Tag Archive | ศธ

ตะลึง!WEFจัดศึกษาไทยรั้งอาเซียนอันดับ8

คาถาเรียนเก่ง

a1

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 22:50:38 น.

หน้า 6 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2556

กศ_ไทย2013

กศ_ไทย2013_2

ผลการจัดอันดับของ “World Economic Forum-WEF” ในรายงาน “The Global Competitiveness Report 2013-2014” ต่อระบบการศึกษาไทย ชี้ว่าการศึกษาไทยนับตั้งแต่ระดับประถม มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย มีคุณภาพต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว และกัมพูชา ข้อมูลดังกล่าวดูเหมือนว่าจะตรงกันข้ามกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแวดวงการศึกษา ทั้งนักวิชาการ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาการ

“หลายคนยากจะยอมรับผลการจัดอันดับดังกล่าว ถึงขั้นทึกทักไปว่าองค์กรนี้ขาดมาตรฐาน เชื่อไม่ได้ หากโดยความเป็นจริงแล้วก็ควรจำเป็นต้องสำเหนียกต่อประเด็นดังกล่าว โดยควรต้องกลับไปถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันควรตั้งคำถามต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.ที่มีความเชื่อเป็นมั่นว่ามหาวิทยาลัยไทยมีมาตรฐานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็นรองก็แค่สิงคโปร์เท่านั้น ที่เหลือไม่ได้มาตรฐาน หรือเทียบเท่าการศึกษาไทย (ประเด็นหลังนี้ สกอ.ชี้วัด/จัดมาตรฐานด้วยการใช้อำนาจผ่านการเทียบคุณวุฒิการศึกษาและการให้การรับรองการเปิดหลักสูตร) โดยอ้างประกาศเกณฑ์มาตรฐานระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 ซึ่งไปๆ มาๆ ขัดแย้งสำนักงาน ก.พ. จนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดีระหว่างสองหน่วยงานนี้ เพราะเกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษาทั้งคู่”

จากประเด็นดังกล่าว จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่น้อยเมื่อพิจารณาถึงข้อมูลผลการจัดอันดับในแต่และปีของ WEF โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน มีดังนี้ 

“ปี 2012-2013” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 3 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 19 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 32 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 36 WEF) อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 40 WEF) อันดับ 6 ลาว (อันดับ 57 WEF) อันดับ 7 กัมพูชา (อันดับ 76 WEF) อันดับ 8 ไทย (อันดับ 78 WEF) และอันดับ 9 เวียดนาม (อันดับ 96 WEF) 

“รายงานปี 2011-2012” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 2 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 14 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 28 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 44 WEF) อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 61 WEF) อันดับ 6 กัมพูชา (อันดับ 68 WEF) เวียดนาม (อันดับ 69 WEF) อันดับ 8 ไทย (อันดับ 77 WEF) 

“รายงานปี 2010-2011” อันดับ 1 สิงคโปร์ (อันดับ 1 WEF) อันดับ 2 มาเลเซีย (อันดับ 23 WEF) อันดับ 3 บรูไน (อันดับ 31 WEF) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (อันดับ 40 WEF) อันดับ 5 เวียดนาม (อันดับ 61 WEF) อันดับ 6 ไทย (อันดับ 66 WEF) อันดับ 7 ฟิลิปปินส์ (อันดับ 69 WEF) อันดับ 7 กัมพูชา (อันดับ 82 WEF) 

“ปัจจุบันระบบการสอนในมหาวิทยาลัยไทย ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ด้วยระบบการประเมินผลแบบ KPI กระบวนการทำงานนับตั้งแต่การทำวิจัย การเรียนการสอน และโครงการกิจกรรมล้วนมุ่งเน้นเอกสารรายงานมากกว่าสิ่งอื่นใด อาจารย์ที่มุ่งเน้นการสอน ดูแลนักศึกษามาก ล้วนตกที่นั่งลำบาก ในทางตรงกันข้ามอาจารย์ที่ทำงานข้างนอกมหาวิทยาลัย รับเชิญสอน หรือหางบทำวิจัย งดการดูแลนักศึกษา อาจารย์ประเภทหลังนี้เมื่อประเมินตามเอกสารรายงาน ผลการทำงานอยู่ใน “ระดับดีมาก” ในขณะที่ประเภทแรกส่วนใหญ่ได้ “ระดับพอใช้” คณาจารย์จำนวนไม่น้อยจึงเริ่มทิ้งห้องสอน และห้องทำงาน ส่งผลให้นักศึกษาอยู่ในสถานะโดดเดี่ยวไร้การดูแลเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ”

นอกจากนี้ เพื่อพิจารณาข้อมูลการศึกษา ทั้งอัตราเงินเดือนอาจารย์ และค่าใช้จ่ายในการศึกษา (ค่าเทอม) ระหว่างมหาวิทยาลัยไทย และประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาในประเทศไทยจะสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ โดยเฉพาะหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา เช่น ปริญญาเอกประเทศไทย ค่าเทอมตลอดหลักสูตรเฉลี่ยราว 500,000-650,000 บาท มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เฉลี่ย 200,000-250,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนอาจารย์ผู้สอนในบรูไนสูงกว่าไทยราว 6 เท่า (ไม่รวมบ้านพักและรถยนต์) มาเลเซียสูงกว่าไทยราว 3 เท่า และฟิลิปปินส์ต่ำกว่าไทยเล็กน้อย 

บทสะท้อนสถานการณ์และพัฒนาการศึกษาไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และ สกอ.อาจไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใดๆ หากเชื่อมั่นว่าการศึกษาไทยมีมาตรฐานดีกว่า พร้อมๆ กับการปฏิเสธข้อมูลของ WEF ว่าไร้สาระเชื่อไม่ได้…

และก็ไม่แปลกที่กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง สกอ.เชื่อเช่นนี้ เพราะนับจากมติ ครม.ปี พ.ศ.2542 เป็นต้นมา การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบพร้อมๆ กับพัฒนาระบบพนักงานมหาวิทยาลัยแทนข้าราชการยังคงย่ำอยู่กับที่ และประสบปัญหามากมาย ระบบเงินเดือน และสวัสดิการของอาจารย์มหาวิทยาลัยในสถาบันต่างๆ จำนวนไม่น้อย ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยยักย้ายถ่ายเทงบประมาณที่ได้รับจากสำนักงบประมาณ 1.7 เท่า เหลือเพียง 1.2, 1.30 หรือ 1.45 เท่านั้น 

“ทำให้ขาดความมั่นคงในชีวิต และศักดิ์ศรีในอาชีพอย่างรุนแรง ณ วันนี้”

edu0

ที่มา  :   แนวหน้า  วันจันทร์ ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2556

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.กระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณี ที่ World Economic Forum (WEF)  จัดอันดับให้การศึกษาไทย ตกลงไปอยู่ในระดับที่ 8 แพ้ ประเทศกัมพูชา และ เวียดนาม ว่า ตนขอรับข้อวิจารณ์ และเสนอข้อเสนอแนะของทุกเสียงเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้การศึกษาของเด็กไทยมีการพัฒนาและเกิดความสมบูรณ์มากที่สุด สำหรับกรณีที่ว่าให้เงินเดือนครูสูงแต่ครูไม่สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นนั้น ตนคิดว่าการเพิ่มเงินเดือนให้ครู ยังเป็นความสำคัญ เนื่องจากเป็นการให้ขวัญกำลังใจของครู เราต้องทำให้ครูมีขวัญกำลังใจที่สุด เพราะหากครูมีขวัญกำลังใจที่ดีก็จะอุทิศเวลา อุทิศตนให้กับการเรียนการสอน หากจะมองถึงปัญหาที่การศึกษาไทยต้องตกต่ำเช่นนี้ น่าจะอยู่ที่ปัจจัยอื่นๆ ประกอบกันด้วย อาทิ หลักสูตร เครื่องมืออุปกรณ์ในการเรียนการสอน ความพร้อมของเด็ก สถานที่เรียน สภาพแวดล้อม และส่วนหนึ่งก็คือความพร้อมของครู ซึ่งครูเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ 

รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐมนตรีทุกคนที่มาบริหารด้านการศึกษา ย่อมมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะหัวใจของการศึกษา อยู่ที่คุณภาพหรือมาตรฐานการศึกษา และที่มุ่งพัฒนาแก้ไขอยู่ คือการให้โอกาสทางการศึกษา และการบริหารจัดการที่เป็นธรรมาภิบาล ซึ่ง 3 เรื่องนี้คือหัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไขควบคู่กันไป 

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  โดยส่วนตัวเข้าใจว่ารายงานผลการจัดอันดับของ WEF จะประเมินโดยวิเคราะห์ระบบการศึกษา ในฐานะของการผลิตกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า โดยมองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงมีการเปรียบเทียบเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนและผลที่ได้รับกลับมา ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพีที่สูงแต่ได้ผลตอบแทนที่ต่ำ จึงทำให้อันดับของไทยอยู่ต่ำกว่าประเทศที่ลงทุนต่อจีดีพีต่ำกว่า แต่ได้คุณภาพที่สูง 

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เข้าใจว่า WEF จะมอง 3 ส่วนหลัก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ

ประเด็นแรก  คือ  มองที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน  ซึ่งปัจจัยสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จ คือ คุณภาพและสมรรถนะของครู ในส่วนของประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับบุคลากรที่สูงโดยเฉพาะเงินเดือนครู  แต่ไม่สัมพันธ์กับคุณภาพของการศึกษาที่ได้รับกลับคืน  ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)อยู่แล้ว  และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญ จึงมีนโยบายที่จะเพิ่มคุณภาพและสมรรถนะของครู รวมทั้งปรับการประเมินครูให้เป็นการประเมินที่สัมพันธ์กับคุณภาพของผู้เรียนของเด็ก โดยประเมินจากผลการสอนจริง

ส่วนที่ 2  น่าจะดูจากทักษะของนักเรียน  โดยให้ความสำคัญกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วย 3 สมรรถนะหลัก คือ สมรรถนะทางด้านการคิด สมรรถนะทางด้านภาษา และสมรรถนะทางด้านไอซีที   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สพฐ. พยายามที่จะเติมคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียนอยู่

ส่วนที่ 3  น่าจะประเมินจากอัตรากำลังคนทางด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นกำลังคนที่สำคัญมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผู้เรียนสายอาชีวะของไทย ยังมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และคุณลักษณะของผู้เรียนสายอาชีพก็ยังไม่ถึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนล 

ศธ.ห่วง ร.ร.ใหญ่ดูดครูเก่งหวั่นคุณภาพ

ที่มา  :  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2556 19:12 น.

ศธ.ห่วงปัญหาโรงเรียนใหญ่ดูดครูเก่งจาก ร.ร.ขนาดกลางและเล็กโนเนม สร้างปัญหาเหลื่อมล้ำ “จาตุรนต์” ฝากเขตพื้นที่ฯหาหนทางแก้ปัญหา              นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบตนเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาตามนโยบายของตน โดยตนได้เน้นย้ำว่าเขตพื้นที่การศึกษาจะมีบทบาทช่วยผลักดันการปฏิรูปการศึกษา และการเรียนการสอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างไร ซึ่งต่อไปต้องทำเรื่องวิทยฐานะให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมากขึ้น ขณะเดียวกันเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากไม่มีทิศทางที่ชัดเจนบางเขตพื้นที่การศึกษาอาจอยู่ในสภาพที่ทำให้โรงเรียนที่มีชื่อเสียง โรงเรียนขนาดใหญ่ดูดครูดี หรือครูเก่งจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่มีชื่อเสียงไป จนส่งผลให้เกิดความแตกต่างอย่างมากระหว่างโรงเรียน ฉะนั้นเป็นโจทย์ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป โดยดูจากการแต่งตั้งโยกย้ายมาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง นอกจากนี้ต้องดูการสร้างขวัญกำลังใจ แก้ปัญหาครูอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา               “ผมได้ฝากเขตพื้นที่การศึกษาไปช่วยกันคิดว่าต่อไปควรจะมีแนวทางให้ ศธ.หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีบันทึกความตกลงกับเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อกำหนดเกณฑ์ต่างๆ ให้เขตพื้นที่การศึกษาไปใช้ในการทำงานและทำหน้าที่ได้อย่างไร เช่น เรื่องการพัฒนาคุณภาพอย่างทั่วถึงไม่กระจุกบางพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งหากให้เขตพื้นที่การศึกษาบริหารนานๆ ก็จะพบว่าบางพื้นที่คุณภาพการศึกษาอ่อนมากๆ หรือบางเขตพื้นที่การศึกษามีโรงเรียนคุณภาพกระจุกตัวและปล่อยให้โรงเรียนจำนวนมากไม่มีคุณภาพ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ศธ.เปิดกว้างให้สิทธินักเรียนไว้ผมตามใจ

ที่มา  :  เดลินิวส์  วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2556 เวลา 11:25 น.

วันนี้(15พ.ค.)นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้เสนอร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับความประพฤติ การแต่งกายและแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษา ให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีรมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ซึ่งยึดตามกฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ.2518 เพียงแต่ให้ตัดคำว่า “ซอยผม” ออกจากข้อ 2 ในหมวด 3 ที่กำหนดว่า นักเรียนหญิงให้ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ยาวก็ให้รวบให้เรียบร้อย ห้ามนักเรียน ดัดผม ซอยผม ทำสีผม ไว้หนวดเครา หรือทำการอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน และตัดข้อความว่า “โรงเรียนอาจกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ โดยให้รับฟังความคิดเห็นหรือทำประชาพิจารณ์จากนักเรียนและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา” ออกไปด้วย 

“จากการตัดบางข้อความของร่างกฎกระทรวงออกไปดังกล่าว ส่งผลให้กฎกระทรวงเปิดกว้างอย่างมาก และจะทำให้โรงเรียนไม่มีอำนาจกำหนดรายละเอียดได้ เช่น บางโรงเรียนจะกำหนดว่านักเรียนหญิงไว้ผมยาวได้แต่ต้องรวบให้เรียบร้อยโดยถักเปียเดี่ยวเท่านั้น หรือ กรณีผมที่ไว้ยาวไม่ให้ยาวเลยตีนผม 8 นิ้ว หรือ การถักเปียให้ถักเปียธรรมดาห้ามถักเปียตะขาบ เป็นต้น ต่อไปข้อกำหนดเหล่านี้ก็จะไม่สามารถกำหนดได้เพราะโรงเรียนไม่มีอำนาจ”ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวและว่า  ถึงแม้จะมีการชี้แจงถึงข้อจำกัดกรณีตัดบางข้อความออกไป แต่นายพงศ์เทพก็ยืนยันว่าต้องตัด ซึ่งก็สอดคล้องกับกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิทธิของเด็กจะทำอะไรก็แต่ขอให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

ทั้งนี้รมว.ศึกษาธิการได้ลงนามเพื่อนำร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเสนอต่อครม.แล้ว น่าจะเข้าพิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า  จากนั้นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาและประกาศใช้ต่อไป ซึ่งยอมรับว่าไม่ทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2556  อย่างไรก็ตามได้รับแจ้งว่ามีบางโรงเรียนที่สั่งให้นักเรียนกลับไปตัดผมใหม่ซึ่งเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจที่ระบุไว้ในร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ ซึ่งนายพงศ์เทพได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ไปทำความเข้าใจกับทางโรงเรียนแล้ว

DSIแนะศธ.ถอนครูผู้ช่วย 344รายทุจริตชัด

ที่มา   :  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤษภาคม 2556

“ธาริต”ส่งหนังสือถึงสพฐ.สั่งให้เพิกถอนการบรรจุ 344 คน ทุจริตสอบครูผู้ช่วย แนะให้รีบเข้าพบพนักงานสอบสวนด่วน ด้าน “พงศ์เทพ” หารือ ก.ค.ศ. หาข้อสรุปโทษทางวินัย 17 พ.ค.นี้

นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีทุจริตสอบครูผู้ช่วย ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่า วันนี้ (15 พ.ค.) นายอำพร ทวรรณกุล ผอ.โรงเรียนเสมาอุปถัมภ์ จ.นครราชสีมา และนายสุเชาว์ ยะถีโล ครูผู้ช่วยโรงเรียนกงรถราษฎร์สามัคคี จ.นครราชสีมา เข้ารับทราบข้อกล่าวหา สำหรับนายอำพรได้แจ้งข้อหากระทำผิดตามมาตรา 188 กรณีเอาเอกสารข้อสอบไปจำหน่ายและเผยแพร่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ สพฐ. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท โดยนายอำพรยังให้การปฏิเสธและได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมบางส่วน ทั้งนี้แม้จะแจ้งข้อกล่าวหาแล้วแต่เนื่องจากนายอำพรเป็นข้าราชการพนักงานสอบสวนจึงให้ปล่อยตัว ซึ่งหลังจากนี้จะรวบรวมสำนวนส่งฟ้องอัยการต่อไป

อย่างไรก็ตามดีเอสไอยืนยันว่าขณะนี้มีพยานหลักฐานชัดเจนว่านายอำพรมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำข้อสอบออกมาขาย โดยพบว่ามีรายชื่อผู้สอบได้คะแนนสูงในพื้นที่จ.นครราชสีมา จำนวนมากถึง 48 ราย ในจำนวนนี้ 7-8 ราย ให้การยืนยันว่าซื้อข้อสอบมาจากนายอำพร ดังนั้น ดีเอสไอจะเรียกผู้เข้าสอบทั้ง 48 คนที่ได้คะแนนสูงในพื้นที่นครราชสีมาเข้าให้ปากคำ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอมีหนังสือถึงคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 119 เขต เพื่อให้พิจารณาดำเนินการยกเลิกการบรรจุบุคคล จำนวน 344 ราย โดยเห็นว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบ โดยทำข้อสอบผิดในข้อเดียวกัน และมีคะแนนสอบที่สูงผิดปกติ ทั้งนี้ดีเอสไอจะได้เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อมีความเห็นทางคดี

นอกจากนี้ จะได้มีหนังสือเรียกผู้ที่เข้าสอบ จำนวน 344 ราย มาให้การต่อไป หากให้การเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนจะกันไว้เป็นพยาน เช่น ซื้อเฉลยคำตอบจากใคร จ่ายเงินเท่าไร พาไปชี้ที่เกิดเหตุและเชื่อมโยงถึงตัวผู้บงการได้ แนะนำให้รีบเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงออกถึงการร่วมมือกับเจ้าพนักงาน หากล่าช้าดีเอสไอไม่จำเป็นต้องกันตัวไว้เป็นพยาน และจะถูกดำเนินคดีถึงที่สุด นอกจากนี้ขอแนะนำให้รีบลาออกก่อนถูกเพิกถอนการบรรจุ เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินการทางวินัย ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจะขออนุมัติออกหมายจับบุคคลที่อยู่ในขบวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วยด้วย

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาว่าจะมีมติหรือคำแนะนำอย่างไรไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้ ในเรื่องของโทษทางกฎหมายนั้นดีเอสไอมีหน้าที่ในการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายซึ่งเป็นคดีอาญา ส่วนหน้าที่ของ ศธ.จะต้องดูว่าหากมีความผิดจริงจะมีโทษทางวินัยสถานใด ซึ่งจากข้อมูลการสอบสวนของดีเอสไอที่ผ่านรวมข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ค่อนข้างชัดเจนว่ามีกระบวนการทุจริตจริง

ศธ.ปฎิรูปหลักสูตรป.1-ม.6วิชาซ้ำลดชั่วโมง

ที่มา  :   วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:44 น.  ข่าวสดออนไลน์

ศธ. หารือปฎิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ป.1 – ป.6

ยกเลิกเรียนวิชาที่ซ้ำกันในแต่ละปี ปรับลดชั่วโมงเรียน

พร้อมเสนอปรับโครงสร้าง ศธ. แยกการอุดมศึกษาออกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง

          เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนามตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อดำเนินการศึกษาเรื่อง  การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  โดยจะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการทบทวนโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1( ป.1) – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ซึ่ง ที่ผ่านมามีนักวิชาการจำนวนมากสะท้อนว่า เนื้อหา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของไทยต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ  โดยคาดว่า จะได้ข้อสรุป และสามารถทดลองใช้หลักสูตรใหม่ได้ประมาณปลายปีนี้

         นายภาวิช กล่าวว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จะมีผู้ทรงวุฒิด้านการศึกษา ครู และสมาคม หรือองค์กรด้านศึกษา มาช่วยระดมความเห็นในการปรับแก้ โดย ประเด็นหลัก ๆ ที่ต้องหารือ เช่น การปรับโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 และรายวิชาเรียนของแต่ละช่วงชั้น เพราะปัจจุบันทุกช่วงนั้นเรียนวิชาซ้ำ ๆ กัน ในอนาคตอาจจะปรับเปลี่ยนรายวิชาการเรียนใหม่ อาจแบ่งเป็นช่วงชั้นช่วงละ 3 ปี เช่น วิชานี้เริ่มเรียนตั้งแต่ ป.1-3 อีกวิชาเริ่มเรียนในชั้น ป.4-6 เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องทบทวนจำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวันด้วยว่าควรต้องลดลงหรือไม่ เพราะปัจจุบันเด็กไทยเรียนเฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มองว่าชั่วโมงเรียนมากเกินไป 

         ในส่วนของกรณีที่นายพงศ์เทพลงนามเห็นชอบร่างโครงสร้าง ศธ. ใหม่ โดยยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขึ้นเป็นแท่งหนึ่งของ ศธ.  ยกฐานะสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)  มีฐานะเทียบเท่ากรม  และเป็นนิติบุคคลภายใต้สำนักงานปลัด ศธ. และให้การเสนองานต่าง ๆ ขององค์กรหลักอื่น ๆ ต้องผ่านสำนักงานปลัด ศธ. นั้น  ทั้งนี้ เป็นการดีที่ ศธ. จะปรับปรุงโครงสร้างใหม่ทั้งหมด  เพราะถ้ายังเป็นโครงสร้างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การศึกษาของชาติจะยิ่งอ่อนแอ โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่หลังจากรวมกับ ศธ. แล้ว การอุดมศึกษาไทยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน

         โดยนายภาวิช เสนอว่า หากต้องการให้การอุดมศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้มแข็ง ควรแยกการอุดมศึกษาออกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่ 

         1. แยก สกอ. ออกเป็นกระทรวงใหม่

         2. นำงานอุดมศึกษาไปรวมกับงานวิจัยและตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ทำงานวิจัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

         3. นำการอุดมศึกษา การอาชีวศึกษาและงานวิจัย รวมกันเป็นกระทรวงใหม่

         อย่างไรก็ดี นายภาวิช กล่าวว่า ขณะ นี้โครงสร้างในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษายังคลุมเครือ  ถึงแม้จะแยกเป็นเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แต่ยังมีปัญหาเรื่องของเขตกับโรงเรียน และปัญหาการกระจายอำนาจที่ยืดเยื้อมานาน   อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ส่งรูปแบบในการกระจายอำนาจมาแล้ว ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ดูแล เบื้องต้นพบว่ายังไม่สมบูรณ์ ต้องหารือกันอีกสักระยะหนึ่ง

         ด้านนางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า  การดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 1 ชุด  มีสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) เป็นหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการ   โดยจะต้องดูตัวชี้วัด และโครงสร้างเวลาเรียนของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด  ที่จะเป็นหลักสูตรที่อิงมาตรฐานให้สถานศึกษานำไปจัดการเรียนการสอนเองซึ่งจะ ต้องดูในประเด็นของเนื้อหาการเรียนการสอนว่าแน่นไปหรือไม่  และต้องทบทวนรายวิชาต่าง ๆ ให้ทันสมัย  จะต้องดูในมิติของสถานศึกษา  และต้องนำเอาผลคะแนนเฉลี่ยสะสม (จีพีเอ) และผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต)  มาประกอบด้วย  เพื่อให้เห็นว่าเนื้อหามากและเนื้อหาน้อย ส่งผลต่อการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน

         ขณะที่ แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ สพฐ. กล่าวว่า สวก. ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก สพฐ. ให้ดูแลการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับทีมของนายภาวิช   ทาง สวก. ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการไว้แล้ว เช่น  ทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าเป็นอย่างไร ในแต่ละกลุ่มวิชาต้องเรียนมากน้อยแค่ไหน  ซึ่งจะต้องเปรียบเทียบข้อมูลการใช้หลักสูตรของประเทศต่าง ๆ    เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศอาเซียน

         นอกจากนี้  จะต้องดูความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัดที่กำหนดเป็นรายชั้นปีของหลักสูตรว่า  ซ้ำ ซ้อนหรือไม่   ส่วนเนื้อหาในแต่ละวิชาต้องดูด้วยว่า  ทันสมัยหรือไม่ หากไม่ทันสมัยต้องปรับใหม่ 

         ทั้งนี้  ในวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์  จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในเรื่องหลักสูตรจากครูผู้สอนทั่วประเทศ ส่วนครั้งที่ 2 จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการมาร่วมแสดงความคิดเห็น และครั้งที่ 3 จะเปิดเป็นเวทีโต๊ะกลมให้ทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงนักเรียนด้วย

ครูตกอีเทรนนิ่ง 9พันประเมินวิทยฐานะใหม่

ที่มา  :  มติชนออนไลน์   29 ม.ค. 2556

g16

เมื่อวันที่ 28 มกราคม  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า  ที่ประชุมมีมติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 9,000 คน ที่ผ่านการพัฒนาตามระบบอี-เทรนนิ่ง  แต่ไม่ผ่านการประเมินผลงานทางวิชาการ จึงทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะ  ได้รับการพิจารณาให้รับการประเมินอีกครั้งหนึ่ง  โดยต้องยื่นคำขอเพื่อเข้ารับการพัฒนาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้/สาขาวิชา  ที่เสนอขอรับการประเมินที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการ  และให้ส่วนราชการดำเนินการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้  และให้ทดสอบความรู้หลังการพัฒนา โดยการพัฒนาจะต้องไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน  ทั้งนี้  เมื่อผ่านการพัฒนาและทดสอบความรู้แล้วต้องกลับไปปฏิบัติงาน ณ สถานศึกษา/สถานที่ปฏิบัติงานเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียน  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วให้ทำรายงานกระบวนการปฏิบัติงานและผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผลการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา  ผลการพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษา  หรือผลนิเทศการศึกษาแล้วแต่กรณี  ทั้งนี้จะให้ผู้ขอรับการประเมินเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ศธ.ทำพิจารณ์เลิกเกรียนเด็กดีใจทิ้งไดโนเสาร์

ที่มา  :  ไทยโพสต์  11 January 2556 – 00:00

 เลิกหัวเกรียนยังไม่มีผลทันที ศธ.เตรียมทำประชาพิจารณ์เพื่อยกร่างกฎกระทรวงใหม่ ชี้อาจเพิ่มเติมข้อกำหนดเรื่องสีผม นักเรียนดี๊ด๊า ปลดล็อกเรื่องทรงผมเสียที เชื่อไม่มีผลกระทบการเรียน

เด็กไทยว่าไง? เมื่อกฎเหล็ก หัวเกรียน-สั้นเสมอติ่งหู ปิดฉากลง

border_070

“พงศ์เทพ” ยันไม่ได้เอาใจเด็ก  ส่วนผู้บริหารโรงเรียน “อาจารย์สมพงษ์” เชียร์เต็มที่เลิกเสียทีกฎไดโนเสาร์ ผบ.นรด.ฮึ่ม นศ.วิชาทหารผมยังต้องสั้นเกรียนเหมือนเดิม  ด้านครูฝ่ายปกครองยกแม่น้ำทั้งห้า  อ้างจะทำให้นักเรียนขาดวินัยและควบคุมยาก ชี้กฎสั่งห้ามตีเด็ก ทำให้เด็กสมัยนี้ดื้อมาก
ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เล็งทำหนังสือเวียนไปยังโรงเรียนในสังกัด ประกาศยกเลิกทรงผมนักเรียนชาย-หญิง จากเดิมที่ตัดเกรียนและสั้นเสมอหู มาเป็นตัดรองทรงและให้เลือกผมสั่นหรือผมยาวได้ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2518 นั้น
วันที่ 10 มกราคม 2556  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า  ขณะนี้เรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการแก้ไขกฎกระทรวงอยู่  แต่ระหว่างนี้ต้องทำความเข้าใจกับบรรดาผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศว่า จะให้นักเรียนชายไว้ผมได้ยาวไม่เกินตีนผม ซึ่งไม่ใช่บังคับให้ไถข้างเกรียน  ส่วนนักเรียนหญิงจะกำหนดให้เป็นทางเลือกเหมือนกัน ว่า  จะให้ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้   แต่ถ้าไว้ผมยาวก็ต้องรวบให้เรียบร้อยตามกฎกระทรวง  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังให้ทำหนังสือเวียนแจ้งโรงเรียนว่าให้ถือตามแนวทางนี้  ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนนั้น  ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการยกร่าง ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมบางเรื่อง อย่างเรื่องการทำสีผมที่สมัยนั้นไม่มี  แต่สมัยนี้มี  ดังนั้นในกฎกระทรวงใหม่ที่ออกมาคงต้องมีการพูดเรื่องนี้ด้วย  ส่วนจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการรับฟังความคิดเห็นก่อน  อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว  ไม่ได้เป็นการเอาใจนักเรียน แต่เป็นการดำเนินการตามที่ร้องเรียนมา
ด้านนายปรเมษฐ์ โมลี ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์  กล่าวว่า  เห็นด้วยและขอชื่นชมนโยบายของนายพงศ์เทพ  เพราะถือเป็นการให้เกียรติและยอมรับความคิดเห็นของเด็ก  ซึ่งหลังจากนี้ทางโรงเรียนก็จะนำนโยบายนี้ไปเป็นแนวปฏิบัติทันที  อย่างไรก็ตาม เมื่อปล่อยให้เด็กเป็นอิสระในเรื่องทรงผมแล้ว  คิดว่า  เด็กคงไม่ทำผมทรงฮิปปี้  รุงรัง  ไม่เรียบร้อยอย่างแน่ เพราะเด็กทุกคนมีความรับผิดชอบ ซึ่งทางโรงเรียนก็มีการปลูกฝังในเรื่องความมีระเบียบวินัยอยู่แล้ว
น.ส.ชลดา สุขจิตต์มาลี นักเรียนชั้น ม.5  โรงเรียนสตรีวิทยา  กล่าวว่า  เห็นด้วยและดีใจที่จะได้ไว้ผมยาว  เพราะทุกวันนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ชั้นมัธยมปลาย  แต่โรงเรียนก็บังคับให้ไว้ผมสั้น  ขณะที่การปลดล็อกทรงผม  ทำให้ตนเองรู้สึกอิสระและดูแลตัวเองได้  โดยหลังจากนี้ตนก็จะไว้ผมยาว แต่ตนก็จะรวบผมให้เรียบร้อยตามระเบียบใหม่อย่างแน่นอน
ด.ช.เกียรติศักดิ์ ชูอินทร์ นักเรียนชั้น ม.1  โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์  กล่าวว่า  ตนเองและกลุ่มเพื่อนทราบข่าวดังกล่าวแล้ว ซึ่งทุกคนรู้สึกดีใจ  เพราะต่อไปจะไม่ต้องตัดผมสั้นเกรียนทุกเดือน  ซึ่งตัดมาตั้งแต่สมัยประถมศึกษา  แต่ทั้งนี้คิดว่าการจะไว้ผมสั่นหรือผมยาวนั้นคงไม่น่าเกี่ยวข้องกับการยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนหรือความประพฤติของนักเรียนให้ดีขึ้นได้
ขณะที่ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ  อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า  เห็นด้วยกับการปลดล็อกกฎไดโนเสาร์ เพราะกฎเกณฑ์ที่ผ่านมามันขัดกับวิถีชีวิตวัยรุ่นในปัจจุบัน และเป็นการจำกัดเด็กมากเกินไป ทำให้เด็กรู้สึกต่อต้าน ซึ่งการปลดล็อกทรงผมในครั้งนี้จะทำให้เด็กมีอิสระในชีวิตมากขึ้ น ไม่อยู่ในกรอบที่ตึงเกินไป  แต่ทั้งนี้ โรงเรียนเองก็ควรส่งเสริมให้เด็กมีวินัย รู้จักดูแล ควบคุมตนเอง ตลอดจนใช้วิจารณญานด้วยว่าการเข้าไปอยู่ในโรงเรียนควรจะมีทรงผมแบบใด ไม่ใช่ทำทรงผมแบบแฟชั่นมาเลยก็จะไม่เหมาะสม
พล.ท.วิชิต ศรีประเสริฐ  ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) กล่าวว่า  ทางหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนยืนยันจะไม่มีการปรับกฎระเบียบตาม ศธ.แต่อย่างใด เนื่องจากกฎระเบียบที่ยึดใช้ปัจจุบัน ที่กำหนดตัดผมสั้นเกรียน หรือรองทรงสูง เป็นการฝึกระเบียบวินัยให้กับนักศึกษาวิชาทหาร  ดังนั้น  ทุกคนที่สมัครเข้าเรียนต้องอยู่ในกฎระเบียบของทหาร ขณะเดียวกันทหารในทุกประเทศก็ไม่มีการอนุญาตให้ไว้ผมยาวอยู่แล้ว  ดังนั้นส่วนตัวคิดว่า  เรื่องดังกล่าวไม่น่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด
ด้านนายอลงกรณ์ นิยะกิจ  รองผู้อำนวยการฝ่ายปกครองโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์  และในฐานะหนึ่งในคณะทำงานพิจารณาข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแบบทรงผมของนักเรียนนักศึกษา  กล่าวว่า  ตนเห็นด้วยกับการรับฟังความคิดเห็น หรือทำประชาพิจารณ์ก่อนทำกฎกระทรวงดังกล่าว  ขณะที่การทำประชาพิจารณ์ต้องสอบถามให้ครบคนทุกกลุ่ม  ได้แก่  ประชาชนทั่วไป นักเรียน ผู้ปกครอง และครู ซึ่งจะชัดเจนว่าคนทุกกลุ่มต้องการเห็นนักเรียนในรูปแบบใด   ทั้งนี้  สำหรับเรื่องการควบคุมทรงผมและเครื่องแบบการแต่งกายนักเรียนนักศึกษา  ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะแยกแยะระหว่างนักเรียนกับประชาชนทั่วไปได้  ขณะเดียวกันจะทำให้นักเรียนอยู่ในกฎระเบียบและควบคุมได้ง่ายขึ้น
ครูฝ่ายปกครองกล่าวอีกว่า  ส่วนตัวคิดว่า  กฎระเบียบที่ยึดใช้ดีอยู่แล้ว  เพราะสามารถควบคุมนักเรียนได้ง่าย  หรือหากจะมีการปรับก็อยากให้ปรับแก้บางรายละเอียดให้สอดคล้องกับสภาวะสังคมก็พอ  ทั้งนี้  หากเรายังเข้มข้นในกฎระเบียบอยู่ นักเรียนก็จะมีวินัย ทำให้ครูสามารถควบคุมดูแลได้ แต่หากผ่อนคลายกฎระเบียบมากเกินไป  นักเรียนก็จะขาดวินัย  ขณะที่ครูก็จะควบคุมได้ยาก และยิ่งมีเรื่องการห้ามตีนักเรียนอีก  ยิ่งทำให้ในอนาคตต่อไปครูไม่กล้าสั่งสอนนักเรียนได้  ดังนั้นเรื่องสิทธิและหน้าที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ซึ่งนักเรียนมีหน้าเรียนก็ต้องตั้งใจเรียน ส่วนสิทธิคงเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา
“เคยมีกรณีก่อนหน้าที่นักเรียนหญิงถูกฉุดไปข่มขืน  แต่ด้วยมีเครื่องแบบนักเรียนและทรงผมปรากฏชัด  ทำให้โจรชะงักและเปลี่ยนใจไป  เนื่องจากโทษที่กระทำต่อเด็กและเยาวชนจะร้ายแรงกว่าคนทั่วไป  ดังนั้นต่อไปหากมีการผ่อนคลายเรื่องทรงผมหรือเครื่องแบบนักเรียน  ก็อาจทำให้แยกแยะได้ยาก  ซึ่งเรื่องนี้ควรต้องตระหนัก อย่างไรก็ตาม  ผมเป็นครูฝ่ายปกครองมา 30 ปี  พบว่าระยะหลังๆ ตั้งแต่มีการห้ามลงโทษนักเรียนด้วยการตี  นักเรียนปัจจุบันดื้อและควบคุมได้ยากขึ้น  แต่จริงๆ แล้วในมุมมองครู  การลงโทษเป็นการสั่งสอนที่ดีเพื่อให้นักเรียนหลาบจำ ซึ่งเกิดจากความหวังดี ไม่ใช่อคติ” นายอลงกรณ์กล่าว
ครูฝ่ายปกครองกล่าวต่อว่า  เรื่องดังกล่าวเกิดจากเกิดจากนักเรียนเพียงคนเดียว จากกรณีปัญหาของโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ ซึ่งแต่เดิมเป็นโรงเรียนหญิงล้วน  แต่เมื่อปรับเปลี่ยนมารับนักเรียนชายด้วย  ปรากฏว่านักเรียนชายกลับไว้ผมยาวตามนักเรียนหญิง จึงถูกครูตัดผม  ซึ่งนักเรียนชายดังกล่าวไม่พอใจ  จึงส่งเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ     ขณะที่คณะกรรมการสิทธิฯ ได้พิจารณาแล้วว่า  อำนาจการกำหนดทรงผมอยู่ที่โรงเรียน  แต่นักเรียนดังกล่าวยังได้ร้องเรียนต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องจึงมาถึง ศธ.  ดังนั้นอยากให้พิจารณาในภาพรวมด้วยว่า  เรื่องดังกล่าวเกิดจากความต้องการของนักเรียนไม่กี่คน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่างนักเรียนบางกลุ่มกับครูฝ่ายปกครอง ในการต่อรองไว้ผมยาวตามคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.ศึกษาธิการที่พูดไปแล้ว
  นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวต่อว่า  สำหรับเรื่องทรงผมนักเรียนนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาคงไม่มีปัญหาอะไร   เพราะที่ผ่านมา สอศ.ก็ผ่อนปรนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว  และเพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติของสาขาที่เรียน  อาทิ  นักเรียนที่เรียนสาขาช่างมักจะตัดผมสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายระหว่างปฏิบัติงานกับเครื่องจักร  ส่วนสาขาศิลปะผ่อนปรนให้นักเรียนชายไว้ผมยาวหน่อยได้  ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละวิทยาลัย ดังนั้นการยึดกฎกระทรวงใหม่ดังกล่าวไม่น่ามีปัญหา.