Tag Archive | โรงเรียน

สพฐ.แจงครูอบรมธรรมกายพัฒนาอีคิว

ที่มา  :   ข่าวสด   ฉบับวันที่ 27 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)

             นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวชี้แจงกรณีข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร้องเรียนกับมูลนิธิแห่งหนึ่งว่า  ได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่งให้เข้าร่วมกิจกรรม  “การประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรม โครงการโรงเรียนในฝัน รุ่นครูทั้งโรงเรียน”      ซึ่งเป็นการอบรมจริยธรรมกับเครือข่าย วัดพระธรรมกาย ว่า  โครงการนี้สพฐ.จัดร่วมกับพระสังฆาธิการทั่วประเทศ  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ  และมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อศีลธรรม  จึงไม่ใช่การจัดร่วมกับวัดใดวัดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการอบรมปฏิบัติธรรมที่วัด สำนัก หรือศูนย์ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 52 แห่ง

        ส่วนวัตถุประสงค์หลักนั้น  เนื่องจากสพฐ.ต้องการเปลี่ยนแนวคิด จากเดิมที่โรงเรียนหนึ่งมีครูแค่ 1 คนรับผิดชอบ เป็นเน้นให้ครูทุกคนมีบทบาทในการส่งเสริมศีลธรรม 

          เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า  ที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับจากผู้เข้ารับการอบรมว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ฉะนั้นก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อะไร  ควรเข้าร่วมกิจกรรมก่อน  แล้วค่อยนำข้อเท็จจริงจากผลการอบรมมาวิจารณ์  ถึงจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากกว่านี้   ส่วนประเด็นที่บอกว่า มีการสั่งการให้ปิดการเรียนการสอนเพื่อให้ครูมาเข้าร่วมโครงการนั้น ขอชี้แจงว่า  เป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)  ต้องหารือถึงความเหมาะสม แต่หากพบปัญหาติดขัด ก็ต้องไปปรับเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอน 

“ยืนยันว่าโครงการนี้ เน้นพัฒนาให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีอีคิว  ตลอดจนพฤติกรรมความประพฤติที่พึงประสง ค์ แต่ที่ผ่านมา เรามักจะโยน ความรับผิดชอบให้ครูเพียงคนเดียว  ซึ่งสุดท้ายแล้วจึงไม่มีพลังที่จะแก้ไขปัญหา  แต่หากเป็นครูทั้งโรงเรียน การเปลี่ยนแปลงที่สพฐ.คาดหวังคงเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก”  นายชินภัทรกล่าว

ห่วงเด็กเล็กโรค”มือ-เท้า-ปาก”ลามกรุง

ที่มา  :  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์updated: 15 ก.ค. 2556 เวลา 15:46:28 น.

 

พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคมือเท้าปากกำลังระบาดไปทั่วประเทศ โดยสถิติกองควบคุมโรคระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยแล้วจำนวน 1,676 ราย ยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยเด็กแรกเกิดถึงอายุ 4 ปี ป่วยมากที่สุด พบร้อยละ 84 รองลงมา 5-9 ปี ร้อยละ 13 และตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 1 ขณะที่สถิติผู้ป่วยของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2556 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-2 มิ.ย. พบผู้ป่วยแล้ว 11,678 ราย ยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยเด็กอายุ 1 ปีป่วยมากที่สุด พบร้อยละ 31 รองลงมา 2 ปี ร้อยละ 25 และ 3 ปี ร้อยละ 17 พื้นที่ที่พบมากที่สุดได้แก่ ระยอง เชียงราย พะเยา นครสวรรค์ และน่าน

“โรคนี้มักเกิดในเด็กที่มาอยู่รวมกันมากๆ ซึ่งใน กทม.มีโรงเรียนอยู่หลายแห่ง ช่วงนี้มีฝนตก จึงเสี่ยงต่อการระบาดของโรค แม้ กทม.ยังไม่พบการแพร่ระบาด แต่ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะระบาดขึ้นได้ เพราะเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก” พญ.วันทนีย์กล่าว 

พญ.วันทนีย์กำชับว่า โรงเรียนที่มีเด็กอยู่เป็นจำนวนมากให้ดูแลเรื่องหลักอนามัยให้ถูกต้อง คือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ รวมทั้งดูแลความสะอาดของอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบว่า บุตรหลานมีไข้ขึ้นสูง 1-2 วัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บภายในช่องปากและลำคอ ปวดเมื่อยตามร่างกายคล้ายเป็นหวัด ในปากมีแผลเหมือนเป็นร้อนในและมีผื่นเป็นจุดแดงอักเสบที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่ก้น รวมถึงหากมีอาการชัก ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด

เสริมศักดิ์ มอบคุรุสภาอบรมครูชายขอบได้ตั๋วครู

ที่มา   :   เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:34 น.

วันนี้(11ก.พ.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช  รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้มอบนโยบายให้กับทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล เช่น โรงเรียนบนดอย เพราะข้อบังคับของคุรุสภากำหนดว่าหากจะมาเป็นครูผู้สอนต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งตนเห็นว่าควรมีหลักสูตรรองรับกลุ่มที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ได้ไปเรียนหรือผ่านการอบรมแล้วให้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่เช่นนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีโอกาสความก้าวหน้าอะไรเลย เพราะไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

“นโยบายของผมไม่ได้เป็นการยกเว้นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้แก่กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ได้เรียนจบทางสายครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ เพียงแต่จะต้องช่วยให้พวกเขามีโอกาสได้รับใบอนุญาตประวิชาชีพครู ด้วยการจัดอบรมขึ้นในกลุ่มต่างๆเหล่านี้ แต่ก็ต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่งเช่นกัน”  รมช.ศึกษาธิการ

ด้านดร.พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายของนายเสริมศักดิ์ที่จะช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพราะหากไม่มีคนเหล่านี้แล้วในพื้นที่ที่ห่างไกลก็คงไม่มีใครไปสอนหนังสือให้ความรู้แก่นักเรียน ดังนั้นคงต้องมีการนำไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาที่จะประชุมนัดแรกในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น ทางคุรุสภาจะมีการอนุญาตให้สอนโดยออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาไปก่อนคราวละ 2 ปี เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่ทั้งนี้สำหรับการจะจัดอบรมหรือจัดการศึกษาให้แก่กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวก็ยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ทางคุรุสภากำหนดไว้ด้วยจึงจะสามารถออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้ได้.

ครูระอาโทรศัพท์มือถือเด็กเล่นเพลง/เกม

ที่มา  :    ไทยรัฐ  วันที่ 11 มกราคม  2556

บรรดา​ครู​ใน​ประเทศ​อิสราเอล  บ่น​ว่า  เด็ก​นักเรียน​โรงเรียน​ระดับ​มัธยม  ต่าง​พา​กัน​พก​โทรศัพท์​มือ​ถือเข้าไป​เล่น​ส่ง​โซ​เ​ซี​ยลมีเดีย​ถึง​กันและกัน  หรือ​ไม่​ก็​ท่อง​เน็ต  ฟัง​เพลง  ถ่ายรูป  เล่น​เกม  หรือ​ไม่​ก็​ส่ง​ข้อความ​สั้น  กินเวลา​เกือบ​ร้อย​ละ 60 ของ​ชั่วโมง​การ​เรียน

นัก​วิจัย​มหาวิทยาลัย​ไฮฟา ซึ่ง​​พบ​ใน​การ​ศึกษา​กล่าว​ว่า  ไม่​ต้อง​สงสัย​เลย​ว่า  พฤติกรรม​เหล่า​นี้จะ​ต้อง​กระทบ​กับ​การ​ศึกษา​เล่าเรียน ซึ่ง​ทำให้​ครู​รู้สึก​อิดหนาระอาใจ​กัน​มาก

ทั้ง​ทาง​โรงเรียน​และ​ผู้​ปกครอง  ต่าง​ก็​กำลัง​พิจารณา​หา​ทาง​กัน​อยู่  ตั้งแต่​การ​จำกัด​เวลา​ให้​ใช้​โทรศัพท์  แต่​ก็​ยัง​เห็น​ว่า​ไม่​มี​วิธี​ที่​ดี​ที่สุด เพราะ​นักเรียน​วัยรุ่น​อาจจะ​ต่อต้าน  ซ้ำ​ยัง​เคย​พบ​มา​แล้ว​ว่า  ใน​ชั่วโมง​ที่​ครู​ผ่อนปรน  การ​ใช้​โทรศัพท์​มือ​ถือ​ใน​ห้อง​กลับ​น้อย​ลง 

แต่​ชั่วโมง​ที่​ครู​เข้มงวด​กลับ​หนักข้อ​ขึ้น  และ​เห็น​พ้อง​กัน​ว่า การ​บำบัด​ทาง​พฤติกรรม และ​วิธี​ทาง​จิตวิทยา จะ​ช่วย​แก้ไข​การ​หมกมุ่น​กับ​อินเตอร์เน็ต​ได้​ดี​กว่า.

 

 

พงศ์เทพสั่งร.ร.นร.ชายเลิกเกรียน-หญิงยาวรวบ

ที่มา   :  ข่าวสดออนไลน์    วันที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2556   เวลา 21:09 น.  

                เรียบเรียงโดย  kapook.com

นักเรียนเฮทั่วประเทศ!  ศธ.ส่งหนังสือเวียนแจ้งโรงเรียนเลิกบังคับตัดผมเกรียน-ผู้หญิงไว้ผมยาวได้

คลิป  ของขวัญวันเด็ก ปลดแอกผมทรงหัวเกรียน  :   เครดิต  รายการเรื่องเล่าเช้านี้   โพสต์โดย  คุณ CiNNtv3

            เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแบบทรงผมของนักเรียน นักศึกษา ว่า ได้มอบให้สำนักงานปลัด ศธ. ไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่า  มีกฎกระทรวงอยู่ 2 ฉบับ  ซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515   โดยฉบับที่ 1 พ.ศ. 2515   ระบุข้อความ ดังนี้

             1. ห้ามไม่ให้นักเรียนชายไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 ซม. และชายผมรอบศีรษะต้องตัดเกรียนชิดผิวหนัง

             2. นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย

            ต่อมามีการแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวเพิ่มเติม  จนเป็น  กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2518 ระบุว่า

             1. นักเรียนชายให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้าง และด้านหลังยาวเลยตีนผม

             2. นักเรียนหญิงให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินก็ให้รวบให้เรียบร้อย

            นายพงศ์เทพ  ยังกล่าวอีกว่า  ถ้าตีความตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2515  นักเรียนชายจะต้องไว้ผมด้านข้างและด้านหลังเกรียน  แต่กฎกระทรวง พ.ศ. 2518  เปลี่ยนแปลงให้นักเรียนชายไว้ผมรองทรงได้  ไม่ต้องตัดผมด้านข้างหรือด้านหลังจนเกรียน   แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนยังคงยึดติดกับทรงผมเกรียนตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2515   ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะกฎกระทรวงฉบับใหม่ เปิดโอกาสให้เด็กรองทรงได้

            ส่วนทรงผมของนักเรียนหญิงนั้น ทั้ง 2 ฉบับ  กำหนดให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของโรงเรียน ซึ่งตนก็เห็นว่า  เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเช่นกัน ที่จะให้ทรงผมนักเรียนหญิงของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันไป  ตนจะให้ทาง ศธ. ทำข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไว้ผมยาวของนักเรียนหญิง  เช่น  ถ้าไว้ผมยาวต้องรวบผมให้เรียบร้อย  และทุกโรงเรียนจะต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน  อนุญาตให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวเลยต้นคอได้  แต่ต้องรวบให้เรียบร้อย

            นายพงศ์เทพ  ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า  เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องทรงผมนักเรียน  ขณะนี้ตนได้มอบให้เจ้าหน้าที่ไปจัดทำหนังสือเวียนเพื่อแจ้งไปยังสถานศึกษาในกำกับของ ศธ. ทุกแห่ง เรื่องทรงผมนักเรียนนั้นต้องยึดกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ให้นักเรียนชายไว้ทรงยาวแบบรองทรงได้ และให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมสั้นหรือยาวได้

Picture24

ที่มา  :  เดลินิวส์   วันพุธที่ 9 มกราคม 2556   เวลา 18:56 น.

วันนี้ (  9 ม.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าในการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแบบทรงผมของนักเรียน นักศึกษา ว่า ได้มอบให้สำนักงานปลัด ศธ.ไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่ามีกฎกระทรวงอยู่ 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องซึ่งออกออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2515  คือ กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2515) ที่ระบุว่า  1.นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา และ 2.นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย ต่อมามีการแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวเพิ่มเติมจนเป็น กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 ม.ค.พ.ศ. 2518 ระบุว่า 1.นักเรียนชายให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผม และ 2.นักเรียนหญิงให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย

รมว.ศึกษาธิการ ขยายความว่า ถ้าตีความตามกฎกระทรวง พ.ศ.2515 นั้น  นักเรียนชายจะต้องไว้ผมด้านข้างและด้านหลังเกรียน  แต่ กฎกระทรวง พ.ศ.2518 เปลี่ยนแปลงให้นักเรียนชายไว้ผมรองทรงไว้ ไม่ต้องเกรียนผมด้านข้างหรือด้านหลัง  แต่ในทางปฏิบัติ ร.ร.ยังคงยึดติดกับทรงผมเกรียนตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2515    ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   เพราะกฎกระทรวงฉบับใหม่ เปิดโอกาสให้เด็กไว้ทรงยาวแบบรองทรงได้

ส่วนทรงผมของนักเรียนหญิงนั้น  กฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ กำหนดให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวได้แต่ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ร.ร.  ซึ่งตนก็เห็นว่า เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเช่นกันที่จะให้ทรงผมนักเรียนหญิงของแต่ละร.ร.มีความแตกต่างกันไปตามดุลยพินิจของทางโรงเรียน  เมื่อกฎกระทรวงกำหนดให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมยาวได้ นักเรียนหญิงของทุกโรงเรียนก็ควรอยู่บนแนวปฏิบัติเดียวกัน เพราะฉะนั้น จะให้ทาง ศธ.ทำข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไว้ผมยาวของนักเรียนหญิง เช่น ถ้าไว้ผมยาวต้องรวบผมให้เรียบร้อย   จากนั้น ทุกโรงเรียนจะต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน  อนุญาตให้นักเรียนหญิงไว้ผมสั้นหรือยาวเลยต้นคอได้แต่ต้องรวบผมให้เรียบร้อย  ไม่มีการให้ร.ร.ใช้ดุลยพินิจอีก

“เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องทรงผมนักเรียน ขณะนี้ ผมได้มอบให้ สป.ศธ.ไปจัดทำหนังสือเวียนเพื่อแจ้งไปยังสถานศึกษาในกำกับของ ศธ.ทุกแห่ง เพื่อกำชับว่า ในเรื่องของทรงผมนักเรียนนั้น ต้องยึดกฎกระทรวง ฉบับที่ 2  พ.ศ. 2518 ซึ่งระบุไว้ชัดเจน ให้นักเรียนชายไว้ทรงยาวแบบรองทรงได้ และให้นักเรียนหญิงเลือกไว้ผมสั้นหรือยาวได้  “

100อันดับร.ร.ที่สุดประเทศไทยปี2012

ที่มา  :  มติชนออนไลน์  วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 16:54:53 น. 


 

ที่มา : เว็บไซต์ dek-d.com
 

100 อันดับโรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทย
 

ลำดับโรงเรียนในประเทศไทยที่ดีที่สุดโดยวัดจากผลเอนทรานซ์ โควตารับตรงโอลิมปิกวิชาการ
1. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
2. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
3. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
4. โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)
5. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
6. โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง
7. โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา
8. โรงเรียนสาธิต มศว. ปทุมวัน
9. โรงเรียนอัสสัมชัญ
10. โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
11.โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
12.โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี
13.โรงเรียนสตรีวิทยา
14.โรงเรียนเทพศิรินทร์
15.โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี
16.โรงเรียนสาธิต ม.เชียงใหม่
17.โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่
18.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช
19.โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย
20.โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
21.โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
22.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
23.โรงเรียนนครสวรรค์
24.โรงเรียนหอวัง
25.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
26.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
27.โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
28.โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น
29.โรงเรียนสตรีวิทยา2
30.โรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่
31.โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
32.โรงเรียนสาธิต ม.ขอนแก่น
33.โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี
34.โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
35.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ตรัง
36.โรงเรียนสาธิต ม.สงขลานครินทร์ จ.ปัตตานี
37.โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
38.โรงเรียนโยธินบูรณะ
39.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ราชบุรี
40.โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
41.โรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน
42.โรงเรียนนารีรัตน์ จ.แพร่
43.โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
44.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จ.นนทบุรี
45.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย
46.โรงเรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา
47.โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา
48.โรงเรียนศึกษานารี
49.โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก
50.โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร
51.โรงเรียนสตรีศรีน่าน จ.น่าน
52.โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย
53.โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี
54.โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนด์
55.โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา
56.โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม
57.โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
58.โรงเรียนสิรินธร จ.สุรินทร์
59.โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.สตูล
60.โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์
61.โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
62.โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนีย์)2
63.โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย
64.โรงเรียนชลราษฎรอำรุง
65.โรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
66.โรงเรียนพัทลุง
67.โรงเรียนพิษณุโลกวิทยาคม
68.โรงเรียนลำปางกัลยาณี
69.โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
70.โรงเรียนนวมินทราชูทิศ บดินทรเดชา
71.โรงเรียนสุรวิทยาคาร จ.สุรินทร์
72.โรงเรียนเซนต์โยเชฟคอนแวนด์
73.โรงเรียนบูรณะรำลึก จ.ตรัง
74.โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม
75.โรงเรียนสารคามวิทยาคม จ.มหาสารคาม
76.โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
77.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
78.โรงเรียนระยองวิทยาคม
79.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.จันทรบุรี
80.โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม
81.โรงเรียนทวีธาภิเศก
82.โรงเรียนชลกันยานุกูล
83.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎนครปฐม
84.โรงเรียนมารีย์วิทยา จ.นครราชสีมา
85.โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
86.โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.มุกดาหาร
87.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม
88.โรงเรียนสายน้ำผึ้ง
89.โรงเรียนเบญจมราชาลัย
90.โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช
91.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
92.โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี
93.โรงเรียนศรียาภัย จ.ชุมพร
94.โรงเรียนนวมินทราชูทิศ หอวัง นนทบุรี
95.โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จ.อุดรธานี
96.โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
97.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช
98.โรงเรียนสาธิต(พิบูลย์บำเพ็ญ) ม.บูรพา
99.โรงเรียนวิสุทธังษี จ.กาญจนบุรี
100.โรงเรียนนวมินทราชูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

สพฐ.เผยประเมินภายนอกรอบสอง

ที่มา  :  ไทยรัฐ  วันที่ 4  ตค. 2555

มีโรงเรียนเข้ารับการประเมิน 27,954 แห่ง ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 22,918 แห่ง คิดเป็น 81.98% และไม่ได้รับการรับรอง 5,036 แห่ง คิดเป็น 18.02%   ยอมรับต้องเร่งขยับคะแนนโอเน็ตให้สูงขึ้น รุกพัฒนาอ่านออกเขียนได้

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 2 ของสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ทั้งระดับปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยระดับปฐมวัย มีโรงเรียนเข้ารับการประเมิน 27,954 แห่ง ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 22,918 แห่ง คิดเป็น 81.98% และไม่ได้รับการรับรอง 5,036 แห่ง คิดเป็น 18.02% ส่วนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนเข้ารับการประเมิน 31,480 แห่ง ได้รับการรับรอง 25,944 แห่ง คิดเป็น 82.41% และไม่ได้รับการรับรอง 5,536 แห่ง คิดเป็น 17.59%

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ตัวบ่งชี้ในการประเมิน พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน และตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โดยเฉพาะคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ซึ่งยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเร่งรัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ผู้วิเคราะห์มีข้อเสนอแนะให้ สพฐ. เร่งรัดพัฒนาระบบการนิเทศให้มีความเข้มข้น และเข้มแข็งมากขึ้น ที่ประชุมจึงได้มอบให้ศูนย์พัฒนาการนิเทศและเร่งรัดคุณภาพการศึกษา สพฐ.จัดกลไกให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีกลุ่มนิเทศการศึกษาลงไปตรวจเยี่ยม และให้คำแนะนำต่างๆ แก่ทางโรงเรียนมากขึ้น

ดร.ชินภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สพฐ. จะร่วมมือกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พัฒนาคลังข้อสอบ โดยขณะนี้ สพฐ.ได้พัฒนาคลังข้อสอบของ สพฐ.เองอยู่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดสอบการทดสอบระดับชาติ หรือ NT ซึ่งจะทำคู่ขนานกันไป เพื่อรองรับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการที่ให้ใช้ผลคะแนนโอเน็ตของเด็กมีผลต่อการมีหรือเลื่อนวิทยฐานะของครู โดย สพฐ.จะคัดเลือกตัวชี้วัดที่สำคัญในการทดสอบเด็กแต่ละช่วงชั้นและแต่ละชั้นปี โดยจุดเน้นของระดับประถมศึกษาจะเน้นเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ และการคำนวณส่วนระดับมัธยมศึกษาจะเน้นใน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ.