Tag Archive | 20%

วิกฤตครู เกษียณแสน56-60 คปร.คืน20%

ที่มา  :  มติชนออนไลน์    วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 16:14:03 น.

ครู

รายงานข่าวแจ้งว่า  จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  พบว่า จำนวนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2556-2560 มีจำนวน 97,254 คน  มีรายละเอียดดังนี้

ปี 2556 จ ำนวน 10,932 คน  ได้แก่  อันดับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (คศ.) 1 จำนวน 11 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 3,929 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 6,556 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 260 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ 9 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค (2) จำนวน 167 คน

ปี 2557 จำนวน 15,541 คน ได้แก่ คศ. 1 จำนวน 6 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 5,774 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 9,239 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 275 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 10 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) จำนวน 237 คน

ปี 2558 จำนวน 20,661 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 23 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 7,612 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 12,546 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 206 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 10 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค(2) จำนวน 264 คน ปี 2559 จำนวน 24,689 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 28 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 9,165 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 15,019 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 174 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 5 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38 ค (2) จำนวน 298 คน

ปี 2560 จำนวน 25,431 คน ได้แก่ คศ.1 จำนวน 42 คน อันดับ คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 9,057 คน อันดับ คศ.3 วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 15,865 คน อันดับ คศ.4 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 146 คน อันดับ คศ.5 วิทยฐานะเชี่ยวชาญ 2 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) จำนวน 319 คน

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  กล่าวว่า  เรื่องนี้หน่วยผลิตบัณฑิตสายครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ จะต้องมาขอข้อมูลเพื่อผลิตบัณฑิตให้เพียงพอทดแทนกับข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงปี 2556-2560  ซึ่งจะต้องมาดูว่า จะต้องผลิตบัณฑิตในสาขาอะไรบ้าง  และจะต้องเริ่มวางแผนการผลิตตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 นี้  โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานหรือขอข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานที่ข้าราชการครูเหล่านี้ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ก็ไม่สามารถกำหนดอัตรามาทดแทนได้ เพราะตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) ได้กำหนดให้มีการคืนอัตราเกษียณอายุราชการให้ ศธ.100% จนถึงปี 2556 นี้  และหลังจากนัั้นจะเหลืออัตราคืนให้เพียง 20% ของอัตราเกษียณในแต่ละปี โดยเมื่อพิจารณาตั้งแต่ปี 2557-2560 แล้ว จะได้อัตราเกษียณคืนมาประมาณ 20,000 อัตราเท่านั้น  ฉะนั้น หากไม่มีการวางแผนแล้ว  ก็จะมีปัญหาการขาดแคลนข้าราชการครู อย่างแน่นอน

”หน่วยผลิตสามารถเสนอขอข้อมูลมายัง ก.ค.ศ.เพื่อให้วิเคราะห์รายละเอียดข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการช่วงปี 2556-2560 จำแนกตามสาขาวิชาเอกได้ จะได้เป็นประโยชน์ในการผลิตบัณฑิตให้เพียงพอ ในส่วนของ สพฐ.นั้น ก็อาจจะต้องสรรหาครูให้ตรงและเพียงพอกับสาขาที่ขาดแคลน”Ž เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

20 หัวใจแกร่งปลุกพลังแรงบันดาลใจให้สังคม

ที่มา  :  kapook.com 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก   Youtube.com โพสต์โดยคุณ  karaba90รายการ วีไอพี โพสต์โดย คุณ CutelyBearEntTV1 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอมคุณ LadyBimbettes สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอมรายการคนค้นฅน , ทีวีบูรพารายการคนค้นฅน โพสต์โดย คุณ CutelyBearEntTV1 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอมเฟซบุ๊ก คนค้นฅน , รายการวีไอพี โพสต์โดยคุณ CutelyBearEntTV1 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ในรอบปี 2555 ที่ผ่านมา นิตยสารหลายเล่ม ตลอดจนรายการโทรทัศน์หลายช่อง ได้นำเสนอเรื่องราวของบุคคลต่าง ๆ ที่มีหลักการในการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องของความมีคุณธรรม การอุทิศตัวเพื่อสังคม ความอดทนต่อความยากลำบากเพื่อต่อสู้กับอุปสรรคนานับประการ ชีวิตของใครหลาย ๆ คนที่ถูกถ่ายทอดออกมาสามารถเป็นแบบอย่างในความพยายาม และความมุ่งมั่นที่จะนำพาชีวิตของตนเองและผู้อื่นให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างน่าสนใจ

 อย่างเช่นเรื่องราวของทั้ง 20 คนหัวใจแกร่งต่อไปนี้ หากใครกำลังท้อแท้ เบื่อหน่ายกับปัญหาที่ถาโถมอยู่รอบตัว ลองเปิดใจอ่านเรื่องราวของพวกเขา แล้วคุณจะได้รับกำลังใจดี ๆ ที่จะช่วยปลุกพลังคุณขึ้นมาอีกครั้ง หากเรายึดมั่นและศรัทธาในสิ่งดี ๆ ที่เรากำลังทำ และก้าวต่อไปอย่างมุ่งมั่น เหมือนกับพวกเขาเหล่านี้….

พัทธยา เทศทอง
พัทธยา เทศทอง


รุ่งโรจน์ ไทยนิยม

 

ตามติดชีวิตมนุษย์ล้อหัวใจแกร่ง แห่งพาราลิมปิกเกมส์

ตามติดชีวิตมนุษย์ล้อหัวใจแกร่ง แห่งพาราลิมปิกเกมส์

  นักกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ทีมชาติไทย
  แม้ร่างกายจะเป็นอุปสรรค แต่หัวใจของเหล่านักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทยนั้นกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น อย่างที่พวกเขาพิสูจน์ให้คนไทยประจักษ์ในการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ที่ประเทศอังกฤษ ว่า  พวกเขาสามารถทำได้จริง ๆ จากผลงานอันยอดเยี่ยมที่กวาดมาถึง 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง จาก พัทธยา เทศทอง และทีมบ็อคเซีย, รุ่งโรจน์ ไทยนิยม, สายสุนีย์ จ๊ะนะ, ประวัติ วะโฮรัมย์, สายชล คนเจน, โสภา อินทเสน และ ศุภชัย โกยทรัพย์ ขณะที่นักกีฬาคนอื่น ๆ ที่แม้จะไม่ได้เหรียญรางวัลติดมือกลับมา แต่การที่พวกเขาแต่ละคนต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเหนือกว่าคนร่างกายครบ 32 กว่าจะได้ก้าวออกไปต่อสู้ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ก็ทำให้คนไทยภาคภูมิใจ และพร้อมจะปรบมือส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจพวกเขาตลอดไป

ครูสามารถ พ่อพิมพ์ผู้เสียสละแห่งโรงเรียนเรือนแพ
ครูสามารถ พ่อพิมพ์ผู้เสียสละแห่งโรงเรียนเรือนแพ

 สามารถ สุทะ…คุณครูผู้เสียสละแห่งโรงเรียนเรือนแพ 
ไม่บ่อยนักที่จะเห็นใครคนสักคนยอมทิ้งความสุขสบายในเมือง เข้าไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสั่งสอนวิชาความรู้ให้กับอนาคตของชาติ แต่ “สามารถ สุทะ” ก็คือคน ๆ หนึ่งที่คิดเช่นนั้น ทุก ๆ วัน ครูสามารถจะใช้เวลาเกือบ ๆ 7 ชั่วโมง ในการขับรถและพายเรือเข้าไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าแก่งก้อ อุทยานแห่งชาติแม่ปิง สถานที่ตั้งของ “โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร ห้องเรียนสาขาเรือนแพ” กระท่อมไม้ไผ่กลางน้ำแม่ปิง เพื่อขัดเกลาลูกศิษย์ตัวน้อย ๆ ให้มีวิชาความรู้ติดตัว
    ตลอด 24 ชั่วโมง ครูสามารถซึ่งเป็นทั้ง “ครู”, “ผู้ปกครอง” หรือแม้กระทั่ง “ภารโรง” ของโรงเรียนจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้ โดยสอนทั้งวิชาการ และกิจกรรมฝึกทักษะชีวิต เพื่อให้เด็ก ๆ ช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต ซึ่งแรงผลักดันที่ทำให้ ครูสามารถ อุทิศชีวิตและทุ่มเทกายใจเพื่อเด็ก ๆ เหล่านี้ ก็เป็นเพราะในอดีตเขาเคยขาดโอกาสเหมือนกับเด็ก ๆ เขาจึงอยากจะเติมเต็มโอกาสให้กับคนอื่นด้วยเช่นกัน ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูผู้ให้อย่างแท้จริง
“ผมมองตัวเองว่า ผมทำงานที่นี่ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นมืออาชีพ แต่ผมเต็มที่ในสิ่งที่ผมทำ มุ่งมั่นเพื่อเด็ก มุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสให้เด็กมากกว่าที่อยากจะเป็นครูมืออาชีพ” ครูสามารถ ยืนยัน

สุดยอดโค้ชภารโรง จบแค่ ป. 4 แต่สอนเด็กจนได้รางวัลนับไม่ถ้วน

สุดยอดโค้ชภารโรง จบแค่ ป. 4 แต่สอนเด็กจนได้รางวัลนับไม่ถ้วน

 ชอบ รุ่งเรือง สุดยอดโค้ชภารโรงวอลเลย์บอล
จากนักการภารโรงธรรมดาคนหนึ่งของโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ในแถบชายแดนจังหวัดสุรินทร์…“ชอบ รุ่งเรือง” ได้ผันตัวมาเป็นโค้ชสอนวอลเลย์บอลให้กับเด็ก ๆ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะเห็นเด็กนักเรียนบ้านไทยสันติสุขแข่งขันกีฬาไม่แพ้เด็กโรงเรียนอื่นอีกต่อไป นั่นจึงทำให้เวลาส่วนใหญ่ของโค้ชชอบหมดไปกับการฝึกสอนวอลเลย์บอลให้กับเด็ก ๆ และยังแบ่งเวลาตอนกลางคืนมาอ่านหนังสือเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของโค้ชชอบในช่วงแรกก็คือ เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องวอลเลย์บอลเลย แต่ก็หมั่นเรียนรู้ด้วยใจรักไปพร้อมกับเด็ก ๆ และได้ทหารพรานที่มาประจำการแถบชายแดนมาร่วมฝึกสอน ทำให้โค้ชชอบจดจำเก็บเกี่ยวเอาความรู้ต่าง ๆ มาปรับใช้ จนกระทั่งสามารถสอนให้เด็กนักเรียนมีความเป็นเลิศทางกีฬาวอลเลย์บอล จากโรงเรียนที่ได้อันดับบ๊วยในการแข่งขันระดับโรงเรียน ก็สามารถไต่เต้าขึ้นมาจนกวาดรางวัลนับไม่ถ้วน ทั้งแชมป์ตำบล แชมป์อำเภอ แชมป์จังหวัด และแชมป์ระดับภาค สร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง และโรงเรียนอย่างที่สุด

ใครจะคิดบ้างว่า เด็กเร่ร่อนที่เที่ยวขอข้าวชาวบ้านกิน ประทังชีพด้วยเก็บขยะขายมาตลอดชีวิตในวัยเด็กจะสามารถดิ้นรนต่อสู้กับอดีตที่แสนโหดร้ายของตัวเองจนกลายมาเป็น “ด็อกเตอร์” อย่างเช่น “ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ” อาจารย์ภาควิชาวิศวอุตสาหการ ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ชีวิตในวัยเด็กของ ดร.กุลชาติ ราวกับนิยายน้ำเน่าที่ผู้ประพันธ์ฝีมือดีบรรจงเขียนขึ้น หากแต่ทุกอย่างคือโลกแห่งความจริง ดร.กุลชาติ ในวัยเด็กไม่ได้เป็นคนรักการเรียนเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เพราะทนเห็นแม่ลำบากมาตลอดชีวิต เขาจึงตัดสินใจ “เรียน” เพื่อหวังให้การศึกษาช่วยยกระดับของพวกเขาสองแม่ลูกให้ดีขึ้น และความตั้งใจจริงของ ดร.กุลชาติ ก็ทำให้เขาขวนขวายจนคว้าปริญญาเอกจากประเทศญี่ปุ่นมาได้สำเร็จ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณแม่ของ ดร.กุลชาติ คือคนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อาจารย์หนุ่มคนนี้เป็นอย่างทุกวันนี้ ด้วยคำสอนที่พร่ำบอกเสมอ ๆ ว่า “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้” ยังคงเป็นคำที่ ดร.กุลชาติ จดจำไว้ในใจเสมอมา และนี่ไม่ใช่คำพูดที่เกินความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะจากต้นทุนชีวิตติดลบที่ต้องเกิดมากลายเป็นเด็กเร่ร่อน ขออาหารคนอื่นกินประทังหิวไปวัน ๆ แต่มาถึงวันหนึ่ง เขาตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางที่จะเป็นคนดี และใฝ่เรียน จนกระทั่งประสบความสำเร็จในที่สุด

 

 ชมพู่ ภัทราวรรณ มิสวีลแชร์สาวนักสู้ ผู้ไม่ย่อท้อต่อร่างกายพิการ 
เมื่อ 5 ปีก่อน ชมพู่ ภัทราวรรณ พานิชชา ในวัย 16 ปี ประสบอุบัติเหตุถูกรถสิบล้อชนขณะนั่งรถจักรยานยนต์ จนต้องสูญเสียขา ไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป ทำให้สาวสวยที่กำลังจะมีอนาคตสดใสรู้สึกท้อแท้กับชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จนแทบทำใจไม่ได้ แต่เมื่อเธอตั้งสติได้ เธอก็เข้าใจว่าแค่เดินไม่ได้ก็ไม่เห็นจะเป็นไร และไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องมานั่งท้อแท้กับโชคชะตาที่เกิดขึ้น เพราะเธอยังมีคนในครอบครัวที่คอยให้กำลังใจอยู่ นับแต่นั้น ชมพู่ ก็ขอลุกขึ้นสู้กับชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยการสอบเข้าไปเป็นนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เป็นลูกแม่โดมดังใจปรารถนา โดยหวังจะจบออกมาทำงานพัฒนาสวัสดิการของคนพิการ และประกาศให้คนในสังคมเปิดใจยอมรับและให้โอกาสกับคนพิการมากขึ้น
และเมื่อความพิการไม่ใช่ข้ออ้างในการเดินหน้าทำตามความฝัน เราจึงได้เห็น น้องชมพู่ ภัทราวรรณ พานิชชา ในวัย 21 ปี กล้าลุกขึ้นสู้กับตัวเองอีกครั้ง และความพยายามนั้นก็ส่งผลให้เธอสามารถคว้ามงกุฎ มิสวีลแชร์ ไทยแลนด์ 2012 (Miss Wheelchair Thailand 2012) มาเป็นรางวัลของชีวิต โดยสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้จากตัวน้องชมพู่ก็คือ ความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บวกกับการมีทัศนคติเชิงบวก ทำให้ชีวิตของน้องชมพู่มีความสุขไม่แตกต่างจากคนทั่วไปเลย

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ “ฟ้า ฟารีดา เยาวะนิจ” สาวบาร์หาค่ำกินเช้าต้องรับผิดชอบดูแลสุนัขจรจัดกว่า 500 ชีวิตที่เป็นทั้งสุนัขเร่ร่อนบ้าง มีคนนำมาทิ้งไว้เธอบ้าง สุนัขได้รับบาดเจ็บบ้าง ทั้งที่เธอจะไม่เลือกรับภาระนี้ก็ได้ หากแต่หัวใจที่เต็มไปด้วยความเมตตา และร่ำรวยไปด้วยน้ำใจเรียกร้องให้เธอทำเช่นนี้
ทุกวันเธอจะตื่นแต่เช้าขึ้นมาทำความสะอาดสุนัข ทำความสะอาดกรง หาข้าวหาน้ำให้กิน จัดการดูแลทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่เธอจะทำได้ ก่อนจะออกไปทำงานในช่วงกลางคืน กลับเข้าบ้านก็ดึกดื่น เงินที่เธอได้ในแต่ละคืนไม่ใช่เงินจำนวนมากนัก ทำให้เธอต้องกู้หนี้ยืมเงินมาใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาลสุนัข และค่าใช้จ่ายอีกจิปาถะนับหมื่นบาท แต่เธอก็ยอมเพื่อให้สหายสี่ขาได้รอดตาย
“ณ ตอนนี้ เรามีชีวิตอยู่ ทำอะไรได้เราทำ เอาแค่วันนี้ให้ดีที่สุด วันนี้เราจะไปหาเงินยังไงให้เขาได้กิน วันนี้เราจะได้ทิปเท่าไหร่ เขาจะได้กินอะไรดี ๆ บ้าง ส่วนตัวเองไม่อะไรมาก แค่กินอิ่มแล้วมีงานทำ ไม่ต้องไปนอนอะไรมากเดี๋ยวก็สว่างแล้ว” นี่คือสิ่งที่นางฟ้าระลึกถึงอยู่เสมอ

ค้นชีวิตนายอำเภอท่าปลา ข้าราชการคนดีของแผ่นดิน

ค้นชีวิตนายอำเภอท่าปลา ข้าราชการคนดีของแผ่นดิน

 ประสงค์ อุไรวรณ์ นายอำเภอท่าปลา ข้าราชการคนดีของแผ่นดิน 
 แม้จะย้ายมาประจำอยู่ที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ไม่นาน แต่เวลา 24 ชั่วโมงของ นายอำเภอประสงค์ อุไรวรณ์ ก็อุทิศให้กับชาวบ้านในทุกพื้นที่ที่เขารับผิดชอบด้วยการลงพื้นที่ทำงานอย่างจริงจัง ทั้งตรวจงาน ติดตามปัญหาที่ชาวบ้านร้องเรียนเข้ามา ช่วยทำฝาย ให้ความรู้กับชาวบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่นั่งโต๊ะเซ็นเอกสารไปวัน ๆ แต่เป็นการทำงานในฐานะ “ข้าของแผ่นดิน” สมกับคำกล่าวว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน” อย่างแท้จริง
หลายคนอาจจะมองว่า คนเป็นถึงนายอำเภอไม่จำเป็นต้องออกมาลงมือลงแรงในหลาย ๆ เรื่องด้วยตัวเองขนาดนี้ แต่สำหรับนายอำเภอประสงค์ เขากลับมองว่า เกียรติและศักดิ์ศรีของนายอำเภอ คือ การที่ประชาชนยอมรับในตัวเขา หาใช่ตำแหน่งในชุดสีกากีไม่
 “ผมว่าเกียรติของการเป็นนายอำเภอ คือการที่ประชาชนยอมรับจากตัวเราจริง ๆ จากการที่ตัวเราเป็นตัวเรา ไม่ใช่อำนาจตามกฎหมาย ตามตำแหน่งหน้าที่ ก็เหมือนกับที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านเคยกล่าวไว้ อำนาจไม่ได้อยู่ที่พระแสงศาสตรา แต่อยู่ที่ราษฎรยอมรับนับถือ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ยั่งยืน และเป็นตัวตนที่แท้จริงของตำแหน่งนี้มากกว่า”

เอกชัย วรรณแก้ว

 มนุษย์เพนกวิน เอกชัย วรรณแก้ว จิตรกรใช้เท้าวาดภาพ คว้าปริญญาตรี 
 “เราต้องทำมากกว่าคนอื่น เช่นคนอื่นทำสองชั่วโมงเราต้องทำมากกว่านั้น เพราะศักยภาพเรามีจำกัด” เอกชัย วรรณแก้ว มนุษย์เพนกวินผู้ซึ่งเป็นจิตรกรไร้แขนใช้เท้าวาดภาพ ให้สัมภาษณ์หลังจากคว้าปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตเพาะช่าง มาครอบครองได้สมใจ
เพราะใจรักศิลปะ ทำให้ เอกชัย ผู้ซึ่งพิการไร้แขนมาตั้งแต่เกิดฝึกฝนตัวเองอย่างหนักด้วยการหัดใช้เท้าวาดภาพ กระทั่งได้มีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนคนปกติ ก่อนจะได้รับความเมตตาให้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง แน่นอนว่าการเรียนในโรงเรียนเพาะช่างที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ ยิ่งทำให้ เอกชัย ต้องกระตุ้นตัวเองให้ทำให้ได้ เหตุผลหนึ่งก็เพื่อลบคำสบประมาทของหลาย ๆ คนที่เคยพูดกับพ่อแม่ไว้ว่า “จะส่งเขามาเรียนทำไม เรียนไปก็ไม่จบ จบไปก็ไม่มีงานทำ คนอย่างนี้ใครเขาจะเอาไปทำอะไร”
ความยากลำบากของการเรียนอาจทำให้มนุษย์เพนกวินคนนี้ท้อแท้ไปบ้าง แต่เขาก็มีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เพื่อเอาแรงกลับมาเดินหน้าทำงานต่อ โดยไม่เคยต่อว่าโชคชะตาฟ้าดินที่ทำให้มีชีวิตแบบนี้ และ เอกชัย ก็ไม่ปรารถนาจะให้ใครมาสงสารในสิ่งที่เขาเป็น เขาขอเพียงแค่คนในสังคมจะเห็นคุณค่าในตัวของเขาจริง ๆ
“ผมคงเป็นตัวอย่างให้คนอีกหลายคน ผมคิดว่าโอกาสของคนมันมีอยู่ แล้วแต่ว่าเราจะไขว่คว้ามันยังไง ผมว่าปีหนึ่ง 365 วัน วันหนึ่งมันต้องมีวันของเรา ถ้าเราไม่ท้อไม่ถอยไปเสียก่อน” เอกชัย ย้ำในความเชื่อมั่นที่ทำให้เขามีพลังสู้มาจนถึงทุกวันนี้

ชาวนาเงินล้าน...คำตอบสุดท้ายของชีวิต ชัยพล ยิ้มไทร

 

ชาวนาเงินล้าน...คำตอบสุดท้ายของชีวิต ชัยพล ยิ้มไทร

 ชัยพล ยิ้มไทร…ปริญญาทำนา ชาวนาเงินล้าน 
   น่าแปลกที่ ชัยพล ยิ้มไทร หนุ่มผิวคล้ำร่างอวบวัย 27 ปี ที่จบการศึกษาด้านกฎหมาย กลับไม่ได้คิดประกอบอาชีพในสายงานที่เรียนมาเลย ตรงกันข้าม เขากลับมานั่งคิดว่าตัวเองควรทำอาชีพอะไรดีจึงจะเหมาะกับคนรักอิสระเช่นเขา และเขาก็ค้นพบว่า อาชีพ “ชาวนา” นี่แหละ คือสิ่งที่เขาปรารถนา หลังจากได้อ่านนิตยสาร ค ฅน เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้เขารู้จักกับ “ชัยพร พรหมพันธุ์” ชาวนาเงินล้าน เขาจึงดั้นด้นไปพบ ชัยพร เพื่อขอให้ถ่ายทอดการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนให้กับตัวเขาเอง
หลังจากได้รับความรู้การทำนาแบบลดต้นทุน ไม่พึ่งปุ๋ย ไม่พึ่งยา จากครูชัยพร หนุ่มร่างอวบคนนี้ก็ตัดสินใจเช่าที่นาในจังหวัดปทุมธานี เพื่อปลูกข้าวทำนาในแบบฉบับของเขาตามคำสอนที่ครูชัยพรให้ไว้…”อย่าฝืนธรรมชาติ” คำ ๆ เดียวที่บันดาลเงินล้านให้ชัยพลตามรอยครูชัยพรได้ แม้จะต้องเจอกับคำสบประมาทกับพ่อแท้ ๆ ที่ไม่เชื่อว่า ชัยพล จะทำนาในวิถีทางนี้ได้สำเร็จ แต่เขาก็อดทน และมุ่งมั่น จนพื้นที่รกร้างกลายเป็นผืนนาสีเขียว และกลายเป็นรวงข้าวสีทองอร่าม สร้างรายได้หลักล้านให้กับเด็กหนุ่มดีกรีนิติศาสตร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งที่เหนือกว่ารายได้หลักล้านก็คือ ความภาคภูมิใจที่ชัยพลยืนหยัดหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินสร้างขึ้นมาเองกับมือทั้งสองข้าง
เรื่องราวของ ชัยพล ยิ้มไทร ได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่า อาชีพชาวนาไม่ใช่อาชีพที่จะทำให้คนยากจนลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม อาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีได้ หากชาวนารู้จักพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งคนอื่น รู้จักแสวงหาความรู้ และไม่หลงไปกับคำโฆษณา อย่างเช่น ชัยพล ที่ปลูกข้าวโดยไม่ฝืนธรรมชาติ แม้ตัวเขาจะเหน็ดเหนื่อยแรงกาย แรงใจ และต้องใช้ความอดทนมากเพียงใด แต่ในที่สุดแล้ว เขาก็ประสบความสำเร็จ และค้นพบความสุขที่แท้จริงจากการเป็นชาวนา

ปลัดตู่ ธำรงค์ ชำนิจศิลป์

 ธำรงค์ ชำนิจศิลป์ ปลัดจอมบู๊แห่งบุรีรัมย์ ผู้รักษาความยุติธรรมยิ่งชีพ 
แม้รู้ดีว่าชีวิตต้องตกอยู่ในความเสี่ยงตั้งแต่ที่ย่างก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ “ปลัดตู่” หรือ ธำรงค์ ชำนิจศิลป์ ก็ยืนหยัดที่จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา แม้จะต้องไปขัดแข้งขัดขากลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มเข้า จนได้รับผลตอบแทนกลับมาด้วยกระสุน 8 นัดที่สาดเข้าใส่
การทำงานด้วยความซื่อสัตย์เพื่อชาวบ้านจนได้รับลูกกระสุนกลับมานั้น อาจทำให้ปลัดตู่จอมบู๊รู้สึกเจ็บปวด แม้แต่คนในครอบครัวเองก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจากกลุ่มมือปืนที่ไม่พอใจการทำงานอย่างตงฉินของปลัดตู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ปลัดผู้ทรงความยุติธรรมย่อท้อต่อการทำงานเพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิด เขายืนกรานว่า ไม่มีสิ่งใดจะมาทำให้อุดมการณ์ของเขาเปลี่ยนไปได้ เพียงเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองจากกลุ่มที่โกงกินแผ่นดิน เขายังยืนยันจะปกป้องรักษาผลประโยชน์ทุกบาททุกสตางค์ให้ตกถึงประชาชนมากที่สุดสมกับที่ได้ดำรงตำแหน่งข้าราชการของแผ่นดินไทย

ปลัดเหมียว ทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล

 ทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ปลัดฝ่ายบุ๋นผู้พิทักษ์ชาวบ้านปราณบุรี 
การดำรงตำแหน่งปลัด อบต.ปากน้ำปราน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นทำเลทองของการท่องเที่ยวที่เปรียบประดุจขุมทรัพย์ของนักกอบโกย ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะ “ปลัดเหมียว” หรือ ทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ต้องเผชิญหน้ากับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่คิดจะกอบโกยผลประโยชน์จากชายหาดปราณบุรี กระทั่งรุกล้ำชาวบ้านที่เกิด กิน นอน ตาย อยู่ในพื้นที่ของพวกเขามานานนับร้อยปี จึงเป็นหน้าที่ของปลัดตงฉินที่จะคอยปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องชาวปากน้ำปราณให้ได้มากที่สุด
  ทั้งนี้ วิธีการที่ปลัดเหมียวใช้ก็คือ การใช้วิธีประนีประนอม ใช้น้ำเย็นเข้าลูบ เปรียบเหมือนปลัดฝ่ายบุ๋นที่ไม่เน้นการปะทะ แต่อาศัยการเจรจาอย่างรับฟังและเข้าใจ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น แต่เมื่อวันหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องเข้าไปรื้อถอนรีสอร์ทที่สร้างรุกล้ำพื้นที่ส่วนรวม ปลัดผู้ซื่อสัตย์คนนี้จะใช้ความเด็ดขาดเข้าไปปะทะกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างไม่เกรงกลัว หลายครั้งปลัดเหมียวต้องเสี่ยงชีวิต แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นจะทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมให้ได้มากที่สุด ด้วยเลือดรักชาติที่ต้องทำหน้าที่รักษาผืนแผ่นดินเกิดของตัวเองตราบที่ลมหายใจยังอยู่

ครูนาง นริศราภรณ์ แม่พระของเด็กสะพานพุทธ

ครูนาง นริศราภรณ์ แม่พระของเด็กสะพานพุทธ

  ครูนาง นริศราภรณ์ แม่พระของเด็กสะพานพุทธ 
“เด็กเร่ร่อน” อาจเป็นกลุ่มคนที่สังคมเพิกเฉย ไม่สนใจใยดี เพราะเกรงว่าพวกเขาจะนำความเดือดร้อนมาให้ แต่สำหรับ นริศราภรณ์ อสิพงษ์ หรือ ครูนาง แห่งมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล ในพระอุปถัมภ์ฯ หรือศูนย์เมอร์ซี่ ในฐานะครูข้างถนน เธอเป็นบุคคลหนึ่งที่พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เด็กเร่ร่อนได้หลุดพ้นจากคำว่า “เด็กเร่ร่อน” พร้อมกับเข้าไปช่วยเหลือให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เชื่อไหมว่าตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ ครูนาง ลงพื้นที่คลุกคลีกับเด็ก ๆ ทำให้เธอรู้ว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนก้าวร้าวอย่างที่ใคร ๆ มอง เธอจึงพยายามทำงานแก้ปัญหาและช่วยเหลือเด็ก ๆ ในทุกเรื่อง ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเห็นพวกเขาหลุดพ้นจากวังวนชีวิตเช่นนี้ ที่ผ่านมา ครูนาง ส่งเด็ก ๆ เหล่านี้ไปเรียนหนังสือ สอนให้ทำงาน รวมทั้งใช้ธรรมะขัดเกลาจนเด็ก ๆ ได้บวชเรียน ผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย ทำให้ครูนางผู้เสียสละคนนี้เปรียบเสมือนเป็นแม่พระของเด็กเร่ร่อนก็มิปาน

 เจสซี่ คนค้นคน หนุ่มน้อยลูกครึ่งไทย หัวใจกตัญญู
ในขณะที่เพื่อน ๆ วัยเดียวกัน มีเวลาว่างได้ไปเที่ยว เล่นกีฬา ในช่วงหลังเลิกเรียน หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่สำหรับ เจสซี่ เครเมอร์ หนุ่มน้อยลูกครึ่งเยอรมัน-ไทย วัย 12 ปี ต้องมาช่วยแม่ทำงานด้วยการเดินขายขนมเค้กตามชายหาดแม่รำพึง จังหวัดระยอง หลังจากพ่อเลิกรากับแม่ จนแม่ต้องพาเจสซี่มาอยู่ที่เมืองไทยตั้งแต่เขามีอายุเพียง 7 ขวบ
  ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เจสซี่ รู้ดีว่าแม่ของเขาลำบากแค่ไหนในการหาเลี้ยงชีพ เขาจึงคิดจะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแม่ และเพราะความที่เจสซี่เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม มีอัธยาศัยดี นักท่องเที่ยวจึงช่วยอุดหนุนขนมเค้กของเจสซี่บ่อย ๆ และ เจสซี่ ก็ยังหมั่นฝึกฝนค้นคว้าหาความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ จนรับจ๊อบช่วยลงโปรแกรม และซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ให้กับลูกค้าได้ด้วย ซึ่งเด็กชายวัย 12 ปีคนนี้ก็ทำได้อย่างช่ำชองในราคาย่อมเยา และอาจจะเป็นเพราะความกตัญญูนี่ล่ะที่ทำให้ เจสซี่ มีแฟนคลับมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากเรื่องราวของเขาออกอากาศในรายการคนค้นฅนจนเป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่ง เจสซี่ ก็ได้ขอบคุณแฟนคลับทุกคนอย่างใจจริงว่า
 “ดีใจมากครับที่ได้รับความเมตตาจากแฟนคลับ ทุกคนมีบุญคุณกับเจส ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่มาเจอ มาช่วยเจสขึ้นมาจากน้ำทะเลนะครับ” คำขอบคุณของเด็กน้อยที่ดูภายนอกเหมือนจะไร้เดียงสาตามประสาเด็กทั่วไป แต่ภายใน เขาคือเด็กฉลาดที่มีความคิดเกินวัย และเต็มไปด้วยจิตใจมุ่งมั่นเกินร้อยที่จะลิขิตชีวิตใหม่ด้วยตัวเอง…

น้องฟ้าใส

 ฟ้าใส…นางฟ้าของแม่ กับการต่อสู้ในโลกอันมืดมิด  
“ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ” แต่ก็ไม่มีใครในโลกใบนี้ที่จะโชคร้ายไปเสียทุกอย่าง…ชีวิตของ “ฟ้าใส” เด็กหญิงพรรณรมณ แสงสุรัตน์ วัย 4 ขวบ ก็เช่นกัน แม้ว่าโลกอันงดงาม บริสุทธิ์ สดใส และก้องกังวานไปด้วยเสียงเพลงของเธอจะเป็นโลกที่มืดมิด แต่เธอก็ยังโชคดีที่มีคุณแม่หัวใจแกร่ง ซึ่งรักเธอปานแก้วตาดวงใจคอยเป็น “ดวงตา” เปิดโลกที่สวยงามให้กับนางฟ้าตัวน้อย ๆ ได้สัมผัส
น้องฟ้าใส เธอป่วยเป็นมะเร็งสมอง ระยะที่ 4 ตั้งแต่มีอายุแค่เพียง 5 เดือน แต่แพทย์ก็ผ่าตัดช่วยชีวิตรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ แม้การผ่าตัดจะส่งผลให้เธอต้องตาบอดทั้งสองข้าง แต่ฟ้าใสกลับไม่ได้เกรงกลัวต่ออนาคตที่มืดมิด เธอเติบโตขึ้นเป็นเด็กน้อยที่เฉลียวฉลาด ช่างพูดช่างเจรจา ใครเห็นใครก็หลงรัก ให้กำลังใจเธอ และพร้อมที่จะเรียนรู้สรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว โดยมีคุณแม่ปวีณาคอยปลูกฝังให้ลูกสาวเข้มแข็ง ต่อสู้กับโรคร้าย และหัดช่วยตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นภาระของใคร ๆ
                “รู้สึกภูมิใจในตัวเขา ทุกวันนี้ที่เขาอยู่ได้ เพราะเขาเป็นคนอึดมาก อดทนสุด ๆ ก็เลยรู้สึกว่าลูกเก่งมากเลย ลูกสู้ไปกับแม่นะ ลูกสู้ได้ขนาดไหน ทำให้แม่ยิ่งต้องสู้ไปกับลูก เขาก็เป็นกำลังใจให้เราเป็นอดทนสูงมาก เขาสู้ได้ขนาดนี้ เราจะท้อไม่ได้ ต้องเป็นกำลังใจให้ลูก ลูกก็เป็นกำลังใจให้เรา” คุณแม่ปวีณา บอกอย่างมีความสุข
แม้ฟ้าใสจะมิอาจมองเห็นโลกที่สวยงาม หรือแม้กระทั่งใบหน้าของแม่ผู้ที่รักเธออย่างสุดหัวใจ แต่เชื่อได้เลยว่า นางฟ้าตัวน้อยคนนี้จะสัมผัสได้ถึงความรัก และความอบอุ่นที่ผู้เป็นแม่ส่งผ่านมาให้เธอด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์แน่นอน

 แม่ใหญ่ ผู้มอบชีวิตใหม่ให้เด็กกำพร้าชาวกะเหรี่ยง 
“แม่” คือ สตรีที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้เลือดในอกได้รับความสุขสบาย นิยามคำนี้ไม่ต่างไปจากชีวิตของ “แม่ใหญ่ ทัศนีย์ คีรีประณีต” หญิงชาวกะเหรี่ยงที่เพียบพร้อมไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่เธอมอบให้กับเด็กกำพร้ากว่า 60 คน เด็ก ๆ เหล่านี้ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เพียงเพราะพวกเขาเป็นเด็กที่เกิดมาแล้วทำให้แม่เสียชีวิต ซึ่งตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงบ้านระเมิง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ได้พิพากษาว่า เด็กที่ทำให้แม่เสียชีวิตถือเป็น “เด็กอัปมงคล” หากใครชุบเลี้ยงไว้ก็จะถูกขับไสออกจากหมู่บ้าน
    เพราะไม่อาจทนเห็นเด็กน้อยตาดำ ๆ ถูกทอดทิ้งได้ “แม่ใหญ่” จึงตัดสินใจโอบอุ้มทารกเอาไว้ด้วยความเมตตาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แม้เธอจะเป็นเพียงชาวกะเหรี่ยงยากจนคนหนึ่งมี่อาศัยอยู่ในป่าเขา แต่ก็ยอมอุทิศชีวิตมาดูแลเด็ก ๆ ซึ่งก็คงไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าการที่ “แม่ใหญ่” เองก็เข้าใจความรู้สึกของการเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน นั่นเพราะเธอเติบโตมาโดยที่ไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อ จึงรู้ดีว่าความปวดร้าว ว้าเหว่นั้น เจ็บปวดเพียงใด เธอจึงขอเติมเต็มความอบอุ่นให้กับลูก ๆ ด้วยความรักของเธอเอง

ครูเข็ม ผู้ทุ่มเทจิตวิญญาณ ปั้นเด็กให้เป็นคนดีของสังคม

ครูเข็ม ผู้ทุ่มเทจิตวิญญาณ ปั้นเด็กให้เป็นคนดีของสังคม

 ครูเข็ม ผู้ทุ่มเทจิตวิญญาณ ปั้นเด็กให้เป็นคนดีของสังคม  
คำว่า “ครู” นั้น ไม่จำเป็นต้องแสดงบทบาทหน้าที่เฉพาะเพียงในโรงเรียนเท่านั้น แต่ “ครูที่ดี” ควรสวมจิตวิญญาณความเป็นครูในทุกวินาทีที่ดำรงชีวิตอยู่ อย่างเช่น คุณครูสุภาณี ยังสังข์ หรือคุณครูเข็ม ครูผู้เสียสละจากโรงเรียนเทศบาลวัดนางลาด จังหวัดพัทลุง ที่ไม่ใช่แค่อบรมสั่งสอนความรู้ด้านวิชาการให้กับเด็กนักเรียน แต่เธอยังทุ่มเทเวลาให้กับเด็กเหลือขอ เด็กนอกคอก เด็กแว้น ที่ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม เพราะครูเข็มมีความเชื่อมั่นว่า เด็กเหล่านี้ก็เป็นความหวังและพลังของสังคมเช่นกัน เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สามารถขัดเกลาให้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ได้หากได้รับโอกาสและการเอาใจใส่ ครูเข็ม จึงได้ตั้งโรงเรียนปลายข้าว ซึ่งเป็นโรงเรียนนอกระบบแห่งหนึ่งขึ้นมา
   แต่ละวัน ครูเข็ม จะเป็นผู้ออกไปลากตัวลูกศิษย์ที่คนมองเป็นเด็กเหลือขอให้ลุกขึ้นมาจากเตียง เพื่อมาเรียนหนังสือ และยังตามไปสอนลูกศิษย์หลาย ๆ คนถึงที่บ้านด้วยเทคนิคหลาย ๆ อย่างที่ช่วยเปิดใจเด็กเกเรให้สนใจการเรียนได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนนับถือครูเข็มเปรียบเสมือน “แม่” อีกคนหนึ่งซึ่งช่วยชุบชีวิตใหม่ให้กับพวกเขา โดยครูเข็มบอกว่า สิ่งสำคัญคือการเปิดใจเข้ามาสัมผัสชีวิตเด็กเหล่านี้ ไม่ปล่อยให้พวกเขาเผชิญชีวิตตามยถากรรม
สิ่งที่ ครูเข็ม ทำ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า บทบาทของครูไม่ได้หมายความเพียงแค่ผู้ที่ให้ความรู้และสอนบทเรียนต่าง ๆ ในห้องเรียนแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ครูยังต้องเป็นผู้อุทิศตนเองให้กับลูกศิษย์ มีความเสียสละ ดูแลเอาใจใส่ สั่งสอนอบรมให้เด็กเป็นคนดีของสังคม โดยที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน….

พระป๊อก คนค้นฅน

พระป๊อก คนค้นฅน

 พระป๊อก โค้ชฟุตบอลผ้าเหลือง ที่พึ่งของเยาวชน   
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พระสมุห์โกศล ญาณวโร หรือ พระป๊อก เจ้าอาวาสวัดป่าท่านุ่น ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา คือผู้ที่ชักชวนให้เยาวชนในชุมชนมาเล่นกีฬา โดยปลุกปั้นทีมฟุตบอลเยาวชนขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ด้อยโอกาสได้ทำกิจกรรมที่พวกเขารัก ดีกว่าหันไปพึ่งยาเสพติด และผลจากความพยายามครั้งนั้น ทำให้ทุกวันนี้ เยาวชนที่เคยมีเรื่องบาดหมางคลางแคลงใจกันกลับกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทีมที่เข้าอกเข้าใจกันได้ สร้างความปลื้มใจให้กับชาวบ้านในชุมชนเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านคือความหวังของชุมชนที่ทุกคนต่างไว้ใจ เพราะท่านช่วยเหลือและพัฒนาเด็ก ๆ ในชุมชนได้อย่างเห็นผล 
  อย่างไรก็ตาม คนอาจจะมองว่าความเป็นพระสงฆ์ที่ต้องสำรวมกิริยากับการเล่นฟุตบอลดูค่อนข้างจะสวนทางกัน แต่พระป๊อกก็อยากให้ดูที่เจตนา เพราะสิ่งที่ท่านทำอยู่ทุกวันนี้คือการทำเพื่อเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ความมีระเบียบวินัย และน้ำใจนักกีฬา ไปพร้อม ๆ กับการมุ่งมั่นตั้งใจ ที่ทำให้ห่างไกลจากสิ่งยั่วยุ และแม้ว่าเด็ก ๆ เกือบทั้งหมดจะเป็นชาวมุสลิม แต่พระป๊อกก็มองว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยก ท่านจึงจัดพื้นที่ภายในวัดให้เด็ก ๆ ที่มาเก็บตัวฝึกซ้อมได้ทำละหมาดตามพิธีของชาวอิสลาม ขณะเดียวกันก็พร่ำสอนเด็กชาวพุทธให้รู้จักคุณค่าของสิ่งของ และมีวินัยในตนเอง
แม้ว่าจะต้องดูแล คอยให้ความรู้ คอยสั่งสอนอบรมบ่มจิตใจกับเด็ก ๆ เยาวชน แต่พระป๊อก ก็ไม่ได้ละเว้นหน้าที่ในทางธรรม ท่านยังคงดูแลวัดป่าท่านุ่น และเผยแพร่ธรรมะแก่พุทธศาสนิกชนอยู่เสมอ ชาวบ้านแถวนั้นต่างก็ตื้นตันใจในสิ่งที่พระสงฆ์รูปนี้ทุ่มเทเพื่อวัดและคนในชุมชน พร้อมกับยกย่องให้เป็นพระนักพัฒนาตัวจริง

สิน

สิน

 แม่ชีเพ็ญ ผู้ชุบเลี้ยง น้องสิน เด็กพิการสายตาที่รอวันอยู่ในโลกมืด 
ในสังคมปัจจุบันที่แม่วัยรุ่นตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมีเพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน ทำให้เด็กหลายคนถูกผลักไสจากแม่แท้ ๆ ซึ่ง “น้องสิน” เด็กผู้ชายรูปร่างผอมบาง วัย 10 ขวบ ก็คือเหยื่อคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากความพยายามทำแท้งของแม่วัย 14 ปี แต่ทว่า “น้องสิน” กลับเกิดมาพร้อมกับความพิการ และดวงตาข้างขวาที่บอดสนิท ส่วนดวงตาข้างซ้ายนั้นสั้นถึง 2,100 และมันจะค่อย ๆ มืดลงเรื่อย ๆ จนถึงบอดสนิทเมื่อถึงวันที่น้องสินจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
แม่ชีเพ็ญ ชญาณ์พิมพ์ ชินปิติวงษ์ เป็นผู้ชุบเลี้ยงน้องสินมาตั้งแต่แบะเบาะ และเป็นคนที่น้องสินเรียกว่า “แม่” แม่ชีเพ็ญรู้ดีว่าอีกไม่ถึง 10 ปี ลูกชายคนนี้จะต้องอยู่ในโลกที่มืดมิด เธอจึงให้ความรักกับน้องสินประดุจเลือดในอก และสั่งสอนให้น้องสินรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ทั้งคู่ผูกพันจนไม่อาจแยกจากกันได้ แต่แล้วในที่สุด แม่ชีเพ็ญก็ตัดใจส่งน้องสินไปเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ เพื่อให้น้องสินได้เตรียมความพร้อมกับอนาคตที่ต้องอยู่ในโลกมืดในวันข้างหน้า โดยเชื่อว่านี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว แม้น้องสินจะร่ำร้องไม่อยากจากแม่ผู้เป็นที่รักไปไกล
“เขาเหมือนต้นไม้ ตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าควรจะไปอยู่ดินแบบไหน เขาเป็นต้นอะไร ถ้าเขาเป็นต้นกระบองเพชร เขาก็ต้องไปอยู่ดินทราย เราจะเอาเขาไปอยู่ดินที่มีน้ำ เขาก็ตาย ตอนนี้เขากำลังไปหาดินที่เขาไปอยู่ ว่าเขาควรจะไปโตที่ไหน เราหาความเจริญเติบโตให้เขาได้แค่อาหาร แต่การที่เขาจะโตและดำรงชีวิตต่อไปเป็นหน้าที่ของเขา ถ้าเรารักและโอบอุ้มเขาอยู่ในบ้าน เราก็ได้แค่เด็กตาบอดคนหนึ่งที่อยู่ในบ้าน ถ้าแม่ตายก็ไปเป็นภาระให้คนอื่น สู้ให้เขาเป็นคนตาบอดที่มีศักยภาพ และดูแลตัวเองดีกว่า เพราะขนาดเราหลับตา เรายังทุกข์เลย แต่เขาต้องหลับตาไปตลอดชีวิต ทางโรงเรียนต้องสอนให้เขาดูแลตัวเองได้ได้ดีกว่าเราแน่” แม่ชี เผยความในใจที่ปรารถนาให้สินไปโรงเรียน
ชีวิตในโรงเรียนสอนคนตาบอดไม่ได้เลวร้ายอย่างที่น้องสินคิด น้องสิน มีเพื่อน มีพี่ มีคุณครูที่คอยดูแล ทุกคนรักและเอ็นดูน้องสินมาก เพราะน้องสินเป็นเด็กดีมีน้ำใจ เชื่อได้เลยว่า แม้ว่ากาลเวลาข้างหน้าจะทำให้น้องสินไม่สามารถมองเห็นความสวยงามของโลกใบนี้ได้อีก แต่ชีวิตของเด็กชายที่เปี่ยมไปด้วยจิตใจที่งดงามและใสสว่าง เพราะถูกปลูกฝังให้เป็นคนดีของสังคมมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ คนนี้ จะมีชีวิตที่สดใส และมีดวงใจที่ไม่มืดบอดเฉกเช่นดวงตาอย่างแน่นอน

เขียว ศิริธร โยธิน ชายเร่ร่อนผู้รักในหลวงยิ่งชีพ

เขียว ศิริธร โยธิน ชายเร่ร่อนผู้รักในหลวงยิ่งชีพ

 เขียว ศิริธร โยธิน ชายเร่ร่อน ผู้รักในหลวงยิ่งชีพ 
การแต่งตัวซอมซ่อ เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ารุงรัง หน้าตาน่ากลัว อาจทำให้หลายคนมองว่า “เขียว ศิริธร โยธิน” ไม่ต่างจากคนบ้าคนหนึ่ง เขาไม่มีบ้านให้อาศัย ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อนฝูงให้พูดคุยปรับทุกข์ แต่ทว่าเขายังมี “พ่อ” คนหนึ่งที่เขาเทิดทูนอยู่ในดวงใจไม่ต่างจากคนไทยทุกคน…พ่อหลวงของชาวไทย
ชีวิตของเขียวกลายเป็นคนเร่ร่อนตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน หลังจากเขาทำตัวไม่ดีประชดพ่อแม่จนรู้สึกได้ว่าไม่ควรจะมีครอบครัวอีกต่อไป เขาจึงบอกเลิกกับภรรยาและลูกวัย 3 ขวบ พลิกชีวิตออกมาขี่ซาเล้งคุ้ยขยะหาของเก่า และมีอยู่ 2 สิ่งที่ เขียว จะเก็บไว้อย่างดีหากเจอตกหล่นอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ สิ่งแรกก็คือ หนังสือ ที่เขียวจะเก็บมาอ่านทุกเล่ม เพื่อจดจำและเรียนรู้มุมมองใหม่ ๆ หนังสือหลายเล่มที่ถูกทิ้งขว้างไปเปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นครั้งหนึ่งเขาเก็บหนังสือธรรมะได้ และเปิดอ่าน จนทำให้เขาเลิกทำตัวสำมะเลเทเมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
  ส่วนอย่างที่ 2 คือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่เป็นภาพตามปฏิทินเก่า ๆ เขียว จะเก็บมาเช็ดทำความสะอาด ซ่อมแซมภาพที่ชำรุดแล้วเก็บสะสมเอาไว้ บางภาพก็นำมาติดเอาไว้ที่หน้ารถซาเล้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนภาพอื่น ๆ เขาจะตั้งไว้บริเวณหัวนอน เพื่อกราบไหว้ พร้อมกับสวดพระคาถาชินบัญชรขอพรให้ท่านทุกครั้ง ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า เราควรเคารพบูชาพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณของพระองค์ เพราะเราอาศัยแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวอยู่
ไม่ว่าใครจะมองเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทว่าเป็นคนบ้า แต่เขียวยืนยันว่าจะไม่โกรธ และยังคงเดินหน้าทำมาหากินด้วยการเก็บขยะขายต่อไป รวมถึงจะแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัว ตราบเท่าที่เขายังมีลมหายใจอยู่ แม้จะไม่มีใครมองเห็นหัวใจที่ดีงามของเขาก็ตาม 

น้องเดียว นายหนังตะลุงตาบอด
น้องเดียว นายหนังตะลุงตาบอด

 พรสวรรค์บันดาล น้องเดียว นายหนังตะลุงตาบอด ผู้สร้างเงาในโลกมืด  
แฟนหนังตะลุงเมืองคอน คงไม่มีใครไม่รู้จัก “น้องเดียว” หรือ บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง นายหนังตะลุงชื่อดังจาก “คณะน้องเดียว ลูกทุ่งวัฒนธรรม” วัย 23 ปี เขาเป็นผู้สร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับผู้ชมทุกรุ่นทุกวัย น่าพิศวงไม่น้อยที่ “น้องเดียว” เป็นผู้พิการทางสายตามาตั้งแต่ 2 ขวบ และใช้ชีวิตอยู่ในโลกไร้แสงสว่างมาตลอด 20 กว่าปี แต่เขาสามารถฝึกฝนตัวเองในกลายเป็นนักพากย์หนังตะลุงได้ช่ำชอง จนกลายเป็นขวัญใจพ่อยกแม่ยกไปทั่วภาคใต้
“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องทำให้ผู้ชมที่มาดูมีความสุขให้ได้ เพราะพวกเขาเสียสละเวลาพักผ่อนมาให้กำลังใจเรา เราจึงต้องมอบอะไรให้กับเขากลับไป จะได้ไม่เป็นการเอาเปรียบประชาชน” น้องเดียว บอก และพูดอีกว่า สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดก็คือ เสียงหัวเราะของผู้ชม เพราะยิ่งคนหัวเราะมากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นที่ทำให้คนปลดทุกข์ได้ จนมีกำลังใจตามไปด้วย
เชื่อไหมว่าหนังตะลุงที่ซบเซาไปช่วงหนึ่ง บัดนี้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยฝีมือของน้องเดียว เด็กหนุ่มผู้มุ่งมั่นและหลงรักในศาสตร์หนังตะลุงเป็นชีวิตจิตใจ แม้ว่าสิ่งที่เขา “ขาด” หายไปคือ ดวงตาทั้ง 2 ข้าง แต่มาวันนี้ เขากลับ “ได้” หัวใจของคนอีกเป็นร้อยเป็นพันที่ปลาบปลื้มและชื่นชมหนุ่มพิการผู้เข้มแข็ง และมีหัวใจเกินร้อยคนนี้มาแทนที่
จากเรื่องราวทั้ง 20 ชีวิตที่กระปุกดอทคอมยกมานำเสนอนี้ คงจะทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น ว่า ไม่มีใครไม่เคยพบเจอกับอุปสรรค แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะใช้อุปสรรคที่แตกต่างกันนั้นเพื่อการเรียนรู้ และเป็นพลังต่อสู้ต่อไปในวันข้างหน้าได้อย่างไรใครที่ได้สัมผัสชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ คงจะได้ข้อคิด และเกิดแรงบันดาลใจดี ๆ ในการดำรงชีวิตต่อไป

20 บุคคลดังแห่งปี2555 จากข่าวเด่น

ที่มา  :  kapook.com  เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  เฟซบุ๊ก สมจิตต์ นวเครือสุนทร ,Itthimon PunyaratabanPSY , แก่ ใจดี สปอร์ต กทม ,เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ ,Oak Panthongtae Shinawatraคุณ fern montira สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม , รายการเจาะข่าวเด่น โพสต์โดย hottvnews สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม , whoweeklymagazine.com , รายการเรื่องเล่าเช้านี้ Twitter @NoeyZupermarket,

 

ตลอดช่วงปี 2555 มีบุคคลที่เด่นดังจากข่าวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวงการการเมือง วงการกีฬา หรือวงการบันเทิง ข่าวต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งหลายข่าวก็กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกกล่าวขานในวงกว้าง บางข่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ยาวนานต่อเนื่องหลายเดือน …จากข่าวเด่น   บุคคลเด่น บุคคลดังในปีนี้จะมีใครกันบ้าง แล้วเขาดังจากข่าวอะไร ไปย้อนดูกันเลย 

สมจิตต์ นวเครือสุนทร
สมจิตต์ นวเครือสุนทร นักข่าวกล้าชน

ดังตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว… ยาวมาจนถึงปลายปีนี้เลยทีเดียว สำหรับ “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” นักข่าวสาวสังกัดช่อง 7 สี ที่รัวคำถามเป็นชุด ๆ ใส่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ร่ายยาวไม่เว้นช่วงตลอด 6 นาที แบบไม่ลดราวาศอก แถมคำถามแต่ละข้อนั้นก็เป็นประเด็นเด็ด ประเด็นร้อน โดยเฉพาะเรื่อง “พ.ร.ฏ. อภัยโทษ” เรียกได้ว่า หากเจอนักข่าวสมจิตต์เมื่อไหร่ นักการเมืองบางท่านก็เลี่ยงไม่ตอบเลยก็มี
ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่าเธอจะถูกอีเมลปริศนาข่มขู่ แต่เธอก็ไม่เกรงกลัวอำนาจมืดใด ๆ พร้อมที่จะทำหน้าที่สื่อต่อไป โดยยึดหลักวิชาชีพเป็นหลัก… พร้อมมีประโยคเด็ดว่า ต้องการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบทุกอย่าง!!
และล่าสุดเธอก็ปะ ฉะ ดะ กับ ร.ต.อ.เฉลิม คู่กรณีเก่าอีกครั้ง ในกรณีเรื่องที่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวหาเธอว่า ฝักใฝ่พรรคประชาธิปัตย์ กลางวงสัมภาษณ์ แถมยังหัวเราะเย้ยออกมา ทำให้นักข่าวสาวสวนกลับไปทันทีว่า เธอจะฟ้องหมิ่นประมาท ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม ก็ตอบกลับว่า หากพูดแค่นี้มันผิด ก็ให้แจ้งข้อหาเลย และแน่นอนนักข่าวสาวก็ตอกกลับ ร.ต.อ.เฉลิม แบบทันควันชนิดที่ทำให้เพื่อน ๆ นักข่าว สัมภาษณ์ข้าง ต้องอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว… กับคำว่า ” …ถ้าการที่ท่านกล่าวหาหนูว่าฝักใฝ่ประชาธิปัตย์ ไม่ใช่การหมิ่นประมาท แล้วถ้าหนูเรียกท่านว่าขี้ข้าทักษิณ จะเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่…” 
จากคำพูดของนักข่าวสาวดังกล่าว ก็กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง บางคนก็แสดงความคิดเห็นในแง่บวก บางคนก็โพสต์ด่าเธอเช่นกัน แต่!! ยังไม่จบเท่านี้ เพราะหลังจากกรณีดังกล่าว ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม แบนเธอ ลั่นออกสื่อว่า จะไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ ของนักข่าวสาวอีกแล้ว
ด้าน สมจิตต์ ก็ถามถึงเหตุผลในการแบนเธอว่า คำถามของเธอมันไม่เป็นประโยชน์กับประชาชนหรือ ร.ต.อ.เฉลิม ถึงไม่ตอบ และหาก ร.ต.อ. เฉลิม ใจนักเลงพอก็น่าจะเปิดโอกาสให้ต่างฝ่ายต่างได้ทำหน้าที่ งานนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ถึงกับไปไม่เป็น และหน้าเจื่อนไปเลยทีเดียว ก่อนที่จะทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมไม่ใช่นักเลง ผมเป็นคนขี้กลัว”
 โอ้ววววว… เธอช่างทำหน้าที่เป็นนักข่าวที่กล้าถามแบบไม่กลัวนักการเมืองจริง ๆ  

คุณลุงใจป้ำ! กับวลีเด็ด แก่ ใจดี สปอร์ต กทม.
กลายเป็นวลีเด็ดที่ดังสุด ๆ ฉุดไม่อยู่เพียงแค่ชั่วข้ามคืนเท่านั้น กับคำว่า “แก่ ใจดี สปอร์ต กทม.” ที่พริตตี้สุดสวยนามว่า “มันตรา” ได้แคปเจอร์หน้าการสนทนาในเฟซบุ๊กกับคุณลุงคนหนึ่ง โดยมีบทสนทนาในแง่ชู้สาว แต่งานนี้หญิงสาวเขาไม่เล่นด้วย อีกทั้งยังนำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีข้อความดังนี้…

 คุณลุง : แก่ ใจดี สปอร์ต กทม.
 มันตรา : แล้วไง
   คุณลุง : มีไรให้ช่วยก้อบอกได้
คุณลุง : ส่วนมากเป็นค่า คอนโด ผ่อนรถ
คุณลุง : เงียบ สงสัยไม่ช็อต

งานนี้ข้อความของคุณลุงก็กระจายในสังคมออนไลน์ แถมวลีเด็ดอย่าง “แก่ ใจดี สปอร์ต กทม.” และ “เงียบ สงสัยไม่ช็อต” ก็กลายเป็นคำฮิต คำฮอต นำไปพูด ไปล้อเลียนกันอย่างสนุกสนานเลยทีเดียวเชียวละ
ช็อตไม่ช็อตไม่รู้ รู้แต่ว่าหลังจากที่เป็นข่าว คุณลุงถึงกับเงียบหาย ลาโลกออนไลน์ไปเลย

เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่
 เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่!! ความในใจจาก ด.ช.โต๊ด

เรื่องราวอัดอั้นตันใจเล็ก ๆ ของ ด.ช.โต๊ด ชั้น ม.1/9 ณ โรงเรียนโรงเรียนกระทุ่มแบน (วิเศษสมุทคุณ) จ.สมุทรสาคร ที่ถูกเพื่อน ๆ แบนออกจากกรุ๊ปเฟซบุ๊ก “พวกเราชาว 1/9” ด.ช.โต๊ด จึงขอใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา อัดคลิปวิดีโอระบายความในใจซะเลย
โดยในคลิประบุว่า… “ไอ้บอล คิดได้เนอะ ให้เพื่อนไล่กูออกจากชาว 1/9 เพราะเรื่องกะโหลกกะลาแค่นี้ บอกไว้เลยว่า ถ้าไม่เอากูเป็นพวกเราชาว 1/9 … เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่!!”
และเมื่อคลิปเผยแพร่ออกไป วลีน่ารัก ๆ อย่าง “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” ก็กลายเป็นคำฮิตติดปากเอามาพูดกันเกรียวกราวเลยทีเดียว… ขอบอกว่า ด.ช.โต๊ด ไม่ได้อัดคลิปแค่คลิปเดียวนะ แต่มีอีกหลายคลิปเลยล่ะ ทางด้าน รมว.ไอที, กระทรวงศึกษาธิการ ก็ตื่นตระหนก และกลัวว่า การกระทำของ ด.ช.โต๊ด จะเป็นการชี้โพรงภัยเทคโนโลยี แต่ในมุมมองของคนบางกลุ่มก็มองว่า เป็นการระบายของเด็กในยุคนี้เท่านั้นเอง ขณะที่คุณครูอังคณา ก็ออกมาชี้แจงว่า เรื่องนี้ ด.ช.โต๊ด และ ด.ช.บอล คุยกันรู้เรื่อง และปรับความเข้าใจเรียบร้อยแล้วจ้า… 

คลิป เสียใจแต่ไม่แคร์

 น้องก้อง เสียใจไม่แคร์ ลิปซิงค์ขั้นเทพ ที่เป๊ะสุด ๆ
ปีนี้นับว่าเป็นปีของกระแสโซเชียลก็ว่าได้ เพราะเพียงแค่คุณอัดคลิปวิดีโอและเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ยูทูบ คุณอาจจะดังไม่รู้ตัว!! เหมือนกับน้องก้อง… หนุ่มแว่นร่างอวบ ที่ขอร้องโชว์ลิปซิงค์เพลงดังของสาวหวาย กามิกาเซ่ ในบทเพลง “เสียใจแต่ไม่แคร์” พร้อมอัดวิดีโอเก็บไว้… งานนี้ น้องก้องคงจะอัดคลิปเก็บไว้ดูคนเดียวนั่นแหละ แต่กลับกลายเป็นว่า… ชาวเน็ตมือดีดันนำมาโพสต์ต่อในเฟซบุ๊ก จนกลายเป็นกระแส “น้องก้อง เสียใจไม่แคร์” แถมยังมีคลิปเลียนแบบอย่างมากมาย
หลายคนคงจะสงสัยว่า เอ๊ะ! ทำไมแค่คลิปลิปซิงค์ถึงฮอตฮิตอะไรขนาดนี้ แหม…ก็คลิปนี้ไม่ใช่แค่ลิปซิงค์ ร้องเพลงให้ตรงปากธรรมดาน่ะซิ เพราะน้องก้องเธอแทบจะสวมวิญญาณของน้องหวายเลยทีเดียว ทั้งท่าทาง องศาของหน้า ความกว้างของปาก น้องก้องก็อปมาเป๊ะ!! ไม่มีหลุดเลยสักช็อตเลยล่ะค่ะ
และล่าสุดน้องก้องก็ปล่อยคลิปเด็ด มาให้ทุกคนได้ฮาส่งท้ายปีกับคลิป…น้องก้องหัวโปก การันตีความฮานะคะ ลีลาเธอสุดยอดจริง ๆ 

โอ๊ค

 โอ๊ค พานทองแท้ โฆษกพรรคเพื่อไทย ประจำเฟซบุ๊ก
   เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากเฟซบุ๊กได้มีประสิทธิภาพในการพีอาร์สูงสุดเลยทีเดียว สำหรับ โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มักจะโพสต์เฟซบุ๊กแชร์เรื่องราวการเมืองให้แฟนเพจได้ติดตาม กดไลค์ กดแชร์กันตลอด ถึงแม้ว่า โอ๊ค พานทองแท้ จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเหมือนใคร ๆ เขา แต่ไม่ว่าเขาโพสต์อะไร ก็มันจะเป็นประเด็นฮอตฮิต หรือบางครั้งก็เป็นข่าวหน้าหนึ่งเลยล่ะ
และแน่นอนเรื่องราวที่ โอ๊ค มักจะโพสต์นั้น 90 % จะเป็นเรื่องราวของฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นการขนหลักฐานมาแฉฝ่ายตรงข้าม ชี้แจงเหตุผลแทนรัฐบาล ส่วนอีก 10 % เป็นการโพสต์รูปครอบครัว โดยเฉพาะรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แฟนคลับเฝ้ารอ เฝ้าคอย ติดตามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา
      งานนี้ จึงขอยกให้โอ๊ค เป็นโฆษกของรัฐบาล ประจำหน้าเพจเฟซบุ๊กไปเลยจ้า… ส่วนบรรดานักข่าวก็ยิ้มกริ่มเพราะได้ข่าวจากต้นตอของจริงแท้ ๆ จริงไหม 

บุญชัย เบญจรงคกุล

 เจ้าสัวบุญชัย ทุ่ม (ใจ) ไม่อั้น กับความรักครั้งใหม่

ชื่อของ “เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล” เป็นชื่อที่หลายคนรู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้ว ในนามของนักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของดีแทค และเป็นเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับ 13 ของประเทศ แต่เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ชื่อของ “เจ้าสัวบุญชัย” ก็กลายเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ในฐานะ “คู่หมั้น” ของสาวตั๊ก บงกช คงมาลัย ดาราสาวทรงโตนั่นเอง
โดยข่าวประกาศหมั้นแบบสายฟ้าแลบระหว่าง สาวตั๊ก และเจ้าสัว ในครั้งนี้ ทำเอาฮือฮาไปทั้งบางเลยทีเดียวละคะ  หลายคนนั้นก็สงสัยว่า ความรักของทั้งคู่ก่อตัวได้อย่างไร  แล้วเพราะอะไรเจ้าสัวถึงฝ่าด่านหินทลายหัวใจของคุณแม่ตั๊ก  ที่ขึ้นชื่อว่าหวงลูกสาวเป็นที่สุด  แต่เราก็ได้คำตอบจากคุณแม่ของตั๊กว่า ทั้งคู่เจอกันตอนไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง  และเกิดถูกอกถูกใจซึ่งกันและกัน  จากนั้นก็ไปมาหาสู่  จนกระทั่งเจ้าสัวเดินทางมาขอตั๊กจากคุณแม่ โดยให้เหตุผลว่า อยากให้เกียรติตั๊ก  และเป็นการประกาศว่า  เจ้าสัวคบตั๊กอย่างเปิดเผย ไม่อยากให้ใครเอาไปตีความแบบผิด ๆ
ส่วนพิธีหมั้นของทั้งคู่ ก็จัดแบบเรียบแต่หรูสุด ๆ  ภายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย  MOCA  ซึ่งงานดังกล่าว  ถึงแม้สาวตั๊กจะออกมาประกาศว่า เป็นงานง่าย ๆ ก็ตาม  แต่เจ้าสัวก็ทุ่มเงินไม่อั้น เพื่อให้คู่หมั้นสวยดุจนางในวรรณคดี  ไม่ว่าจะเป็นทรงผม ชุดหมั้น เครื่องทอง ที่มูลค่าทะลุหลายล้านเลยละคะ
  สำหรับงานแต่งนั้น  เจ้าสัวเผยว่า  ขอคบกับตั๊กในฐานะคู่หมั้นไปก่อน  หากสาวตั๊กพร้อมเมื่อไหร่ก็อยากจะแต่งเลยทันที 

 ไซ กังนัม สไตล์ โอปป้าแดนกิมจิ ที่ดังที่สุดในเวลานี้
นักร้องในปีนี้คงไม่มีใครเด่น ใครดัง เกินพ่อหนุ่มกิมจิ ร่างอวบ เจ้าของท่าควบม้า อย่าง ไซ กังนัม สไตล์ อีกแล้ว… เพราะเพียงแค่ต้นสังกัดเผยแพร่มิวสิควิดีโอเพียงแค่วันเดียว ยอดวิวก็ถล่มทลายและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด หนุ่มไซ มียอดวิวกว่า 1,000 ล้านวิวเลยล่ะค่ะ
ส่วนท่าเต้นควบม้า และม้าโยกสุดฮิตของเขา ก็กลายเป็นท่าฮิตของคนทั่วโลกไปแล้ว เพราะไม่ว่าใครต่างก็เต้นท่านี้กันได้ แถมยังทำคลิปวิดีโอเพลงกังนัม สไตล์ กันออกมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโคฟเวอร์ให้เหมือนเป๊ะ หรือว่าจะเป็นการเต้นเป็นกลุ่มเอาฮา ทั้งในออฟฟิศ ในเรือนจำ ในโรงเรียน  ไม่เว้นแต่ในโรงพยาบาล นอกจากนี้บางคนอย่างครีเอทท่าเต้น และเนื้อร้องในแบบฉบับของแต่ละคน ให้ฮากระจายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งในประเทศไทย ก็มีเพลงอย่าง กำนันสไตล์ ของคัทโต๊ะ ลิปตา หรือว่าจะแกนนำ สไตล์ ของ บี้ เดอะสกา เป็นต้น
กลับมาที่กระแสความดังของ ไซ กังนัม สไตล์ ซึ่งตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นดาราดังระดับโลก ดาราฮอลลีวูด หรือนักร้องระดับซูเปอร์สตาร์ ต่างก็รู้จักไซ กังนัม สไตล์ แถม ไซ ยังได้รับเกียรติให้เป็นแขกรับเชิญบนเวทีดัง ๆ มานักต่อนักแล้วด้วย   เรียกได้ว่า ไซ กังนัม ดังสุด ๆ ฉุดไม่อยู่จริง ๆ นะคะ โอปป้า!

 ลุงเอี่ยม วัดไร่ขิง ขอทานเงินล้าน!!
ถือได้ว่าเป็นบุคคลแห่งปีที่ฮอตไม่แพ้ใคร ๆ เลยล่ะค่ะ สำหรับลุงเอี่ยม ชายพิการ อายุไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งเขาได้บริจาคเงินให้กับวัดไร่ขิงจำนวน 1 ล้านบาท แต่ที่ฮือฮาและกลายเป็นประเด็นร้อนนั้น เป็นเพราะว่าลุงเอี่ยมไม่ใช่เศรษฐี ไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ใช่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ แต่ลุงเอี่ยมเป็นเพียงขอทานที่นั่งหน้าวัดไร่ขิงเท่านั้น งานนี้บรรดาชาวบ้านก็พากันแปลกใจว่า เอ… ทำไมขอทานถึงมีเงินเก็บมากมายมหาศาลอย่างนี้ แล้วหากเก็บเงินได้เยอะขนาดนี้ ทำไมลุงเอี่ยมเอามาบริจาค ไม่เก็บเอาไปใช้สอยให้สะดวกสบายล่ะ 
โดยลุงเอี่ยมเคยให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะข่าวเด่นว่า ลุงเอี่ยมทำบุญมาทั้งหมด 37 ปี ทำครั้งแรกจำนวน 300 บาท ต่อมาก็ทำเพิ่มเป็น 600 และทบเพิ่มเป็น 1 พันบาท เรื่อย ๆ มาตลอดทุกปี ซึ่งลุงเอี่ยมหวังว่าในปีหน้า เขาจะสามารถเก็บเงินได้ถึง 2 ล้าน และจะนำเงินมามอบให้กับวัดอีกครั้ง ส่วนสาเหตุที่ลุงเอี่ยมนำเงินทั้งหมดในชีวิตของลุงมาทำบุญนั้น เพราะลุงเอี่ยมอยากให้ผลบุญที่ลุงทำส่งผลให้ชาติหน้าเกิดมาแบบสมบูรณ์แบบ 
นอกจากนี้ ลุงเอี่ยมยังขอเถียงอีกว่า ลุงไม่ได้เป็นขอทาน ลุงไม่เคยเอาขัน หรือภาชนะมานั่งขอเงินจากชาวบ้าน แต่ที่เขาให้เพราะความเมตตา อีกอย่างลุงเอี่ยมก็ให้หวยแม่น พอชาวบ้านถูกหวยก็เอาเงินมาแบ่งลุงตลอด ส่วนเงินที่ลุงเอี่ยมได้ก็จะนำเอามาให้เจ้าอาวาสเก็บไว้ พอครบปี ถึงงานเทศกาลประจำปีของวัด ลุงเอี่ยมก็จะเอาเงินมาทำบุญดอกบัวเป็นประจำ แต่ในปีนี้ที่เป็นข่าว เพราะว่าจำนวนเงินที่ลุงเอี่ยมเอามาทำบุญนั้น มูลค่ามหาศาลถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว…
         …ขอให้ผลบุญ ผลกุศล ที่ลุงเอี่ยมทำ ส่งผลให้คุณลุงมีแต่ความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง และอารมณ์ดีอย่างนี้ตลอดไปนะคะ 

เสธ.อ้าย

 เสธ.อ้าย แกนนำ เฉพาะกิจ 
ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับชื่อของ เสธ.อ้าย หรือ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ที่ออกมาต่อกรกับรัฐบาล กับแนวคิด“แช่แข็งประเทศ” โดยระบุว่า ถึงเวลาที่ต้องขับไล่รัฐบาล เพราะบริหารงานได้ล้มเหลว และมีแต่นักการเมืองที่ไม่ดี
โดย เสธ.อ้าย ได้รวบรวมสมาชิกจากหลากหลายองค์กร เพื่อมาร่วมชุมนุม ซึ่งตอนแรกนักการเมืองพรรคใหญ่ ๆ ก็คิดว่า คงจะมีสมาชิกไม่ถึง 2 พันคน แต่ เสธ.อ้าย ก็สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย เมื่อสามารถรวบรวมสมาชิกที่เห็นด้วยกับเขาได้ถึง 2 หมื่นคนเลยทีเดียว
หลังจากนั้น เสธ.อ้าย ก็เห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับแนวคิดขององค์กรพิทักษ์สยาม จึงจัดชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น ในวันที่ 24 พฤศจิกายน เพื่อหวังปฏิวัติรัฐบาล และยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เคยกลัวรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลชุดนี้ใช้อำนาจไม่ชอบธรรม และมีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งการประกาศกร้าวของ เสธ.อ้ายในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงกลัวการเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ถึงแม้ว่า เสธ.อ้าย ออกมารับรองว่า การชุมนุมในครั้งนี้ จะไม่มีการใช้ความรุนแรงอย่างแน่นอน
และก็เป็นอย่างที่ เสธ.อ้าย บอกเอาไว้จริง ๆ เพราะการชุมนุมของ อพส. นั้นไม่ยืดเยื้อ หรือพูดได้ว่าแทบจะยังไม่ทันได้ชุมนุมเลยก็ว่าได้ เพราะประชาชนถูกสกัดกั้น จากเจ้าหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัย อีกทั้ง ในช่วงเช้าของวันชุมนุมเกิดเหตุยิงแก๊สน้ำตาใส่กัน ตั้งแต่ยังไม่ถึงฤกษ์ ทำให้ เสธ.อ้าย ประกาศยุติการชุมนุม โดยอ้างว่า ไม่อยากให้ใครต้องมาเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บ จากการชุมนุมดังกล่าว จนทำให้หลายฝ่ายถึงกับงงว่า เสธ.อ้าย ชุมนุมเพื่ออะไรกันแน่!

 หนุ่มเนย ลดความอ้วน จากน้ำหนัก 140 กิโลกรัม เหลือเพียง 66 กิโลกรัม 

น้องลูกนก

                           รูปน้องลูกนก ก่อนลดน้ำหนัก – หลังลดน้ำหนัก
 เนย & ลูกนก ไอดอลแห่งการลดความอ้วน

ต้องขอยกนิ้วให้จริง ๆ สำหรับ หนุ่มเนย และ สาวลูกนก ที่ทั้งคู่ต่อสู้ปีศาจความหิว จนสามารถเอาชนะเจ้าตัวร้ายอย่าง “ไขมันและน้ำหนัก” ได้อย่างราบคาบเลยล่ะค่ะ ซึ่งการลดน้ำหนักหลายคนคงคิดว่า หากมีวินัย กินน้อย ออกกำลังกายหนัก ก็คงจะลดได้ ไม่เห็นเป็นเรื่องยากอะไรเลย… แต่สำหรับหนุ่มเนย และสาวลูกนก พวกเขาไม่ใช่แค่ลดน้ำหนักเพียง 2-3 กิโลกรัมเท่านั้นนะคะ เพราะพวกเขาสามารถรีดไขมัน และลดน้ำหนักออกจากร่างอ้วน ๆ ของเขาที่หนักเกินร้อยโล จนกลายเป็นคนหุ่นดีไปโดยปริยาย
เริ่มต้นด้วยอดีตคนเคยอ้วน อย่าง “เนย อิทธิมนต์” ที่เขาไม่แคร์เสียงทักท้วงถึงรูปร่างและน้ำหนักมาโดยตลอด และเลือกที่จะปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า “โลกนี้มีคนผอมเยอะแล้ว” เลยกินแบบตามใจปาก ใครจะบอกว่าอ้วนยังไงเขาก็ไม่สน แต่จุดที่เปลี่ยนความคิดของเนยให้ลดความอ้วนอย่างจริงจังนั้น เป็นเพราะว่า… เขาเกือบตายเพราะทานอาหารญี่ปุ่นมากเกินไป เขากินเยอะจนหายใจไม่ออก ติดขัด และอึดอัดมาก ทำให้เขาคิดว่าถ้าเขาทานเยอะ ๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เขาอาจจะไม่รอดเหมือนครั้งนี้
เนยเลยตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ในการลดน้ำหนัก เริ่มด้วยการว่ายน้ำวันละ 1 ชั่วโมง และปรับพฤติกรรมการกินอาหาร เลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ลดแป้ง เพิ่มผักให้เยอะขึ้นในแต่ละมื้อ จนในที่สุดน้ำหนักเขาก็เริ่มลดลง ๆ ถึง 30 กิโลกรัมเลยทีเดียว จากนั้นเขาก็เปลี่ยนการออกกำลังกาย จากว่ายน้ำมาเป็นวิ่งบนลู่วิ่งวันละ 2 ชั่วโมง และยังควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง จนเขาสามารถลดน้ำหนักจาก 140 กิโลกรัม เหลือเพียง 66 กิโลกรัมเท่านั้นเอง แปลงโฉมจากเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ในระยะเวลาเพียง 8 เดือนเท่านั้น!! 
ต่อกันด้วยสาวสวยอย่าง ลูกนก ที่ขอแชร์ประสบการณ์ในเว็บไซต์พันทิปจนโด่งดังทั่วโลกไซเบอร์ และกลายเป็นไอดอลลดน้ำหนักให้กับสาว ๆ หลายคนเลยล่ะ เช่นเดียวกับหนุ่มเนย ถึงแม้จะมีคนบอกว่าเธออ้วน แนะนำให้เธอไปลดน้ำหนัก แต่เธอก็ไม่แคร์ พร้อมประกาศก้องว่า “การกินคือความสุขของเรา”
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เธอตั้งใจลดน้ำหนักอย่างจริงจัง นั่นก็คือ “นิชคุณ” นักร้องสุดหล่อขวัญใจเธอนั้นเอง โดยลูกนกบนเอาไว้ว่า หากเธอได้จับมือกับนิชคุณ เธอจะไม่กินข้าวเย็นและไม่กินน้ำอัดลม 1 เดือน และแน่นอนฟ้าดินก็เป็นใจให้เธอลดน้ำหนัก เพราะในงานคอนเสิร์ตนั้น เธอโชคดีได้จับมือนิชคุณเข้าเต็ม ๆ ทำให้เธอต้องทำตามสัญญาที่เธอบนเอาไว้
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ภายใน 1 เดือนที่เธอไม่กินข้าวเย็นและงดน้ำอัดลมนั้น เธอสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว จากนั้นเธอก็มีกำลังใจเดินหน้าลดน้ำหนักต่อไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้เธอลดน้ำหนักเหลือเพียง 68 กิโลกรัม จาก 131 กิโลกรัม ลดไปถึง 63 กิโลกรัมเลยล่ะค่ะ
เพียงแค่แรงฮึดเล็ก ๆ เท่านั้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนน้ำหนักหลักร้อย!! มาเป็นคนที่ดูดี สุขภาพดี แถมยังหน้าตาดีอีกด้วยนะ 🙂  

 เนยรักโลก สาวน้อยธรรมชาตินิยม กับแนวคิดรักษ์ป่าแบบสุดโต่ง
 ติดโผคนดังปี 2012 แทบไม่ทัน ส ำหรับ “น้อยเนย  Noey  Zupermarket”  หรือรู้จักกันในนามว่า  “เนยรักโลก”  ที่ใช้รูปของสาวน้อยคอซอง ผมสั้นระนาบติ่งหู ทวีตข้อความแนวรักป่า รักน้ำ รักธรรมชาติ จนตอนนี้เธอก็ฮอตฮิตประหนึ่งเซเลบฯ ในโลกไซเบอร์  โดยมีผู้ฟอลโลเวอร์เธอกว่า 79,XXX เลยทีเดียว (21 ธันวาคม) ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเปิดใช้บริการทวิตเตอร์ไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมานี้เอง
หลายคนอาจจะสงสัย แหม… แค่โพสต์ข้อความรักโลก จะเด่นจะดังอะไรขนาดนั้น… ชั่วโมงนี้ ไม่เด่นไม่ดังก็คงไม่ได้แล้วล่ะค่ะ เพราะแต่ละแนวคิดของเธอ เปรียบเสมือนตลกร้าย แถมยังสุดโต่งชนิดเมื่ออ่านแล้ว ต้องอุทานออกมาว่า “คิดได้ไง”, “คิดได้เนอะ” อย่างแน่นอน
อ่ะอ่ะ ลองไปอ่านข้อความของเธอแต่ละทวีตดู… มีเพื่อนถามเนยว่าชอบกินอะไร เนยบอกได้อย่างเดียวเลยค่ะ เนยไม่กินผัก เนยถือว่าเป็นการตัดไม้ทำลายป่า หรือ เช้าแล้วคะทุกคน สูดอากาศยามเช้าเข้าไปลึก ๆ แล้วอย่าปล่อยออกมานะคะ มันจะเป็นการทำลายธรรมชาติเพราะถือว่ามันเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนใครอยากจะอ่านแนวคิดรักษ์โลก แบบเฉพาะตัวของน้องเนย ก็ติดตามเธอกันได้ในทวิตเตอร์ @NoeyZupermarket กันได้นะจ๊ะ

กิ๊ก วารุณี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ดราม่า กิ๊ก วารุณี TGT 
เรียกน้ำตาคนดูได้อย่างถล่มทลายเลยทีเดียว หลังจากที่ กิ๊ก วารุณี สุวรรณรักษ์ หนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน Thailand’s Got Talent ซีซั่น 2 ได้เปิดเผยเรื่องราวชีวิตเศร้า เคล้าน้ำตา โดยเธอระบุว่า เธอเรียนจบแค่ ป.6 ตอนนี้ประกอบอาชีพรับจ้างร้องเพลงทั่วไป ซึ่งเธออยากจะนำเงินรางวัลมาสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ และลูกสาวอยู่…
ส่วนการแสดงบนเวทีของเธอก็สร้างคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว เมื่อหญิงสาวต่างจังหวัดจบเพียง ป.6 แต่เขาสามารถร้องเพลงภาษาอังกฤษ ได้ดี ไพเราะ และสำเนียงเป๊ะ ไม่แพ้ต้นฉบับเลย ซึ่งเธอก็บอกว่า ที่เธอร้องเพลงเพราะนั้นคงเป็นเพราะพรสวรรค์ แต่สำเนียงการร้องเพลงภาษาอังกฤษ เป็นเพราะพรแสวงล้วน ๆ โดยเธออาศัยวิชาครูพักลักจำ และฝึกฝนด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่มีการลงเรียนภาษา หรือเรียนร้องเพลงแต่อย่างใด
 แต่แล้ว!! กิ๊ก วารุณี ก็ถูกแฉว่า ที่เธอสำเนียงฝรั่งดีนั้น เป็นเพราะเธอเป็นภรรยาของชาวมาเลเซียตั้งแต่อายุ 20 จนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ส่วนตอนนี้ เธอยังเป็นภรรยาของชาวเดนมาร์กอีกด้วย แถมยังเคยบินไปเที่ยวไกลถึงยุโรปแบบนี้ จะไม่ให้เธอพูดภาษาอังกฤษได้อย่างไร
สุดท้าย กิ๊ก วารุณี ก็ออกมายอมรับพร้อมเปิดใจว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง แต่สามีชาวเดนมาร์กพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และที่เธอร้องเพลงภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะนั้น เป็นเพราะเธอแกะตัวโน้ตที่ละตัวล้วน ๆ แล้วฝึกฝนจนร้องได้ต่างหาก

วิทนีย์ ฮูสตัน

 ปิดตำนาน วิทนีย์ ฮูสตัน นักร้องดังระดับโลก
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555 เหล่าบรรดาแฟนคลับของ “วิทนีย์ ฮูสตัน” ก็ต้องใจหายกันไปตาม ๆ เมื่อรายงานข่าวแจ้งว่า วิทนีย์ จากไปอย่างไม่มีวันกลับ  อย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยรายงานข่าวระบุว่า  เรย์ เจ เข้าไปเคาะห้องของ วิทนีย์ หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ จึงขอให้เจ้าหน้าที่พังห้องเข้าไป และก็ต้องพบว่า วิทนีย์ กลายเป็นศพนอนอยู่ในอ่างอาบน้ำ
       ทั้งนี้ สาเหตุการตายของ วิทนีย์ ก็กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนอยากรู้ บ้างก็ว่าเธอกินยาฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าเธอกินยาเกินขนาด นอกจากนี้ยังมีบางคนพุ่งประเด็นถึงเรื่องการติดยาเสพของติดของวิทนีย์ด้วย 
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแพทย์ก็ได้ระบุว่า ก่อนที่วิทนีย์เสียชีวิตนั้น พบร่องรอยของการเสพกัญชา และยานอนหลับซาแนกซ์ พร้อมกับยาอีกหลายชนิด แต่ก็ไม่พบว่ามีการใช้ยาเกินขนาด ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเป็นเพราะ “สารโคเคน” ที่พบในร่างกาย และยังตรวจพบอีกว่า วิทนีย์ เป็นผู้เสพติดโคเคนเรื้อรัง

โซระ อาโออิ sora aoi

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 อาโออิ กับสงกรานต์ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์ ที่ จ.บุรีรัมย์

เพิ่มกระแสความฮอตให้กับหน้าร้อนบ้านเราเป็นอย่างมาก สำหรับ “โซระ อาโออิ” นักแสดงชื่อดังแดนปลาดิบ ที่สุดแสนจะเซ็กซี่คนนี้ ซึ่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด  ก็ขอมอบของขวัญให้หนุ่ม ๆ ด้วยการอิมพอร์ตสาวอาโออิบินตรงมาลงยังบุรีรัมย์ เพื่อมาเล่นปาร์ตี้โฟม พร้อมโชว์ร้องเพลงน่ารัก ๆ ให้ชมกันแบบใกล้ชิด งานนี้ บรรดาหนุ่ม ๆ ผู้คลั่งไคล้ อาโออิ ก็แห่มาชมความน่ารักของเธอกันอย่างล้นหลาม เรียกได้ว่า ทำเอาลานกว้างสนามไอโมบาย ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน แคบไปทันตาเห็นเลยทีเดียว
    ส่วนในปีหน้า คุณเนวิน เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า งานสงกรานต์เตรียมพบโชว์เด็ด ๆ ได้อีก รับประกันความยิ่งใหญ่ จัดเต็มความเร้าใจแน่นอน 

ตีโต้ ศุภนร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ตีโต้ VS โค้ชเช กับดราม่าเล็ก ๆ ที่โอลิมปิก

ถือว่าเป็นดราม่าเล็ก ๆ ในวงการกีฬา ระหว่างโค้ชเช หรือ  เช ยอง ซอก ชาวเกาหลีใต้ กับ  ตีโต้ ศุภนร นักกีฬาแข่งกระโดดไกล เมื่อช่วงการแข่งขันโอลิมปิก ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ผ่านมา เนื่องจากโค้ชเชแสดงอาการไม่พอใจ และให้สัมภาษณ์ต่อหน้าสื่อว่า ตีโต้ เปิดสปีกเกอร์คุยโทรศัพท์ทั้งคืน จนโค้ชเชไม่ได้นอน หนำซ้ำในห้องดังกล่าว ก็ยังมี ไอ เป็นเอก การะเกด นักเทควันโด ทีมชาติไทยที่จะลงแข่งในวันรุ่งขึ้นนอนอยู่ด้วย จึงเกรงว่า ไอ เป็นเอก จะนอนไม่หลับ และไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ โค้ชเช  ก็ออกมายืนยันว่า ได้ออกเตือนตีโต้แล้ว แต่ตีโต้กลับประชดคุยโทรศัพท์เสียงดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม จน บิ๊กเอ นายกสมาคมเทควันโด ต้องหาซื้อถุงนอนให้ ไอ เป็นเอก และโค้ชเช เป็นการใหญ่
ขณะที่ ตีโต้ นักกีฬาหนุ่ม ก็ออกมายืนยันเช่นกันว่า เมื่อโค้ชเชออกมาเตือน ก็ปิดลำโพงทันที ไม่ได้มีปากเสียง หรือทำการประชดอะไรทั้งนั้น พร้อมกันกล่าวเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เอ้า! โค้ชเชบอกเตือนแล้วตีโต้ไม่หยุด ส่วนตีโต้บอกหยุดทันทีที่โค้ชเชเตือน งานนี้ต้องมีคนพูดไม่จริงสักคนแน่นอน 

ไอ เป็นเอก การะเกตุ
 ไอ เป็นเอก การะเกด ฉายา จอมเตะหน้าสวย ขวัญใจสาว ๆ

เป็นการแข่งขันเทควันโดที่ลุ้นสุด ๆ เลยก็ว่าได้ สำหรับแมทช์ชิงเหรียญทองแดง โอลิมปิก ระหว่าง ไอ เป็นเอก การะเกด กับจอมเตะจากโคลอมเบีย ที่ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม จน 6 วินาทีสุดท้าย กรรมการกดให้ไทยขึ้นนำเอาชนะไปได้ในสกอร์ 7-6 แต่ทางฝั่งของโคลอมเบียไม่ยอม กลับประท้วงผลการตัดสิน จนต้องย้อนดูภาพหลังกันแบบชัด ๆ อีกครั้ง ส่งผลให้สกอร์ของเป็นเอก ร่วงมาอยู่เพียง 4 ต่อ 6 คะแนน จึงพลาดเหรียญทองแดงไปอย่างน่าเสียดาย
   แต่ถึงแม้ ไอ เป็นเอก จะกลับบ้านมือเปล่า แต่สาว ๆ ก็ขอกดเลิฟ กดไลค์ เป็นเอก รัว ๆ แบบไม่ยั้ง เพราะถูกอกถูกใจกับลูกเตะของเป็นเอก และที่สำคัญถูกใจหน้าตาหล่อ ๆ ของเป็นเอกด้วย แต่งานนี้สาว ๆ ก็ต้องเป็นเพียงแค่แฟนคลับของเป็นเอกเท่านั้น เพราะว่าเจ้าตัวประกาศออกสื่อแบบชัด ๆ เลยว่า กำลังคบหาดูใจกับ สอง บุตรี นักกีฬาเทควันโดเช่นกัน และไม่ได้เป็นคู่จิ้น คู่เกย์ กับโค้ชเชอย่างที่หลายฝ่ายเชียร์ เอ้ย! เข้าใจอย่างแน่นอน

แก้ว ออกโรงปฏิเสธข่าวชกไฟท์ล้างตา ซูชิหมิง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 แก้ว พงษ์ประยูร VS ไอบา กับผลคะแนนที่คาใจคนไทย 
เป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศจริง ๆ สำหรับ “แก้ว พงษ์ประยูร” นักชกชาวไทย ที่มีโอกาสชิงเหรียญทอง กีฬามวยสากลสมัครเล่น ในการแข่งขันโอลิมปิก ณ กรุงลอนดอน ที่ผ่านมา โดยคนไทยต่าง รวมไปถึงคอมวยทั่วโลก ต่างจับตาเชียร์สุดยอดนักชกของการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งการแข่งขันก็เป็นไปอย่างดุเดือด หากมองในมุมของผู้ชมทั่วไปคงลงความเห็นให้ “แก้ว พงษ์ประยูร” ชนะแบบใส ๆ ขาดลอย แต่สรุปสุดท้าย ผู้ที่คว้าเหรียญทองครั้งนี้ไปครอบครอง ก็คือ โจว ซือ หมิง นักชกจากชาวจีนนั่นเอง
และผลการตัดสินในครั้งนี้ ก็กลายเป็นข้อสงสัยที่คาใจคนทั้งโลก เพราะหลังจากที่จบการแข่งขัน บรรดากองเชียร์ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศต่างโหเสียงไม่พอใจกับการตัดสิน ส่วนด้านโค้ชก็วิ่งลงมาประท้วงแต่ก็ไม่สามารถประท้วงได้ โดยทางไอบาอ้างว่า โค้ชเดินมาขอประท้วงเกินเวลาที่กำหนดไว้คือ 5 นาที  งานนี้ ด้านสื่อต่าง ๆ ทั่วโลก ก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสของการตัดสินเกมในครั้งนี้ด้วย
 แต่ถึงแม้ แก้ว พงษ์ประยูร จะไม่ได้เหรียญเงินกลับบ้าน แต่เขาคือนักชกเหรียญทองโอลิมปิกในใจคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงว่าเขาเป็นนักกีฬาที่เก่งเท่านั้น แต่เขายังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม ทั้งเป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่ แถมยังมีน้ำใจให้กับเพื่อนนักชกคนอื่น ๆ อีกด้วยโดยเขาได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับโค้ชที่ฝึกซ้อม สต๊าฟทุกคน รวมถึงเพื่อน ๆ เพื่อเป็นการขอบคุณในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา

น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว

 น้องแต้ว พิมศิริ สาวยกเหล็กชาวขอนแก่น เหรียญเงินโอลิมปิก
สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยอย่างมากมาย สำหรับ “น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว” สาวขอนแก่น วัย 22 ปี ที่สร้างประวัติหน้าใหม่ให้กับวงการลูกเหล็ก เมื่อเธอสามารถคว้าเหรียญเงิน เหรียญแรกให้กับประเทศไทย ในการแข่งขันโอลิมปิก 2012 ได้สำเร็จ ในน้ำหนักรวมที่ 236 กิโลกรัม
นอกจากนี้ น้องแต้ว ยังได้นำเหรียญรางวัลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ อีกทั้งเธอยังมีความตั้งใจที่รับราชการทหารบก เพื่อรับใช้ประเทศชาติต่อไป

 ฮีโร่ลูกขนไก่ เมย์ รัชนก นักแบดหญิง อันดับ 6 ของโลก
   ต้องมอบฉายา “เล็กพริกขี้หนู” ให้เลย เพราะน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ สาวน้อยวัย 17 คนนี้ มีดีกรีถึงนัดแบดมินตันหญิงอันดับ 6 ของโลกเลยทีเดียว!! 
นอกจากฝีมือของน้องเมย์ที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แบบก้าวกระโดด (จากอันดับ 9 มาเป็นอันดับ 6) จนกลายเป็นคนในวงการกีฬาที่ถูกจับตามองอย่างมากคนหนึ่ง การแสดงออกที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ของเมย์ รัชนก ก็กลายเป็นประเด็นที่สร้างความประทับใจให้กับคนไทย และคนทั่วโลกเลยทีเดียว
ดูการฝึกซ้อม การแข่งขันที่ผ่านมาแล้ว เชื่อว่า น้องเมย์ รัชนก คงเป็นนักแบดมินตันดาวรุ่งพุ่งแรง และอนาคตไกลอย่างแน่นอน

ดำรงค์ พิเดช

 ดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ กับหัวใจที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ 
ด้วยอุดมการณ์ที่เต็มเปี่ยม และหัวใจที่มุ่งมั่นในความชอบธรรม ทำให้ชื่อของ “ดำรง พิเดช” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ข้าราชการที่ดีเรียบร้อยแล้ว… เนื่องด้วย ดำรง พิเดช เขาทำหน้าที่ได้เต็มความสามารถ และไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ เพื่อที่จะปกป้องผืนป่าอุทยานฯ ที่เขารักยิ่งชีวิต
และเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คนไทยทุกคนต้องจดจำชื่อของ ดำรง พิเดช ไปนานแสนนาน นั่นก็คือ การทวงคืนผืนป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้ง ๆ ที่เหลือเพียงอีกเดือนเศษ เขาก็จะปลดเกษียณออกจากตำแหน่ง แต่เขาก็ขอปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ โดยได้ระดมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จากทั้งประเทศกว่า 4 พันนาย ลงพื้นที่รื้อรีสอร์ท จำนวน 9 แห่ง รวมพื้นที่ 1,857 ไร่ ทั้งในอุทยานฯ วังน้ำเขียว ทับลาน
โดยเฉพาะที่ บ้านทะเลหมอกรีสอร์ท ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 200 ล้าน ในเนื้อที่ 70 กว่าไร่ ซึ่งก่อนที่ ดำรง พิเดช จะลงพื้นที่เพื่อทำการรื้อถอน ก็มีกลุ่มคนมาคอยขัดขวาง อีกทั้งปล่อยข่าวโยกย้าย ดำรง พิเดช ออกจากตำแหน่ง และถึงแม้ ดำรง พิเดช จะถูกกดดันจากอิทธิพลรอบด้าน แต่เขาก็ไม่เคยเกรงกลัวสั่งดำเนินการรื้อถอนจนสิ้นซากในที่สุด ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเกิดความฮึกเหิมในการรักษาผืนป่า จนกลายเป็น “ปรากฏการณ์ดำรงค์ พิเดช” ในที่สุด 
            และนี่คือ บุคคลดัง บุคคลเด่น ที่เป็นข่าว ว่าแต่เพื่อน ๆ  ละคะ คิดว่า นอกเหนือจากนี้มีใครเด่น ใครดังจากข่าวปี 2555 บ้างเอ่ย? 

20 แนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2013

ที่มา  :     ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ updated: 27 ธ.ค. 2555 เวลา 16:33:10 น.

                 มติชนออนไลน์  วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 23:00:20 น.

ข้อมูลจาก  :   FrogDesign  และ  สไลด์ 20 Tech Trends for 2013

              

ในปีนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ Content เปลี่ยนโลก โดยเฉพาะการใช้สื่อผ่าน Social Network อย่าง Facebook, Twitter และสื่ออื่นๆ รวมไปถึงเครือข่ายย่อยอื่นๆ ในปี 2013 ที่กำลังจะมาถึง แนวโน้มของ Social Platform นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ Micro-Networks เป็นการสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ กลุ่มย่อยๆขึ้นมาตามความสนใจ เรามาดูกันว่า ในปี 2013 จะมีแนวโน้มเทคโนโลยีในด้านใดบ้าง โดยเราจะนำเสนอ 20 เทคโนโลยีที่น่าสนใจ รับรองว่า ถ้าอ่านแล้วคุณจะไม่ตกเทรนด์ และปีหน้า เราก็จะดูไปพร้อมๆกันว่า เทคโนโลยีใดที่มาแรง

อย่างที่รู้กันว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ในปีที่ผ่านมา เรามีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี การออกแบบ ดีไซน์ การวางกลยุทธ์ในด้านต่างๆ เทคโนโลยีที่เราจะหยิบยกมานำเสนอต่อไปนี้ เป็นการคาดการณ์จาก Frog ทั้งด้านธุรกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรม โดยมีนักวิเคราะห์ในด้านต่างๆ ออกมาพยากรณ์และคาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยีได้อย่างสนใจ

อุปกรณ์เสริมจะฉลาดขึ้น

 

 1. อุปกรณ์เสริมของสมาร์ทโฟนจะมีบทบาทมากขึ้น ฉลาดและอัจฉริยะมากขึ้น

อุปกรณ์เสริมบน iPhone จะมีความสามารถมากกว่าแค่การตกแต่งสมาร์ทโฟน แต่เป็นการใช้งานเสริมกับแอพพลิเคชั่น เช่นการใช้เคส iPhone เป็นเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดคลื่นหัวใจสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ในปี 2013 อุปกรณ์เสริมจะได้รับการพัฒนาให้ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนในการใช้เป็น เซ็นเซอร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์รอบตัว รอดูกันได้ว่าปีหน้า Smart Accessories จะมีบทบาทกับชีวิตเราอย่างไร

2. อุปกรณ์เสริมช่วยในการควบคุมการขับรถยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์ ได้มีการนำอุปกรณ์เสริมมาช่วยในการขับรถยนต์ ตั้งแต่การจอดรถ หาที่จอดรถ ตรวจจับความเร็วในการขับรถ ด้วยการใช้กล้อง เซ็นเซอร์ และความสามารถในการคำนวณ รวมไปถึงการเชื่อมโยงกับระบบนำทาง แผนที่ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทาง Google เองก็มีการนำเสนอนวัตกรรมของรถยนต์ที่ขับเองได้โดยไม่ต้องใช้มนุษย์ ปรากฏการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นในภาพยนตร์ Sci-Fi อีกต่อไป ยืนยันได้จากผู้ผลิตรถยนต์อย่าง BMW, GM, Volvo, Volkswagen, Mercedes-Benz, Cadillac ก็เข้าร่วมด้วย

 

อุปกรณ์จะเชื่อมโยงกับมนุษย์จนแยกไม่ออก

3.เมื่ออุปกรณ์ไอทีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์

การสวมใส่อุปกรณ์ไอที เห็นจะเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว สมัยก่อนหากใครจำได้ คนไหนที่สวมหูฟัง Bluetooth แล้วพูดคนเดียวเหมือนเป็นคนบ้า โดยอุปกรณ์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา ด้วยการผูกติดกับร่างกายเรา อย่างเช่น เซ็นเซอร์, กล้อง, อุปกรณ์ป้อนข้อมูล หรือแม้กระทั่งจอที่อาจจะอยู่บนแว่นตา หรือเสื้อผ้าที่เราสวมใส่

4. คอมพิวเตอร์สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างมีชีวิตชีวามากขึ้น

ปี 2013 คอมพิวเตอร์ไม่ใช่เพียงโรบอทหรือหุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตอีกต่อไป เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ที่โต้ตอบได้เหมือนมนุษย์ ไม่ใช่แค่กิริยา ท่าทาง แต่เป็นการโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น คอมพิวเตอร์เก่าๆถูกโละ แทนที่ด้วย iPad, Android, Windows หรือแล็ปท็อปสุดบาง เล็ก และเร็วกว่าเดิม ต่อไปคอมพิวเตอร์จะเข้ามาอยู่ในชีวิตของเราและอยู่กับเราในทุกอิริยาบถ

5. แอพล่องหนไปอยู่บนก้อนเมฆ

คอมพิวเตอร์และการคำนวณต่างๆจะไปอยู่บน Cloud อยู่รอบๆตัวเรา และอยู่ในร่างกายของเรา  ยุคใหม่ของเบราเซอร์ที่ใช้ท่องเว็บจะกลายเป็นใช้เพื่อทำงานบน Cloud แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนจะทำงานซับซ้อนมากขึ้น คอมพิวเตอร์ที่เราเห็นกันทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปประมวลผลบน Cloud แทน ผู้ช่วยอย่าง Siri จะเข้ามาช่วยเหลือคุณ ในปี 2013 Invisible Apps จะมาแรง เพราะจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามความถนัดในการใช้งานของผู้ใช้

 

แรงบันดาลใจที่นำไปสู่การจับต้องได้มากขึ้น

6. จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ จะมีผู้คิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆออกมาเพียบ

มีการคิดและพัฒนาแนวความคิดใหม่ๆในการสรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือ ผู้อื่น จากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เมื่อเราได้พบกับภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น เราก็สร้างนวัตกรรมเพื่ออนุรักษ์โลกและประหยัดพลังงาน

7. จะมีการจัดการข้อมูลมากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลต่างๆที่เราใช้นั้นเริ่มจะมีความซับซ้อนมากยิ่ง ขึ้น การบริโภคข้อมูล และการสร้างข้อมูลขึ้นมาต้องคำนึงถึงความง่ายในการนำไปใช้และการประยุกต์ใช้ ในด้านต่างๆ

8.สมาร์ทโฟนจะนำไปสู่สิ่งที่จับต้องได้มากขึ้น

เทคโนโลยีการประมวลผลบนสมาร์ทโฟนได้รับการพัฒนาให้มีขนาดของโปรเซสเซอร์ เล็กลง และการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยี 4G จะกลายเป็นมาตราฐานในหลายๆประเทศ (ส่วนประเทศไทยเราต้องรอดูกันอีกที) แม้ว่าจะมีการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมากขึ้น การประมวลผลกลับต้องการการบริโภคพลังงานลดลง แต่รูปแบบของการประมวลผลจะเปลี่ยนจากการประมวลผลแอพ เป็นการประมวลผลเพื่อตรวจสอบม่านตา ลายนิ้วมือ ผ่านกล้องดิจิตอลบนสมาร์ทโฟนที่อาจจะต้องมีชิปประมวลผลของกล้องที่เชื่อมโยง กับชิปบนสมาร์ทโฟน ตรงนี้แอพที่ต้องการความปลอดภัยอย่าง Mobile Banking หรือการชำระเงินผ่านมือถือนี่จำเป็นมาก และการใช้เทคโนโลยีการจดจำคลื่นเสียงเพื่อล็อกอินจะกลายเป็นรูปแบบใหม่ของ ความปลอดภัย

 

ชีวิตออนไลน์จะเปลี่ยนไป

9. เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าจะแพร่หลาย

เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า จะกลายเป็นรูปแบบใหม่ของความปลอดภัย หลังจากที่สมาร์ทโฟนนำมาใช้ในการปลดล็อกก่อนเข้าใช้งาน เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า ไม่ได้ใช้เพื่อความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ช่วยธุรกิจในการทำการตลาดได้ เช่น เดินเข้าร้านอาหาร แล้วเครื่องสามารถจดจำใบหน้าและเรียกชื่อคุณได้หากออร์เดอร์เสร็จเรียบร้อย แล้ว และยังสามารถนำไปใช้ในการอวยพรวันเกิดหรือสร้างข้อความต้อนรับเองก็ได้ และกล้อง จะเป็นอุปกรณ์สำคัญในการตรวจสอบใบหน้า และซอฟต์แวร์ก็มีส่วนช่วยในการนำใบหน้าของเราไปเทียบกับภาพถ่ายและแสดง ข้อมูลของเราผ่านออนไลน์

10. ชีวิตดิจิตอล เต็มไปด้วยการแจ้งเตือน

การนั่งคอยการแจ้งเตือนต่างๆ กลายเป็นพฤติกรรมในปัจจุบันไปแล้ว ในการติดตาม Feeds, Walls, Streams, Notifications, Updates ชีวิตออนไลน์ตอนนี้แทบจะกลายเป็นงานประจำเลยเพราะอยู่ (กับ Notification) ด้วยกันตลอดวัน จริงๆแล้วทุกการแจ้งเตือนไม่ได้สำคัญกับการทำงานมากขนาดที่จะต้องไปนั่งเฝ้า แต่การแยกแยะความสำคัญของตัวบุคคลที่ติดต่อเราสำคัญกว่า เราสามารถกำหนดการแจ้งเตือนได้ตามต้องการของเราเอง

 

เทคโนโลยีเดิมจะปรับเปลี่ยนไปสู่บทบาทใหม่

11. แท็ปเล็ตเข้าถึงง่าย ราคาถูก

เขย่าวงการไอทีด้วยการเป็นเจ้าของแท็ปเล็ตได้ง่ายขึ้น และราคาที่ถูกลงจนทำให้ใครๆก็เป็นเจ้าของได้ เรียกได้ว่าแท็ปเล็ตกำลังจะกลายเป็นมินิคอมพิวเตอร์ที่ทดแทนหนังสือ นิตยสาร จากปรากฏการณ์แท็ปเล็ตราคาถูก ทำให้ผู้ใช้คนนึง มีแท็ปเล็ตมากกว่า 1 เครื่องเพื่อใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการและวัตถุประสงค์ต่างๆ แต่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือสิ่งพิมพ์และสื่อสารมวลชน เพราะแท็ปเล็ตกลายเป็นทางเลือกในการลดใช้กระดาษ

12. USSD คืออนาคตของปี 2013

แม้ว่าสมาร์ทโฟนราคาประหยัดจะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง แต่ USSD (Unstructured Supplementary Service Data) หรือการกดตัวเลขเป็นคำสั่ง เช่น ดอกจัน xxxx # แล้วโทรออก จะกลายเป็นเครื่องมือในการติดต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำรายการทางการเงินได้อย่างง่ายดาย

13. ถึงเวลาสัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่แท้จริง

นอกจากบริษัทใหญ่ๆแล้ว ยังมีบริษัทขนาดเล็กที่นำเสนอบริการที่แรงจนน่าจับตา อย่าง Square และ Dropbox ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นานนัก องค์กรขนาดใหญ่อย่าง Microsoft มี Windows 8 และ Surface, Google มี Android, Amazon มี Kindle ในปี 2012 ผู้ใช้ได้ทดลองใช้สินค้าเหล่านี้ดูบ้างแล้ว และในปี 2013 ผู้ใช้ก็จะทราบแล้วว่าอะไรที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงๆของพวกเขา

 

การพิมพ์แบบ 3D จะก้าวไปสู่เมนสตรีม

14. การจัดการ Content จะเปลี่ยนไป เพราะเทคโนโลยีราคาถูกลง

การจัดการกับ Content ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวม การจัดการบนโลกดิจิตอล ทุก Content จะต้องจัดการผ่านทุกช่องทางได้อย่างง่ายดาย และมีเทคโนโลยีใหม่ที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์แบบ 3D ผ่านพรินเตอร์สามมิติ ซึ่งเมื่อ 6 ปีก่อน ราคาถูกที่สุดคือ $30,000 แต่ในตอนนี้หาซื้อได้ในราคาเพียง $500 เท่านั้น

15. การผลิตผลิตภัณฑ์จำลองทำได้อย่างง่ายดาย

ในขณะที่การขึ้นโมเดล 3D และการพิมพ์แบบ 3D ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้ Virtual Manufacturing หรือการขึ้นโมเดลจำลองแบบเสมือน ได้รับความนิยมมากขึ้น อย่างเช่นบริการของ Shapeways, Ponoko, Sculpteo และ i.materialise ซึ่งให้โรงงานที่ผลิตสามารถจ้างผลิตได้ในปริมาณต่ำ (10-1,000) ชิ้น เพื่อให้นักออกแบบได้เห็นภาพผลิตภัณฑ์จำลองเมื่อผลิตได้จริง และสั่งพิมพ์รายละเอียดก่อนผลิตได้ตลอดเวลา

 

เทคโนโลยีผสานศิลปะ

16. มีการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการควบคุมคุณภาพในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ

การเชื่อมโยงการผลิตสมาร์ทโฟนด้วยนวัตกรรมและการลงทุน เช่นการตรวจสอบคุณภาพของนาฬิกาและเครื่องประดับ ตัวอย่างเช่นการผลิต HTC One และ Nokia Lumia ที่ใช้เคสแบบไร้ต่อต่อก็ใช้เทคโนโลยีการประกอบแบบ unibody

17. เทคโนโลยี Gesture จะมาแรง

เราใช้ Gesture ในการควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แต่ล่าสุดจะถูกนำมาใช้กับการช้อปปิ้ง มีการใช้ Gesture ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้ง ด้วยการใช้ Gesture กับตู้แจกโบรชัวร์อัตโนมัติ หรือใช้ Gesture ในการเล่นเกมส์เต้นในห้องนั่งเล่นที่บ้าน

18. ศิลปะ คู่นวัตกรรม

ผสมผสานศิลปะในการออกแบบ การสร้างสรรค์ผลิตถัณฑ์จากจินตนาการ หลายๆบริษัทนอกจากจะคิดค้นผลิตภัฑณ์คุณภาพแล้ว ยังมองในเรื่องของการออกแบบ การดึงดูดผู้พบเห็นด้วยความสวยงามของศิลปะ ตัวอย่าง Intel ที่ใช้นักดนตรีในการควบคุมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเผยแพร่วัฒนธรรม

 

โลกที่แคบลงบน Social Networks

19. Sensor

พฤติกรรมของผู้ใช้เปลี่ยนแปลงไป  การเชื่อมโยงการสื่่อสาร การตรวจสอบแบบเรียลไทม์ และ Social Network เป็นปัจจัยสำคัญ ทุกวันนี้เราเห็นคนใช้งานดาต้าสูงขึ้นมาก มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ และแชร์ข้อมูลต่างๆมากขึ้น Crowdsourcing เข้ามามีบทบาทมากในการสร้างข้อมูลและแชร์ร่วมกัน ทางด้านการแพทย์ มีการใช้เซ็นเซอร์และแอพเข้ามาช่วยในการตรวจความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งการนำเซ็นเซอร์เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยอาการและการเชื่อมโยงกับ Social Network ก็จะทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไป

20. Micro-Network โตขึ้น

เราจะเชื่อมโยงการสื่อสารกันผ่าน Micro-Network นอกเหนือจาก Social Platform ใหญ่ๆ เราก็จะสื่อสารกันผ่าน Micro-Network โดยพูดคุยในเรื่องที่เจาะลึกในด้านที่เราสนใจ เป็นกลุ่ม Local Community มากขึ้น เพราะรู้ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ซึ่ง Micro-Network นี้ ไม่ใช่ Social Network แต่เป็นการสนทนาแบบเห็นหน้ากันจริงๆ หรืออีเมล์ หรือโทรศัพท์เพื่อแยกกลุ่มการสนทนาให้เล็กลง Social Platforms อย่าง Quora และ Facebook จะถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานเป็น Micro-Network อย่างเช่น คนสนใจเรื่องใด ก็เข้า Facebook Group พูดคุยกัน ในเรื่องที่เราสนใจเหมือนๆกัน เช่นเรื่องการเมือง เรื่องความสนใจงานอดิเรกต่างๆ (Private Community)

เทคโนโลยีที่นำมาเสนอในบทความนี้ เป็นการคาดการณ์จากหลายๆผู้เชี่ยวชาญ ลองติดตามไปพร้อมๆกัน ว่าปีนี้เทคโนโลยีใดจะก้าวหน้าและเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ที่แน่ๆ แอพ อุปกรณ์ การเชื่อมต่อ 3G และ Micro-Networking มาแรงแน่

สพฐ.คลอดปฏิทินรับนร.ปี56

 ที่มา  :  เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 17:37 น.

วันนี้ (15 ต.ค.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ลงนามในประกาศนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปีการศึกษา 2556 โดยมีสาระสำคัญ อาทิ ประกันโอกาสเด็กที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้เข้ารับการศึกษาภาคบังคับครบทุกคน สนับสนุนให้โรงเรียนระดมทรัพยากรจากเด็กที่ได้เข้าเรียนแล้ว แต่ไม่ให้รับเงินบริจาคโดยมีเงื่อนไขผูกพันกับการเข้าเรียน สำหรับวิธีการรับเด็ก ชั้นก่อนประถมศึกษา ให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจัดหาที่เรียนให้เด็กตามความเหมาะสม รับเด็กอายุ 4-5 ปี ที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนเข้าเรียน โดยไม่มีการสอบวัดความสามารถทางวิชาการ ถ้ายังไม่เต็มให้รับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการฯได้ กรณีมีผู้สมัครเกินจำนวนที่รับได้ ให้ใช้วิธีจับฉลาก ส่วนชั้น ป.1 ให้รับเด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่ 7 หรือจบการศึกษาชั้นก่อนประถมศึกษาที่อยู่ในเขตฯเข้าเรียนชั้น ป.1ทุกคน โดยไม่มีการสอบวัดความสามารถทางวิชาการ ถ้ายังไม่เต็มรับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการฯได้ สมัครเกินให้ใช้วิธีจับฉลากและประสานกับโรงเรียนใกล้เคียง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การรับชั้น ม.1 คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) พิจารณาจัดหาโรงเรียนที่เหมาะสมให้นักเรียนทุกคนในเขตพื้นที่ฯ โดยคำนึงถึงหลักการเรียนใกล้บ้าน โรงเรียนทั่วไปให้รับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯ ถ้ารับไม่เต็มรับนอกเขตได้ กรณีสมัครเกินให้ใช้วิธีจับฉลาก ส่วนโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง มีผู้สมัครเกินกว่าที่โรงเรียนรับได้จำนวนมาก จำเป็นต้องใช้วิธีการสอบคัดเลือกและใช้ผลคะแนนโอเน็ต จะต้องเสนอสัดส่วนและวิธีการต่อคณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และให้กำหนดสัดส่วนรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯไม่น้อยกว่า 50 % โดยวิธีการจับฉลาก กรณีมีเด็กไม่ถึงให้รับในพื้นที่บริการเข้าเรียนทุกคน

“ กรณีที่คณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียนฯ เห็นชอบให้สอบคัดเลือกนักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯให้เสนอร้อยละของการคัดเลือกและกำหนดเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจาก 1.คะแนนสอบที่ใช้ข้อสอบของโรงเรียน 80 % คะแนนโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 20 % และรับนักเรียนทั่วไปไม่เกิน 50 % โดยใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกัน “ ดร.ชินภัทร กล่าวและว่า กรณีการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ  คณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดหลักเกณฑ์พร้อมวิธีการ พร้อมประกาศหลักเกณฑ์ก่อนพิจารณาและผลหลังการพิจารณาให้สาธารณชนทราบ

สำหรับการรับนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนที่เปิดสอนทั้ง ม.ต้น และ ม.ปลาย ให้รับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 ที่มีศักยภาพเหมาะสมของโรงเรียนเข้าเรียน โดยคัดเลือกจากผลคะแนนการเรียนเฉลี่ย ม.1 ม.2 และ ม.3ภาคเรียนที่ 1 รวม 5 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.00 กรณีต่ำกว่า 2.00 แต่สูงกว่า 1.50 โรงเรียนและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอาจกำหนดเกณฑ์โดยจัดสอบประมวลความรู้ หากผ่านเกณฑ์ให้ถือว่าเป็นนักเรียนที่มีศักยภาพเหมาะสม หรือประเมินความสามารถพิเศษเช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และให้รับรับเรียนจากโรงเรียนอื่นเข้าเรียนด้วยแต่ต้องไม่เกิน 20% ของแผนการรับ และพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจากคะแนนสอบที่ใช้ข้อสอบของโรงเรียน  80 % และ คะแนนโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 20 %

ส่วนโรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย ให้รับนักเรียนชั้น ม.4 จาก นักเรียนทั่วไป 80% โดยให้พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจากคะแนนสอบที่ใช้ข้อสอบของโรงเรียน  80 % และ คะแนนโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 20 % และนักเรียนโควตาไม่เกิน 20% หากประสงค์รับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษให้รวมอยู่ในร้อยละของการสอบคัดเลือก แต่ต้องไม่เกิน 5 % ทั้งนี้ ในการสมัครให้นักเรียนระบุชื่อโรงเรียนที่ประสงค์จะเข้าเรียนเป้นการสำรองไว้ด้วย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรโอกาสทางการศึกษา

สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ดังนี้ ชั้นก่อนประถมฯ รับสมัคร วันที่ 31 ม.ค.-4 ก.พ.2556 จับฉลาก ประกาศผล และรายงานตัว10 ก.พ.มอบตัว 17 ก.พ. ชั้น ป.1 ประกาศชื่อโรงเรียนที่ สพป.และ สพม. จัดส่งเด็กเข้าเรียน วันที่ 1 ก.พ. รับสมัคร 7-11 ก.พ. จับฉลาก ประกาศผล และรายงานตัว17 ก.พ.มอบตัว 24 ก.พ. ชั้น ม.1 ประกาศผลการจัดสรรที่เรียน10 มี.ค. นักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯและนักเรียนทั่วไป สอบคัดเลือกและใช้คะแนนโอเน็ต  สมัคร 14-18 มี.ค. สอบคัดเลือก 23 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 27 มี.ค. มอบตัว 6 เม.ย. นักเรียนในเขตพื้นที่บริการฯจับฉลาก สมัคร 14-18 มี.ค. จับฉลากประกาศผลและรายงานตัว 31 มี.ค. นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ(ถ้ามี) รับสมัคร14-15 มี.ค. คัดเลือก 16 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 18 มี.ค.มอบตัว 6 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ(ถ้ามี) สมัคร 14-18 มี.ค.ประกาศผลและรายงานตัว 27 มี.ค. มอบตัว 6 เม.ย.ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์ให้จัดหาที่เรียนให้ สมัคร 7-8 เม.ย.ประกาศผลและรายงานตัว 11 เม.ย. และจะประกาศการจัดหาที่เรียนให้นักเรียนในเขตพื้นที่ฯทุกคนอีกครั้งในวันที่ 16 พ.ค.

ชั้น ม.4 โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งระดับม.ต้น และ ม,ปลาย นักเรียนที่จบชั้น ม.3ของโรงเรียนเดิมการรับสมัครและประกาศให้เป็นไปตามกำหนดการของโรงเรียน รายงานตัว 1 เม.ย.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียน ม.3 จากโรงเรียนอื่นและโรงเรียนเดิมที่ใช้การสอบคัดเลือกและใช้คะแนนโอเน็ต สมัคร 14-18 มี.ค. สอบคัดเลือก 24 มี.ค. ประกาศผล 28 มี.ค.รายงานตัว 1 เม.ย.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ(ถ้ามี) รับสมัคร14-15 มี.ค. คัดเลือก 16 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 18 มี.ค.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ(ถ้ามี) สมัคร 14-18 มี.ค.ประกาศผลและรายงานตัว 28 มี.ค. มอบตัว 7 เม.ย. โรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย นักเรียนที่สอบคัดเลือกและใช้คะแนนโอเน็ต สมัคร 14-18 มี.ค. สอบคัดเลือก 24 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 28 มี.ค. มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ(ถ้ามี) รับสมัคร14-15 มี.ค. คัดเลือก 16 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 18 มี.ค.มอบตัว 7 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ(ถ้ามี) สมัคร 14-18 มี.ค.ประกาศผลและรายงานตัว 28 มี.ค. มอบตัว 7 เม.ย.2556.