรียนที่มีค่าเฉลี่ยโอเน็ตสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ แร๊งค์ (Percentile Rank) ที่ 70 ไม่ต้องทำผลงานวิชาการเล่มหนา ๆ เพื่อการประเมินเลื่อนวิทยฐานะ เพราะถือว่าครูเหล่านี้ มีผลงานการสอนที่ประสบความสำเร็จแล้ว และจะดึงมาเป็นวิทยากรอบรมครูอื่น ๆ ด้วย. 

สพฐ.วิเคราะห์คะแนน O-Net ป.6 พบต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกวิชา

ที่มา  :     ASTVผู้จัดการออนไลน์  18 กันยายน 2555 17:18 น.

สพฐ.วิเคราะห์ O-Net ชั้น ป.6 ใช้ค่าเฉลี่ยระดับประเทศลากเส้นแบ่งกลุ่มโรงเรียน พบ ร.ร.ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในทุกวิชา โดยเฉพาะ “ภาษาอังกฤษ” มี ร.ร.อยู่ใต้เส้นมากสุด เตรียมนำผลคะแนน O-Net เชื่อมโยงการประเมินความดีความชอบ หวังกดดันให้ครู ร.ร.ตั้งใจพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก และใช้เป็นนัยยะพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้วิเคราะห์คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-Net  โดยนำค่าเฉลี่ยคะแนน O-Net ระดับประเทศมาลากเส้นแดงเพื่อดูว่า มีโรงเรียนที่อยู่บนเส้นและใต้เส้นจำนวนเท่าใด โดยเริ่มวิเคราะห์จากคะแนนO-Netระดับชั้น ป.6  ซึ่งมีนักเรียนเข้าสอบ O-Net จำนวนทั้งสิ้น 28,290 คน  ส่วนค่าเฉลี่ยคะแนน O-Net รวมทุกวิชาระดับ ป.6  อยู่ที่ 49.36 คะแนน

ทั้งนี้ พบว่า มีโรงเรียนที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว จำนวน 16,294 โรง และโรงเรียนที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 11,995 โรง เมื่อแยกเป็นรายวิชา พบว่า วิชาภาษาอังกฤษ มีจำนวนโรงเรียนที่ได้คะแนน O-Net ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุด  18,681  โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยจำนวน 9,609 โรง  ขณะที่ค่าเฉลี่ยวิชานี้อยู่ที่ 38.37  คะแนน ส่วนวิชาภาษาไทย  ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50.04 มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 16,290 โรง และโรงเรียนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน  12,000 โรง, วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ค่าเฉลี่ย 52.22 มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 16,432 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 11,858 โรง วิชาคณิตศาสตร์ ค่าเฉลี่ย 52.40  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 15,448 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 12,842 โรง, วิชาวิทยาศาสตร์ ค่าเฉลี่ย 40.82 มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 17,076 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 11,214 โรง, วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ค่าเฉลี่ย 58.87  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 14,780 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวนจำนวน 13,509 โรง, วิชาศิลปะ ค่าเฉลี่ย 46.75  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 16,169 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน จำนวน 12,120 โรง และวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ค่าเฉลี่ย 55.38  มีโรงเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 15,478 โรง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน จำนวน 12,811 โรง

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ผลคะแนนแยกตามเขตพื้นที่การศึกษา พบว่า 10 เขตพื้นที่การศึกษาที่มีคะแนน O-Net สูงสุด  10 อันดับ ดังนี้ อันดับ 1  กาฬสินธุ์ เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.41 อันดับที่ 2 ยโสธร เขต 1 ค่าเฉลี่ย 57.00 คะแนน อันดับที่ 3 ขอนแก่น เขต 5 ค่าเฉลี่ย 56.86 คะแนน อันดับที่ 4 ร้อยเอ็ด เขต 2 ค่าเฉลี่ย 56.55 คะแนน อันดับที่ 5 ศรีสะเกษ เขต 2 ค่าเฉลี่ย 59.95 คะแนน อันดับที่ 6 ศรีสะเกษ เขต 1 ค่าเฉลี่ย 55.86 คะแนน อันดับที่ 7 หนองคาย เขต 1 คะแนน 55.85 คะแนน อันดับที่ 8 ชัยนาท เขต 1 ค่าเฉลี่ย 55.37 คะแนน อันดับที่ 9 อุดรธานี เขต 4 ค่าเฉลี่ย 55.32 คะแนน และอันดับที่ 10 พิจิตร เขต 1 ค่าเฉลี่ย 55.19 คะแนน

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้คะแนน O-Net ต่ำสุดนั้น   ส่วนใหญ่เป็นเขตพื้นที่การศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพื้นที่การศึกษาในภาคเหนือ ดังนี้   แม่ฮ่องสอน เขต 1 ค่าเฉลี่ย 40.65 นราธิวาส เขต 3 ค่าเฉลี่ย 40.49 คะแนน เชียงใหม่ เขต 6 ค่าเฉลี่ย 39.97 คะแนน เขต 2 ค่าเฉลี่ย 39.93 คะแนน เชียงใหม่ เขต 5  ค่าเฉลี่ย 39.04 คะแนน ตาก เขต 2 ค่าเฉลี่ย 38.97 คะแนน แม่ฮ่องสอน เขต 2 คะแนน 38.75 คะแนน ยะลา เขต 2 ค่าเฉลี่ย 37.98คะแนน ปัตตานี เขต 1 ค่าเฉลี่ย 37.34 คะแนน และ ยะลา  เขต 3 ค่าเฉลี่ย 36.51 คะแนน

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ผลคะแนน O-Net นั้น ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาใช้สำหรับการบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาครู   ต่อไป สพฐ.จะไม่อุดหนุนงบประมาณให้ทุกโรงเรียนในสูตรเดียวกัน   แต่จะจัดสรรงบประมาณแบบ “สั่งตัด” ให้เหมาะสมกับเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนแต่ละแห่ง   เขตพื้นที่การศึกษาที่ได้คะแนนต่ำสุด 10 อันดับ  ก็จะต้องมีแผนปฏิบัติเข้าไปยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน   โดยได้มอบให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ของ สพฐ.ไปศึกษารายละเอียดและจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าง  ส่วนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จ.กาฬสินธุ์ เขต 1 ที่ได้คะแนน O-Net สูงสุดนั้น   จะดึงมาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลให้กับเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ ขณะเดียวกัน สพฐ.จะเตรียมเสนอหลักเกณฑ์ในการประเมินเข้าสู่วิทยฐานะใหม่ แก่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะมีการประชุมปลายเดือนนี้ ขอให้ครูในโรงเรียนที่ค่าเฉลี่ย O-Net สูงกว่าเส้นเขียว หรือค่าเปอร์เซ็นไทล์แร็ง ที่ 70 นั้น  ไม่ต้องทำงานวิชาการเล่มหนาเพื่อประเมินเลื่อนวิทยฐานะ  เพราะถือว่าครูเหล่านี้ มีผลงานทางการสอนที่ประสบความสำเร็จ และจะดึงมาเป็นวิทยากรอบรมครูอื่นๆ ด้ว