Tag Archive | สถานศึกษา

อ๋อยจี้คุรุสภา-กคศ.ประเมินใหม่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ

ที่มา  :  www.moe.go.th

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2556 เรื่อง “การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555

กล่าวว่า การส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครู ซึ่งงานในวันนี้เป็นงานที่คุรุสภาจัดขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจแก่ครูที่มุ่งมั่น คิดค้น พัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมสถานศึกษา อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการประชุมดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึง 9 ปีแล้ว จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ครูได้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอนที่สำคัญ

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของการประชุมทางวิชาการของคุรุสภาในปีนี้ เป็นหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเรายังต้องการการวิจัยและใช้ผลการวิจัยและการพัฒนามาเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและการพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา การจะวางนโยบายและแผนได้ดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรองรับ เพราะฉะนั้น การประชุมในหัวข้อดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจที่จะสร้างฐานที่มั่นคงแข็งแรง และเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปพัฒนาเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู

การวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา จะต้องมีการพัฒนากันอีกมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือ องค์กรที่จะทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาจะมีองค์กรในลักษณะนี้อยู่ เพื่อจะได้รู้ว่าหลักสูตรที่กำหนดออกมาเป็นอย่างไร เด็กเรียนรู้ได้ดีไหม วิชาที่เรียนสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนหรือไม่ และวิธีการสอนของครูเป็นอย่างไร เป็นต้น จึงเป็นเรื่องดีที่คุรุสภามีการส่งเสริมให้เกิดการวิจัย

การพัฒนาวิชาชีพครู มิใช่ทำเพื่อความมั่นคงของอาชีพครูหรือเพื่อความก้าวหน้าของผู้ที่เป็นครูเท่านั้น แต่เป็นการจัดการศึกษาได้ดีขึ้น เพื่อทำให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีและเพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นการพัฒนาวิชาชีพครู จึงต้องโยงกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษา เริ่มจากการที่ประเทศกำลังต้องการการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่กำลังผันผวนครั้งใหญ่จากวิกฤตของเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการพัฒนาคน

ขณะเดียวกัน โลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการพัฒนาทุกด้าน รวมทั้งการพัฒนาคนและการเรียนการสอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปหรือยกระดับคุณภาพการศึกษา คุณลักษณะของคนอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากที่ได้มีการหารือมาระยะหนึ่งแล้ว คือ ต้องการให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักแก้ปัญหา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กไปสู่คุณลักษณะดังกล่าว การทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาต่างๆ ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตร ดังที่ได้มอบนโยบายไว้ว่า จะต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนและให้เชื่อมโยงกับการทดสอบวัดผลประเมินผลอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบเชื่อมโยงกัน ในการเรียนหลายระดับชั้นยังไม่มีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน ในวิชาภาษาไทย ก็ไม่มีการทดสอบวัดผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาที่จะวัดสมรรถนะทางภาษาเหมือนอย่างที่ประเทศต่างๆ ใช้วัดสมรรถนะทางภาษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานหรือการทดสอบกลาง

ในส่วนของการให้ผู้เรียนเรียนรู้ในยุค ICT ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนการสอนในยุคนี้ก็ต้องเปลี่ยน เนื่องจากผู้เรียนสามารถหาความรู้ได้เองอย่างไม่จำกัด หากมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก ซึ่งต้องมาดูที่หลักสูตรว่าผู้เรียนควรรู้และเรียนอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเมื่อผู้เรียนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก การเรียนการสอนแบบเดิมจะไม่สอดคล้องกัน เพราะผู้เรียนอาจจะหาคำตอบจากคำถามของครูได้ แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือคิดไม่ได้ว่าคำตอบที่ได้มาต้องการสื่อถึงอะไร การเรียนการสอนในโลกยุคอินเทอร์เน็ตจะต้องเปลี่ยนแปลง และมีวิธีการสอนอีกมากมายที่เกิดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอพลิเคชั่น ซึ่งก็ได้มีครูในโรงเรียนบางแห่งเริ่มใช้เพื่อพัฒนาในการเรียนการสอนแล้ว

แนวคิดอีกอย่างที่ได้มีการรวบรวมกันมา คือ การอบรมพัฒนาครูโดยอาศัย ICT ซึ่งต้องคำนึงว่าจะทำได้ผลมากแค่ไหน ต้องมีการช่วยกันคิด ครูสามารถเรียนรู้จากวีดิทัศน์ที่บันทึกไว้ใน YouTube หรือแอพลิเคชั่นบางอย่าง เมื่อมีใครต้องการจะศึกษาก็สามารถเข้าไปดูได้ หรืออาจจะทำเป็นระบบปิด เช่น ระบบที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ แยกเป็นรายวิชาเพื่อใช้สำหรับการเรียนวิชาต่างๆ นอกจากนี้ อาจจะจัดการเรียนแบบใหม่ เรียกว่า “Flip the Classroom”คือ การนำเรื่องที่เด็กต้องทำเป็นการบ้าน มาทำในห้องเรียน แล้วนำเรื่องที่เคยทำในห้องเรียนกลับไปทำที่บ้าน หมายความว่าให้เด็กไปดูวีดิทัศน์ อ่านหนังสือ หรือเข้าอินเทอร์เน็ต ดูเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มาจากบ้าน เมื่อถึงห้องเรียน ครูก็ตั้งคำถามและให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การเรียนการสอนดังกล่าว มีคนถ่ายวีดิทัศน์ แล้วนำลงอินเทอร์เน็ต อาจจะเชิญชวนครูให้มาดูพร้อมๆ กัน ดังนั้น การพัฒนาครูในเรื่องเทคนิคการเรียนการสอน หากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาครูเพื่อยกระดับการศึกษาของผู้เรียน จึงเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

คุรุสภา ในฐานะสภาวิชาชีพ ก็ต้องดูแลรักษาคุณภาพมาตรฐาน จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพครู แต่ที่ต้องการจะฝาก คือ การพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา สิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้การพัฒนาวิชาชีพครูมีการคำนึงเรื่องครูขาดแคลน ซึ่งได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ.ไปดูว่าจะเกลี่ยอย่างไร ในเรื่องของการผลิตและการรับครู พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งต้องให้คุรุสภามีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้การกำหนดกติกาในการพัฒนาวิชาชีพ หากเคร่งครัดเกินไป ก็จะกลายเป็นปิดกั้นโอกาสที่จะหาครูมาสอน เพราะในปัจจุบันครูอาชีวศึกษาขาดแคลนอย่างมาก ขณะนี้มีการจ้างครูอัตราจ้างมากกว่าครูที่เป็นข้าราชการ หากสถานศึกษาไม่สามารถจ้างวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญมาสอนได้ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู หากผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่มีความรู้ทางด้านนั้นน้อยมาก ก็ไม่สามารถสอนคนให้เป็นช่างที่มีความสามารถได้ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจะมีผู้สนใจจะสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่ระบบของอาชีพครูเป็นระบบปิด คือ มีการวางระบบเหมือนจะปกป้องอาชีพนี้ไม่ให้ผู้อื่นมาเป็นได้ง่าย เพื่อความมั่นคงของวิชาชีพ แต่กลายเป็นไปว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดยต้องมีครูและเป็นครูด้านที่ขาดแคลน

ก.ค.ศ.กับคุรุสภามีหลักเกณฑ์ที่ลักลั่นกันอยู่ ก.ค.ศ.อนุญาตให้ทำได้ แต่ติดหลักเกณฑ์ของคุรุสภา ทำให้ไม่สามารถทำได้ หน่วยงานทั้งสองจึงจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะหรือการพัฒนาวิชาชีพที่โยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและโรงเรียน จากการสำรวจพบว่ามีความเชื่อมโยงกันน้อยมาก และพบว่า   ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาหลายแห่งมีความก้าวหน้าขึ้น   มีวิทยฐานะ เงินเดือน  รายได้สูงขึ้น  แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในสถานศึกษานั้นแย่มาก  จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ.และคุรุสภาช่วยกันคิดวิธีประเมินวิทยฐานะที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วย

รมว.ศธ.ย้ำว่า การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเป็นหัวข้อที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการร่วมกันคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู โดยอาศัยการวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ดี ก้าวหน้าและมั่นคงขึ้นไป อย่างน้อยแล้ว ต้องถือว่าจุดมุ่งหมายอันดับแรกในการพัฒนาวิชาชีพครู คือ เพื่อพัฒนาคน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และจะได้พัฒนากำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่มีความหมายที่สุด

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา “ผลงานวิจัยระดับภูมิภาค” และชมนิทรรศการต่างๆ เช่น นิทรรศการสารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม จำนวน 80 ผลงาน, นิทรรศการผลงานวิจัยภาคแผ่นป้ายนิทรรศการ จำนวน 30 ผลงาน, ร้านค้าสวัสดิการคุรุสภา เป็นต้น

สถานศึกษาประเมินรอบ3 ระยะ1-2

รายชื่อสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (ช่วงการประเมินระยะที่ 1 และระยะที่ 2)
(รวมรายชื่อสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ ประเภทโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 101 แห่ง และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 14 แห่ง)

 

สพฐ.เผยประเมินภายนอกรอบสอง

ที่มา  :  ไทยรัฐ  วันที่ 4  ตค. 2555

มีโรงเรียนเข้ารับการประเมิน 27,954 แห่ง ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 22,918 แห่ง คิดเป็น 81.98% และไม่ได้รับการรับรอง 5,036 แห่ง คิดเป็น 18.02%   ยอมรับต้องเร่งขยับคะแนนโอเน็ตให้สูงขึ้น รุกพัฒนาอ่านออกเขียนได้

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 2 ของสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ทั้งระดับปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยระดับปฐมวัย มีโรงเรียนเข้ารับการประเมิน 27,954 แห่ง ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 22,918 แห่ง คิดเป็น 81.98% และไม่ได้รับการรับรอง 5,036 แห่ง คิดเป็น 18.02% ส่วนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนเข้ารับการประเมิน 31,480 แห่ง ได้รับการรับรอง 25,944 แห่ง คิดเป็น 82.41% และไม่ได้รับการรับรอง 5,536 แห่ง คิดเป็น 17.59%

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ตัวบ่งชี้ในการประเมิน พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน และตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โดยเฉพาะคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ซึ่งยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเร่งรัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ผู้วิเคราะห์มีข้อเสนอแนะให้ สพฐ. เร่งรัดพัฒนาระบบการนิเทศให้มีความเข้มข้น และเข้มแข็งมากขึ้น ที่ประชุมจึงได้มอบให้ศูนย์พัฒนาการนิเทศและเร่งรัดคุณภาพการศึกษา สพฐ.จัดกลไกให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีกลุ่มนิเทศการศึกษาลงไปตรวจเยี่ยม และให้คำแนะนำต่างๆ แก่ทางโรงเรียนมากขึ้น

ดร.ชินภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สพฐ. จะร่วมมือกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พัฒนาคลังข้อสอบ โดยขณะนี้ สพฐ.ได้พัฒนาคลังข้อสอบของ สพฐ.เองอยู่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดสอบการทดสอบระดับชาติ หรือ NT ซึ่งจะทำคู่ขนานกันไป เพื่อรองรับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการที่ให้ใช้ผลคะแนนโอเน็ตของเด็กมีผลต่อการมีหรือเลื่อนวิทยฐานะของครู โดย สพฐ.จะคัดเลือกตัวชี้วัดที่สำคัญในการทดสอบเด็กแต่ละช่วงชั้นและแต่ละชั้นปี โดยจุดเน้นของระดับประถมศึกษาจะเน้นเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ และการคำนวณส่วนระดับมัธยมศึกษาจะเน้นใน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ.

สพฐ.ต่อจ้าง6.5หมื่นอ.งบ56

สพฐ.อนุมัติต่อสัญญาจ้าง 6.5 หมื่นอัตราปีงบประมาณ 2556

ที่มา  :  มติชนรายวัน  19 กันยายน  2555  และ   kruwandee.com

“นายอนันต์ ระงับทุกข์” รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ได้ทำหนังสือที่ ศธ. 04006/2048 แจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทุกเขต ว่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 ที่จะประกาศ ใช้บังคับในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

 สพฐ.ได้ตั้งงบประมาณเพื่อจ้างบุคลากรปฏิบัติงานให้ราชการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2555 โดยจะจัดสรรงบประมาณปี 2556 ให้เขตพื้นที่การศึกษาต่อสัญญาจ้างรายเดิม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยการต่อสัญญาจ้างนี้ จะต่อสัญญาให้แก่บุคลากรปฏิบัติงานกลุ่มต่างๆ อาทิ ครูอัตราจ้าง บุคลากร พนักงาน ลูกจ้างชั่วคราว เป็นต้น จำนวน 65,103 อัตรา ประกอบด้วย 

 1.แผนงานขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษาผลผลิตผู้จบการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 14,305 อัตรา ได้แก่

      ครูรายเดือนแก้ปัญหาสถานศึกษาขาดแคลนครูขั้นวิกฤต 8,180 อัตรา

      นักการภารโรง 4,600 อัตรา
  บุคลากรที่ขาดแคลนบุคลากรในเขตที่ขาดแคลนบุคลากร 1,311 อัตรา
  ครูและบุคลากรในโรงเรียนตามพระราชดำริ 214 อัตรา

 2.โครงการครูคืนถิ่นให้นักเรียน 39,496 อัตรา ได้แก่

     ครูธุรการ 14,532 อัตรา

       นักการภารโรง 8,745 อัตรา
  ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ 15,860 อัตรา
  ครูดูแลนักเรียนประจำพักนอน 164 อัตรา
  เจ้าหน้าที่ ประจำห้องวิทยาศาสตร์ 195 อัตรา

 3.โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา

       ครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ 3,972 อัตรา

 4.โครงการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2,040 อัตรา ได้แก่

       วิทยากรสอนอิสลามศึกษา 1,340 อัตรา
  พนักงานรักษาความปลอดภัย 700 อัตรา และ

 5.โครงการพัฒนาครูทั้งระบบ จ้างครูสาขาขาดแคลน 5,290 อัตรา โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาต่อสัญญาจ้างตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป

 นอกจากการต่อสัญญาจ้างดังกล่าวแล้ว เร็วๆ นี้ ยังมีข่าวดีตามมาอีก ที่ นายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) ระบุว่าจะจัดสรรอัตราเกษียณอายุราชการปกติ ปีงบประมาณ 2554 บางส่วนที่คณะ กรรมการกำหนดเป้าหมายและกำลังคน ภาครัฐ (คปร.) คืนมาให้ สพฐ. 3,913 อัตรา นำไปสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ และเหตุจำเป็น ว12 เช่น กลุ่มพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำด้วย คาดว่าจะกำหนดอัตรากำลัง และปฏิทินการสอบคัดเลือกได้เร็วๆ นี้

 ส่วนเพื่อนครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ก็มีข่าวที่น่ายินดีเช่นกัน จากการออกมาเปิดเผยของ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ระบุว่า “นาย สุชาติ ธาดาธำรงเวช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ลงนามในหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติเปลี่ยนสถานภาพลูกจ้างชั่วคราว เป็นพนักงานราชการสังกัด สอศ. 19,998 อัตรา ประกอบด้วย พนักงานราชการทั่วไปสายผู้สอน 8,595 อัตรา และพนักงานราชการทั่วไปสายสนับสนุน 11,403 อัตรา รวม 19,998 อัตรา

 “การขออนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการดังกล่าว เป็นการขอเพิ่มเติมจากกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการรอบที่ 3 ปีงบประมาณ 2556-2559 ที่ได้ขออนุมัติไว้แล้ว 5,310 อัตรา เนื่องจากจำนวนกรอบอัตรากำลังที่ขอไป อยู่บนฐานอัตรากำลังพนักงานราชการเดิม รอบที่ 2 ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้นของสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ทุกแห่ง และทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคนเป็นจำนวนมาก” นายชัยพฤกษ์กล่าวทิ้งท้าย   นับเป็นข่าวดีๆ ของเพื่อนครูในยามนี้